การผลิตน้ำมันปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100) จากน้ำมันปาล์มดิบ โพสต์เมื่อ:
11:38 วันที่ 1 พ.ย. 2549 ชมแล้ว:
300,364 ตอบแล้ว:
674
 การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันปาล์มดิบ มีกรรมวิธี ขั้นตอนหลากหลาย แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ ก็แตกต่างกัน ขอเชิญทุกท่านร่วมแบ่งปันความรู้เพื่อการสร้างสรร และพัฒนา ปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 557 11 มิ.ย. 2551 (20:12) <P>ขอบคุณพี่เกษตรกรตัวจริงมากครับ สำหรับข้อมูลดี ผมมีคำถามครับ</P>
<P>1.ปาล์มดิบและไขปาล์ม ทำไบโอดีเซล แล้วได้คุณภาพเหมือนกันมัยครับ</P>
<P>2.ราคาปาล์มที่พี่เกษตรกรตัวจริง นำมาแสดงหาได้จาก web ไหนครับ<BR></P> คนกันเอง (IP:222.123.121.193)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 558 13 มิ.ย. 2551 (12:55) <P><FONT face="times new roman, times, serif">ผมต้องการทำไบโอดีเซลจากกลีเซอรีน ไม่ทราบว่าใครให้คำแนะนำได้บ้าง ส่วนการทำไบโอดีเซลแบบ Trans/Ester (Base/Acid)ผมทำได้แล้วอยากทดลองโดยใช้กลีเซอรีนมาทำบ้าง</FONT></P> kang4210079@yahoo.com (IP:124.121.80.84)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 559 13 มิ.ย. 2551 (15:53) <P align=center><STRONG><FONT style="BACKGROUND-COLOR: #ff0000" size=7>ขายนํามันพืชเก่า29.-(080)647-7640</FONT></STRONG></P>
<P align=center><STRONG><FONT style="BACKGROUND-COLOR: #ff0000" size=7>(080)021-3311</FONT></STRONG></P> วิโชติ the-boy-club@windowslive.com (IP:61.7.191.179)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 560 15 มิ.ย. 2551 (10:26) ผลของปาล์มน้ำมัน พันธ์ลูกผสมเทเนอร่า ที่อยู่ในแปลงปลูกเดียวกัน ต้นพันธ์มาจากแหล่งเดียวกัน ปลูกพร้อมกัน การดูแลใส่ปุ๋ย ตัดแต่งทาง เหมือนกันทุกอย่าง ผลปาล์มที่ได้ มีขนาด รูปทรงที่แตกต่างกันอย่างมากมาย ผ่าดูภายใน มีลักษณะดี ตามที่ต้องการทั้งคู่ เปลือกหนา กะลาบาง เมล็ดในเล็ก
ต้นปาล์มน้ำมันทั้งร้อยต้นที่เราปลูก ให้ผลปาล์มน้ำมันที่ได้ไม่เหมือนกันนะครับ
ทุกคนคงอยากได้ผลปาล์มใหญ่ๆแบบที่อยู่ในรูปด้านบน เพราะได้เปลือกนอกที่ให้น้ำมันมาก
ณ วันนี้ เกษตรกรก็ยังมองต้นปาล์มไม่ออก และไม่ทราบกันนะครับ ว่าปาล์มที่ลงมือปลูกไปแล้วจะให้ผลออกมา ดี หรือไม่ดีเช่นไร พยามหาใช้แหล่งต้นพันธ์ที่เชื่อถือได้ เพราะกว่ารู้ผล ก็ต้องดูแลกันไป 3-4 ปีข้างหน้า
ปาล์มน้ำมัน อาชีพที่ต้องการการคุ้มครองดูแลตั้งแต่เริ่มปลูกครับ
ในขณะที่ชาติของเรากำลังให้ความหวังกับน้ำมันปาล์มที่จะเข้ามาเป็นพลังงานทดแทนที่สำคัญของชาติ
ให้ความคาดหวังและผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกปาล์มน้ำมันกันมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิตน้ำมันปาล์มให้มากพอที่จะผลักดันให้เกิดไบโอดีเซล ในปริมาณที่แผนพลังของชาติต้องการ
ในขณะที่เกษตรกรไทยปลูกปาล์มน้ำมันกันมา 40 ปีแล้ว สร้างผลผลิตออกมามากมาย มีพื้นที่ปลูกวันนี้ 3.14 ล้านไร่ มีผลปาล์ม 7.27 ล้านตัน มีน้ำมันปาล์มดิบ 1.24 ล้านตัน (1,362,637,362 ลิตร)
ต้องการให้มีการปลูกเพิ่มอีกให้ถึง 10 ล้านไร่
แต่ยังไม่มี พระราชบัญญัติปาล์มน้ำมัน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 561 15 มิ.ย. 2551 (12:24) <TABLE border=0>
<TBODY>
<TR vAlign=top>
<TD noWrap><B>ข้าว ยาง ปาล์ม</B></TD></TR>
<TR>
<TD colSpan=2 height=5 < td></TD>
<TR vAlign=top>
<TD noWrap><B>รายละเอียด:</B></TD>
<TD>วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3996 (3196)<BR>ธนินท์ปั้นยุทธศาสตร์เกษตร ดัน"ข้าว-ยาง-ปาล์ม"โกย2ล้านล. วิสัยทัศน์ "เจ้าสัวธนินท์" ชี้ยุควิกฤตอาหารโลกคือโอกาสทองประเทศไทยในรอบ 1,000 ปี ถึงเวลายกระดับรายได้เกษตรกร ผันเงินเข้าระบบ 2 ล้านล้าน เชื่อข้าว-สินค้าเกษตร ราคาพุ่งต่อเนื่อง เชียร์รัฐทุ่มแสนล้านลงทุนระบบชลประทาน ชูธง "ข้าว-ยาง-ปาล์ม" เป็นหัวหอก ย้ำทฤษฎี 2 สูง ต้องทำหากไม่อยากให้โอกาสกลายเป็นวิกฤต "ข้าวยากหมากแพง"<BR><BR>"สิ่งที่คนเป็นห่วงกันตอนนี้คือ กลัวว่าจะถึงยุคข้าวยากหมากแพง แต่ถ้าแก้วิกฤตตรงนี้ได้ ใช้โอกาสให้เป็น ประเทศรวยแน่ เศรษฐกิจฟื้นทันที"<BR><BR>ก่อนที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะให้บทสรุปในประโยคดังกล่าว ปิดท้ายในการให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" และเครือมติชน เมื่อ วันที่ 23 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญซึ่งนักธุรกิจผู้เป็นแม่ทัพของอาณาจักรธุรกิจการเกษตรใหญ่ที่ สุดในประเทศไทยย้ำค่อนข้างชัดเจนก็คือ ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าเกษตรสำหรับบริโภครวมถึงสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นพลังงานกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความกังวลว่าอาจเกิดวิกฤตการณ์ขาดอาหาร และราคาก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น จุดนี้น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารเพื่อการส่งออก และยังสามารถใช้โอกาสดังกล่าว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ เพิ่มกำลังซื้อ รวมถึงสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไทยได้ในระยะยาว หากมีการจัดการที่เหมาะสม<BR>"ผมว่าในรอบ 1,000 ปีเราไม่เคยเจอโอกาสดีแบบนี้ นี่คือโอกาสที่เมืองไทยจะรวยเท่ากับญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน สิ่งที่จะทำให้เรารวยคือน้ำมันบนดิน สินค้าเกษตรที่เราปลูกได้กำลังมีราคาดี ผมว่า นี่คือโอกาส"<BR>แนวทางการจัดการหรือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม 3 เรื่องได้แก่<BR>1.การจัดระบบและพัฒนาที่ดินสำหรับการเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 67 ล้านไร่ให้เหมาะสม<BR>2.ลงทุนระบบชลประทานอย่างจริงจัง<BR>3.ให้ความรู้ในด้านการวิจัยและพัฒนา พร้อมกับรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง<BR>"เรามีพื้นที่เกษตรอยู่ 67 ล้านไร่ เอา 25 ล้านไร่มาปลูกข้าว ทำระบบชลประทานให้ ดีเลย เหมือนที่เราเลี้ยงไก่ เลี้ยงกุ้ง ต้องจัดการให้น้ำมีใช้ หมุนถ่ายได้ตลอด ผมสนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเรื่องนี้เต็มที่ มองอย่างไรก็คุ้ม ส่วนที่เหลือจากทำนา เอา 30 ล้านไร่ไปปลูกยาง อีก 12 ล้านไร่ก็ปลูกปาล์ม ถ้าทำได้อย่างนี้ 67 ล้านไร่นี่จะทำให้เกษตรกรได้เงินปีละ 2 ล้านล้าน (บาท) แล้วเมืองไทยจะไม่รวยได้อย่างไร กำลังซื้อจะไม่มาได้อย่างไร คิดดูถ้ามีเงินเข้าไปในระบบอีกล้านล้าน เศรษฐกิจจะกระเตื้องขนาดไหน"<BR>ทั้งนี้นายธนินท์เชื่อว่า แนวโน้มของราคาสินค้าเกษตรจะยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพืชที่มีความสำคัญเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศในอนาคตคือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคายางพารามีโอกาสที่จะสูงขึ้นไปถึง 150 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีเพียงประเทศไทย รวมถึงในมาเลเซีย อินโดนีเซียเท่านั้นที่สามารถปลูกยางพาราได้ผลเต็มที่ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสม กับแนวโน้มราคาข้าวเขายังเชื่อว่า ราคาจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้ว่าล่าสุดเวียดนามยอมทำข้อตกลงขายข้าวจำนวน 1 ล้านตันให้กับฟิลิปปินส์ไปแล้วก็ตาม ส่วนประเด็นที่ธนาคารโลกหรือ สหประชาชาติเริ่มแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับวิกฤตอาหาร โดยเรียกร้องประเทศผู้ผลิตข้าวและอาหารนั้น ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความเห็นว่า หากพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากเท่าไหร่ ขณะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ 10 เหรียญกลายเป็น 100 กว่าเหรียญแล้วในขณะนี้<BR>"ข้าวเรายังไม่ขึ้นเท่าไหร่ น้ำมันขึ้นไป ตั้งกี่เท่าแล้ว ทำไมไอเอ็มเอฟไม่พูดเรื่องน้ำมันบ้าง... ...คนปลูกข้าวที่เลี้ยงชีวิตมนุษย์ปล่อยให้จนได้อย่างไร มนุษย์สำคัญกว่าเครื่องจักรเยอะ เครื่องจักรไม่มีน้ำมันไม่เป็นไร แต่ทำไมผู้ผลิตอาหารมนุษย์ยังจนอยู่ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร"<BR>ทั้งนี้ นายธนินท์ระบุว่า โอกาสในการพัฒนาของประเทศไทยยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเข้ามาให้การสนับสนุนด้านวิชาการ พัฒนาสายพันธุ์พืชให้ได้ผลผลิตเพิ่ม คอยดูแลด้านการขาย การตลาดให้สินค้าเกษตรราคาไม่ตก<BR>"รัฐบาลมีหน้าที่ไปช่วยวิชาการ แล้วก็ขายให้แพง ยิ่งแพงประเทศยิ่งรวย เป็นสมบัติของชาติ เป็นน้ำมันบนดินใช้ได้ไม่รู้จบ ถ้าเราไม่เข้าใจ ไปกดราคา สมบัติเราก็ต่ำลง จนลงกันทั่วประเทศ ที่เกษตรกรเขาต้องการคือ สินค้าเกษตรราคาดี ถ้าราคาดีอีกหน่อย ธ.ก.ส.ก็ไม่ต้องแล้ว ทุกแบงก์พร้อมจะวิ่งเข้าไปปล่อยเอง แต่ถ้าสินค้าเกษตรราคาต่ำ ต่อให้ทำดี 3 ปีแล้ง 1 ปีก็พัง อย่างนั้นแบงก์ก็ไม่เอาด้วย"<BR>ขณะเดียวกันก็ย้ำประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้ว่า แนวทางที่เขาเสนอ ทฤษฎี 2 สูง สำหรับพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แม้จะมีนักวิชาการหรือหลายๆ ฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่า จะมีผลกระทบกับภาวะเงินเฟ้อ เขายืนยันว่า ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการปรับรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนข้าราชการ หรือรายได้ของคนทั่วไปส่วนอื่นๆ ให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น หากปรับตัวสูงคู่กันไปทั้ง 2 ด้าน ก็จะไม่มีปัญหา ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากความคึกคักของธุรกิจที่ขยายตัว สามารถนำเงินภาษีไปใช้รองรับการปรับเงินเดือนได้ในระยะยาว หรือจำนำไปใช้ในการลงทุนระบบชลประทานให้สมบูรณ์มากขึ้นก็สามารถทำได้<BR>"จากนี้ไปผมว่าการเมืองจะยุ่งก็ยุ่งไป แต่อย่าทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหา ห่วงที่สุดคือขึ้นเงินเดือนไม่ได้ นักวิชาการไม่เข้าใจกลัวเงินเฟ้อ ไม่ต้องกลัว ฉะนั้นต้องใช้วิธีสองสูง ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีกมาก สินค้าเกษตรราคาขึ้น กำลังซื้อเพิ่ม โรงงานก็ได้ด้วย เพราะของจะไม่พอขายแล้ว คนจนเขาไม่ซื้อรถเบนซ์ เขาก็ซื้อของจำเป็นก่อน แล้วถ้าขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการให้เขามีเงินจับจ่าย 2 กลุ่มนี้มีเงินจ่าย รัฐบาลจะเก็บภาษีได้อีกเยอะเลย" นอกจากนี้ นายธนินท์ยังให้ภาพถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจเกษตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ว่า จะยังเน้นทั้ง 2 ทางคือการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เน้นการค้นคว้าเทคโนโลยีที่จะเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรที่เป็นความรู้ ดั้งเดิมของเกษตรกรไทย หรือภูมิปัญญาด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาพันธุ์ไก่ พื้นเมือง ส่งเสริมและอนุรักษ์ควายไทย รวมถึงการวิจัย พัฒนาพันธุ์หมูพื้นเมือง ซึ่งจะมุ่งไปที่การพัฒนาพันธุ์ให้เข้มแข็ง และแจกจ่ายไปยังชาวบ้าน เกษตรกรผู้ยากไร้โดยไม่มุ่งที่กำไรแต่อย่างใด</TD></TR></TBODY></TABLE> วาทะเสี๋ย (IP:118.173.52.35)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 562 15 มิ.ย. 2551 (18:52) วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3996 (3196)
ธนินท์ปั้นยุทธศาสตร์เกษตร ดัน"ข้าว-ยาง-ปาล์ม"โกย2ล้านล. วิสัยทัศน์ "เจ้าสัวธนินท์" ชี้ยุควิกฤตอาหารโลกคือโอกาสทองประเทศไทยในรอบ 1,000 ปี ถึงเวลายกระดับรายได้เกษตรกร ผันเงินเข้าระบบ 2 ล้านล้าน
เชื่อข้าว-สินค้าเกษตร ราคาพุ่งต่อเนื่อง เชียร์รัฐทุ่มแสนล้านลงทุนระบบชลประทาน ชูธง "ข้าว-ยาง-ปาล์ม" เป็นหัวหอก ย้ำทฤษฎี 2 สูง ต้องทำหากไม่อยากให้โอกาสกลายเป็นวิกฤต "ข้าวยากหมากแพง"
"สิ่งที่คนเป็นห่วงกันตอนนี้คือ กลัวว่าจะถึงยุคข้าวยากหมากแพง แต่ถ้าแก้วิกฤตตรงนี้ได้ ใช้โอกาสให้เป็น ประเทศรวยแน่ เศรษฐกิจฟื้นทันที"
ก่อนที่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะให้บทสรุปในประโยคดังกล่าว ปิดท้ายในการให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" และเครือมติชน เมื่อ วันที่ 23 เมษายน 2551 ที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญซึ่งนักธุรกิจผู้เป็นแม่ทัพของอาณาจักรธุรกิจการเกษตรใหญ่ที่ สุดในประเทศไทยย้ำค่อนข้างชัดเจนก็คือ ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าเกษตรสำหรับบริโภครวมถึงสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นพลังงานกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความกังวลว่าอาจเกิดวิกฤตการณ์ขาดอาหาร และราคาก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น จุดนี้น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารเพื่อการส่งออก และยังสามารถใช้โอกาสดังกล่าว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ เพิ่มกำลังซื้อ รวมถึงสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไทยได้ในระยะยาว หากมีการจัดการที่เหมาะสม
"ผมว่าในรอบ 1,000 ปีเราไม่เคยเจอโอกาสดีแบบนี้ นี่คือโอกาสที่เมืองไทยจะรวยเท่ากับญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน สิ่งที่จะทำให้เรารวยคือน้ำมันบนดิน สินค้าเกษตรที่เราปลูกได้กำลังมีราคาดี ผมว่า นี่คือโอกาส
แนวทางการจัดการหรือยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม 3 เรื่องได้แก่
1.การจัดระบบและพัฒนาที่ดินสำหรับการเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 67 ล้านไร่ให้เหมาะสม
2.ลงทุนระบบชลประทานอย่างจริงจัง
3.ให้ความรู้ในด้านการวิจัยและพัฒนา พร้อมกับรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
เรามีพื้นที่เกษตรอยู่ 67 ล้านไร่ เอา 25 ล้านไร่มาปลูกข้าว ทำระบบชลประทานให้ ดีเลย เหมือนที่เราเลี้ยงไก่ เลี้ยงกุ้ง ต้องจัดการให้น้ำมีใช้ หมุนถ่ายได้ตลอด ผมสนับสนุนให้รัฐบาลลงทุนเรื่องนี้เต็มที่ มองอย่างไรก็คุ้ม ส่วนที่เหลือจากทำนา เอา 30 ล้านไร่ไปปลูกยาง อีก 12 ล้านไร่ก็ปลูกปาล์ม ถ้าทำได้อย่างนี้ 67 ล้านไร่นี่จะทำให้เกษตรกรได้เงินปีละ 2 ล้านล้าน (บาท) แล้วเมืองไทยจะไม่รวยได้อย่างไร กำลังซื้อจะไม่มาได้อย่างไร คิดดูถ้ามีเงินเข้าไปในระบบอีกล้านล้าน เศรษฐกิจจะกระเตื้องขนาดไหน"
ทั้งนี้นายธนินท์เชื่อว่า แนวโน้มของราคาสินค้าเกษตรจะยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพืชที่มีความสำคัญเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศในอนาคตคือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา โดยราคายางพารามีโอกาสที่จะสูงขึ้นไปถึง 150 บาท/กิโลกรัม
เนื่องจากยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีเพียงประเทศไทย รวมถึงในมาเลเซีย อินโดนีเซียเท่านั้นที่สามารถปลูกยางพาราได้ผลเต็มที่ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสม กับแนวโน้มราคาข้าวเขายังเชื่อว่า ราคาจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้ว่าล่าสุดเวียดนามยอมทำข้อตกลงขายข้าวจำนวน 1 ล้านตันให้กับฟิลิปปินส์ไปแล้วก็ตาม
ส่วนประเด็นที่ธนาคารโลกหรือ สหประชาชาติเริ่มแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับวิกฤตอาหาร โดยเรียกร้องประเทศผู้ผลิตข้าวและอาหารนั้น ประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความเห็นว่า หากพิจารณาเปรียบเทียบแล้ว ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากเท่าไหร่ ขณะที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจากไม่กี่ 10 เหรียญกลายเป็น 100 กว่าเหรียญแล้วในขณะนี้
"ข้าวเรายังไม่ขึ้นเท่าไหร่ น้ำมันขึ้นไป ตั้งกี่เท่าแล้ว ทำไมไอเอ็มเอฟไม่พูดเรื่องน้ำมันบ้าง... ...คนปลูกข้าวที่เลี้ยงชีวิตมนุษย์ปล่อยให้จนได้อย่างไร มนุษย์สำคัญกว่าเครื่องจักรเยอะ เครื่องจักรไม่มีน้ำมันไม่เป็นไร แต่ทำไมผู้ผลิตอาหารมนุษย์ยังจนอยู่ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร"
ทั้งนี้ นายธนินท์ระบุว่า โอกาสในการพัฒนาของประเทศไทยยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเข้ามาให้การสนับสนุนด้านวิชาการ พัฒนาสายพันธุ์พืชให้ได้ผลผลิตเพิ่ม คอยดูแลด้านการขาย การตลาดให้สินค้าเกษตรราคาไม่ตก
"รัฐบาลมีหน้าที่ไปช่วยวิชาการ แล้วก็ขายให้แพง ยิ่งแพงประเทศยิ่งรวย เป็นสมบัติของชาติ เป็นน้ำมันบนดินใช้ได้ไม่รู้จบ ถ้าเราไม่เข้าใจ ไปกดราคา สมบัติเราก็ต่ำลง จนลงกันทั่วประเทศ ที่เกษตรกรเขาต้องการคือ สินค้าเกษตรราคาดี ถ้าราคาดีอีกหน่อย ธ.ก.ส.ก็ไม่ต้องแล้ว ทุกแบงก์พร้อมจะวิ่งเข้าไปปล่อยเอง แต่ถ้าสินค้าเกษตรราคาต่ำ ต่อให้ทำดี 3 ปีแล้ง 1 ปีก็พัง อย่างนั้นแบงก์ก็ไม่เอาด้วย"
ขณะเดียวกันก็ย้ำประเด็นที่เคยให้สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้ว่า แนวทางที่เขาเสนอ ทฤษฎี 2 สูง สำหรับพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แม้จะมีนักวิชาการหรือหลายๆ ฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่า จะมีผลกระทบกับภาวะเงินเฟ้อ เขายืนยันว่า ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำคือการปรับรายได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนข้าราชการ หรือรายได้ของคนทั่วไปส่วนอื่นๆ ให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น หากปรับตัวสูงคู่กันไปทั้ง 2 ด้าน ก็จะไม่มีปัญหา
ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากความคึกคักของธุรกิจที่ขยายตัว สามารถนำเงินภาษีไปใช้รองรับการปรับเงินเดือนได้ในระยะยาว หรือจำนำไปใช้ในการลงทุนระบบชลประทานให้สมบูรณ์มากขึ้นก็สามารถทำได้
"จากนี้ไปผมว่าการเมืองจะยุ่งก็ยุ่งไป แต่อย่าทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหา ห่วงที่สุดคือขึ้นเงินเดือนไม่ได้ นักวิชาการไม่เข้าใจกลัวเงินเฟ้อ ไม่ต้องกลัว ฉะนั้นต้องใช้วิธีสองสูง
ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้นอีกมาก สินค้าเกษตรราคาขึ้น กำลังซื้อเพิ่ม โรงงานก็ได้ด้วย เพราะของจะไม่พอขายแล้ว คนจนเขาไม่ซื้อรถเบนซ์ เขาก็ซื้อของจำเป็นก่อน แล้วถ้าขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการให้เขามีเงินจับจ่าย 2 กลุ่มนี้มีเงินจ่าย รัฐบาลจะเก็บภาษีได้อีกเยอะเลย"
นอกจากนี้ นายธนินท์ยังให้ภาพถึงทิศทางการพัฒนาธุรกิจเกษตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ว่า จะยังเน้นทั้ง 2 ทาง
คือการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ เน้นการค้นคว้าเทคโนโลยีที่จะเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านการเกษตรที่เป็นความรู้ ดั้งเดิมของเกษตรกรไทย หรือภูมิปัญญาด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาพันธุ์ไก่ พื้นเมือง ส่งเสริมและอนุรักษ์ควายไทย รวมถึงการวิจัย พัฒนาพันธุ์หมูพื้นเมือง ซึ่งจะมุ่งไปที่การพัฒนาพันธุ์ให้เข้มแข็ง และแจกจ่ายไปยังชาวบ้าน เกษตรกรผู้ยากไร้โดยไม่มุ่งที่กำไรแต่อย่างใด
คัดลอก แล้วลงให้ใหม่ ให้อ่านง่ายขึ้นนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 563 15 มิ.ย. 2551 (19:09) ทุนอุปถัมภ์กับความฝันของซีพี
Written by ดร . เสรี พงศ์พิศ |
Thursday, 10 April 2008 |
(บทความตีพิมพ์ในมติชนรายวัน 10 เมษายน 2551)
เป็นเรื่องดีที่สภาพัฒน์ฯ กับมติชนสุดสัปดาห์ช่วยกันเปลือยความคิด ความฝัน หรือวิสัยทัศน์ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ทำให้คนไทยได้รับรู้ว่า ลึกๆ แล้วซีพีคิดอย่างไร ต้องยอมรับว่าคุณธนินท์เป็นคนมีจินตนาการที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อย่างยอดเยี่ยม และคงทำให้คนจำนวนไม่น้อยหลงใหลไปกับความฝันอันมีมนตร์เสน่ห์ จึงอยากจะวิพากษ์ความฝันของซีพี ไม่อยากให้ผู้คนหลับใหลและได้แต่ฝัน เพราะ "เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่" อย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชาวอินเดียพูดไว้ หวังว่าการวิพากษ์นี้จะไม่ทำให้คุณธนินท์ด่วนสรุปเอาแบบที่พูดไว้ตอนท้ายที่สภาพัฒน์ว่า "ประเทศอื่นมองทุกคนเป็นคนดีหมด แต่เมืองไทย มองทุกคนเป็นผู้ร้าย มันไม่ใช่" ก็ดีนะครับที่อย่างน้อยก็มีคุณธนินท์ที่เป็นคนไทยและไม่ได้มองเช่นนั้น คุณธนินท์พูดเรื่องน้ำ เรื่องการสร้างเขื่อน และยุให้รัฐบาลนี้ "กล้าสู้กับเอ็นจีโอและอธิบายให้เข้าใจ" ซึ่งก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เพราะปัญหาไม่ใช่เอ็นจีโอโง่ ไม่มีข้อมูล ไม่เข้าใจ แต่เพราะมีความเข้าใจคนละอย่าง มีกระบวนทัศน์พัฒนาคนละแบบ มีวิธีการมองโลกมองชีวิตอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากวิธีคิดแบบคุณธนินท์ที่ว่า "ถ้าทำเขื่อนแล้วสัตว์น้ำหายไปกี่ชนิด เทคโนโลยีวันนี้กรมประมงทำได้ เพาะได้ เราก็เพาะใส่เข้าไปก็แล้วกัน แล้วจะเสียหายอะไร มีแต่ทำให้น้ำไม่ท่วม เราใช้น้ำได้ประโยชน์เต็มที่ ใช้น้ำมาปั่นไฟ" คิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบกลไก คิดแบบแยกส่วน คิดแบบลดทอน (reductionism) ชีวิตก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดีเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ ซับซ้อน มีระบบ มีคุณค่ามหาศาล ลดทอนลงมาให้เหลือแค่พลังงาน เอาน้ำมาปั่นไฟ ไม่ให้น้ำท่วม โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ไม่ได้คิดถึงระบบคุณค่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมดุลของธรรมชาติ ของวิถีชุมชน ซึ่งมีประเพณี วิถีวัฒนธรรม
คนคิดแบบนี้ไม่เชื่อว่า "เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว"
เขาพูดเรื่องความเสี่ยงของเกษตรกรได้อย่างน่าฟัง และน่าคิด และซีพีก็ได้ทำมาหลายสิบปีที่ช่วยเกษตรกรไม่ให้รับความเสี่ยง (คนเดียว-และมากเกินไป อันนี้เขาพูดไม่หมด) ซีพีให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง ปลูกข้าวโพด ปลูกพืชต่างๆ โดยใช้พันธุ์ของตนเอง อาหารของตนเอง ปุ๋ย ยา และอื่นๆ ของตนเอง ชาวบ้านมีหน้าที่เพียงเลี้ยง ปลูก ดูแลให้โต ให้ได้ผลตามวิธีการ ขั้นตอนที่ซีพีบอก ชาวบ้านคิดว่า ปลูกแล้ว เลี้ยงแล้วจะเอาพันธุ์ไปขยายเอง ปลูกเอง เลี้ยงเองก็ทำไม่ได้ ต้องเอาของซีพีเท่านั้น ถึงเอาไปจากที่ตนเองปลูกและเลี้ยงก็ปลูกไม่ได้ เลี้ยงไม่โต แต่ถ้าหากเพื่อลดความเสี่ยง ซีพีจะรับเอาความเสี่ยงไป และให้เกษตรกรเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ถามว่าเป็นอะไรที่พึงปรารถนาสำหรับสังคมที่กำลังพัฒนาหรือไม่ และเกษตรกรเขารับได้และยอมหรือไม่ หรือว่าส่วนหนึ่งต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือก นี่เป็นวิธีคิดแบบอุตสาหกรรม ต่างกันเพียงว่าแทนที่ "กรรมกร" จะทำในโรงงานก็ทำในทุ่ง ในสวน ในเล้าไก่ คอกหมู โดยมีผู้จัดการใหญ่นั่งคอยบอกคอยสอน คอยควบคุมดูแล ระบบแบบนี้ขอเรียกว่า "ทุนอุปถัมภ์" ก็แล้วกัน เขาปฏิเสธว่านี่เป็นทุนผูกขาด เขาอธิบายได้สวยงามแบบทวงบุญคุณว่า เป็นการให้นายทุนมารับความเสี่ยงแทนเกษตรกร น่าแปลกใจไม่น้อย ที่เขาพูดเรื่องทุนมนุษย์ว่าสำคัญที่สุด แต่เขาคิดถึงแต่เพียงว่า จะหาคนเก่งจากทั่วโลกสักแสนคนมาอยู่เมืองไทย และประเคนสัญชาติไทยและบัตรประชาชนให้เลยทันทีโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข แต่ไม่ได้คิดว่า ทำอย่างไรจึงจะ "พัฒนา" คนไทย สร้างคนไทยที่เป็นเกษตรกร เป็นชาวบ้าน ให้เป็นทุนมนุษย์ที่สามารถอยู่รอดและแข่งขันกับโลกให้ได้สักแสนคน เสียดายที่เขาไม่ได้เอ่ยถึง "สถาบันปัญญาวิวัฒน์" เพื่อจะบอกว่า การศึกษาไทยล้มเหลวจนซีพีต้องลุกขึ้นมาสร้างคน สร้างทุนมนุษย์เพื่อไปทำงานให้ตนเอง แต่เขาก็ไม่ได้คิดถึงการสร้างเกษตรกรให้ "พึ่งพาตนเอง" เพราะซีพีมีวิธีคิดแต่เพียงว่าจะให้แรงงานและเกษตรกรพึ่งพาซีพีตลอดไปได้อย่างไร เจ้าสัวซีพีมีภาพฝันที่น่าทึ่งว่า ในยุคที่น้ำมันแพง สินค้าเกษตรเริ่มแพง ไทยควรต้องปรับตัว ปรับการทำงาน ความร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรอย่างข้าวให้สูงขึ้นอีกหลายเท่า ยางพาราให้ได้สักกิโลละ 150 บาท และสินค้าอื่นๆ อย่างปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ซึ่งกำลังกลายเป็นพลังงานทางเลือก
เขาชวนฝันว่า ทำอย่างไรจัดการให้ 62 ล้านไร่ที่ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตมากกว่าวันนี้ โดยการจัดการชลประทานให้ดีสัก 25 ล้านไร่ รวมทั้งปรับรูปที่ดิน จัดรูปที่ดิน "หาพันธุ์ที่ดี เอาเทคโนโลยีมาใส่" เขาฝันว่า วันนี้เมืองไทยขายผลผลิตการเกษตรได้เพียง 5 แสนล้านบาท ถ้าทำอย่างที่เขาแนะน่าจะได้ประมาณ 3 ล้านล้านบาท มากกว่าวันนี้ 6 เท่า
เป็นอะไรที่เข้าใจได้ว่า ถ้าเมืองไทยพัฒนาไปได้เช่นนี้ ซีพีก็ได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะคนกลางที่ค้าขายและเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกกระบวนการขั้นตอนมากกว่าใครคือซีพี
เขาบอกว่า ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกันเช่นนี้ แต่เขาก็พูดความจริงแค่ครึ่งเดียว เขามองแต่รัฐและนายทุน ไม่ได้มองเกษตรกร ไม่ได้มองประชาชนส่วนใหญ่ว่ามีทางออกทางอื่นอีกหรือไม่นอกจากมาเป็น "แรงงาน" ให้นายทุนอย่างซีพี ต้องถามว่า ประเทศพัฒนาแล้ว รวมถึงเกาหลีและไต้หวัน เขามีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำด้านการเกษตรแบบซีพีหรือไม่ หรือเกษตรกรของเขารวมตัวกันเป็นสหกรณ์และบริหารจัดการการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรเอง จนพ่อค้าคนจีนไต้หวันต้องมาอยู่เมืองไทย ตั้งบริษัทจัดการการเกษตร การแปรรูปผลผลิต เพราะที่นี่ยังมีที่มีทางให้ทำอีกมาก เพราะเกษตรกรอ่อนแอ ยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อจัดการตนเองอย่างที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาทำกัน
ความเสี่ยงของเกษตรกรเป็นเรื่องจริง เสี่ยงเพราะทำไปโดยไม่มีความรู้จริง ไม่มีข้อมูล เห็นคนอื่นทำก็ทำตามา เห็นเขาปลูกปอก็พอ มันก็มัน อ้อยก็อ้อย เห็นเขาเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้งแล้วรวยก็เฮโลตามเขา แล้ววิธีการลดความเสี่ยงมีแค่การเข้าไปรับความเสี่ยงแบบซีพีหรือ แล้วทำไมเกษตรกรถึงเจ๊งกัน เป็นหนี้กัน แม้ว่าทำกับซีพี
ถ้าเกษตรกรเสี่ยงเพราะไม่มีความรู้ ไม่มีข้อมูลก็น่าจะทำให้มีความรู้มีข้อมูล ถ้าไม่มีพลังเพราะทำคนเดียวก็น่าจะมีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นทั่วประเทศว่า กลุ่มเกษตรกรก็ดี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็ดี หรือสหกรณ์การเกษตรก็ดี มีที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ แต่ยังน้อยเกินไป ทำไมไม่หาทางช่วยให้กลุ่มเหล่านี้เข้มแข็ง
ปัญหาที่คุณธนินท์บอกว่า ให้รัฐบาลไปอธิบายให้เอ็นจีโอเข้าใจเรื่องเขื่อน เรื่องน้ำ ก็เป็นปัญหาเดียวกันกับที่มีคนพยายามไปอธิบายให้ซีพีเข้าใจวิธีคิดเรื่อง "ชุมชนเข้มแข็ง" เรื่องการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ เป็นอะไรที่คนทำเซเว่นอีเลเว่นไม่ยอมเข้าใจ อ้างแต่ว่าได้ทำให้ผู้คนสะดวกซื้อ ได้ของดีมีคุณภาพ ขณะที่ร้านขายของชำเล็กๆ ในตำบลหมู่บ้านทยอยปิดลง คนเล็กคนน้อยหาที่ยืนไม่ได้ในสังคมที่มีการผูกขาดทุน
กระบวนทัศน์พัฒนาที่อยู่บนฐานการคิดแบบองค์รวม ย่อมไม่ได้มองคนเป็นเพียงแรงงาน ปัจจัยการผลิต ไม่ได้มองแค่รายได้ แต่มองคนในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่ต้องการเป็นอิสระ มีความฝัน ความใฝ่ฝัน ไม่ไช่เครื่องจักรกล ไม่ได้ทำได้เพียงกิน ขี้ ปี้ นอน แต่ต้องการความสุขและเสรีภาพ มีความภูมิใจใน "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์" ศัพท์ที่เขียนเหมือนกัน สะกดเหมือนกัน แต่นายทุนกับเอ็นจีโอเข้าใจไม่เหมือนกัน
ต้องช่วยกันตั้งคำถามว่า วันนี้ประเทศไทยต้องการพัฒนาตนเองไปทางไหน และจะไปอย่างไร ด้วยวิธีการแบบไหน หรือว่าเราชัดเจนตั้งแต่ทำแผน 10 แล้วว่า เราจะอยู่แบบ "พอเพียง" จะใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำ สภาพัฒน์ฟังคุณธนินท์แล้วยังคิดเรื่องพอเพียงอยู่หรือไม่ คิดแบบไหน
วันนี้ทั่วโลกกำลังตั้งคำถามว่า คนต้องการอะไร ถ้าต้องการความสุข ทำไมไม่แสวงหาความสุขด้วยวิธีการที่เป็นสุขจริง ทำไมต้องหน้าดำคร่ำเครียดหาแต่เงิน ทำแต่เรื่องเศรษฐกิจ ว่าแล้วรัฐบาลฝรั่งเศสก็จ้างนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสองคน คือ โยเซฟ สติกลิตซ์ และ อมาตยา เซน มาช่วยทำ "ดัชนีความสุข" ต้องการ GDH แทน GDP
ถ้าวันนี้ประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยกำลังได้เปรียบ ทำอย่างไรจะปรับยุทธศาสตร์พัฒนาที่ทำให้ผู้คนอยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ต้องเอาเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัด ไม่ใช่เห็นตัวเลข 3 ล้านล้านที่เจ้าสัววาดฝันให้ก็ตาโต
อมาตยา เซน บอกว่า "เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง" สี่ห้าสิบปีที่ผ่านมาเราได้แต่ฝันไปกับนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า "พรุ่งนี้รวย" ทั้งรัฐบาล ทั้งนายทุน ขุนศึกศักดินามาบอกมาแนะนำกันพร้อมหน้า
โยเซฟ สติกลิตซ์ อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีบิล คลินตัน และรองประธานและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของธนาคารโลก คือคนที่วิจารณ์มาตรการของ IMF ที่ทำกับไทยและกับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายว่ามีวาระซ่อนเร้น เรื่องธุรกิจและผลประโยชน์ของตนเองและประเทศพัฒนาแล้ว มากกว่าที่จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ
ถ้าให้สองคนนี้พูดเรื่องเมืองไทยพวกเขาคงดีใจกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งคุณธนินท์ไม่ได้เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยากนัก เพราะเขาเคยขอให้รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจจะได้โต
ขณะที่ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดลล์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอีกคนหนึ่งพูดที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า
"เศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก และยังไม่เข้มแข็งพอ เมื่อพิจารณาการใช้จ่ายรวมของประเทศ ประกอบด้วยการบริโภค ภาคเอกชน การลงทุนของธุรกิจ การใช้จ่ายภาครัฐบาล การนำเข้าและการส่งออกแล้วสามารถนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ โดยเริ่มจาก การสร้างความเข้มแข็งของภาคครัวเรือนที่เป็นหน่วยย่อยที่สุดของระบบเศรษฐกิจ"
การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองไม่ใช่ความฝัน เราเห็นตัวอย่างมากมายในประเทศไทย ทั้งระดับชุมชนและระดับตำบล ไม่ว่าที่ไม้เรียง ที่ท่าข้าม ที่อินแปง เราเห็นว่า เงื่อนไขเพื่อให้เกิดระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง คือ ต้องสร้างคน สร้างความรู้ และสร้างระบบ ซึ่งก็ คือ เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ความพอประมาณ" ซึ่งเป็นความพอดี เป็นทางสายกลาง เป็นคุณธรรม เราไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นนามธรรม เราสร้างคนที่มีคุณธรรม ที่รู้ว่าพอดีพองามอยู่ที่ไหน เศรษฐกิจพอเพียงพูดเรื่อง "มีเหตุผล" หมายถึงสร้างความรู้ ฐานความรู้ มีแบบมีแผน มีขั้นมีตอน
เศรษฐกิจพอเพียงพูดถึง "ภูมิคุ้มกันที่ดี" ซึ่งก็คือการสร้างระบบที่ดีนั่นเอง เพราะหากมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะมีความมั่นคง ยั่งยืน ไม่ทำโครงการซึ่งมีเงินก็ทำได้ แต่ต้องทำระบบ ซึ่งมีเงินอย่างเดียวทำไม่ได้ ต้องอาศัยความรู้และใช้ปัญญาจึงจะทำได้
วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ คือเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรวมตัวกันเพื่อจัดการการผลิต การตลาด การบริโภคในท้องถิ่น และการก้าวออกไปสู่ตลาดภายนอก รวมถึงการส่งออก ซึ่งก็ทำกันอยู่ เพียงแต่ยังน้อย ไม่อาจสู้กับซีพีได้ แต่หากว่าได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตนเอง เกษตรกรก็จะสามารถจัดการได้ทุกขั้นตอน เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ซึ่งบางแห่งมีสหกรณ์หรือบริษัทของตนเองที่ดำเนินการขั้นตอนต่างๆ กลายเป็นยักษ์ใหญ่กว่าซีพีก็ยังมี แต่พวกเขาใหญ่จากข้างใน จากตัวเอง และทำเพื่อเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิก เป็นเจ้าของกิจการนั้น
หรืออย่างประเทศอิตาลี เศรษฐกิจแบบอิตาลี ที่คนเล็กคนน้อยอยู่ได้ พัฒนาได้ ไม่ต้องมีบริษัทยักษ์ใหญ่แบบทุนอุปถัมภ์อย่างเดียว มีสหกรณ์เข้มแข็ง มี SME ที่ไทยไปเรียนรู้เอามาเลียนแบบ แต่ทำให้ดีไม่ได้เหมือนเขา
ระบบเศรษฐกิจแบบอิตาลีเป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อโต้แย้งแนวคิดของมาร์กซิสท์และแนวคิดของทุนนิยม (อย่างน้อยสามานย์) ที่ว่า เศรษฐกิจชุมชน คือ เศรษฐกิจที่รอวันตาย เพราะทั้งสองระบบมองคนเป็นเพียงปัจจัยการผลิต เป็นแรงงาน ที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อใดที่มีการจัดการโดยรัฐหรือทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะมีระบบเศรษฐกิจ "ใหญ่" หนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เรียกว่า เศรษฐกิจชุมชน
ประเทศไทยในยุคแผนฯ 10 ที่ประกาศว่าเศรษฐกิจพอเพียง คือปรัชญาของการพัฒนายุคนี้ ต้องตอบตัวเองให้ได้ เราจะพัฒนาแบบทุนอุปถัมภ์ที่มีหลักประกัน ความมั่นคง มีความเสี่ยงน้อย หรือจะพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี มีกินและมีความสุขแบบพอเพียง |
ที่มาของบทความ : มติชน วันที่ 10/04/2008
อ่านคำต่อคำของการบรรยายของ นายนายธนินท์ เจียรวนนท์ บรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551 |
ประเทศไทยต่อไปนี้กำลังเปลี่ยนแปลงจากน้ำมันบนดินครับ เป็นน้ำมันที่ใช้ไม่มีวันหมด ไม่เหมือนน้ำมันในบ่อธรรมชาติ ที่ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกบอกว่า อีก 100 ปีหมดแน่
สมัยนี้ผิดกับทุกยุค ยุคก่อนมีไม่กี่ร้อยล้านคนที่รวยขึ้น แต่ยุคนี้หลายพันล้านคน อย่างน้อย 2,000 กว่าล้านคน กำลังมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เช่น จีน 1,300 กว่าล้านคน จนไปถึง 1,600 ล้านคน อินเดียววันนี้ก็ตั้ง 1,300 ล้านคนแล้วยังจะเพิ่มอีก
ยุโรปตะวันออกก็มีหลายร้อยล้านคน เศรษฐกิจยุโรปตะวันออกดีขึ้น ก็ฉุดให้ยุโรปตะวันตกยิ่งดีขึ้น ถ้ารวมกัน ผมว่าพลังไม่น้อยกว่าอเมริกา
สมัยก่อน เรามีเค้กก้อนเดียว หรือมอเตอร์ที่ฉุดเศรษฐกิจ มียุโรปตะวันออก-ตะวันตก รวมกันเหนือกว่าสหรัฐอเมริกา เพราะครบทุกอย่างไม่แพ้สหรัฐอเมริกา
คนเก่งไม่แพ้กัน ประชากรมากกว่าสหรัฐอเมริกา พื้นฐานเศรษฐกิจยุโรปตะวันตกแข็งแรงมาก ก็ไปฉุดเอายุโรปตะวันออกแข็งแรงขึ้นด้วย นี่เค้กก้อนที่สองนะครับ
ตัวที่สาม คือ จีนมี 1,300 ล้านคน ซื้ออะไรโลกสะเทือนหมด ถ้าจีนออกมาซื้ออะไร สินค้าจะไม่พอ อย่างจีนเพิ่งมาใช้รถยนต์ น้ำมันราคาขึ้นเป็นเรื่องราว นี่เพิ่งเริ่มใช้รถยนต์นะครับ อินเดียก็เพิ่งเริ่ม บวกอินเดียอีกสองประเทศนี้ เกือบจะ 3 พันล้านคนแล้วครับ
ฉะนั้น เครื่องจักรฉุดเศรษฐกิจตัวที่สามคือ จีน บวกไต้หวัน บวกฮ่องกง
ถ้าอินเดีย อาเซียน ญี่ปุ่น รวมแล้ว ผมคิดว่าเป็นเครื่องฉุดเศรษฐกิจตัวที่ 4 อย่างอินโดนีเซีย ถ้าการเมืองสงบหน่อย ผมก็คิดว่ามีทรัพยากรเต็มที่ แก๊ซในบ่อมีอีกมหาศาล ผืนดินมหาศาล ฉะนั้น โดยรวมแล้ว เครื่องฉุดเศรษฐกิจโลกไม่ใช่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียว
สมัยก่อนเราพูดว่า อเมริกาจาม ทั่วโลกเป็นไข้หวัดใหญ่ วันนี้ไม่ใช่แล้วครับ
เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จากนี้ไป เมื่อไทยจะค้ากับจีนอย่างไร ค้ากับอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า อย่างไร ลาว เขมร เวียดนาม รวมทั้งรัสเซีย ยุโรปตะวันออก เป็นโอกาสของเราทั้งนั้น
ผมลืมพูดถึงอีกประเทศ คือ บราซิล ซึ่งทั่วโลกเริ่มไปลงทุนมหาศาล นี่ก็เป็นเครื่องยนต์ตัวที่ 5 เพราะต่อไปประเทศที่มีบ่อน้ำมันจะสู้จะสู้ประเทศที่มีบ่อน้ำมันบนดินไม่ได้
เพราะบ่อน้ำมันบนดินใช้ไม่รู้จบ ใช้แล้วเกิดใหม่
ผมต้องขอยกย่องท่านเจ้าหน้าที่ ท่านผู้บริหาร และผมดีใจมากที่มีคนเก่งๆ สมัครเข้ามาสภาพัฒน์ แต่ผมยังห่วง เงินเดือนน้อยไปครับ
ที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ เวลาผมไปรัฐบาลจะส่งเด็กเพิ่งจบใหม่ๆ มาต้อนรับให้บริการผม มีเวลาผมก็คุย ทำไมคุณเข้ามารับราชการ ข้างนอกเงินเดือนสูงมาก เขาบอกว่ารัฐบาลเซี่ยงไฮ้ให้เงินเดือนสูง ถ้าข้างนอกจบมาให้เท่าไหร่ เซี่ยงไฮ้ให้เท่านั้น แต่มีสวัสดิการดีกว่า ให้เพียงพอก่อน ปากท้องก่อน ให้พอก่อน
ฉะนั้น เราต้องกล้าสู้เงินเดือนกับภาคเอกชน 35 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ เงินเดือนข้าราชการต่ำมาก ทำให้รัฐบาลต้องพยายามไปกดราคาสินค้าเกษตรให้ต่ำ
เรื่องนี้ผมจะพูดที่ละข้อนะครับ ผมเพิ่งเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านมีวิสัยทัศน์มาก เมื่อ 30 ปีก่อน ท่านเอาปาล์มมาปลูก พระองค์ท่านเห็นตั้งแต่ 30 กว่าปีก่อนแล้วว่า เมืองไทยต้องเริ่มปลูก และยังปลูกอยู่ที่ทางใต้เป็นหลักฐานอยู่
แต่เราไม่ได้ขยายอย่างจริงๆ จังๆ รัฐบาลไม่ได้วางแผนอย่างจริงๆ จังๆ ทำให้วันนี้เราแพ้มาเลเซียไปนาน เราไม่ได้ลงทุนวิจัยเรื่องพันธุ์ เรามัวแต่มักง่ายไปเอาพันธุ์ของมาเลเซียมา อาจเป็นเบอร์สองเบอร์สาม เบอร์หนึ่งเขาไม่ให้หรอก
พระองค์ท่านเหน็ดเหนื่อย หลับตาก็เห็นว่าที่ไหนควรทำเขื่อน ที่ไหนควรกักน้ำ น้ำยิ่งมายิ่งมีปัญหา ยิ่งมายิ่งสำคัญ ก็หวังว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องกล้าสู้กับเอ็นจีโอ และอธิบายให้เข้าใจ ไม่ต้องใช้คำว่าสู้ แต่อธิบายดีกว่า
ถ้าทำเขื่อนแล้วสัตว์หายไปกี่ชนิด เทคโนโลยีนี้กรมประมงทำได้ เพาะได้ เราก็เพาะใส่เข้าไปก็แล้วกัน แล้วจะไปเสียหายอะไร มีแต่ทำให้น้ำไม่ท่วม เราใช้น้ำไประโยชน์เต็มที่ ใช้น้ำมาปั่นไฟ
เรื่องนี้ผมอยากฝากทุกท่านที่เป็นเจ้าของประเทศ และมีบทบาทเขียนแผนของชาติ ผมเชื่อว่าสภาพัฒน์จะมีบทบาทไม่น้อยว่าสมัยก่อน
เรื่องเกษตร เราเคยทำครบวงจร เราเคยส่งเสริมเลี้ยงไก่ ตั้งแต่ต้นไปถึงแปรรูป ในสังคมหาว่าเราผูกขาด แต่ความจริงแล้ว นี่เป็นวิธีที่เอานายทุน เอาผู้ที่มีทุน มารับความเสี่ยงให้เกษตรกร ผู้เลี้ยงไก่
ถ้าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้แบบนี้ ประเทศไทยในเรื่องเกษตรจะไปยิ่งไกล ที่เจริญโภคภัณฑ์สมัยนั้นส่งเสริมชาวบ้านได้ แต่ซีพีมีความเสี่ยง แต่เรารู้ว่าช่วงไหนเสี่ยง
อย่างสุกร 3 ปี เราขาดทุน 1 ปี เพราะอะไร ตอนกำไรกำไรมก ทุกคนเข้ามาเลี้ยงมาก เลี้ยงมากก็ต้องขาดทุนมาก เราต้องเตรียมเงินมาขาดทุน เอาปีหนึ่งมาชดเชยตัวเลขที่ขาดทุน เอาปีหนึ่งมาชดเชยตัวเลขที่ขาดทุนสุดท้าย 3 ปีก็มีกำไร
แต่ถ้าจะให้เกษตรกรเอาเงินที่ไหนมาขาดทุน 2 ยกเขาก็ยกธงขาวแล้ว ขาดทุนสักปีก็หมดเงินที่จะมาขาดทุนแล้ว ตอนขาดทุน รัฐบาลไม่มีนโยบาย ไม่มีแผนไปช่วย
อย่างที่ผ่านมา 2 ปี สุกรตัวหนึ่งขาดทุนถึงพันกว่าบาท แต่แน่นอน วันนี้ต้องกำไรพันบาท เพียงเจ๊ากันนะครับ แล้วจะบอกว่า กำไรเกินควรได้อย่างไร
แต่เรื่องสุกร เรามี 30% สูงสุดที่เกษตรกรไม่เดือดร้อน มีซีพี มีบริษัทอื่นไปรับผิดชอบกับผู้เลี้ยง มีเงินคืนเงินกู้ เดือนหนึ่งมีกำไร 6 พันถึง 2 หมื่น แล้วแต่มากหรือน้อย
สุกรจะขาดทุนยังไง เกษตรกรกำไรแน่นอนไม่เดือดร้อน
แต่บริษัทถ้าทำกำไรมากก็ต้องเอาเงินส่วนหนึ่งมาเตรียมขาดทุน เพราะกำไรมาก คนก็เข้ามาเลี้ยงสุกรมาก สุกรก็ล้นตลาด ขาดทุนมากก็คัดเอาคนที่ต้นทุนสูง ไม่มีประสิทธิภาพออกไป คนที่ต้นทุนต่ำ มีประสิทธิภาพก็อยู่รอด มีกำไรก็พัฒนาต่อ
และที่แปลก คนเลี้ยงสุกรเคยบังคับเราว่า คุณต้องมารับสุกรไปรับประทานไหม ไม่มีครับ ผู้เลี้ยงไม่มีอำนาจบังคับพวกเรา ไม่มี แล้วเรื่องอะไรเราต้องไปบังคับราคาผู้เลี้ยง
ผู้เลี้ยงเขาไม่มีอำนาจมาบังคับเรา ตอนแพงเรากินเจก็ได้ ไม่ทานหมูสักปีเป็นอะไรไป เรามีทางเลือก แต่อาชีพผู้เลี้ยงไม่มีทางเลือก เป็นอาชีพเขา
เรื่องนี้ก็พูดให้ท่านเข้าใจตรงนี้ว่า จริงๆ แล้ว เราไม่สมดุลกัน ราคาสินค้าเกษตรกับเงินเดือนไม่สมดุล
อย่างสหรัฐอเมริกาวันนี้ เกษตรกรไม่มีวันเสี่ยง ผู้เสี่ยงคือนายทุน มีบริษัทมารับเหมาเหมือนกรีดยาง เจ้าของสวนยางได้ 60 คนไปกรีดได้ 40 แบ่งกัน คนลงทุนปลูกยาง ลงทุนแล้วมีความเสี่ยง คนกรีดไม่มีความเสี่ยงก็แบ่งได้ 40 แน่นอน
ผมอยากเห็นเกษตรกรไปถึงจุดที่เกษตรกรต้องไม่มีความเสี่ยง ผู้ที่จะรับความเสี่ยง คือผู้ที่มีความรู้ มีทุน สังคมถึงจะเป็นธรรม วันนี้พวกเราลองศึกษาลึกๆ อย่างไกเนื้อ 90% ผู้เลี้ยงไก่เนื้อไม่มีความเสี่ยง เรื่องนี้ต้องใช้เวลา 30 กว่าปี ต้องส่งเสริมตั้งแต่ลูกไก่ คนเลี้ยง ถึงเวลาก็จับมาโรงฆ่า เพราะมันผิดพลาดไม่ได้ ถ้าจับมาช้าชั่วโมงหนึ่ง โรงงานต้องพักหนึ่งชั่วโมง เรือที่จะส่งออกนอกต้องดีเลย์ไปหมด เสียหายมหาศาล
เราต้องวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ ไก่มาถึงโรงฆ่า สมัยก่อนอนุโลมให้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง วันนี้ไม่เกินห้านาที สิบนาที ทำไมชิ้นส่วนรถยนต์ญี่ปุ่นให้ตรงเวลาได้มีตั้งพันชิ้นส่วน ของเราเพียงหนึ่งอย่างห้านาทียังมากไป มาถึงก็ขึ้นเลย เพราะไก่มีชีวิตยิ่งอยู่บนรถนาน น้ำหนักก็ขาด เสียหาย ต้องพยายามวางแผนให้จับเวลาให้ตรง และมาถึงโรงฆ่าให้ตรงเวลา
เรื่องสุกรก็เหมือนกัน สุกรเหมือนคนไม่มีผิด ถ้าถึง 100 กิโลแล้ว เหมือนคนถึงจุดหนึ่งโตแล้ว วันละ 3 มื้อไม่โตแล้ว อย่างมากก็ลงพุง ไม่โตแล้ว ถ้าสุกร ลงพุงถูกตัดราคาไปอีก
ถ้าเราขายช้าไปสิบวัน หายไป 500 บาท กินฟรีไม่โด แล้วค่าใช้จ่ายที่ไปดูแลอีก โรงเรือน ค่าเสื่อม ถ้าช้าไป 10 วัน ก็ 1 ใน 3 ของเดือน
เกษตรกรบางคนยังไม่รู้ว่าทำไมไม่มีกำไร ทำไมหายไป เพราะเขาจับช้าไป 10 วัน หรือหนึ่งวันก็มีผลแล้ว มันต้องวางแผนอย่างละเอียด ยากกว่าอุตสาหกรรมอีก
ถ้าเราจะเลี้ยงเกษตรกรอุตสาหกรรม ต้องวางแผนทุกอย่าง เพราะเป็นของมีชีวิต ต้องละเอียดกว่าอุตสาหกรรม ถ้าเราพยายามขายได้ทันที ดีกว่าไปเก็บตู้เย็น เพราะค่าไฟฟ้าสูงอย่างนี้ เข้าตู้เย็นกิโลบวกขึ้นอีกบาท
การวางแผนเกษตรอุตสาหกรรม ยิ่งกว่าการวางแผนโตโยต้าผลิตรถยนต์อีก
เพราะรถยนต์ไม่เน่า ไม่เสื่อม ไม่เสีย เขาพึ่งแรงงานกลัวกระทบทำให้มีตำหนิจึงวางแผนมาให้พร้อมกัน
ไก่ก็เหมือนกัน มาถึงต้องทำให้สลบแล้วค่อยเชือด ถ้าเกษตรอุตสาหกรรม ไก่กระทงเกือบจะ 90% ผู้เลี้ยงไม่มีความเสี่ยงแล้ว ความเสี่ยงไปอยู่ที่นายทุน
ส่วนผู้เลี้ยงสุกรประมาณสูงสุด 30 % ไม่มีความเสี่ยง ไก่ไข่ก็เช่นกัน จาก 500 เพิ่มมาถึง 7 แสน หลายสิบปีมานี้ เขาก็ขายเองเสี่ยงเอง แต่บริษัทอย่างมากทำ 20 30 % บริษัทอื่นอีก 10 % นอกนั้นยังมีเกษตรกร 70 % ที่เสี่ยงกันเอง
กุ้งก็เหมือนกัน กุ้งก็ดีเหมือนกับไก่และสุกร เพราะเรามีพันธุ์แล้ว เราวิเคราะห์วิจัยตั้งแต่พันธุ์ถึงอาหาร เรื่องวิธีการเลี้ยง แต่กุ้ง เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงสูงสุดไม่เกิน 30 % เพราะผู้เลี้ยงยังอยากเสี่ยง กำไรทีเป็นล้านสองล้าน แต่ขาดทุนก็ย่อยยับเหมือนกัน
ผมเชื่อว่าต่อไป พวกที่เสี่ยงคงจบ เหลือแต่พวกที่ร่วมกับบริษัทที่มีแผนที่ดี ถึงเวลาก็ไปจับ จับเสร็จทันทีก็มีลูกกุ้งให้ ราคาก็การันตีกำไรแน่นอน ในสมัยนี้พ่อค้ากำไรแน่นอน
จะว่าพ่อค้าหน้าเลือด ความจริงเราไปว่าเขาไม่ได้ คนเลี้ยงบางทีเลี้ยงโตแล้วยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร ถึงเวลากุ้งล้นตลาด ตรงนี้เกษตรกรเสียเปรียบเสี่ยงทุกประตู
อย่างเลี้ยงลูกสุกร ซื้อมายังไม่รู้ว่าอีกห้าเดือนข้างหน้าจะขายใคร ถ้าเป็นโรคตายก็จะไม่มีประกันชีวิตอีก ถ้าโชคไม่ดีตาย ไม่เสียหาย มาเจอราคาดีก็ร่ำรวยไป เจอราคาไม่ดี โอ้โหขาดทุน 2 ต่อ ไปเรียกพ่อค้ามาซื้อก็ถ่วงเวลาอยู่เรื่อย เลี้ยงฟรี ห้าวันสิบวัน หายไปหลายร้อยบาท
แต่พ่อค้าซื้อได้แน่นอน ซื้อแพงก็ขายแพง ซื้อถูกก็ขายถูก กำไรแน่นอน
มาเข้าสู่เรื่องน้ำมันบนดิน ประเทศไทยมีพื้นที่ 130 ล้านไร่ มีที่นา 62 ล้านไร่ และมีที่ดิน มีชลประทานสูงสุดไม่เกิน 25 ล้านไร่
ผมมีความคิดอย่างนี้ครับ ขอฝากท่านเลขาฯ สภาพัฒน์ ดร.อำพน กิตติอำพล ลองศึกษาดู
ถ้าเราเอา 25 ล้านไร่ มาลงทุนเต็มที่ จัดรูปแบบที่ดิน ปรับรูปที่ดิน ชลประทานให้ครบ เหมือนเราเลี้ยงไก่ที่เราทำให้ทันสมัย สร้างโรงเรือน ลงทุนสูง แต่สุดท้ายต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง คิดแล้วคุ้ม เรื่องนี้เราต้องลงทุน จ้างผู้เชี่ยวชาญไปดูไต้หวัน ไปดูประเทศทำนาแบบเรา เขาลงทุนอย่างไร
25 ล้านไร่ที่ลงทุนไป ผลผลิตจะมากกว่า 26 ล้านไร่ และไม่มีความเสี่ยง
ฝนตกเราไม่ต้องการน้ำก็สูบออก เวลาต้องการน้ำก็ปล่อยน้ำเข้า ที่ผมไปดูมาก็เหมือนกับโรงงานเลี้ยงไก่ ถึงวันหนึ่งเราอาจเอาผ้าพลาสติกคลุม เหมือนเลี้ยงกุ้ง
ซีพี ส่งเสริมเลี้ยงกุ้งในโรงงานแล้ว งูก็ลงไปไม่ได้ แมลงก็ไม่ได้ หนูก็ลงไปไม่ได้ ที่เลี้ยงแบบเปิด บ่อกว้างกลางคืนอะไรลงไปก็ไม่รู้ เวลาเสียหายมหาศาล ลงทุนหลายล้าน ตายหมด วันนี้เราคลุมหมด วันหนึ่งทำนาคงไปถึงขั้นนี้ วันนี้เราจะเลี้ยงไก่ แปดชั้น เราจะเลี้ยงไก่เนื้อสี่ชั้น ใช้พื้นที่เดียวกัน ได้ผลผลิตมากขึ้น
ต่อไปพืชหลายตัว ก็ปลูกในน้ำ แล้วทำหลายชั้น ถึงวันนั้นแน่นอน เพราะไก่ไปก่อนแล้ว ไก่ไข่แปดชั้น ไก่เนื้อ 3 - 4 เหมือนตึกคอนโดมิเนียม
ผมเพิ่งรู้จากหลานชาย หลานมาถามผมว่า กรุงเทพฯ มีตึกสูง 30 ชั้น อยู่ในอันดับเท่าไหร่ของโลก ผมไม่รู้จริงๆ เมืองไทยอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก ตึกต่ำกว่า 30 ชั้นไม่นับนะ ผมก็คิดไม่ถึง
เมืองไทยเป็นที่ 1 หลายเรื่อง เรื่องกุ้ง เราเป็นที่ 1 ของโลก เราเป็นผู้นำตั้งแต่พันธุ์ ไปถึงการเลี้ยง ทำเกี๊ยวกุ้ง กุ้งทอด ไม่มีประเทศไหนทำได้ ต้องยกย่องว่าเราเป็นเบอร์ 1 ของโลก แปลกมาก
ข้าวเราก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก ยางพารา ก็เป็นเบอร์ 1 ของโลก
ถ้ารัฐบาลวางแผนให้ดี คนเก่งๆ ชอบอยู่เมืองไทย ถ้าเราเอาคนเก่งมาแสนคน ให้เป็นคนไทยไปเลย เราเป็นที่ 1 ได้ ไฮเทคเป็นที่ 1 ได้
เพราะไฮเทค ไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือสมอง คือคน แปลกประหลาดมาก คนมาเมืองไทย 2 3 ปี ติดใจเมืองไทย ไม่รู้ยังไง ผมไปอีสาน มีลูกเขยต่างประเทศเยอะเลย หมู่บ้านเต็มด้วยลูกเขยต่างประเทศ
ผมว่าประเทศไทยคนต่างประเทศชอบมาอยู่ ถ้าเรามีเงื่อนไขเหมาะสมกับเขา ถูกสเปคเขา
สุดท้าย การแข่งขัน ไม่ใช่ เงิน คน เป็นผู้สร้าง เงิน
อย่าง "ภูเก็ต ถ้าเราจัดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คนหัวเพี้ยนๆ เก่งๆ ภาษีให้เสียถูกสัก 10 % ของรายได้ เผลอๆ สำนักงานใหญ่ ย้ายมาอยู่ภูเก็ตเลย ทำงานที่ภูเก็ตคอนโทรลได้ทั่วโลก สมัยนี้จะประชุมอะไรก็เห็นภาพกัน คุยกัน ไม่พอใจค่อยบินไป หรือเขาบินมา จะเชิญแขกมาเที่ยวภูเก็ต คนก็อยากไปประชุมที่นี่
ถ้าเราหาคนเก่งของโลกมาสักแสนคน หาบริษัทเยี่ยมๆ ของโลก บริษัทที่เราต้องการไม่ใช่ให้แปดปีด้วย ให้เป็นคนไทยไปเลย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ เหมือนอเมริกันวันนี้ เขายังเที่ยวล่าคนเก่งๆ ของโลกให้มาเป็นนอเมริกา
ผมไปเยอรมันนีทุกปี แชร์แมนของ KFW บอกว่า เยอรมันนีเสียหายมาก สร้างคนเก่ง ลงทุนเป็นสิบล้านบาทส่งให้ไปเรียนต่อ แต่อเมริกามาชุบมือเปิบเลย ถ้าเก่งให้คนอเมริกันเลย นี่คือสงครามด้วยมนุษย์
ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ เมื่อสักครู่นี้ผมประทับใจมาก ที่เลขาฯ สภาพัฒน์บอกว่า ไม่ใช่เรามี เงิน อย่างเดียว สมอง ก็เป็นทรัพย์สมบัติอันหนึ่ง
อย่างเมืองจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ในโลกมีไม่กี่ประเทศที่คนอยากมาอยู่ ทำไมเราไม่รู้จักใช้คนเก่งให้เป็นประโยชน์ ผมว่าคนไทยเรียนรู้เก่ง เอาคนเก่งมานำคนไทยจะเสียหายอะไร เหมือนคุณพ่อผม จีน 100 % ผมมาเกิดที่เมืองไทย ผมรักเมืองไทยมากกว่าเมืองจีน ผมไปไหนธงชาติไทยขึ้นออฟฟิสมีรูปพระเจ้าอยู่หัว-พระราชินีทุกที่ ผมถือว่า เราต้องตอบแทนบุญคุณ
ซีพี เติบโตได้ทุกวันนี้เพราะประมุขของชาติและเรามีศาสนา อันนี้ที่ทำให้คนไทยเราน่ารัก คนไทยเรายิ้มแย้มแจ่มใสจากจิตใจ ไม่ใช่แกล้งทำหน้าตา สอนออกมา .. ไม่ใช่ ตรงนี้เราได้เปรียบมาก
ที่มา : คอลัมน์ บทความพิเศษ มติชนสุดสัปดาห์ 21 27 มี.ค. 51
หมายเหตุ มติชนสุดสัปดาห์ - นายธนินท์ เจียรวนนท์ บรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551
สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม .. เดินหน้าชน มติชน 26 มี.ค. 51
ได้พังทฤษฎีของ "ธนินท์ เจียรวนนท์" เจ้าสัวซีพีเรื่อง "บ่อน้ำมันบนดิน" แล้วน่าสนใจ เป็น "บ่อน้ำมันบนดิน" จากพืชน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง อ้อย หรือปาล์มน้ำมันที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันและอนาคต ที่จะยังรุนแรงต่อไป
แต่การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องมองภาพรวมทั้งหมด ต้องมีทิศทาง นโยบายและแผนงานชัดเจน เพราะพืชน้ำมันนั้นเป็นทั้งอาหารของคน สัตว์ และเครื่องจักร หากทำสะเปะสะปะอาจเกิดสงครามแย่งวัตถุดิบกันระหว่างกลุ่มต่างๆ และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งที่เจ้าสัว "ธนินท์" เสนอแนะก็คือ เรื่องการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วยการจัดสรรที่ดินเพาะปลูกพืชเกษตรแต่ละชนิด
จากที่ดินการเกษตร 67 ล้านไร่ แบ่ง 25 ล้านไร่ ที่มีการชลประทานดีไว้ทำนา อีก 30 ล้านไร่ ปลูกยางพารา และ 12 ล้านไร่ ปลูกปาล์มน้ำมัน พร้อมกับพัฒนาพันธุ์และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น
ส่วนด้านการตลาดก็ให้จับมือกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ที่จะไม่ตัดราคาขายกันเอง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น
ก็เป็นแนวทางที่หลายฝ่ายอยากเห็นและอยากให้เป็น แต่ไม่รู้ว่าฝันของเจ้าสัวซีพีจะสายเกินไปหรือเปล่า เพราะปัจจุบันมีเกษตรกรที่เป็นเจ้าของที่ดินเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน
ความไม่ใส่ใจดูแลภาคการเกษตรอย่างจริงจังของรัฐ และการหากินกับเกษตรกรของนักการเมืองในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรหลายรายขาดทุนหมดเนื้อหมดตัว ต้องขายที่ดินทำกินไปเท่าไหร่แล้ว
บ้างก็ไปบุกรุกป่าหาที่ทำกินใหม่ บ้างก็เปลี่ยนสถานะเป็นลูกจ้างนายทุน รับจ้างทำไร่ ทำนาในที่ดินที่เคยเป็นของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ชาวไร่ชาวนาตัวจริงเสียงจริงก็ยังคงมีอยู่ และภาครัฐควรที่จะดูแลอย่างจริงจังอย่าให้กลายเป็นแรงงานนายทุนหรือไปแออัดในภาคอุตสาหกรรมอีกเลย
ยิ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นยุคทองของเกษตรกรที่พืชเกษตรหลายชนิดราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่ราคาสูงเป็นประวัติการณ์
ขนาดข้าวเปลือกนาปรังยังพุ่งถึงตันละหมื่นกว่าบาท จากเมื่อก่อนแค่ 5-6 พันบาท นานทีหลายปีหนที่ราคาข้าวจะสูงขนาดนี้ นับเป็นโอกาสของชาวนาที่จะลืมตาอ้าปากได้บ้าง
แต่ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าชาวนาจะมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ เพราะต้นทุนการผลิตก็สูงตาม ทั้งปุ๋ยและน้ำมัน ที่ราคาแพงขึ้น
ที่ช้ำใจไปกว่านั้นก็คือ หลังลงมือปลูกและดูแลมาหลายเดือน เมื่อใกล้ได้เวลาเก็บเกี่ยวหรือเกี่ยวแล้วกองตากให้แห้งเพื่อรอไปขาย แต่ต้องมาเจอพวกมารสังคม แอบขโมยข้าวไปขายหน้าตาเฉย
ความหวังความตั้งใจที่คิดไว้ว่าหลังขายข้าวได้เงินแล้วจะเอาไปทำอะไรบ้าง ก็ต้องมลายหายไปในพริบตา
ไม่เพียงแค่หมดตัว แต่ยังมีหนี้พ่วงมาอีกด้วย
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ทั้งในภาคอีสานและภาคกลาง
ชาวนาหลายรายต้องหอบที่นอนหมอนมุ้งไปเฝ้านา บางรายก็ให้สมาชิกในครอบครัวผลัดเปลี่ยนเวรยามออกไปตรวจกันตลอดคืนเพื่อป้องกันหัวขโมย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีนักการเมืองบางคนในกระทรวงพาณิชย์กำลังพยายามขโมยฝันของชาวนา ด้วยการผลักดันให้เปิดประมูลข้าวในสต๊อครัฐบาลกว่า 7 แสนตัน จากที่มีอยู่กว่า 2 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการกดราคาข้าวเปลือกโดยตรง
ด้วยข้ออ้างว่าผู้ส่งออกมีออเดอร์ แต่ไม่มีข้าวส่งออก ซึ่งก็ไม่รู้จริงแท้แค่ไหน
ข้าวที่ผู้ส่งออกประมูลไปก่อนหน้านี้กว่า 9 แสนตัน ส่งออกหมดแล้วหรือ
หรือยังเก็บอยู่ในโกดังเพื่อปั่นราคา
หากจะระบายข้าวในสต๊อครัฐบาลออกมา ก็ควรนำไปบรรจุถุงขายผู้บริโภคน่าจะดีกว่า
เพราะล่าสุดทางสมาคมข้าวถุงไทยเตรียมยื่นขอปรับราคาข้าวถุง (5 กิโลกรัม) อีก 10% ข้าวขาวจากถุงละ 90 บาท เป็น 100 บาท ข้าวหอมมะลิจากถุงละ 130-140 บาท ก็ขอเพิ่มเป็น 140-150 บาท
ดังนั้น ถ้านำข้าวรัฐบาลมาบรรจุถุงขายในราคาถูก ก็จะช่วยตรึงราคาและลดค่าครองชีพชาวบ้านไปด้วย ขณะที่ราคาข้าวเปลือกของชาวนาก็ไม่ตกต่ำ
"มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ต้องยืนให้มั่น อย่าให้พวกขโมยฝันชาวนามาบีบให้ประมูลขายข้าวรัฐบาลออกมาในขณะนี้
ที่มาของบทความ : มติชน วันที่ 26/03/2008
อ่านคำต่อคำของการบรรยายของ นายนายธนินท์ เจียรวนนท์ บรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2551
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 564 16 มิ.ย. 2551 (08:51)
ปาล์มน้ำมัน หน้าโรงงาน (บาท/กก.) |
ปาล์มทะลาย คุณภาพ %น้ำมัน (17%) |
5.20-6.00 |
|
|
|
น้ำมันปาล์มดิบ เกรดเอ ขายส่ง กทม . |
36.50-36.75* |
|
|
|
สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร
16 มิถุนายน 2551
ราคาปาล์มสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณผลปาล์มเข้าสู่ตลาด ลดน้อยลง และคุณภาพดีขึ้น
ส่วนตลาดน้ำมันปาล์มดิบ มี ผลกระทบจากราคาน้ำมัน ปาล์มดิบในตลาดมาเลเซีย สูงขึ้นต่อเนื่อง และเราคาเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ
จากการคาดการณ์โดยส่วนตัว ในปลายปี2551จนถึงต้นปีหน้า
ปาล์มทะลายมีโอกาสที่เห็นราคาในระดับ ถึง 8 บาทต่อกิโลกรัม
น้ำมันปาล์มดิบ มีโอกาสที่ราคาจะขึ้นไปแกว่งตัวที่ 45-50 บาทต่อกิโลกรัม
ซึ่งนั่นก็เป็นผลสะท้อนจากการที่เราจะมีโอกาสเห็นราคาดีเซลไปถึง 50 บาทด้วยเช่นกัน
น้ำมันบริโภคก็จะต้องขึ้นราคา
มนุษย์ จะมีการเหยียบกันตายที่หน้าแผนกขายน้ำมันพืช ตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ
สัตว์โลกจะพากันไร้ที่อยู่ เพราะมีการหักร้างถางพง และเผาทำลายป่า เอาพื้นที่มาปลูกปาล์มกันมากขึ้น เพราะว่าปลูกปาล์มแล้วรายได้ดี มีเงินซื้อรถ(ผ่อน) มีเงินเหลือเติมน้ำมัน
โลกจะร้อนมากขึ้น แล้วจะมีคนบอกว่าเป็นเพราะเราปลูกปาล์ม และผลิตน้ำมันปาล์มกันมาก
ภาวะโลกร้อน ทำให้ปาล์มน้ำมันจะออกทะลายไม่สม่ำเสมอ สุกพร้อมๆกันคราวละหลายๆทะลายไม่ทะยอยสุกให้เก็บเกี่ยวได้เหมือนเมื่อก่อน
ปาล์มน้ำมันจะทะลักกันออกมาเป็นช่วงๆ ไม่ทะยอยออกทะลาย หรือสุกให้เก็บเกี่ยวได้เหมือนเมื่อก่อน
ช่วงที่ผลปาล์มออกมามากๆโรงงานจะบีบสกัดน้ำมัน ไม่ทัน กดราคาซื้อได้สุดๆ โกยกำไรได้อื้อซ่า
ช่วงที่ปาล์มทะลายขาด โรงงานแย่งกันซื้อ ปั่นราคา สู้กันจนตายไปข้างนึง เพราะตอนได้กำไรก็ตุนไว้เตรียมสู้ตอนปาล์มขาดนี่แหละ
ข้าวสารแพงเพราะคนทำนาน้อยลง ต้องขายข้าว ต้องทำนาไปให้ต่างชาติเยอะๆ เพราะเรานับถือเงินต่างชาติ เพราะเราเป็นครัวของโลก เพราะเราเป็นนาของโลก พ่อครัวทำกับข้าวเก่ง จะดูผอมไปบ้างก็ไม่เป็นไร ชาวนาเราก็เก่ง จะจนไปมากกว่านี้อีกบ้าง จะไม่มีข้าวกินบ้างก็ไม่เป็นไร
รัฐบาลจะยืนดู ทำตาปริบๆ ทำอะไรไม่ถูก พูดอะไรไม่ออก
เฮ้อ ไม่ได้เป็นเสี่ย จะมีคนเชื่อกันมั้ยเนี่ย

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 565 16 มิ.ย. 2551 (13:16) <DIV>นายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ความผันผวนของสถานการณ์ราคาน้ำในเดือนปัจจุบันประกอบกับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ราคาน้ำมันได้ว่าจะปรับตัวขึ้นลงได้มากน้อยระดับใด แต่เชื่อว่า ปัญหาดังกล่าวจะไม่ทำให้ราคาน้ำมันปรับลดลงและมีความเป็นไปได้ว่าในปีนี้ ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในประเทศ จะปรับขึ้นถึง 50 บาทต่อลิตร และการปรับขึ้นราคาน้ำมันจากครั้งละ 40-50 สตางค์ต่อลิตร มาเป็น 70-80 สตางค์ต่อลิตร <BR><BR>ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ค้าน้ำมัน จะมีการยกเลิกจำหน่ายเบนซิน 95 ในปลายปีนี้ ถือว่าเป็นไปตามยอดจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 ที่ลดต่ำลงมาก จากเดิมจำหน่ายได้วันละ 8 ล้านลิตร เหลือเพียงวันละ 8 แสนลิตร ลดลงร้อยละ 10</DIV> เมตตา ทำนาย (IP:118.173.53.3)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 567 17 มิ.ย. 2551 (09:59) <P>เก่งจังเลย</P>
<P>ขอให้ขยันอย่างนี้ต่อไปจ๊ะ</P>
<P>โตขึ้นเป็นมันสมองของชาตินะ</P>
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 568 18 มิ.ย. 2551 (18:07) พื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน และสวนยางพารา อันกว้างใหญ่ไพศาล มีพื้นที่ครอบคลุม 2 อำเภอ คืออำเภออ่าวลึกและอำเภอปลายพระยาในปัจจุบัน เป็นบริเวณของสหกรณ์นิคมอ่าวลึก ที่มีการจัดสรรพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรได้มีที่ทำกินโดยการจัดสรพื้นที่ให้เกษตรกรแปลงเล็กๆครอบครัวละ 25 ไร่ ได้มีการปลูกปาล์มน้ำมันกันเป็นส่วนใหญ่
ช่วงแรก ระหว่างปี 2512-2515สมาชิกจะได้รับการส่งเสริมให้ปลูกปาล์มน้ำมัน ครอบครัวละไม่เกิน 25 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ใช้วงเงินกู้ครอบครัวละไม่เกิน 120,000 บาท โดยสมาชิกจะกู้เงินจาก ธกส. โดยตรง พื้นที่ทั้งหมดมีบริเวณรวมพื้นที่ประมาณ 242,500 ไร่
แต่เนื่องจากพื้นที่ในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึก มีพื้นที่จำนวนมากและมีอาณาเขตกว้างไกล ราษฎรที่ได้รับจัดสรรที่ดิน จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์นิคม จำนวน 3 สหกรณ์ คือ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด สหกรณ์นิคมปากน้ำ จำกัด และสหกรณ์นิคมปลายพระยา จำกัด
ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน เป็นโรงงานที่มีกำลังการผลิต 45 ตันปาล์มทะลายต่อชั่วโมง สามารถรับผลผลิตปาล์มน้ำมันจากสวนในพื้นที่รอบๆโรงงานและสหกรณ์การเกษตรที่เป็นสมาชิกส่งปาล์ทะลาย ได้ถึงวันละ1,000 ตัน และสกัดน้ำมันปาล์มดิบได้มากถึงวันละ 200 ตัน
เมื่อมองภาพทางอากาศ จะเห็นว่ามีการแบ่งพื้นที่โดยโดยใช้ถนนแบ่งแนวที่ดินหลักออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งปัจจุบันเป็นได้กลายเป็นเส้นแบ่งเขตอำเภออ่าวลึกและปลายพระยาไปแล้ว และมีถนนซอย แบ่งแปลงย่อย มีตั้งแต่ซอย 1 ถึงซอย 16 ทั้งสองฝั่งถนน
ในยุคเริ่มต้นนั้นการเดินทางทุรกันดาร ลำบากมาก หลายคนที่ได้รับการแบ่งที่ดิน ทิ้งพื้นที่ไปก็มี แต่คนที่ยังอยู่ตอนนี้ สบายดี มีอาชีพ มีฐานะ เลี้ยงครอบครัว สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้ จากการเป็นเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ดำรงอาชีพอยู่อย่างภาคภูมิใจ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 569 18 มิ.ย. 2551 (18:46) ส่วนของโรงงานที่เพิ่งสร้างมาได้ ประมาณ 5 ปี ที่รายล้อมไปด้วยสวนปาล์มน้ำมันที่มีอายุนานไม่น้อยกว่า 30 ปี
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 570 19 มิ.ย. 2551 (14:29) <P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>ข้อมูลให้ความรู้ มีประโยชน์มากจริงๆเลยครับ</FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>พอดีผมอยากหาความรู้ด้านนี้ search เจอเวบนี้เลยอ่านมาตั้งแต่ต้น</FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>แต่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้อมูลผมยังน้อย อิอิอิ (ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย)</FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>มีคำถามนะครับว่า หากจะทำเพื่อเชิงพาณิชย์แล้ว การผลิตน้ำมันปาล์ม กับ การผลิตเป็นไบโอดีเซล อย่างไหนเหมาะสมกว่ากัน โดยเปรียบเทียบกว้างๆ</FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>*คำถามอาจอ่านดูงงๆนะคับ เพราะผมก็งงเหมือนกัน คิดไม่ค่อยออก</FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>**มีอะไรสงสัยจะมาถามอีกนะครับ </FONT></P>
<P><FONT face="courier new, courier, mono" size=3>ขอบคุณมากครับ</FONT></P> 13th (IP:124.157.180.141)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 571 19 มิ.ย. 2551 (23:07) <P><FONT size=2>อยากทราบลายระเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ หรือแบบครอบครัวก็ดี</FONT></P>
<P>และราคาของตัวเครื่องบีบปาล์ม</P> pas_en36@hotmail.com (IP:58.137.49.148)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 572 22 มิ.ย. 2551 (20:15) ภาพขยายของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดกระบี่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 573 22 มิ.ย. 2551 (20:20) เชิญชวนร่วมงาน"ปฐมบทแห่งวิถีชุมชน พลังงานพึ่งตน ก้าวพ้นวิกฤต ร่วมกัน" เป็นงานนิทรรศการเกี่ยวกับการพึ่งตนเอง และพลังงานทางเลือกที่ชุมชนสามารถจัดการได้ เป็นงานที่ทางอาศรมพลังงานจัดขึ้นเพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีพลังงานยั่งยืน และอาศรมพลังงานเล็งเห็นว่าท่ามกลางวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นและกำลังจะมาถึง การพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมงานในวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้ที่อาศรมพลังงาน เขาใหญ่ อ.ปากช่อง นครราชสีมา สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 044-297621,081-6600377
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 574 23 มิ.ย. 2551 (10:28)
สูตรราคาน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่น |
โดย โสภณ สุภาพงษ์ |
23 มิถุนายน 2551 02:45 น. |
1. ทำไมน้ำมันในไทยจึงแพงผิดปกติ ตอบ : เป็นเพราะกลุ่มบริษัทโรงกลั่นน้ำมันและ ปตท.ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มอีก 169,438 ล้านบาท หรือเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิม 700 % (ตาราง 1)
|
|
หลายปีที่ผ่านมาคนไทยใช้น้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อ 5 ปีก่อนบริษัทโรงกลั่นน้ำมัน 7 แห่งและบริษัท ปตท. ( มีโรงแยกก๊าซ) ได้ซื้อน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติดิบมากลั่นโดยบวกกำไรอีก 20,330 ล้านบาท แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย ปัจจุบันกลุ่มบริษัทดังกล่าวได้ใช้โอกาสบวกกำไรเพิ่มทวีอีก 195,853 ล้านบาทถึง 169,438 ล้านบาท (ดูตาราง 1 ) แล้วนำผลผลิตมาขายให้คนไทย บริษัทโรงกลั่น 5 แห่งเป็นเครือบริษัท ปตท.ผูกขาดกำลังกลั่น 83% บางบริษัทกำไรเพิ่มถึง 50 เท่า ปตท. บอกว่าผลกำไร 2 ใน 3 ของบริษัท ปตท. (เกือบ 70,000 ล้านบาท) มาจากก๊าซ ,LPG , NGV ฯลฯ (กำไรก๊าซทำให้ราคาไฟฟ้าแพง) ดังนั้นกำไรมหาศาลที่เหลืออีกมากกว่า 100,000 ล้านบาทของบริษัททั้ง 8 แห่งมาจากน้ำมัน กำไรเพิ่ม 700-800 % สูงขึ้นกว่าปี 2544 - 2545 ในขณะที่เราใช้น้ำมันเพิ่มเพียงปีละ 3% ตัวเลขกำไรเป็นตัวเลขทางการที่บริษัทรายงานตามกฎหมายใช้เสียภาษี ปันผล ฯลฯ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ อาจมีกำไรมากกว่านี้ที่สามารถซ่อนไว้ในบัญชีสต๊อก ฯลฯ หรืออาจมีบัญชีกำไรซ้อนระหว่างกันที่คนภายนอกไม่สามารถรู้ทั้งหมดได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 575 23 มิ.ย. 2551 (10:31) 
2. ทำไมบริษัทโรงกลั่นสามารถขายน้ำมันราคาแพง และเอากำไรจากคนไทยเพิ่มขึ้นผิดปกติมากกว่าปีละ100,000 ล้านบาทได้ ตอบ : เป็นเพราะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้สมมติตั้งสูตรราคาขายน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่นให้บริษัทโรงกลั่นได้กำไรสูงกว่าต้นทุนจริงมาก (ตาราง2)
|
ราคาน้ำมันที่ 1 เหรียญ ต่อ 1 บาร์เรลนั้นเท่ากับ 0.2 บาทต่อลิตร (คือ 32บาท หารด้วย 159 ลิตร ) ดังนั้นน้ำมันดิบพื้นฐานโอมานที่บริษัทโรงกลั่นนำเข้ามากลั่นส่วนใหญ่ราคา122 เหรียญต่อบาร์เรล จึงมีต้นทุนเท่ากับ 24.8 บาทต่อลิตร รวมค่าใช้จ่ายการกลั่นเฉลี่ยทั้งหมด 1.5 บาทต่อลิตร (1.3 - 1.7 บาทต่อลิตร) จึงเป็นต้นทุนน้ำมันเฉลี่ยทั้งสิ้น 26.3 บาทต่อลิตร แต่คณะกรรมการนโยบายพลังงาน ได้สมมติสูตรราคาขายดีเซล ณ โรงกลั่นให้บริษัทขึ้นให้เท่ากับราคาสิงคโปร์บวกอีก 0.8 บาทต่อลิตร หรือเท่ากับ 33.0 บาทต่อลิตร ทำให้บริษัทขายน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่นได้ สูงกว่าต้นทุนการกลั่นถึง 6.7 บาทต่อลิตร (ทั้งๆ ที่ราคาสิงคโปร์เป็นตลาดเก็งกำไรเหมือนเล่นหุ้น) ในการกลั่นน้ำมันดิบนั้นจะได้น้ำมันประมาณ 6 ชนิดที่ให้กำไรตามสูตรเช่นนี้สูงกว่าต้นทุน และมี 1 ชนิดที่ได้ราคาต่ำกว่า ดังนั้นการที่ตั้งสูตรสมมติราคาขาย ณ โรงกลั่นให้สูงกว่าปกติ ก็จะสร้างกำไรสูงผิดปกติให้บริษัทโรงกลั่นมหาศาล นอกเหนือจากกำไรจากสต๊อก ฯลฯ 3. ทำไมพ่อค้า ข้าราชการบางคน หรือนักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูด มักพูดแต่เรื่องค่าการตลาด (ตาราง 3)
|
ตอบ : เพราะสูตรราคาน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่นที่ 33.0 บาทซึ่งสมมติไว้สูงๆ จะถูกใช้หลอกประชาชนว่าเป็นต้นทุน (ทั้งที่เป็นเรื่องสมมติเอาเอง) บวกภาษี 5.0 บาท บวกค่าการตลาด 1.5 บาท รวมเป็นตัวเลขขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 39.5 บาทต่อลิตร พ่อค้าบางคนที่ได้กำไร ข้าราชการบางคนที่ได้เงินจากบริษัท และนักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูด จึงพูดหลอกประชาชนว่าค่าการตลาดน้อย ติดลบอยู่บ่อยๆ โดยสมมติราคา ณ โรงกลั่นของตนให้สูงขึ้นเพื่อให้ตัวเลขค่าการตลาดเป็นตัวเลขติดลบ โดยไม่พูดถึงกำไรสูง 6.7 บาท ต่อลิตรที่ถูกซ่อนไว้ที่โรงกลั่น (ตลาดปั๊มเอกชนเล็กๆ น้อยๆ จึงถูกบีบจากราคา ณ โรงกลั่น) 4. ทำไมคณะกรรมการนโยบายฯ จึงได้ตั้งสูตรราคาขายน้ำมัน (หายนะ) ณ โรงกลั่น ให้สูงมากสร้างกำไรให้บริษัท แต่สร้างหายนะให้คนไทย ตอบ : เพราะกรรมการบางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อน หลังจากการแปรรูป ขาย ปตท. เข้าตลาดหุ้นปี 2545 มีข้าราชการบางคนในคณะกรรมการนโยบายพลังงาน และกระทรวงมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาบริษัทโรงกลั่นหลายแห่งของ ปตท. เข้าขายในตลาดหุ้น แล้วเข้าไปเป็นประธาน เป็นกรรมการบริษัทโรงกลั่นเอกชนเล่นหุ้น ได้หุ้นราคาถูกกว่า IPO ได้เบี้ยประชุม ได้โบนัส ได้กำไรหุ้น ได้เงินปันผล (บางบริษัทให้โบนัสคณะกรรมการ 50 ล้านบาทต่อปี ผู้บริหาร ข้าราชการบางคนได้ประโยชน์มากกว่า 100 ล้านบาทจากหุ้น) ได้กำหนดสูตรราคาหายนะ ณ โรงกลั่นไว้ ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2546 เปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทน้ำมันที่กระทรวงพาณิชย์และตลาดหลักทรัพย์จะพบภรรยา กรรมการนโยบายพลังงานบางคนถือหุ้นบริษัทน้ำมันด้วย 5. ควรเปลี่ยนสูตรราคาขาย ณ โรงกลั่นเป็นอย่างไร ตอบ : ควรกำหนดสูตรราคาขายน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น เท่ากับราคาที่สิงคโปร์ลบ (-) 2 บาทต่อลิตร บริษัทโรงกลั่นทั้งหมดกลั่นน้ำมันประมาณ 900,000 บาร์เรลต่อวัน ขายในประเทศวันละมากกว่า 700,000 บาร์เรล อีกเกือบ 200,000 บาร์เรล ใช้ส่งออกไปขายต่างประเทศ สิงคโปร์ฯลฯ ดังนั้นการตั้งราคาในประเทศต้องตั้งให้ต่ำกว่าราคาที่สิงคโปร์ 1 - 2 บาทต่อลิตร เพราะเมื่อบวกกำไร ค่าใช้จ่าย ค่าขนส่ง ไปสิงคโปร์อีก 1 - 2 บาทต่อลิตร ก็ต้องไม่สูงกว่าราคาตลาดสิงคโปร์ (ที่ผ่านมาน้ำมันส่วนที่ได้ส่งออกไปขายต่างประเทศราคาถูกกว่าขายในประเทศ) ถ้าทำให้สูตรราคาดีเซลลดลง 3 บาทต่อลิตร คูณด้วยการใช้ทั้งประเทศ 19,000 ล้านลิตรต่อปี กำไรของกลุ่มบริษัทจะลดลงเพียง 57,000 ล้านบาท บริษัทก็ยังคงเหลือกำไรอีกมากกว่า 110,000 ล้านบาทต่อปีอยู่ดี 6. ใครมีอำนาจเปลี่ยนสูตรราคาให้คนไทยพ้นหายนะ ตอบ : นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติตามกฎหมาย 7. ข้อมูลที่ควรทราบเพื่อไม่ให้ถูกหลอก 1. อย่าเพิ่งเชื่อพ่อค้าที่ได้กำไร ข้าราชการบางคนที่ได้เงินบริษัท นักวิชาการที่ถูกจ้างมาพูดเท็จ 2.1 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อคูณ 0.2 จะเป็นราคาบาทต่อลิตร 3. ราคาน้ำมันดิบในต่างประเทศ 120 -130 เหรียญต่อบาร์เรล ที่พ่อค้าพูด เป็นราคาอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ไม่เป็นเหตุผลให้ขึ้นราคาพรุ่งนี้ บางบริษัทได้กำไรเฉพาะจากเอาสต๊อกถูกมาขายแพงมากกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี 4. สูตรราคาน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องอิงราคาแพงในสิงคโปร์ ตัวอย่างเช่น LPG เราใช้อิงราคาต่ำกว่าราคา LPG ที่ตะวันออกกลางมานานแล้ว เรื่องนี้เป็นหน้าที่รัฐบาล(มานานแล้ว) ครับ... |
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 576 23 มิ.ย. 2551 (13:12) <P>ขอแสดงความเห็นที่ไม่ถึงกับขัดแย้งกับคำพูกของคุณโสภณ สุภาพงษ์ ทั้งหมด เพราะในประเด็นค่าใช้จ่ายในการกลั่นที่กล่าวถึงนั้น ผมไม่มั่นใจว่าท่านได้คำนวณเรื่อง Yield ของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่กลั่นออกมาได้ด้วยหรือไม่เช่น</P>
<P>น้ำมันดิบ 1 ลิตร กลั่นได้ ดีเซล , แก็สโซลีน , แนปทา , แอลพีจี และ น้ำมันเตา ในสัดส่วนผลได้ต่อราคาขายหน้าโรงกลั่นที่เท่าไร </P>
<P>ทั้งนี้ผมเองไม่แน่ใจว่าเมื่อได้สัดส่วนผลได้และราคาที่ชัดเจนแล้ว ตัวเลขราคาหน้าโรงกลั่น(ไม่รวมภาษีจะต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นหรือไม่)</P>
<P>โปร์ขายอยู่ในตลาดโลกเท่ากับราคาหน้าโรงกลั่นของไทยหรือไม่</P>
<P>ใครมีเวลาช่วยค้นหา ใน Internet ด้วย</P> พืชพลังงาน (IP:124.120.163.68)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 577 23 มิ.ย. 2551 (21:38) ช่วยกันปลูกทานตะวัน ให้ได้ 500 ลิตรต่อไร่ ต่อรอบ 100วัน ปลูกปีละ 2 รอบ ที่เหลือทำนาตามเดิม ได้นำมัน 1000 ลิตร ต่อไร่ ต่อ รอบปี ขอให้ปลุก 15 ล้านไร่ ในนาว่าง ภาคอีสาน จะมีน้ำมันแทนน้ำมันดีเซล เกือบ 40 ล้านลิตรต่อวัน ถึงเวลานั้นแล้ว คิดดูใหม่ว่าจะขายดีเซลลิตรละเท่าไร ทั้งนี้ต้องทำกันทั้งภูมิภาค ราคาโรงกลั่นสิงคพัว จะขายเท่าไร พบกับ ทานตะวัน สำโรง กระเจี๊ยบ กระทิง การสูบน้ำด้วยแรงลม แดด ในงานอาศรมพลังงาน 28- 29 มิย นี้
|