|
การผลิตน้ำมันปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100) จากน้ำมันปาล์มดิบ
โพสต์เมื่อ:
11:38 วันที่ 1 พ.ย. 2549 ชมแล้ว:
182,329
ตอบแล้ว:
521
![]() การผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันปาล์มดิบ มีกรรมวิธี ขั้นตอนหลากหลาย แตกต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ ก็แตกต่างกัน ขอเชิญทุกท่านร่วมแบ่งปันความรู้เพื่อการสร้างสรร และพัฒนา ปาล์มไบโอดีเซล (CPO B100) จำนวน 502 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าการแยกยางเหนียวมีได้กี่วิธี แล้วการใช้กรดฟอสฟูริคนั้น ได้ผลดีมั้ย แล้วไม่ทราบว่าขอแหล่งอ้างอิงได้ด้วยมั้ยคะ เพราะว่าจะนำไปใส่ไว้ในรายงานคะ ขอความกรุณาด้วยคะ ขอบคุณอย่างสูง Biodiesel for life (IP:161.200.255.162) เห็นข้อมูลก็รู้ว่ามีประโยชน์ ขอบคุณคุณเกษตรกรตัวจริง ที่เผยแพร่ความรู้นี้ให้กับผู้สนใจครับ ราคา CPO ตอนนี้ปาเข้าไป 18.xx กก. เพราะผลผลิตมีน้อย ประกอบกับส่งออกไปมาเลเชียได้ ดีใจกับชาวสวนปาล์มครับ ยิ่งถ้าหากรู้ว่า ชาวสวนปาล์มได้ราคาดีขึ้นก็จะดีใจมากกว่านี้ ที่แน่ๆอยากจะรู้ว่า อุตสาหกรรมปาล์มเขามีระบบ แบ่งผลประโยชน์ ระหว่าง ชาวสวน โรงหีบ โรงแยก กันยังไง ข้อมูลพวกนี้ท่านใดรู้บ้างครับ ![]() ตอบ คุณ wararut %ไบโอดีเซลจาก CPO 90-98% ติดจากน้ำหนัก CPO และ CPO-ME หรือติดจากปริมาตรค๊ะ ขออภัยที่ตอบช้า ไม่ได้เข้ามาดูหลายวันแล้ว ท่านอื่นๆช่วยกันตอบ ถาม ได้ครับ เปอร์เซ็นต์การผลิตที่บอก คิดจากการผลิตเป็นน้ำหนักครับ ถ้าจะคิดจากคิดจากปริมาตรก็คิดได้ครับ ข้อพิจารณาที่ควรคำนึงถึงก็คือความหนาแน่นของของวัตถุดิบเข้า ซึ่งเป็นน้ำมันปาล์มดิบ มีความหนาแน่น ประมาณ 0.9 กก.ต่อน้ำมัน 1 ลิตร ไบโอดีเซลที่ได้ 0.875 กก.ต่อลิตร การผลิต ที่ผมทำได้ 98 %โดยน้ำหนัก จะได้ถึง 100.8% โดยปริมาตรครับ น้ำมันปาล์มดิบ 360 กก. จำนวน 400 ลิตร ได้ ปาล์มไบโอดีเซล 352.80 กก. จำนวน 403.2 ลิตร แต่ต้องพิถีพิถันมากเลย จึงจะได้ประมาณนี้ ขั้นตอนการเปลี่ยนกรดไขมันอิสระเป็นเมทิลเอสเตอร์ จะทำจนกรดไขมันอิสระลดลงต่ำกว่า 1% (เคยทำต่ำสุดที่ 0.4 %) ต้องทำปฏิกิริยาเดินหน้าให้ปฏิกิริยาทางเคมีไม่ต่ำกว่า 97% จึงจะได้ผลผลิตระดับนี้ และคุณภาพน้ำมันจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน( FAME ไม่ต่ำกว่า 96.5%) การทำปฏิกิริยาทรานเอสเตอร์ครั้งเดียวแบบทั่วๆไป มีปฎิกิริยาย้อนกลับ แปรผันกลับได้ การทำปฏิกิริยาไม่สามารถเดินหน้า ไปจนสมบูรณ์ 100% ตามทฤษฎีได้ ตอยคุณ Biodiesel for life การแยกยางเหนียว มีหลายวิธีครับ ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันพืชนั้นๆ ว่ามีอยู่มากน้อยขนาดไหน และต้องการแยกออกมากขนาดไหน มีตั้งแต่การล้างออกด้วยน้ำร้อน ' น้ำอ่อน หรือ กรดอ่อน กรดที่ใช้ส่วนใหญ๋ ก็เป็นกรดฟอสฟอริค H3PO4 เพราะสารประกอบหลักของยางเหนียวเป็นฟอสฟาไทด์ มีการทดลองใช้กรดตัวอื่นด้วย แต่ไม่ทราบผล จึงเปรียบเทียบไม่ได้ จะลงรายละเอียดความสามารถการแยกยางเหนียว แต่ละวิธีอีกครั้งหนึ่ง ค้นคว้าจาก หนังสือ กลุ่ม ไขมัน น้ำมัน น้ำมันพืช lipids กล่ม วิทยาศาสตร์การอาหาร เรียน คุณเกษตรกรตัวจริง ภาพตามความเห็นที่20 ทางกลุ่มของดิฉันก็เคยทดลองใน Lab โดยสามารถเปลี่ยน PFAD ที่ FFAสูงกว่า75% โดยทำปฎิกิริยาแบบ Esterification โดยแต่ละครั้งจะเหลือเมททานอลที่มีความชื้นสูงตามปริมาณ FFA ที่ลดลงโดยความชื้นที่เกิดขึ้นทำให้ปฎิกิริยา Esterification หยุดลง ต้องถ่าย เมททานอลและคะตะลิตออก ต้มไล่ความชื้นใหม่ แล้วเริ่มต้นผสมคะตะลิตและเมททานอลเพื่อทำปฎิกิริยาใหม่อีกครั้ง โดยเราทำซ้ำถึง 3 ครั้งปริมาณ FFA จึงจะลดลงต่ำกว่า1.0% ค๊ะ คำถามก็คือมันไม่คุ้มค่ากับปริมาณเมททานอลที่มีความชื้นสูงไม่สามารถนำกลับไปใช้ได้อีกค๊ะ wararat (IP:124.157.209.237) กระบี่ -ไบโอดีเซลกระบี่ เจอปัญหา ต้องชะลอการผลิต หลังราคาต้นทุนขยับสูงเท่าดีเซล นายโชคชัย พลายด้วง หัวหน้าโครงการไบโอดีเซล ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการไบโอดีเซล ที่จังหวัดกระบี่ ได้สนับสนุนงบประมาณให้จำนวน 18.5 ล้านบาท ในการก่อสร้างโรงงานต้นแบบ และเริ่มทำการเดินเครื่องไปแล้ว โดยมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ.เป็นผู้ดำเนินการออกแบบโรงงานทั้งหมดว่า ขณะนี้โครงการได้สั่งชะลอการผลิตไบโอดีเซลเป็นการชั่วคราว เนื่องจากประสบปัญหาหลายอย่าง นายโชคชัย กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้การผลิตไบโอดีเซลต้องชะลอลง เนื่องจากขณะนี้ต้นทุนในการผลิตได้ปรับตัวสูงขึ้นเกือบทั้งหมด โดยน้ำมันปาล์มดิบที่ต้นทุนจากเดิมอยู่ที่ 15 บาท ขยับขึ้นไปที่ 19 บาท ส่วนเอทานอล ซึ่งเป็นหัวเชื้อในการผลิตไบโอดีเซล ก็ได้มีการปรับราคาเช่นเดียวกันจากเดิม 14 บาท เป็น 22.50 บาท ส่งผลให้ต้นทุนเฉพาะการผลิตขยับจาก 21 บาท เป็น 25 บาท ซึ่งหากว่าผลิตไบโอดีเซล ราคาขายก็จะเท่ากับราคาน้ำมันดีเซลทั่วไปในขณะนี้ และหากผลิตต่อไป ก็จะไม่คุ้มกับการลงทุน นอกจากนั้น ก็ยังมีในเรื่องของโรงงานที่อุตสาหกรรมจังหวัด ได้สั่งการให้สร้างบ่อบำบัดน้ำเสียขึ้นมาใหม่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นของไบโอดีเซลโดยตรง เพียงแต่ที่ผ่านมา ได้ใช้บ่อของโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม จึงต้องก่อสร้างใหม่ นายโชคชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบทั้ง 2 ประการ ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และต้องก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ ทำให้ต้องชะลอการดำเนินการเป็นการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม โรงงานผลิตไบโอดีเซลแห่งนี้ ก็ยังดำเนินการต่อ โดยเชื่อว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม พฤษภาคม 2550 ราคาปาล์มก็จะลดลงเล็กน้อย ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบก็จะลดตามเหมือนทุกปี เมื่อนั้นก็สามารถเดือนเครื่องผลิตต่อ และโรงงานแห่งนี้ก็สามารถใช้เป็นสถานที่ศึกษาวิจัย ในการผลิตไบโอดีเซล หากไม่ใช้น้ำมันปาล์ม ก็สามารถใช้น้ำมันอย่างอื่นๆ ได้ด้วย สำหรับโรงงานผลิตไบโอดีเซลแห่งนี้ เป็นโรงงานผลิตไบโอดีเซล 100 เปอร์เซ็นต์ โดยจะใช้น้ำมันที่ผลิตได้จากปาล์มน้ำมันทั้งหมด มาผลิตเป็นไบโอดีเซล ซึ่งขณะนี้ราคาปาล์มน้ำมันได้ขยับตัวสูงขั้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมราคาปาล์มดิบอยู่ที่ประมาณ 2 บาทเศษ ก็ได้ปรับเพิ่มเป็น 3 บาทเศษ ซึ่งก็เท่ากับว่าต้นทุนในการผลิตไบโอดีเซลต้องสูงตามไปด้วย และเมื่อผลิตออกมาแล้วราคาก็จะเทียบเท่ากับราคาน้ำมันดีเซลที่ขายอยู่ตามปั๊ม ซึ่งหากว่าผลิตออกมาแล้วก็คงจะส่งผลกระทบกับโรงงานอย่างแน่นอน บันทึกเมื่อ : 22/12/2006 ![]() สถานการณ์ปาล์มไทยกับอนาคตไบโอดีเซลเพื่อพลังงานทดแทน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่าไบโอดีเซลในประเทศไทย จำเป็นต้องใช้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง น้ำมันในโลกนี้ตั้งแต่ปีหน้าไปแล้ว ต้องถือได้ว่าเป็นช่วงที่เรียกว่า นับถอยหลัง นี้หมายความว่าแต่ละวัน ถ้ายังมีการใช้น้ำมันเพื่อพลังงานทั่วไปอย่างในขณะนี้ก็ลบไปแต่ละวันเช่นกัน มีการคาดคะเนกันว่าอีกประมาณ 29 ปี น้ำมันจากใต้พิภพน่าจะไม่มีให้สูบ กันต่อไปอีก เมื่อถึงเวลานั้น OPEC ก็จะกลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าให้ลูก หลานฟัง การนำเข้าน้ำมันในประเทศไทยเฉียดล้านๆบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัว เลขมหาศาล เอาเป็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆยังมีปริมาณการใช้ น้ำมันขนาดนี้ และถ้าเป็นประเทศยักษ์ใหญ่คงใช้กันอย่างมโหฬาร มาก กว่าเราหลายเท่าตัว เป็นอันว่าชาวโลกรังแกทรัพยากรธรรมชาติ อย่างที่ เรียกได้ว่า การทำลายแบบยั่งยืน แต่ละวันที่มีข่าวเรื่องราคาน้ำมันขึ้นและลง ก็อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป บางคนก็ชิน แต่บางคนก็สะดุ้งผวา โดยเฉพาะคนที่จำเป็นต้องประกอบอาชีพแล้วมีการใช้น้ำมันเพื่อเป็นต้นทุน การผลิต แต่ละหยดที่เติมลงไปเท่ากับเป็นการเผาผลาญเงินของชาติ รวมทั้งเงินในกระเป๋าของตัวเอง วิธีการที่จะลดการใช้เพื่อชะลออายุการ สูบน้ำมันใต้ดินมาใช้ให้ยาวขึ้น ก็คือ การหาพลังงานทดแทนขึ้นมา โดยที่พลังงานทดแทนต่างๆเหล่านี้ ปาล์มน้ำมันจึงถือเป็นพืชที่น่า จับตามอง ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ นโยบาย ส่วนวิธีการปฏิบัติ ไม่รู้ มีการวางนโยบายกันอย่างเป็นมั่น เป็นเหมาะว่าปาล์มน้ำมันจะเป็นอัศวินม้าขาวมาช่วยวิกฤติพลังงานใน ประเทศไทยได้ การปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยนั้นปลูกมาก็จริง แต่ถ้าเทียบกับประเทศที่ปลูกกันจริงๆแล้วนับได้ว่ายังห่างไกล การนำ ปาล์มน้ำมันมาทำเป็นไบโอดีเซลมีการพูดกันถึงขั้นเป็น B100 ซึ่งจะ แนะนำให้เกษตรกรใช้กับเครื่องยนต์ในไร่นา ส่วนการใช้กับรถยนต์ ที่วิ่งบนท้องถนนนั้นจะใช้เป็น B10 ไม่ว่าจะเป็น B100 หรือ B10 ถ้าจะใช้กันจริงๆแล้ว การผลิตปาล์มน้ำมันในประเทศไทยก็คงไม่เพียงพอ แต่ปัญหาที่สำคัญก็คือ สถิติหรือข่าวที่ออกมานั้นตรงกันข้ามกับสภาวการณ์ อย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การบ่งชี้ว่า ปาล์มน้ำมันล้นตลาด ชาวสวนขายได้ราคาต่ำ ไม่คุ้มทุน ทำให้การขยายพื้นที่ปลูกในประเทศไทยติดขัด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับในช่วงนี้ราคายางพารากลับดีเลยทำให้คนที่สนใจปลูกปาล์มน้ำมัน หันหลังกลับไปปลูกยางพารากันเป็นทิวแถว จนทำให้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยไม่เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูงเมื่อคิดเป็นพื้นที่ต่อไร่ก็จริง แต่มีหลาย คนพูดในทางลบจนทำให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ถูกจดทะเบียนว่าเป็น พืชลังเล ไปเลย นโยบายที่รัฐบาลเขียนไว้ก็เป็นแค่ผลการประชุมและออกมาเป็นตัวหนังสือ ในทางปฏิบัติอนาคตปาล์มน้ำมันเพื่อไบโอดีเซลจะเป็นอย่างไร...น่าติดตาม สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยีพื้นที่การเพาะปลูกปาล์มน้ำมันประมาณ 3 ล้านไร่ โดยพื้นที่การปลูกจะกระจายอยู่ในภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ การปลูกปาล์ม น้ำมันในประเทศไทยปลูกในรูปของเอกชน ซึ่งเป็นเกษตรกรที่พึ่งพาตนเอง ไม่ได้มีการช่วยเหลือจากหน่วยงานหรือภาครัฐเลย จะมีก็เพียงแต่การได้สินเชื่อจากธนาคารหรือแหล่งทุนต่างๆ การปลูกปาล์ม น้ำมันของเอกชนจะแตกต่างจากการปลูกของเกษตรกรรายย่อย การปลูก ปาล์มน้ำมันของเอกชนจะซื้อขายกับโรงงานของตัวเอง หรือโรงงานในกลุ่ม เป็นหลัก ส่วนการปลูกของเกษตรกรรายย่อย ก็จะขายผลผลิตปาล์มน้ำมัน แบบตลาดอิสระ ใกล้ไหนขายที่นั่น การซื้อ-ขายของเกษตรกร เจ้าของสวน เขาจะรับซื้อรายวัน แล้วนำไปคัดเลือก และขายให้กับโรงงานหีบน้ำมันอีกที การปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย เชื่อกันว่ามีผลผลิตเฉลี่ยไม่เกิน 3 ตัน ต่อไร่ ซึ่งเมื่อเทียบกับมาเลเซีย ของเขาได้เกิน 5 ตันต่อไร่ ซึ่งนักวิชาการ เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียดีกว่าเรา พันธุ์ที่ใช้ปลูกในมาเลเซียเป็นพันธุ์แท้ ส่วนประเทศไทยมีพันธุ์ไม่ดีปลอมปน ความจริงจะต้องพิสูจน์ว่า พื้นที่และ ภูมิอากาศในมาเลเซียดีกว่าเราจริงหรือเปล่า การปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทย มีการใช้พันธุ์ที่มาจากมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่ หรือในสมัยก่อนเป็นพันธุ์ที่มาเลเซีย ตั้งใจเอาพันธุ์ไม่ดีมาให้เราหรือเปล่า สุดท้ายก็คือ การปลูกปาล์มน้ำมันมีต้นทุน ต่อไร่ต่อกิโลกรัม สูงกว่ามาเลเซียแน่นอน ทั้งนี้ก็เพราะว่า มาเลเซียมีการผลผลิต ต่อไร่สูงจึงเท่ากับว่าต้นทุนหรือการผลิตต่ำ การปลูกปาล์มน้ำมันในมาเลเซียถือได้ ว่าเป็นแม่แบบโดยที่มาเลเซียเป็นประเทศที่มีนักวิชาการที่ให้ความสนใจในเรื่องการปลูก การปฏิบัติ การให้ปุ๋ย การบำรุงรักษาเป็นอย่างดี การวิจัยในมาเลเซียเป็นแบบต่อเนื่อง ที่สำคัญก็คือ ภาครัฐและภาคเอกชนมีฟาร์มทดลองวิจัยของตัวเอง เพื่อศึกษาหาข้อมูลการปลูก การผลิต และการผสมพันธุ์ เพื่อจัดจำหน่ายต่อไปให้ชาวบ้าน การบำรุงรักษาปาล์มน้ำมันของมาเลเซียนับได้ว่าอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่า ไม่สามารถนำมาเป็นต้นแบบได้สำหรับเมืองไทย เพราะมาเลเซียเองก็หวง (สำหรับคนไทย) ในประเทศไทยเมื่อเก็บผลผลิตได้จะถูกนำเข้าโรงงาน ซึ่งจะเป็นโรงงานในเฉพาะส่วนของเนื้อในเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีโรงงานที่ ทำการหีบสกัดอยู่ประมาณ 10 กว่าโรง ซึ่งกระจายอยู่ในภาคใต้ ราคาซื้อ-ขายขึ้นลงตามสต๊อคน้ำมันในประเทศไทย และราคาน้ำมันในแต่ละปี มีผลผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นน้ำมันปาล์มดิบ 1.2 ล้านตัน/ปี แต่นำน้ำมันปาล์มมา ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันพืช อุตสาหกรรมสบู่ ประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งยังคงเหลืออยู่ในสต๊อคตามตัวเลขสถิติประมาณ 2 แสนตัน/ปี ปริมาณการผลิตน้ำมันปาล์มเกินความต้องการตลาดในประเทศ มีเรื่องที่น่าติดตาม ประเทศไทยมีจำนวนประชากรมากกว่ามาเลเซีย แต่เราปลูกปาล์มน้ำมันเพียง 3 ล้านไร่ ในขณะที่มาเลเซียปลูกมากกว่าเราหลายเท่าตัว ทำไมเขายังอยู่ได้ด้วยเศรษฐกิจที่มาจากปาล์มน้ำมัน กระแสการทำไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมันดังมากจนทำให้ช่วงเวลาที่ผ่านมา มหาชนจำนวนมากได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้ต้นกล้าปาล์มน้ำมันเป็นจำนวนมาก จึงมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศมาเพาะในแปลงเพาะ และรอจำหน่ายในประเทศไทยอย่างน้อย 20 ล้านต้น แต่ผลปรากฏว่าความสนใจในการปลูกปาล์มน้ำมัน พลิกล๊อค จึงทำให้ต้นกล้าปาล์มต้องตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เหลือ เกือบ 20 ล้านต้น ต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่อยู่ในถุง ถ้าอยู่เกิน 1 ปีไปแล้วจะถือว่าเป็นต้นปาล์มคุณภาพต่ำ แก่เกินจะย้ายปลูกลงในสวน คำถามก็คือ จะทำอย่างไรกับต้นกล้าปาล์มน้ำมันเหล่านี้ ต้นปาล์มที่ผลิตได้ในไทยมีเหมือนกันแต่ก็มีอยู่ในจำนวนนั้น สถานการณ์ล่าสุด ก็คือ มีการขยายพื้นที่ปลูก แต่ไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่นโยบายการขยายพื้นที่ปลูกได้วางไว้ ปัญหานี้จะแก้อย่างไร ถ้าไม่แก้ก็ทำให้เศรษฐกิจเสียหายทั้งระบบตั้งแต่รากหญ้าสู่รากแก้ว ปาล์มน้ำมัน..น้ำมันปาล์ม..ไบโอดีเซล เส้นทางของน้ำมันปาล์ม สุดท้ายก็คือ ไบโอดีเซล การมองปาล์มน้ำมันทั้งระบบ อาจทำได้ 2 แบบคือ คิดจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ หรือจากปลายน้ำสู่ต้นน้ำ ซึ่งหมายความว่า ถ้าคิดจากต้นน้ำก็คือ การคิด การวางแผน การปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิต ในอนาคตการเกษตรว่าจะผลิตอย่างไร มาก-น้อยเพียงใด และใช้เวลาเท่าไหร่ ส่วนการคิดจากปลายน้ำ ก็คือการคิดจากปริมาณความต้องการไบโอดีเซล ย้อนกลับไปถึงการผลิตปาล์มน้ำมันจากสวน ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่มีเอกลักษณ์หลายอย่าง ที่ไม่เหมือนคนอื่น ก็คือ ถ้าเกิดผลผลิตปาล์มน้ำมันออกมาเมื่อไหร่ ก็จะต้องเริ่มโครงการที่ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี เริ่มตั้งแต่ การวางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งถ้าเป็นพันธุ์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ก็จะต้องมีการผสมเพื่อให้ได้ปาล์มน้ำมันลูกผสมออกมา โดยที่กระบวนการผลิต การผสมพันธุ์ หรือการเคาะเกสรลงไปต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อรอให้ผลสุก แล้วจึงนำเมล็ดจากผลไปทำการเพาะ การเพาะเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันยุ่งยาก ซับซ้อน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป เมื่อได้เมล็ดที่งอกแล้วจะต้องนำเมล็ดเหล่านั้น ไปเพาะกล้าต่อไป การนำเข้าเมล็ดที่เรียกว่า เมล็ดงอก จากต่างประเทศเข้ามา แล้วนำมาเพาะในถุง การดูแลรักษาต้นกล้าปาล์มน้ำมันในแปลงเพาะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยที่ผู้ที่ทำการเพาะจะต้องเป็นผู้ที่ความชำนาญ ระยะเวลาการเพาะจะใช้เวลาประมาณ 10 เดือน ก็จะได้ต้นปาล์มน้ำมันที่พร้อมปลูกลงแปลง เกษตรกรผู้สนใจที่ จะปลูกก็ต้องมีการสั่งจองต้นกล้าปาล์มน้ำมัน ก่อนปลูกต้องมีการเตรียมดิน โดยทำการปรับสภาพพื้นดินอย่างน้อย 2-3 เดือน เมื่อได้ต้นกล้าที่พร้อมแล้ว ก็ทำการย้ายปลูกลงในแปลง ต่อจากนั้นก็จะมีการดูแลปาล์มน้ำมันในช่วงที่เรียกว่า ระยะยังไม่ให้ผลผลิตซึ่งจะใช้เวลาอีก 1 ปี ถึงจะให้ลูกดก ความจริงแล้วปาล์มน้ำมัน ที่มีตัวเลขทางสถิติออกมาว่าได้ผลผลิต 3-5 ตัน/ปี นั้นจะเป็นตัวเลขของการให้ผลผลิต ในช่วงที่ปาล์มน้ำมันเจริญเติบโตสูงสุดที่ 7-8 ปี ในช่วงปีที่ 3 นี้จะเป็นปีแห่งการให้ผลผลิต จะไม่ให้สูงมากมายเท่ากับปีที่ 7 หรือ 8 จะเห็นได้ว่า กว่าการที่จะได้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ปริมาณ 3-5 ตัน/ปี นั้นรวมๆแล้วใช้เวลาประมาณ 10 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันเป็นกระบวนการที่เรียกได้ว่า ยาวนานมาก ซึ่งต้องมีการวางแผน และวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องของเวลาที่ต้องใช้ทั้งหมด กระบวนการผลิตในขั้นตอนที่สอง คือ การหีบสกัดน้ำมันจากโรงงาน มีจำนวนโรงงานปาล์มน้ำมันที่เรียกว่า โรงสกัดน้ำมันปาล์ม มีอยู่มากมาย ซึ่งจำนวนโรงสกัดน้ำมันปาล์มนั้นมีมากกว่าปริมาณผลผลิตที่จะป้อนเข้าโรงงาน ดังนั้นโรงงานก็มีวิธีการก็คือ ตั้งเวลาทำให้น้อยลง อันนี้แหละเป็นเรื่องของข้อเสีย ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตมากขึ้น กระบวนการทำโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เป็นขั้นตอนที่ สำคัญเกิดจากกลุ่มทุนทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ และก็มีชุมนุมสหกรณ์ที่ทำกันเองอยู่ด้วย กระบวนการทำโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มไม่ใช้เวลายาวนานเท่ากับการทำสวนปาล์ม แต่อย่างไรก็ตามโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแต่ละโรงเป็นการลงทุนที่ใช้เงินระดับ 100-200 ล้านบาท ซึ่งนับได้ว่าจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องของพื้นที่ ผลผลิตปาล์มน้ำมันที่จะต้องใช้เวลาสั้นที่สุด และโรงสกัดน้ำมันปาล์มจะต้องคำนวณทั้งปริมาณและช่วงเวลาในรอบปีของการมีวัตถุดิบป้อน เข้าโรงงาน ปัจจุบันโรงสกัดน้ำมันปาล์มจะสกัดน้ำมันจากทั้งเปลือก ส่วนเมล็ดจะจำหน่ายคืน น้ำมันที่ผลิตได้จากส่วนเปลือกที่เรียกว่า น้ำมันปาล์มดิบ ถ้าเป็นน้ำมันคุณภาพซึ่งตลาดส่วน ใหญ่ก็อยู่ที่การทำน้ำมันพืช โรงสกัดน้ำมันปาล์มที่มีขนาดใหญ่ การเดินเครื่อง 1 ครั้ง ต้องใช้ต้นทุนสูง ในปัจจุบันได้มีการขยายการผลิตน้ำมันปาล์ม ที่เรียกว่า โรงงานขนาดเล็กเกิดขึ้น นั่นคือ ใช้กระบวนการหีบน้ำมันแบบ เดือยหมู สกรูเพรส ซึ่งชุมชนสามารถลงทุนการหีบน้ำมัน ได้เองจึงเท่ากับว่าในชุมชนนั้นมีการผลิตวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน และสกัดน้ำมันปาล์มแบบเปิดครบวงจร ขั้นตอนสุดท้ายที่เรียกว่าปลายน้ำ นั้นก็คือ การทำไบโอดีเซลเพื่อใส่รถยนต์ ปัจจุบันความต้องการไบโอดีเซลในประเทศไทยมีอยู่ค่อนข้างมาก โดยจากการคำนวณแล้ว ถ้าหากมีการใช้น้ำมันไบโอดีเซลสูตร 10% หรือเรียกว่า B10 ประเทศไทยจะต้องใช้น้ำมันจากพืช 8.5 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อลองคำนวณแล้วปรากฏว่า เป็นไปไม่ได้ ถ้ายังมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยแบบต้วมเตี้ยมอยู่ ในขณะนี้ปัญหาก็คือ จะเอาวัตถุดิบจากไหนมาใช้ในกระบวนการทำไบโอดีเซลแห่งประเทศไทย การทำไบโอดีเซลในประเทศไทยนั้น ถือได้ว่ายังไงก็ต้องทำ ตัวอย่างประเทศที่อยู่ข้างเคียงเรา เช่น มาเลเซีย ขนาดนี้เขายังมีการพัฒนาในเรื่องการทำอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากปาล์มน้ำมันหลายอย่าง เขายังมีการทำไบโอดีเซลขนาดใหญ่ การทำไบโอดีเซลในประเทศไทยจะสำเร็จหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่โรงงานทำไบโอดีเซลอย่างเดียว ปัจจัยสำคัญก็คือ จะขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตวัตถุดิบ ซึ่งหมายถึง ปาล์มน้ำมัน และผู้ที่จะทำการผลิตวัตถุดิบที่สำคัญที่สุด คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เกษตรกร ภาครัฐจะส่งเสริมหรือจะทบทวน วิเคราะห์อย่างไรก็ว่ากัน อย่าทำให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ไม่มีคำตอบ เช้าพูดอย่าง เย็นพูดอีกอย่าง คนรับกรรมก็คือ เกษตรกร คนเสียผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งประเทศ ปาล์มน้ำมันจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการทำไบโอดีเซลได้หรือไม่ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้ให้คำตอบแต่เพียงผู้เดียว http://www.kasetcity.com/Thaibioenergy/Story/QAview.asp?id=42 เรียน คุณเกษตรกรตัวจริง ภาพตามความเห็นที่20 ทางกลุ่มของดิฉันก็เคยทดลองใน Lab โดยสามารถเปลี่ยน PFAD ที่ FFAสูงกว่า75% โดยทำปฎิกิริยาแบบ Esterification โดยแต่ละครั้งจะเหลือเมททานอลที่มีความชื้นสูงตามปริมาณ FFA ที่ลดลงโดยความชื้นที่เกิดขึ้นทำให้ปฎิกิริยา Esterification หยุดลง ต้องถ่าย เมททานอลและคะตะลิตออก ต้มไล่ความชื้นใหม่ แล้วเริ่มต้นผสมคะตะลิตและเมททานอลเพื่อทำปฎิกิริยาใหม่อีกครั้ง โดยเราทำซ้ำถึง 3 ครั้งปริมาณ FFA จึงจะลดลงต่ำกว่า1.0% ค๊ะ คำถามก็คือมันไม่คุ้มค่ากับปริมาณเมททานอลที่มีความชื้นสูงไม่สามารถนำกลับไปใช้ได้อีกค๊ะ ตอบ คุณ wararat การทำปฎิกิริยาแบบ Esterification ต้องใช้เมทานอลจำนวนมาก ตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นกรดความเข้มข้นสูงก็ต้องใช้จำนวนมากเช่นเดียวกัน เมทิลเอสเตอร์ส่วนที่ได้จากการทำปฏิกิริยาแบบนี้ ณ วันนี้ถ้าผมทำที่กระบี่ จากน้ำมันปาล์มดิบ ค่า ffa 5% ราคา 19.00 บาทต่อกิโลกรัม เมทานอลตกลิตรละ 20 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขนส่งแล้ว น้ำมันปาล์มดิบไม่ได้คิดค่าขนส่ง เมทิลเอสเตอร์การทำปฎิกิริยาแบบ Esterification ต้นทุนอยู่ที่ 49.72 บาท เมื่อทำกระบวนการขั้นต่อไปแบบ transesterification จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้นทุนเฉลี่ยรวมแล้ว 22.73 บาทต่อลิตร สาเหตุที่ต้นทุนลดลงได้ เพราะแอลกอฮอล์ส่วนเกินทั้งหมดเรียกคืนกลับไปใช้ใหม่ แต่ตอนนี้ยังเรียกคืนไม่ได้ทั้งหมด ถ้าเรียกคืนได้ตามเป้าจะลดลงได้อีกลิตรละ 2 บาท เหลือ 20.73 บาท ต่อลิตร การทำesterที่ffa ค่าสูงมากๆจะมีน้ำเกิดขึ้นเยอะมาก จนทำให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้ เมื่อมีน้ำเกิดขึ้น กรดก็มีฤทธิ์อ่อนลง การแยกน้ำออกระหว่างทำปฏิกิรยา จะช่วยรักษาอัตราการทำปฏิกิริยาให้คงที่ไม่ต้องทำกระบวนการซ้ำหลายครั้ง ลองหาเทคนิคเข้ามาเสริมตรงจุดนี้ดูครับ และที่สุดแล้ว ต้องเรียกคืนเมทานอลและแยกน้ำออกให้ได้ จึงจะมีต้นทุนที่ลดลงพอที่จะเป็นโครงการเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ งานทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่คิดต้นทุนครับ งานอุตสาหกรรม งานพาณิชย์ ต้องคิดและหาวิธีทำให้ได้โครงการจึงเกิดได้ พยามต่อไปครับ อยากทราบว่า PFAD ราคาเท่าไหร่บ้างครับ จะทดลองดูบ้าง ถ้า FFA 100% ประมาณการขั้นต้นแล้ว50-65 บาทต่อลิตร โดยยังไม่ได้คิดลดส่วนที่จะเรียกเมทานอลคืนได้ การทำเอสเตอร์ด้วยกรดจำนวนมาก น้ำมันที่ได้ สี....ดำเข้ม ไม่ค่อยสวยครับ ผมชอบน้ำมันสีสวยๆ เห็นน้ำมันสีสวยๆมันชื่นใจกว่าเยอะ ขอบพระคุณ คุณเกษตรกรตัวจริง โดยสรุปแล้วปัญหาต้นทุนการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ โดยวิธี Esterification + Transesterification จะอยู่ที่การเรียกคืนเมททานอลกลับมาใช้ใหม่ให้ได้ซึ่ง เป็นสิ่งท้าทายนักอุตสาหกรรมของไทยที่จะต้องผ่าทางตันตรงนี้ไปให้ได้ wararat (IP:124.157.209.237) ที่ไหนเนี่ย บ้านเราแน่เลย ณุ (IP:58.181.145.220) ![]() ปาล์ม ไบโอดีเซล ที่ยังไม่มีการสกัด หรือ ฟอกเอาสารสีออก สภาพสีของน้ำมันที่ได้ ขึ้นอยู่กับน้ำมันดิบตั้งต้น และสารเคมีที่ใช้ ประมาณการว่า น้ำมันปาล์มไบโอดีเซล น้ำหนัก 1 ตัน สามารถสกัดสารสี(แคโรทีนอยด์)ได้ประมาณ 0.5 กิโลกรัม ผลการทดลองเสร็จสมบูรณ์ ได้แค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป เร็วๆนี้ คิดถึงอาจารย์จัง คเณศวร (IP:61.90.221.58) ผมเคยทดลองการทำปฏิกิริยา Esterification ของน้ำมันใช้แล้ว ตอนนี้อยากทราบวิธีการหาปริมาณเมทิลเอสเทอร์มากครับ Chem_007 (IP:202.5.94.111) ![]() เห็นข้อมูลก็รู้ว่ามีประโยชน์ ขอบคุณคุณเกษตรกรตัวจริง ที่เผยแพร่ความรู้นี้ให้กับผู้สนใจครับ ราคา CPO ตอนนี้ปาเข้าไป 18.xx กก. เพราะผลผลิตมีน้อย ประกอบกับส่งออกไปมาเลเชียได้ ดีใจกับชาวสวนปาล์มครับ ยิ่งถ้าหากรู้ว่า ชาวสวนปาล์ม ได้ราคาดีขึ้นก็จะดีใจมากกว่านี้ ที่แน่ๆอยากจะรู้ว่า อุตสาหกรรมปาล์มเขามีระบบ แบ่งผลประโยชน์ ระหว่าง ชาวสวน โรงหีบ โรงแยก กันยังไง ข้อมูลพวกนี้ท่านใดรู้บ้างครับ ตอบคุณศุภชัย วันนี้ ตัดปาล์มส่งโรงงาน ราคาปาล์มทะลาย หน้าโรงงาน 3.15 บาท เปอร์เซ็นต์น้ำมันเฉลี่ย 18 % ผลผลิตช่วงนี้ลดลง 50-60 % เทียบจากค่าเฉลี่ยทั้งปี บางสวน เหลือ 10 %เท่านั้น ชาวสวน ขายปาล์มทะลาย 1000 กิโลกรัม @ 3.15 บาทต่อ ก.ก. = 3150 บาท โรงงานสกัด ได้น้ำมันปาล์มดิบ 180 กิโลกรัม @19.00 บาทต่อ ก.ก. = 3420 บาท ได้น้ำมันเมล็ดใน 25 กิโลกรัม @21.00 บาทต่อ ก.ก. = 525 บาท ได้กะลาปาล์ม 60 กิโลกรัม @1.50 บาทต่อ ก.ก. = 90 บาท ได้กากเมล็ดใน 30 กิโลกรัม @4.00 บาทต่อ ก.ก. = 120 บาท ได้ใยปาล์มกากปาล์ม 110 กิโลกรัม @0.10 บาทต่อ ก.ก. = 11 บาท ได้ทะลายปาล์ม 280 กิโลกรัม @0.10 บาทต่อ ก.ก. = 28 บาท รวมรายรับของโรงงานทั้งหมด (ถ้าขายทุกอย่างตามนี้) = 4194 บาท รายรับของชาวสวนก็คือของชาวสวน รายรับของโรงงานก็คือของโรงงาน ไม่มีระบบแบ่งผลประโยชน์ใด ทุกอย่างขึ้นอยู่กันสถานะการณ์ในขณะนั้น ราคาปาล์มทะลาย*(100/%น้ำมัน) = ราคาน้ำมันปาล์มดิบ 3.15 * (11/18) = 17.49 บาท ต่อ กิโลกรัม แต่ราคาน้ำมันปาล์มดิบที่โรงงานขายวันนี้ (19 .00 บาท) ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดทางด้านโรงงานรีไฟน์ น้ำมันปาล์มไบโอดีเซลที่ ทำเอง ที่นี่ วันนี้ ต้นทุนอยู่ที่ 22.73 บาท ขายแพงกว่าดีเซลครับ ข้อมูลราคาน้ำมัน ประจำปี พ.ศ. 2550 วันที่ 6 ม.ค. 2550 5:00น. ราคาขายปลีก 22.94 (บาท/ลิตร) พีทีที เดลต้า เอ็กซ์ ยูโรทรี 22.44 (บาท/ลิตร) ดีเซลปาล์ม (RPO 10%) 22.44 (บาท/ลิตร) ไบโอดีเซล B5 8.50 (บาท/กิโลกรัม) เอ็นจีวี น้ำมันปาล์มไบโอดีเซลที่ ทำเอง ที่นี่ วันนี้ ต้นทุนอยู่ที่ 22.73 บาท+ค่าการตลาด = ? ดีใจกับพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศครับ ที่ได้มีโอกาสใช้น้ำมันที่มีราคาถูกลงเรื่อยๆ หลังจาก ดีเซลเคยราคาขึ้นไปจนเกือบ 28 บาทมาในปีที่แล้ว ท่านผู้รักในไบโอดีเซล ต้องมีมุมมองไบโอดีเซลที่มากกว่าเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว และต้องรับประทานอุดมคติบ้างเป็นบางเวลา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 10:23 6 ม.ค. 2550 IP:202.5.94.111 ผมเคยทดลองการทำปฏิกิริยา Esterification ของน้ำมันใช้แล้ว ตอนนี้อยากทราบวิธีการหาปริมาณเมทิลเอสเทอร์มากครับ Chem_007 ถ้าต้องการค่าประมาณ ใช้วิธีการง่ายๆ โดยใช้หลักทางฟิสิกส์ ใช้เครื่องมือง่ายๆที่มีอยู่ทั่วไป ถ้าต้องการความละเอียด และดูดีมีมาตรฐานมากขึ้น ควรใช้กระบวนการ ทางLAB เคมี วิธีโครมาโตกราฟี แบบต่างๆ ก็นำมาประยุกต์ใช้ได้ ถ้าต้องการใบรายงานผล หรือใบรับรองผล ก็ส่งตามสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีห้องปฏิบัติการเคมีและรับบริการทดสอบตามหัวข้อที่ต้องการ มีค่าบริการทดสอบที่ต้องจ่ายด้วย จะลงรายละเอียดบางวิธีให้ในโอกาสต่อไป ท่านใดมีคำแนะนำเพิ่มเติมกรุณาด้วยครับ เรียน คุณเกษตรกรตัวจริง ราคา PFAS ตอนทำงานอยู่ที่โรงงานน้ำมันพืชที่สมุทรสาคร ทราบว่าเขาส่งขายพม่าทางจังหวัดระนองในราคา กก.ละ 11 - 13 บาทค๊ะ wararat (IP:124.157.209.237) พม่าใช้ทำอะไรครับ แล้วเมืองไทยใช้ทำอะไรครับ เท่าที่ทราบจากเฒ่าแก่โรงงานน้ำมันพืช เขาบอกว่า พม่านำเข้าไปทำสบู่ค๊ะ คนพม่าเขาชอบใช้สบู่กรดแทนผงซักพอกมั่งค๊ะ ส่วนในเมืองไทยไม่ทราบค๊ะ wararat (IP:124.157.209.237) ผมกำลังทดลองนำเอาอิมัลชั่น(สบู่) ที่แยกนำมันและนำออกไปแล้ว มาผสม กับกรดอ่อนๆ หวังให้กลับเป็นกรดไขมันอิสระอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจะย้อนกลับไปทำเป็นไบโอดีเซลอีกทีหนึ่ง ตอนนี้รวบรวมไขสบู่ บูดๆ เน่าๆ ได้มากพอที่จะวุ่นวายกันมันแล้ว ท่านผู้รู้ผ่านมาแนะนำด้วยครับ ภาพ การแยกไขสบู่ออกจากน้ำเสีย ![]() |