พยาธิช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ได้ โพสต์เมื่อ:
14:33 วันที่ 7 พ.ย. 2549 ชมแล้ว:
83,063 ตอบแล้ว:
13
อุบัติการณ์ของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดในอังกฤษเพิ่มขึ้นจาก <5% ในปี 1964 เป็น >25% ในปี 1999 ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเป็นหอบหืดเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้ อาจจะเป็นจากปัจจัยหลายๆอย่างตั้งแต่มลพิษ ถึงการดูแลสุขอนามัยที่มากเกินไป การทีเราไม่ปล่อยให้ตัวเองสัมผัสกับเชื้อโรคบ้างเลยนั้นจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไวเกิน คือถูกอะไรกระตุ้นนิดหน่อยก็ตอบสนองมากเกินปกติ
ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่เป็นไปได้อีกอย่างแล้ว นั่นคือ การที่คนเป็นโรคพยาธิลดลง การศึกษาในเอธิโอเปีย และปาปัวนิวกินี ชี้ว่าคนที่มีหนอนพยาธิในตัวจะไม่ค่อยเป็นโรคภูมิแพ้ Prof. David Pritchard ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันต่อพยาธิจาก University of Nottingham พบว่าคนที่มีพยาธิปากขอในร่างกายจะแพ้ไรฝุ่นน้อยกว่าคนที่ไม่เป็นโรคพยาธิ Prof. Pritchard กำลังค้นหาคำตอบว่า พยาธิมีผลอย่างไรต่อระบบภูมิคุ้มกันของเรา โดยหวังว่าความเข้าใจนี้จะช่วยให้เราใช้ความสามารถของพยาธิมาพัฒนาเป็นวิธีในการรักษาโรคภูมิแพ้ หรือลดการอักเสบได้
นับเป็นหลายพันปีมาแล้วที่พยาธิ และมนุษย์มีวิวัฒนาการร่วมกัน เราอยู่ร่วมกันมานาน ถึงแม้จะไม่ใช่แบบที่ผาสุกนัก พยาธิต้องปรับตัวให้อยู่ในเจ้าบ้าน (host) ที่ถ้าพบว่ามีใครแอบมาอยู่แล้วก็จะให้ระบบภูมิคุ้มกันจัดการทันที พยาธิบางชนิด เช่น พยาธิปากขอ (hookworm) พยาธิใบไม้เลือด (schistosome) จึงได้พัฒนายุทธวิธีที่หลากหลายเพื่อหลีกเลี่ยงการตามล่าจากระบบภูมิคุ้มกันของ host เพื่อความอยู่รอด ซึ่งบางตัวก็ประสบความสำเร็จดีมาก มันอาจอยู่ในร่างกายของเราได้หลายปีโดยที่ระบบภูมิคุ้มกันของเราไม่ได้รับรู้ถึงการมาเยือนของมันเลยก็ได้ อันที่จริงพยาธิบางชนิด อย่างพยาธิใบไม้เลือดต้องพึ่งพาระบบภูมิคุ้มกันเพื่อความอยู่รอดด้วยซ้ำ เนื่องจากในคนที่ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะไม่สามารถส่งผ่านไข่ของพยาธิใบไม้เลือดไปยังคนอื่นได้
Prof. Rick Maizels จาก University of Edinburgh กล่าวว่า พยาธิกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อความอยู่รอดของมันเอง แต่การทำเช่นนี้ก็ส่งผลกว้างกว่าที่คาดไว้ คือมันกดภูมิคุ้มกันในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคภูมิแพ้ด้วย ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองไวเกินและมากเกินต่อสิ่งที่มากระตุ้น โดยการตอบสนองนี้มาในรูปของการอักเสบ และยาต้านการอักเสบก็เป็นยาหลักตัวหนึ่งที่ใช้ในการรักษา
Prof. Maizels ได้ศึกษาระบบจำลองที่พบว่า พยาธิช่วยลดอาการของภูมิแพ้โดยการกระตุ้นการทำงานของ regulatory T cells ซึ่งเป็นเซลล์ที่เพิ่งจะมีการศึกษากันมากช่วงหลังๆนี้เอง มันมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการอักเสบ โดยจะหลั่งสารต้านการอักเสบออกมา ร่วมกับยับยั้งการทำงานของเซลล์ที่กระตุ้นการอักเสบโดยตรง
Prof. Maizels เชื่อว่า regulatory T cells เป็นตัวที่ปกป้องเราจากระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง นั่นคือเซลล์เหล่านี้มีอยู่เพื่อป้องกันการเกิดโรค autoimmune ทั้งหลาย (โรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง เช่น โรค SLE ที่พุ่มพวงเป็น) และเป็นไปได้ว่าพยาธิก็ใช้เซลล์นี้ด้วย คือมันอาจเปลี่ยน T cells ปกติซึ่งเป็นเซลล์ที่กระตุ้นการอักเสบให้เป็น regulatory T cells ที่ลดการอักเสบ ไม่ใช่แค่พยาธิเท่านั้น แบคทีเรียที่อาศัยในลำไส้ของเราก็อาจมีมาตรการเดียวกัน ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหาสารที่ก่อให้เกิดผลดีนี้ เพื่อนำมาใช้รักษาโรคที่มีการอักเสบมากเกิน
นอกจากนี้ยังมีกลไกอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย Dr. Padraic Fallon จาก Trinity College Dublin ได้แสดงให้เห็นว่า พยาธิใบไม้เลือดสามารถป้องกันโรคหอบหืดด้วยกลไกที่ซับซ้อนกว่าการใช้ regulatory T cells ผมเชื่อว่า ถึงแม้ regulatory T cells จะมีส่วน แต่มันดูง่ายไปถ้าจะเชื่อว่าพยาธิจะวิวัฒนาการมาพึ่งพาแค่เซลล์นี้เท่านั้น
โดยทีมของ Dr. Fallon ได้ศึกษาพยาธิใบไม้เลือด ปกติเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของ host พบว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่ เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันก็จะได้รับสัญญาณจากสารที่เรียกว่า chemokines ให้ไปเกาะกลุ่มรอบๆสิ่งแปลกปลอมนั้น การเกาะกลุ่มเซลล์นี้จะฟอร์มเป็น granuloma ซึ่ง granuloma รอบไข่พยาธิใบไม้เลือดไม่มีเซลล์ neutrophils อยู่ โดยเซลล์นี้จะกระตุ้นการอักเสบเพื่อทำลายพยาธิ พบว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะไข่พยาธิสร้างโปรตีนมาจับกับ chemokines ทำให้เซลล์ neutrophils ไม่ถูกกระตุ้น ไข่พยาธิจึงไม่ถูกทำลาย จะเห็นว่าพยาธิใบไม้เลือดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉพาะบริเวณที่มันอยู่เท่านั้น ไม่มีผลลดการอักเสบโดยรวมของทั้งร่างกาย
โปรตีนที่พยาธิใบไม้เลือดสร้างนี้นำมาใช้กับคนได้บางโรคเท่านั้น เช่น มันช่วยบรรเทาอาการของโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) แต่ไม่มีประโยชน์ในโรคข้ออักเสบ ซึ่งคงนำมาประยุกต์ใช้ได้เฉพาะโรค ไม่ใช่ยาต้านการอักเสบทั่วไป
ขณะนี้ได้มีการนำพยาธิเป็นๆทั้งตัวมาใช้กับคนไข้จริงบ้างแล้ว วิธีนี้เรียกว่า biotherapy โดยในอเมริกาได้มีการใช้ไข่ของพยาธิแส้ม้า รักษาโรค ulcerative colitis (ลำไส้ใหญ่อักเสบ) ในอังกฤษ Prof. Pritchard ก็ได้ใช้พยาธิปากขอรักษาโรค hay fever (ไข้ละอองฟาง) เชื่อว่าพยาธิปากขอจะเป็นตัวเลือกที่ดีในการรักษาโรคหอบหืดภูมิแพ้ เพราะได้มีการศึกษาเกี่ยวกับพยาธินี้มานานและมาก เราสามารถเลือกใช้ปริมาณพยาธิในจำนวนที่พอจะต้านการอักเสบแต่ไม่มากพอที่จะก่อให้เกิดอาการข้างเคียง เช่นปอดอักเสบ
ปัญหาก็คือ ผู้คนจะยินดีรับการรักษาด้วยพยาธินี้หรือไม่ Prof. Pritchard เห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเลย ในเมื่อเราก็ชินกับการเห็นเด็กหรือสุนัขเป็นโรคพยาธิอยู่แล้ว คงไม่มีปัญหาเรื่องการรังเกียจ ไม่อยากใช้วิธีนี้ เพียงแต่ว่าต้องระวังเรื่องมาตรฐานการรักษา โดยควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นในอนาคตถ้าเราสามารถวิเคราะห์แยกสารที่พยาธิสร้างมาใช้ เราก็อาจไม่ต้องใช้พยาธิเป็นๆก็ได้ แค่สังเคราะหสารเลียนแบบขึ้นมา อย่างไรก็ดีถ้าพูดถึงเรื่องการควบคุมระบบภูมิคุ้มกันแล้ว พยาธิยังอาจเป็นคำตอบสุดท้ายก็ได้ เพราะพวกมันมีประสบการณ์มาเป็นพันๆปี แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมาศึกษาเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง
ข้อมูลจาก
-The turn of the worm. Wellcome Science September 2006 http://www.wellcome.ac.uk/doc_WTX033598.html
- Wilson MS et al. Suppression of allergic airway inflammation by helminth-induced regulatory T cells. J Exp Med 2005;202(9):1199212.
- Smith P et al. Schistosoma mansoni secretes a chemokine binding protein with antiinflammatory activity. J Exp Med 2005;202(10):131925
- Summers RW et al. Trichuris suis therapy for active ulcerative colitis: a randomized controlled trial. Gastroenterology 2005;128(4):82532.
|
จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 7 พ.ย. 2549 (15:01)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 พ.ย. 2549 (15:04)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 21 พ.ย. 2549 (12:16) ดีค่ะแต่ว่าก็น่ากลัวอยู่นะเนี่ย
ตัวเองก็เป็นภูมิแพ้อยู่ อยากจะหายบ้างจัง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 22 พ.ย. 2549 (18:15) นามหยอกเอาหนามบ่งจริง ๆ อะ ภูมิแพ้ก็ไม่ดีหรอก แต่หายเพราะสิ่งไม่ดีเหมือนกาน แล้วพยาธิจะมาแทนที่อะเปล่าอะค่ะ เฮ้อ-*-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 24 พ.ย. 2549 (17:41) สงสัยต้องจัดวงจรชีวิตของมนุษย์เป็นแบบพึ่งพากันเสียแล้ว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 27 พ.ย. 2549 (17:27) [Unparseable or potentially dangerous latex formula. Error 6 ]
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 28 พ.ย. 2549 (10:54) ลูกเป็นอยู่เหมือนกัน อยากจะให้หายขาดสงสารลูกเวลาเป็น แต่จะช่วยได้จริงหรือ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 15 ก.ค. 2550 (12:24) ก็ดีนะ แต่จะดีเหรอ
|