|
Keen shadow&kingdom of charm
โพสต์เมื่อ:
10:27 วันที่ 16 พ.ย. 2549 ชมแล้ว:
723 ตอบแล้ว:
7
ว่ากันว่าโลกมนุษย์ของเรานั้น มีช่องทางที่เชื่อมต่อกับอีกอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ไกลโพ้น ดินแดนที่มีอารยะธรรมและกลิ่นอายแห่งมนต์ที่ชวนหลงใหล ดินแดนที่มีนักรบผู้กล้า กษัตริย์ผู้องอาจ จอมเวทย์ผู้กล้าแกร่ง ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ กระทั่งสัตว์อสูรปิศาจร้าย......
สงครามบังเกิดขึ้น ผู้คนล้มตาย เลือดไหลนองไปทั่วผืนแผ่นดิน เหล่ากษัตริย์และนักรบผู้กล้าผนึกกำลังเข้าต้านกองกำลังปิศาจ กองทัพปิศาจแตกพ่าย จอมมารแห่งทัพปิศาจถูกสยบลง ในช่วงเวลาหนึ่งก่อนวาระสุดท้ายของจอมมาร มันได้ใช้พลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดของมัน เปิดประตูมิติเพื่อให้เหล่าสมุนได้หนีไป ภายหลังสงครามยุติลง ได้มีคำสั่งให้กวาดล้างปิศาจที่หนีรอด และใช้อาวุธวิเศษประกอบกับคาถาเวทมนตร์โบราณเพื่อปิดผนึกประตูมิตินั้น คีน ชาโดว์ กับอาณาจักรแห่งมนต์ ภายในค่ำคืนที่เงียบสงบของคืนเดือนมืดไร้ซึ่งแสงจันทร์ สายลมพัดพาอากาศอุ่นๆผ่านมาชวนให้นึกถึงเตียงนุ่มๆและบรรยากาศแห่งการหลับใหล เด็กหนุ่มร่างบางในชุดนอนสีฟ้าครามยังคงยืนอยู่ริมระเบียงเหม่อมองฟากฟ้ายามราตรี มองออกไปยังหมู่ดาวนับร้อยที่ทอแสงสุกสว่างบนผืนนภาที่มืดมน ใจนึกทบทวนถึงความฝันประหลาดที่มักจะพบเจอบ่อยครั้งเมื่อหลับตาลง ..ฝันประหลาดที่ทำให้ตกใจกลัวทุกครั้งที่ตื่นขึ้น เสียงลูกบิดประตูถูกไขออก ชายสูงวัยอายุราวห้าสิบปลายๆเดินเข้ามา ยังไม่นอนอีกหรือ ผู้มาเยือนทักด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ..ผม... ภาพฝันร้ายนั้นยังไม่เลือนหายไปจากความคิดของเด็กชาย แววตาของชายสูงวัยอ่อนลง ก่อนถอนหายใจยาว เอาเถอะ ถึงอย่างไรเธอก็ควรจะนอนได้แล้ว คงไม่อยากผิดนัดกับเพื่อนหรอกนะ ครับ... เด็กชายกลับเข้าในตัวบ้านและเตรียมพร้อมสำหรับความฝันอีกครั้ง ฝันนั้นที่เขารู้แก่ใจดีว่ามันคือภาพความทรงจำอันโหดร้ายในอดีตที่เขาไม่เคยรับได้เลยสักหน ความทรงจำที่นับวันจะยิ่งชัดเจนขึ้น แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาจะยังเรียกมันว่าความฝันต่อไป ขอให้เป็นเพียงความฝัน...จะได้ไหม ตอนที่1 ลานกว้าง ภายในเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง เด็กชายวัยสิบห้าวิ่งฝ่าฝูงชนออกมานอกชานเมือง ห่างออกมาจนสภาพของบ้านและตึกต่างๆค่อยๆจางหายไป กลับกลายเป็นพื้นที่โล่ง พื้นคอนกรีตที่เคยวิ่งผ่านมากลายเป็นพื้นดิน ฝุ่นฟุ้งกระจายขณะที่เขากำลังวิ่งสุดชีวิตอยู่ ดูแล้วราวกับวิ่งหนีตาย รู้สึกตัวหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่าภาพข้างหน้านั้นดูเลือนราง เหงื่อไหลท่วมตัวจนเหนียวไปหมด แสงแดดจ้าส่องไอร้อนจนแสบผิว เวลาผ่านไปพักหนึ่งก่อนจะพ้นเขตเมือง ทันทีที่ถึงจุดหมายก็ทรุดลงไปกองกับพื้นโดยไม่รู้ตัว เป็นไงบ้าง เสียงหนึ่งดังขึ้น แต่ฟังดูเหมือนเสียงที่แว่วมาจากที่ไกลๆมากกว่า เพราะมีอีกเสียงที่ดังก้องอยู่ในหัว เสียงหัวใจเต้นตุบตับกับเส้นเลือดที่กระตุกอยู่ตรงขมับข้างศีรษะ เสียงหอบหายใจ เขาพยายามตั้งสติ สูดหายใจเข้าลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนสองคนเบื้องหน้า เด็กชายผมตั้งสีน้ำตาลไหม้ กับนัยน์ตาสีเดียวกันกำลังยืนยักคิ้วอย่างตลกๆให้เขา และเด็กหญิงผมหน้าม้าผูกผมเป็นจุกสองข้างซ้ายขวา ผมสีทองยาวสลวยของเธอตัดกับนัยน์ตาสีเขียวมรกตคู่นั้นอย่างน่าดูชม ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อยๆปรากฏอยู่ ทั้งสองดูมีสีหน้าเป็นห่วง คาล บิออง และ ฟีเน่ รีเพนเซีย เพื่อนสองคนที่เขาชอบคุยด้วยมากที่สุด ว่าไง ฉันกำลังถามนายอยู่นะ คีน ชาโดว์ คาล บิออง เด็กชายหัวไฟถามซ้ำ ท่าทางลักษณะนิสัยก็คงจะไฟด้วย คีนค่อยๆยันตัวขึ้นจนอยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อนทั้งสองจึงได้เห็นใบหน้าของเขาชัดถนัดตาขึ้น ผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามสายลม ใบหน้าตอนนี้ที่ถึงจะซีดจัดแต่ก็ยังคงรอยยิ้มละไม ทว่านัยน์ตาสีนิลคู่นั้นกลับให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยอย่างประหลาด ฉันไม่เป็นไร คีนตอบเสียงอ่อย ไม่ใช่ ไม่ใช่อะไร ฉันไม่ได้ถามเรื่องนาย ฉันถามความเห็นเกี่ยวกับทรงผมใหม่ของคุณหนูฟีเน่ต่างหากล่ะ ว่าพลางชี้นิ้วไปที่ผมจุกของเพื่อนหญิง เธอมีสีหน้าเอ๋อๆเหมือนรอฟังคำตอบ คีนมองไปยังผมจุกนั้นอีกครั้ง ซึ่งที่จริงมันก็ดูน่ารักดี แต่ใบหน้าเอ๋อๆนั้นชวนให้นึกขำ เหมือน... เด็กสามขวบ ทันทีที่ได้ยินคำตอบ คาลก็ปล่อยก๊ากออกมาอย่างสะกดไว้ไม่อยู่ ฮะ ฮะ นั่นสิ ว่าแต่นายนี่ก็เข้าใจใช้คำพูดนะคีน เด็กชายว่าพลางส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ ใบหน้าเอ๋อๆของเด็กสาวในตอนแรกนั้นขณะนี้เริ่มมีสีเรื่อ เธอไม่คิดจะโต้เถียงได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจกึ่งน้อยใจ คีนไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรดี เขาตกหลุมพรางของเพื่อนเข้าอย่างจัง ฟีเน่กำลังจะโกรธ และคาลก็ยังยืนหัวเราะอารมณ์ค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกชอบใจ เมื่อไม่รู้จะทำยังไงดีแล้วจึงตัดสินใจ ปั้นสีหน้าหงุดหงิดใส่เพื่อนทั้งสองมันกระตุกอารมณ์ของคนหัวไหม้ได้ชะงัดนัก ฉันเหนื่อยแทบตายพวกนายไม่รู้จักห่วง สนใจกันแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง.. ได้ผล หน้าซีดไปตามๆกัน ทำไมพวกนายไม่ใส่ใจฉันบ้าง เอ่อ... ฟีเน่เริ่ม เธอไม่เป็นไรมากใช่ไหม เธอไม่รู้ว่าการเปลี่ยนทรงผมใหม่จะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง โทษทีก็ฉันไม่รู้นี่ คาลว่าพลางยกมือขอโทษ คีนยังคงสีหน้านิ่ง มีแววโกรธอยู่หน่อย นี่เป็นการเล่นละครที่เขามักจะทำอยู่บ่อยๆ อย่างน้อยฟีเน่ก็หายโกรธแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นจึงปั้นสีหน้าเป็นปรกติก่อนจะเริ่มพูด ไม่เป็นไรหรอก ช่างมันเถอะฉันโกรธพวกนายไม่ลงอยู่แล้ว ทำหน้าตาเหมือนคนดีมาก แต่ทีหลังอย่าเพิ่งชวนคุยนะ ให้ฉันพักเหนื่อยก่อน เพื่อนทั้งสองพยักหน้าให้เขาพร้อมกัน นี่ก็ข้อเป็นหนึ่งที่เขาชอบ คาลกับฟีเน่ ว่านอนสอนง่าย ว่าแต่ว่า ทำไมเธอถึงมาช้านักล่ะ นั่นสิ พวกฉันรอตั้งชั่วโมงกว่าแล้ว ก็..เอ่อ..คือมีเรื่องนิดหน่อยน่ะ ไม่ต้องไปสนใจหรอก ตกลงจะไปกันได้รึยัง คีนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งบัดนี้ไร้เมฆ แดดร้อน..ไปกันเถอะครับฟีเน่ คีนกระโดดขึ้นรถจี๊บโทรมๆที่จอดอยู่ด้านข้าง รอให้คนทั้งสามขึ้นมานานแล้ว คีนมองไปยังเพื่อนที่กำลังยืนยิ้มน่าหมั่นไส้อยู่ คาลรู้ว่าเขาจะต้องมาสายเสมอไม่สายมาก ก็สายมากถึงมากที่สุด เด็กชายยังคงยืนยิ้มเยาะ ที่ทำให้เพื่อนต้องเปิดฉากสงครามเย็นด้วย รถนี่ของนาย? คีนมองสำรวจไปรอบๆตัวรถ อืม หาได้เมื่อเดือนก่อน ตอนแรกก็เป็นซากรถแต่ฉันเอามาซ่อม เพิ่งเสร็จเมื่อเช้านี้เอง เหรอ~ มิน่าโทรมขนาดนี้... ขับไปซักพักยางมันจะแตกใช่ไหมคาล ไม่หรอกเปลี่ยนยางแล้ว งั้นขับไปซักพักเดี๋ยวน้ำมันก็หมด ฉัน เติมแล้วนะ ไอ้รถนี่มันต้องวิ่งช้าเป็นเต่าแน่เลย เต่าอะไร เห็นแบบนี้เหยียบสุดสามร้อยเชียว! แต่นายต้องระวังพวงมาลัยนั่น ฉันเห็นแล้วว่ามันกำลังจะหลุด ไม่หรอก ฉันตรวจดูดีแล้ว!! งั้นถึงไง ก็ไม่มีใครขับรถเป็นอยู่ดี โว้ยยยย นี่นายจะหาข้อเสียให้ได้เลยใช่ไหมอ้าว เพิ่งรู้หรอกเหรอ หนอย... คีน พอเถอะค่ะทั้งสองคนจะรีบไปไม่ไช่เหรอ ฟีเน่พูดพลางปีนขึ้นรถไปบ้าง โดยมีคีนที่คอยประคองอยู่ ว่าแต่ใครจะเป็นคนขับ คีนหันกลับมาถาม ก็ฉันนี่ไง เตรียมยาแก้เมารถไว้ล่ะ คาลยิ้มเหี้ยมเกรียม ก่อนกระโดดขึ้นรถโดยไม่สนใจใคร รำลึกแต่จะทำให้เจ้าเด็กผมดำคนนั้นรู้ว่าเหยียบสามร้อยมันเป็นยังไง รถจี๊บโทรมๆจอดสนิทอยู่บนลานอิฐกว้าง ควันและฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว บ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งเสร็จจากการวิ่งสุดแสนหฤโหดมาหมาดๆ หนึ่งในผู้ร่วมเดินทางสุดแสนหฤหรรษ์ ในความคิดของคนขับเดินเซลงจากรถ และปล่อยของเสียออกมา หน้าซีดเสียจนเกือบจะขาว ในแบบที่เจ้าตัวคงไม่ชอบ ถึงกับอ้วกเชียวเหรอ โทษนะน้องของมันแรง ไอ้ประสาท คีนพูดพลางส่งสายตาเคืองไปให้ เด็กหญิงคนเดียวในกลุ่มทัวร์นี้ก้าวลงจากรถมา สีหน้าก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก ขอโทษนะครับ ฟีเน่ คาลพูดด้วยสีหน้าสำนึกผิด ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่เธอไม่ต้องรีบก็ได้นี่เธอก็รู้ว่าคีนน่ะเมารถ ฟีเน่มองเพื่อนอีกคน ที่กำลังล้างปากอยู่ที่ก๊อกน้ำอันหนึ่ง ซึ่งที่แบบนี้ไม่ควรจะมีได้เลย คีนกลับเข้ามารวมกลุ่มกับเพื่อนทั้งสอง ทอดสายตาไปยังบริเวณรอบๆ ที่นี่เป็นพื้นที่โล่งกว้าง บริเวณครึ่งกิโลนี้ปูด้วยอิฐแดง ที่เก่าและเริ่มชำรุดบ้างแล้ว ฟีเน่หยิบแผนที่จากเบาะหลังรถมากางออก มุ่นหัวคิ้วก่อนจะคลาย แล้วค่อยๆเอ่ยขึ้น ใช่ที่นี่ล่ะ เธอพูดอย่างเหนื่อยอ่อน ที่นี่เหรอ เฮ้คาล ฉันว่าฉันเคยเห็น....ในทีวีนะ อือ มันเป็นที่ๆคนบางประเภทชอบมาสุมหัวกับมาขนอาวุธเถื่อนกันน่ะ ................... .................. ฉันว่าเรากลับกันเถอะคีนตัดสินใจทำลายความเงียบ ..................................ไม่มีเสียงตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก กลับเหอะน่า ก็ไหนบอกว่าอยากมานักไง พอมาถึงก็จะกลับซะนี่ตกลงนายจะเอาไงแน่ คาลบ่น รู้สึกฉุนที่คีนมาเปลี่ยนแผนเอาง่ายๆแบบนี้ กลับสิ หือ โธ่ ก็ฉันไม่รู้นี่ว่ามันจะกลายเป็นคลังอาวุธเถื่อนก็แล้วใครจะไปคิดเล่า คีนพูดทำท่าหัวเสียสุดๆ ให้เพื่อนอีกสองคนต้องถอนหายใจพร้อมกัน ก็ที่ฉันรู้มา ที่นี่น่ะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ซึ่งเป็นที่เก็บคทา ที่มีพลังอำนาจและเป็นหนึ่งในสี่อาวุธแห่งตำนานที่เป็นที่กล่าวขานว่ากล้าแกร่งที่สุด แล้วฉันก็เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าที่นี่มีทางเชื่อมต่อไปยังอีกดินแดนหนึ่งอยู่ ฟีเน่กับคาลสบตากับแวบหนึ่งก่อนถอนหายใจรอบสอง ...นิทานหลอกเด็ก..จำได้ว่าคีนชอบเล่าเรื่องนี้ให้ฟังบ่อยๆ หนที่ร้อยแล้วมั้ง เรื่องจริงนะเขาก็ย้ำแบบนี้ทุกครั้ง แต่ถ้ามีพวกขนอาวุธอยู่แบบนี้ ฉันว่าเราคงจะมาเสียเที่ยว มานี่ ไปขึ้นรถ โธ่ นายนี่ใจเสาะ กลางวันแสกๆใครเค้าจะมานั่งขนอาวุธกันล่ะ คาลคิดจะพิสูจน์เรื่องนี้ให้ได้เพราะไม่อยากเมื่อยหูฟังคีนพล่ามอีก แต่..... คีนยังคงเถียง ทำกลัวไปได้ ไหนๆก็มาแล้ว ว่าไงครับฟีเน่ นั่นสิ ก็อย่างที่เธอบอก ที่นี่น่ะ ประตูสู่อาณาจักรแห่งมนต์เชียวนะ จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1- ตอนที่2 ทางลับใต้ดิน ภายในพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง เด็กสามคนกำลังล้อมวงดูอะไรบางอย่าง บนพื้นที่บางส่วนของบริเวณนั้น ฉันว่า...บางที..คือ... มันคงจะเป็นอักขระโบราณ ก็คงงั้นคาลเสริม จะอะไรก็ช่าง แต่พวกนายจะสนใจมันไปทำไม คีนพูดมือเกาหัวแกรก ก็แล้วนายเห็นอะไรแถวนี้อีกไหมล่ะ นอกจากอักษรแปลกๆนี่ คาลเอามือไล้ไปยังอักษรประหลาด นั้นในใจรู้สึกสับสน ....หรือที่คีนพูดจะเป็นเรื่องจริง เขายังไม่เคยเจออักษรแบบนี้มาก่อนเลย แปลกมาก ก็ไม่เห็นอะไรหรอก นอกจากไอ้ก๊อกน้ำนั่น อ้อฉลาด ฉันรู้นายเชี่ยวชาญ ตกลงอักษรนี่มันหมายความว่าไงกันแน่ ฮึ จะไปรู้เหรอ ก็ฉันไม่ใช่คนเขียน คาลพยายามควบคุมอารมณ์ ด้วยความสามารถพิเศษที่ได้มาเพราะการคบกับคนตรงหน้า นายไม่ได้เป็นคนเขียนแน่คีน ฉลาดๆอย่างนายเขียนไม่เป็นหรอก .......... ถึงไงฉลาดๆอย่างฉันก็ปิดปากเสียๆของนายได้ก็แล้วกัน คีนขยับเข้าไปยืนข้างๆ พลางคิดวิธีที่จะทำคาลปากแตกไปด้วย นี่ หยุด! ฟีเน่ ที่เงียบมานานชักทนไม่ไหว ฉันไม่มีเวลามากพอจะมาฟังเธอสองคนทะเลาะกันหรอกนะ แน่นอนคู่โต้วาทีแทบกลายเป็นตุ๊กตาหิน เพราะคุณหนูฟีเน่ รีเพนเซีย ลูกสาวคนเดียวของท่าน ฟิลิบัส รีเพนเซีย ที่ทั้งเรียนเก่ง สุภาพ เรียบร้อย เป็นที่รักของเพื่อนฝูง จะยอมลดตัวมาคบกับพวกเขานั้น นับเป็นเกียรติอย่างมากแล้ว ความจริงเธอควรจะคบกับคนที่เก่งและดีสมกับฐานะของเธอมากกว่า เธอรู้อะไรก็บอกมาสักทีเถอะน่าคีน อักษรนี่อะไร แล้วเราควรจะทำยังไงกับมัน ไม่เห็นยาก แค่กรีดเลือดแล้วละเลงลงบนอักขระ เดี๋ยวทางเข้ามันก็จะโผล่มาเอง ก็แค่นั้น ฟีเน่ได้ฟังถึงกับถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คาลขมวดคิ้ว ทำหน้าเครียด เหมือนกำลังคำนวณว่าต้องใช้เลือดมากมายแค่ไหน เด็กชายยิ้มมุมปากก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ จะเอาเลือดใคร บอกซะก่อนนะว่าฉันร่างกายไม่แข็งแรง เอ่อ... ฟีเน่พูดขึ้น รู้สึกว่าต้องใช้ความกล้ามากกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ทันจะได้พูดก็โดนคีนขัดไว้ซะก่อน และฉันจะไม่ยอมให้ใช้เลือดฟีเน่ เป็นอันขาดดวงตาเป็นประกายระริก สีหน้ายังคงนิ่งไม่เปลี่ยน เธอรู้ว่าจริงๆแล้วเขาต้องการอะไร แต่ความชอบใจมันมีมากกว่า จึงทำได้เพียงเบือนหน้าเปื้อนรอยยิ้มไปทางอื่น และเก็บงำความคิดนี้ไว้ นาย...คาล เลือดของนาย ฉันรู้ว่านายแข็งแรงดีที่สุด เด็กชายหน้าซีดเผือดทั้งที่ยังไม่ได้เสียเลือดไปเลยสักหยด เอ่อ...คีน ฟีเน่พูดเสียงเครือ ไม่ทันจบก็โดนขัดไว้อีก เลือดนายข้น นายสุภาพดี คีนหลุดยิ้มออกมาแวบหนึ่ง ก่อนปั้นหน้าขรึมแบบเดิม รู้ตัวว่าถูกชมแต่กลับไม่รู้สึกอยากขอบคุณเลยซักนิด เอ่อคราวนี้ฟีเน่ชิงพูดได้ก่อน ใช้เลือดปนกับน้ำได้ไหมค่ะ ในที่สุดก็พูดจบ เธอยิ้มระรื่น พร้อมกับที่คีนหันขวับไปมอง ก็ เอ่อ...ได้มั้ง .. ได้สิ ก๊อกน้ำนั่น อย่างนี้น่ะเอง คีนตกใจที่เขาคิดเรื่องนี้ไม่ออก และตกใจมากกว่าที่ฟีเน่พูดรัวเร็วแบบนั้น หรือจะกลัวเขาชิงพูดอีก นึกแล้วก็ต้องเก็บความขบขันนี้ไว้ เขาพยายามศึกษาเรื่องตำนานนี้มากจนรู้ที่ซ่อนของคทา รู้รายละเอียดต่างๆ และได้รู้ว่าต้องใช้เลือด แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้ก๊อกน้ำนั่น คิดแล้วก็ยิ้มเผล่ ก่อนรีบวิ่งไปเอาน้ำที่ก๊อกมาเทไปตามร่องของอักขระโบราณ เอาล่ะเลือด ท่านคาล บิออง เชิญครับ! สิค่ะ สำหรับฟีเน่เธออยากรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า แต่สำหรับคาลมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่าง .....ทำไมฉันต้องรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกเจี๊ยบของเจ้าสองคนนี่อยู่เรื่อยเลยนะ คาลชักมีดพับได้ขึ้นมาควงเล่น ก่อนจะกรีดที่ปลายนิ้ว และหยดเลือดลงผสมกับน้ำในอักขระเบื้องล่างด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างหนัก เลือดผสมกับน้ำจนเป็นเนื้อเดียวกัน อักขระและเลือดค่อยๆจางหายไป เมื่อหายไปจนหมดพื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนจนพวกเขาแทบทรงตัวไว้ไม่อยู่ ภาพที่เห็นคืออิฐสีแดงถล่มลงไป เป็นช่องทางเดินที่มีบันไดทอดยาวลงไปข้างล่าง ฟีเน่สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความสนอกสนใจ คาลมองด้วยความกังวลระคนแปลกใจ ส่วนคีนที่ปรกติควรจะวิ่งลงไปกระดี๊กระด๊าที่บันไดเบื้องล่างกลับตีสีหน้านิ่งเฉย เด็กทั้งสองไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนใจคีนซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเลย จึงไม่รู้สึกถึงความผิดปรกตินี้ มืดจัง ฟีเน่เพ่งมองลึกเข้าไปข้างใน คาลกำลังหยิบไฟแช็คออกมาจุดบนคบเพลิงที่เจอบนผนังข้างๆ ฟีเน่หันมาเห็นคีนยืนนิ่งอยู่ที่ปากทางเข้า คาลเองก็รู้สึกเอะใจที่เขาไม่ลงมาประกาศชัยชนะข้างล่างนี้ เด็กสาวเดินขึ้นไปลากเพื่อนลงมา ไม่มืดแล้วค่ะ ฟีเน่ยิ้มกริ่มเธอคิดว่าคีนคงจะกลัวความมืด มีอะไรเหรอ เธอถามเพราะเห็นเขาทำหน้านิ่ว กับดัก.. เด็กชายเอ่ยราวเสียงกระซิบ คาลกลอกตาขึ้นฟ้า ว่าแล้ว...ทีนี้จะให้ฉันทำหน้าที่หนูทดลองอีกสินะ เขาหันหน้าไปสบตากับเพื่อนทั้งสอง เวรกรรม เจ้าสองคนนั่นทำตาแป๋ว ยิ้มหวาน น่ารัก น่าชัง แต่เหมือนน่าชังจะมีมากกว่า เฮ้อ~ กับดักแบบไหน? เข้าไปเดี๋ยวก็รู้เอง คีนเข้าไปหยิบคบไฟอีกอันมาถือไว้ ตอนนี้คนที่มือว่างอยู่ก็คงจะมีเพียงคุณหนูคนนั้นคนเดียว พื้นและเพดานปูด้วยอิฐหนาสีน้ำตาล เพดานที่เย็นเฉียบสูงจากพื้นราวๆสามเมตร บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเหงาไม่มีเสียงใดเลย นอกจากเสียงฝีเท้ามนุษย์ที่ดังก้องสะท้อนไปมา คีนขยับขึ้นไปเดินนำหน้า หลังจากที่ตนเดินรั้งท้ายมานาน เขาไม่ต้องการให้เพื่อนกังวลหรือไม่สบายใจจึงทำไปเพื่อให้เพื่อนคลายความตึงเครียดลง และนั่นก็ได้ผล ฟีเน่ดูมีสีหน้าดีขึ้น แต่ก็คงจะช่วยไม่นานเพราะทางข้างหน้า....เป็นทางแยก เสียงฝีเท้ามนุษย์หยุดกึกหน้าทางแยกนั้น กลิ่นสาบฉุนลอยเตะจมูกมาจากทางแยกด้านซ้าย ส่วนอีกด้านมีกลิ่นหอมบางๆโชยมา ทั้งที่คาลและฟีเน่เสนอให้ไปทางกลิ่นหอมบางๆนั้น และกำลังจะได้ไปอยู่แล้ว ถ้าคีนไม่เถียงหัวชนฝา ว่าควรไปอีกทาง จริงอยู่ที่เสียงส่วนใหญ่น่าจะเป็นที่ยอมรับมากกว่า ทว่าคีนได้ให้เหตุผลที่ทำให้คาลสงบปากสงบคำลงได้ กลิ่นนี่น่ะหอมน่าสนใจอยู่หรอก แต่จะบอกให้คุณสมบัติมันเหลือร้าย ดอกเมลลิไคร์ ถ้าตามกลิ่นนั้นไปจนถึงตัวดอกมันล่ะก็ ฉันรับรองได้ว่านายจะลืมโลกไปเลย ขนาดของทางกว้างขึ้นเรื่อยๆทุกก้าวที่เดิน กลิ่นสาบนั้นยังคงลอยอบอวล นายพาพวกฉันมาตายชัดๆ คาลเอ่ยขึ้นเหมือนชวนคุย คีนหน้าซีดสลด รู้สึกไม่ดีเลยที่พาเพื่อนมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้ ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเที่ยวปิดเทอมเลยนะ บรรยากาศก็แย่ คาลหันมายิ้มให้ พวก นาย จ ะ กลั บ กันก็ ได้นะ คีนพูดตะกุกตะกัก เด็กหนุ่มยิ้มเจื่อน ไม่ชอบเห็นเพื่อนตอนหมดท่าแบบนี้เท่าไหร่นัก ไม่กลับหรอกไหนๆก็มาแล้ว อยากจะเดินดูให้ทั่วเสียหน่อย คีนเงียบ รอฟังว่าคาลจะพูดอะไรต่อ นายพาฉันมานี่ก็น่าจะบอกอะไรให้รู้บ้างสิ ที่นี่เป็นปากทางเข้าไปสู่อีกอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ไกลโพ้น แล้วก็ยังมีคทาอะไรนั่นที่นายว่าเก็บอยู่ ฉันรู้แค่นั้น อืม.... ฉันก็รู้ไม่มากหรอก ฉันก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าคทาไลดิเนียน มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงฉันมั่นใจว่ามันต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่ คทานั่นฉันไม่รู้หรอกว่ามันทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน อาณาจักรที่ว่านี่ก็ไม่รู้มันเป็นยังไง ลุงบอกไม่ให้ฉันยุ่งกับเรื่องนี้ แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ คีนได้ประโยชน์จาก โบลเนต ชาโดว์ ลุงของเขาที่เป็นนักโบราณคดี เสาะหาเรื่องราวต่างๆของอาณาจักรแห่งมนต์ และสิ่งของแปลกๆที่ลุงของเขาเก็บมาศึกษา ซึ่งเมื่อเขาแสดงท่าทีสนใจ ก็จะถูกลุงโบลกันออกไปทุกที ตั้งแต่เขาจำความได้ ลุงก็เอาแต่สนใจอยู่กับเรื่องพวกนั้น ของทุกชิ้นเขาไม่สามารถแตะต้องได้เลย มีเพียงแหวนวงหนึ่งที่ลุงยอมให้เขาจับต้องได้ และเมื่อหกปีก่อนยังมอบให้เขาด้วย ตอนที่3 เด็กน้อย ในบ้านไม้หลังหนึ่งที่ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ภายในกว้างขวางปลอดโปร่ง เด็กน้อยกำลังนั่งคอยลุงกลับมา คอยเพราะรู้ว่าลุงจะต้องกลับมาพร้อมกับของประหลาดชิ้นใหม่ทุกครั้ง เอี้ยด~ เสียงประตูหน้าบ้านเปิดออก ชายคนหนึ่งอายุราวห้าสิบปี เดินเข้ามาด้วยสภาพเหนื่อยอ่อน ไงไอ้หนู มานั่งทำอะไรอยู่นี่ เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน คอยลุงน่ะสิ คราวนี้ท่านโบลเนตนักโบราณคดีอันดับหนึ่งเอาอะไรมาอีกล่ะ โบลเนตผ่อนลมหายใจยาวก่อนเปิดกล่องสีน้ำตาลแดงที่แลดูเก่าแก่ขึ้นมา มีดสั้นที่เรียวกระชับประดับประดาไปด้วยเพชรพลอยที่งดงามเกินกว่าจะนำไปใช้ตัดอะไร เด็กน้อยเอื้อมมือไปหยิบมีดนั้น แต่กล่องได้ถูกปิดลงก่อนแล้ว โถ่... ลุงงงง~ อันนี้เล่นไม่ได้ ลุงย่อตัวลงนั่งจนอยู่ในระดับเดียวกัน มือกุมที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของเด็กน้อย ผมไม่ได้เล่น แค่จะดูผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ! ดวงตาสีนิลที่มองสบตาเขานั้นดูมุ่งมั่น เขาถอนหายใจก่อนพูดต่อ ใช่เธอโตพอที่จะรู้อะไรแล้ว ปีนี้ก็ปีที่เก้าแล้วสินะ เอ้านี่ของเธอ พูดพลางหยิบแหวนวงหนึ่งขึ้นมาส่งให้ ให้ผมเหรอ เด็กน้อยถามด้วยความแปลกใจ มันควรจะเป็นของเธอ โดยไม่รีรอ เด็กน้อยรีบหยิบแหวนมาสวมไว้ที่นิ้วกลางมือซ้าย มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ได้ รู้สึกดีทีเดียว ของขวัญชิ้นแรกจากลุงของเขา แหวนสีขาวนวลสุกปลั่งราวไข่มุก สลักอักษรสีทองที่คงจะเป็นภาษาโบราณแฝงไปด้วยอำนาจลึกลับ มือยังคงลูบที่แหวนในมือซ้ายไปมา แล้วความคิดนั้นก็ต้องหยุดลง เพราะมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างหน้า อะไรบางอย่างที่ทำให้เท้าหยุดกึก คาลหันซ้ายหันขวาเลิกลัก ฟีเน่เกาะแขนคาลไว้แน่นพูดอะไรไม่ออก ทั้งที่ปรกติก็ไม่ใช่คนชอบพูดอยู่แล้ว คีนมองสำรวจไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า โครงกระดูก....โครงกระดูกคนในชุดนักรบซึ่งก่อนหน้านั้นคงจะดูดีไม่น้อย ถึงตอนนี้จะอยู่ในสภาพทรุดโทรมโดยรวมก็ยังดูน่าเกรงขาม กำลังนั่งชันเข่ามือข้างหนึ่งทิ้งไว้ข้างลำตัว ส่วนอีกข้างถือดาบเล่มโตยันพื้นไว้ ฉันว่า...คทานั่นไม่ต้องไปเอาหรอกคีน เอาดาบนั่นดีกว่าท่าจะเจ๋งกว่าเยอะ เด็กชายกำลังจะเดินไปเอาดาบแต่โดนมือของฟีเน่ฉุดไว้ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เชื่อฉันเถอะไม่ดีหรอก เธอมีลางสังหรณ์ว่าอย่างนั้น คาลคนหัวดื้อไม่ฟัง เดินไปยืนอยู่หน้าโครงกระดูกแล้ว ฟีเน่หันกลับไปมองคีนที่กำลังจ้องมองโครงกระดูกนั้นตาไม่กระพริบ ก็ตามใจ....อยากทำอะไรก็เชิญ เด็กหญิงพูดด้วยความหงุดหงิด พวกนี้นี่เตือนอะไรก็ไม่ยอมฟังกัน คีนก็ไม่รู้เป็นอะไรไปหมู่นี้ชอบทำตัวแปลกผิดปกติ เธอเดินไปอยู่อีกมุมหนึ่งหันหน้าเข้าหากำแพง แล้วก็ต้องพูดอะไรไม่ออกอีกรอบกับสิ่งที่ได้เจอ นี่มัน!.. อักขระ เหมือนตรงทางเข้าเลย เด็กหญิงหยิบสุมดเล่มเล็กกับปากกาออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วตั้งหน้าตั้งตาจดอักขระที่ข้างผนัง ระหว่างจดก็ได้ยินเสียงเพื่อนอีกสองคนกำลังเถียงกันอยู่ ทำไมจะไม่ได้ นายกะจะฮุบเอาไว้เองล่ะสิ คาลเถียงคอเป็นเอ็น โธ่เว้ย คนอย่างฉันไม่ทำอย่างนั้นหรอก นายนี่ทำไมถึงได้โง่นักนะ ถ้ามันเป็นกับดักขึ้นมาจริงๆจะทำยังไง เด็กชายรู้สึกผูกพันกับโครงกระดูกตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่ต้องการให้เพื่อนเอาดาบไป เพราะอาจจะทำให้โครงกระดูกล้มลง เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากปกป้องมันจึงไม่รู้จะอธิบายให้คาลฟังอย่างไรดี ตอนนี้คีนเริ่มเบ้หน้าเหมือนคนจะร้องไห้เต็มทีแล้ว ก็ได้ๆ ฉันไม่เอาแล้ว นายอย่าร้องเลยนะ คาลพูดแสดงสีหน้าขบขัน รู้สึกผิดนิดๆแต่ไม่รู้ว่าควรจะขอโทษดีไหม ฉันไม่ได้ร้อง เด็กชายตวาดลั่น ดวงตามีหยาดน้ำใสๆเอ่อล้นมา ฟีเน่จนอักขระเสร็จก็หันมาทันเห็นคีนกำลังใช้มือปาดน้ำตาที่แก้ม คีนรู้สึกตัวว่าถูกมองอยู่จึงรีบเบือนหน้าไปทางอื่น เขาไม่ต้องการมีน้ำตา ไม่ต้องการให้ใครเห็นไม่อยากให้ผู้หญิงเห็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อ ฟีเน่ รีเพนเซีย ในวัยเด็กคีนมันจะโดนคนอื่นแกล้งอยู่บ่อยๆเขาไม่ค่อยมีเพื่อน ทุกครั้งที่เด็กคนอื่นได้เล่นสนุกกัน เด็กชายมักจะถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว เฝ้ามองคนอื่นๆเล่นสนุกกันอยู่ในมุมมืดที่ไม่มีใครมองเห็น ทุกหนที่เขาพยายามจะหาใครคุยด้วยสิ่งที่ได้รับมักจะเป็นเสียงหัวเราะเยาะ กับคำพูดที่แทงใจจากเด็กที่ตัวโตกว่า มีเพียงเธอเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเขาปกป้องเขาเสมอ..... ฟีเน่ ฉันเป็นคนอ่อนแอ เด็กชายพูดทั้งสะอื้นไห้ ฉันถูกคนรังแกอีกแล้ว... ในสายตาคนอื่นฉันคงเป็นแค่ตัวตลก ..หรื..หรือแค่..ของเล่..นน คนอย่างฉันมันไม่มีค่าอะไรเลย น้ำเสียงที่จบประโยคนั้นแหบพร่า เธอไม่ได้ไร้ค่าแล้วก็ไม่ได้อ่อนแอหรอกคีน เธอพูดมือโอบไหล่เด็กชายไว้ เธอตัวสูงกว่าเขามากในตอนนั้น ฉันร้องไห้ น้ำตาไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย เธอว่าพลางส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ฉันไม่ต้องการให้ใครมาป้อง...หรือดูแลฉัน! เธอทำแบบนั้นไม่ได้หรอกคีน น้ำเสียงนั้นอ่อนนุ่ม แต่มันทำให้คีนแทบใจสลาย เขากัดฟันกรอดและกลืนน้ำตา คิดสมเพชตัวเองในใจ ไม่มีใครเข้มแข็งก่อนอ่อนแอหรอก แล้วก็ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไป พ่อชอบพูดแบบนี้ ..ฉันก็เคยร้องไห้ เธอมองสบตาสีนิลที่แสนจะเดาความคิดได้ยาก ฉันไม่มีแม่ พ่อทำทุกอย่างเพื่อฉัน ปกป้องดูแลฉัน พ่องานหนักแต่ก็แบ่งเวลาให้ฉันไม่เคยขาด ฉันก็เคยบอกพ่อนะว่าฉันจะดูแลตัวเอง จะไม่ให้พ่อต้องคอยเป็นห่วง ....ฉันเคยถามพ่อว่าทำไมถึงต้องคอยดูแลคอยปกป้องฉัน เธอพูดพลางหลับตานึกถึงอดีต แล้วพ่อเธอตอบว่าไงเหรอ เด็กชายเอ่ยถาม น้ำเสียงคะยั้นคะยอต้องการรู้คำตอบไวๆ พ่อก็ตอบว่า เพราะลูกเป็นคนสำคัญของพ่ออย่างไรล่ะ ก็เหมือนกับเธอ เธอเป็นคนสำคัญของฉัน เด็กทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกเลย คีนเอาแต่จ้องมองฟีเน่ที่กำลังนั่งผิวปากอยู่ เขาได้ยินเสียงของสายลมที่พัดอ่อนๆ ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงไล่ไปเรื่อยจนสุดขอบฟ้า อาทิตย์กำลังอัสดงเพื่อเป็นสัญญาณสำหรับอาหารมื้อค่ำและการกลับมาอีกครั้งของหมู่ดาว ฟีเน่ นัยน์ตาสีนิลคู่นั้นสะท้อนรับแสงจากดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ฉันจะต้องเข้มแข็งขึ้น ฉันจะต้องดูแลตัวเองให้ได้ สักวันหนึ่งฉันจะเป็นฝ่ายปกป้องเธอบ้าง .....เพราะเธอเป็นคนสำคัญของฉัน ...คีน....... จะไปกันได้ยัง เด็กชายหันกลับมาถามเพื่อนอีกสองคน สีหน้านั้นเย็นชา ไม่เหลือเค้าของคนที่เพิ่งจะร้องไห้กับเจ้าเด็กขี้แยคนนั้นเลย ถึงหน้าจะเหมือนก็เถอะ เดี๋ยวนี้ทั้งเย็นชา ทั้งกวน ทั้งหน้าด้าน ....นี่เราคิดอะไรอยู่นะ ไปสิ เด็กสาวตอบส่งๆ รู้สึกไม่ชอบใจ อีกใจหนึ่งก็เสียดาย ....เธอเปลี่ยนไปมากนะคีน ....เปลี่ยนไปมาก พวกเขาเดินตามทางมาเรื่อยๆ ทางข้างหน้าแลเห็นเป็นสีเขียวรางๆ เหมือนพวกเขาจะอยู่ในห้องโถงกว้างห้องหนึ่ง กลิ่นสาบนั้นแรงจนอยากจะอาเจียน นั่นอะไร คาลเอ่ยขึ้นเสียงอ่อย คงจะเป็นตัวอะไรซักอย่าง คีนตอบ น้ำเสียงก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มันเป็นแสงสีเขียวที่สะท้อนจากคบไฟ เสียงลมหายใจดังไม่ขาดช่วง เสียงสวบเหมือนอะไรบางอย่างกำลังย่องอยู่ในความมืด เมื่อหนึ่งในนั้นย่องเข้ามาอยู่ในระยะที่คบไฟส่องถึง จึงได้เห็นร่างของมันชัดๆ ดวงตาสีเขียวไร้ความรู้สึก ขนหนาสีน้ำตาลดูสกปรกห่อหุ้มตัวที่หนังหุ้มกระดูก จมูกยื่นออกมาจากใบหน้าที่ซูบตอบ น้ำลายไหลยื่น เขี้ยวและเล็บที่แหลมคบสะท้อนแสงวิบวับ มันสูงราวครึ่งเมตร เหมือนจะเป็นตัวตุ่น...ขนาดยักษ์ เสียงครางของหนึ่งในพวกมันดังขึ้น และตามมาด้วยเสียงสวบสาบที่พอจะเดาได้อย่างเดียวว่าพวกมันกำลังก้าวเข้ามา เผ่นเหอะ เด็กชายพูดอย่างควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ชูคบไฟในมือขึ้นสูง มืออีกข้างคว้ามือฟีเน่มาถือไว้ มือเธอเย็นเฉียบ หน้าขาวซีด ไม่ทันแล้วมั้งคีนคาลเอ่ยพลันหันไปตวัดคบเพลิงใส่ตุ่นยักษ์ที่เพิ่งจะกระโจนเข้ามา มันกระเด็นไปจนติดขอบกำแพง บนหน้ามีรอยแผลไหม้ ดวงตามีเลือดไหลย้อยเป็นทาง โจมตีโดยไม่มีเสียงและไม่ทันตั้งตัว พวกมันค่อยๆย่องเข้ามา.. ระยะนี้เห็นเกือบๆสิบตัวแล้ว แต่ถ้ามันมีมากว่าสิบล่ะ? พวกเขาพยายามกวัดแกว่งคบไฟในมือไปมา ถึงตอนเดินจะดูเชื่องช้าแต่กลับจู่โจมได้รวดเร็วและแม่นยำ สงครามระหว่างมนุษย์กับตัวตุ่นยักษ์ยังคงดำเนินต่อไป โดยตัวตุ่นยังคงดาหน้ากันเข้ามาให้ฟาดคบเพลิงใส่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในนี้มันทั้งมืดแล้วก็ร้อนอบอ้าวสงสัยจังว่าพวกมันอยู่กันได้ยังไง คีนคิดแต่ไม่มีอารมณ์จะมาสงสารมันเลย สงสารตัวเองก่อนจะดีเสียกว่า เหงื่อไคลท่วมตัวไปหมด พวกเขากำลังอ่อนแรง เอาไงต่อดีคีน ขืนปล่อยไว้แบบนี้เราได้เป็นมื้อเที่ยงมันแน่ คาลผู้แสนไร้เทียมทานเริ่มจะหอบแฮ่กแล้ว ไม่หรอก มันไม่มีทางรู้เวลา ที่นี่มองไม่เห็นตะวันแล้วฉันก็ไม่เคยยอมให้ใครยืมนาฬิกาไปด้วย ถึงจะมึนจนเห็นภาพต่างๆเลือนรางแล้ว แต่คีนมั่นใจได้เลยว่าเขาเห็นรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าซีดๆของฟีเน่แวบหนึ่ง เขาไม่ต้องการให้เธอกลัวหรือกังวลจนเกินไป ไม่อย่างนั้นสภาพการณ์จะยิ่งแย่ ฉันถามจริงอย่ามาทำตลก คาลแยกเขี้ยวใส่พลางฟาดคบเพลิงใส่ตัวตุ่นตัวหนึ่ง เพื่อระบายอารมณ์โกรธ นายมันบ้าเลือด เด็กชายพูดรู้สึกดีใจที่มีตัวตุ่นมารับกรรมแทน งั้นก็รีบคิดหาวิธีซะสิ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนเป้าหมายจากตัวตุ่นเป็นตัวนาย คาลพูดส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมมาให้ โธ่ ใจเย็นสิครับพี่ คีนฝืนยิ้มตอบ แต่ดูเหมือนคนปวดฟันมากกว่า ..ต้องรีบออกไปจากที่นี่... คีนเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนกำลังพูดอยู่กับตัวเอง พวกมันรุกหนักจนคิดหาทางอะไรไม่ออก ไม่เหลือเวลาจะมาเหลียวมองอะไรเลยด้วยซ้ำ มีหลายครั้งที่พวกเขาเกือบจะพลาดท่า ข้างหน้านั่นมีทางไป! คาลตะโกน ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อม ต้องฝ่ามันออกไป....แขนฉันชาไปหมดแล้ว คีนว่า มองดูมือที่กำคบเพลิงแน่นมีเลือดไหลย้อยไปจนถึงข้อศอก พื้นข้างล่างนี่ก็เป็นอุปสรรคไม่น้อย มันเป็นฟางที่เกะกะเท้าน่าดูและเพราะฟางนี่คอยกลบเสียงเท้า พวกมันจึงได้โจมตีอย่างไร้เสียงแบบนี้ ฟีเน่แย่งคบเพลิงออกมาจากมือของคีน ...แล้วเธอก็ต้องมารับหน้าที่ผู้คุ้มกันนี้แทน เธอเกือบจะหกล้มหลายรอบ บ้าจริงฟางนี่....ฟาง? คาล ฉันคิดออกแล้ว ฟีเน่กระซิบบอก คิดอะไรออก! มันตะโกนตอบมา เบาก็ได้ ฉันว่า...ฟางนี่มันทำให้เราแย่เผาทิ้งเลยดีกว่าที่นี่จะได้สว่าง แล้วจะได้เปิดทางให้เราหนีไปด้วยไง เธอพูดด้วยความมั่นใจ เอาจริงน่ะ คีนทำสีหน้าผวา แล้วถ้ามันจะเป็นการย่างสดเราล่ะ ใช่ แล้วเราก็จะอร่อยขึ้น คาลแย้งต่อ เราต้องเสี่ยง เธอพูดน้ำเสียงเป็นการเป็นงาน แล้วถึงเราจะอร่อยพวกพวกมันก็กินไม่ได้ เพราะถ้ามันอยากกิน มันก็จะถูกย่างจนสุกเหมือนกัน อืม ถ้าจะตายละก็ขอตายอย่างสมศักดิ์ศรีหน่อยแล้วกัน คีนว่าทำสีหน้าขบขัน แล้วถ้าเรารอดฉันจะไม่กินมันหรอก ไม่ถูกหลักอนามัย พวกเขาพยักหน้าให้กันก่อนจะตั้งสติและเตรียมใจสำหรับงานนี้ นับถึงสามนะ ฟีเน่กระซิบ กำคบเพลิงในมือแน่น หนึ่ง... สอง....... แล้วแกจะรู้จักไฟดีขึ้น คาลคิดในใจ สาม! ทันทีที่สิ้นเสียงเด็กสาว ไฟก็ลุกโชติช่วงไปทั่ว ตอนที่4 กลุ่มคนปริศนา เด็กทั้งสามวิ่งอยู่ในทางเดินแคบๆ เสียงหวีดร้องของเหล่าตุ่นยักษ์เบาบางลงจนเงียบสนิทแล้ว พวกเขาวิ่งมาไกลมาก ด้วยแรงที่เหลือน้อยเต็มทีก็จำต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น สว่างจ้าเลยเมื่อกี้ คาลพูดเสียงกลั้วหัวเราะ รอดแล้วเหรอ? คีนยังคงหอบไม่หาย อืม แต่ต่อจากนี้ไม่รู้ต้องเจออะไรอีก คาลที่เพิ่งจะยันตัวลุกขึ้น ทรุดลงไปกองกับพื้นอีกรอบ พวกมันคงจะตายกันหมดแล้วมั้ง....ฉันว่านะ คีนพยายามคิดให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ถึงงั้นก็เหอะแต่เราถอยไม่ได้แล้ว ข้างหลังนั่นทะเลเพลิงของแท้เลย แล้วมันจะลามมาถึงนี่ไหม คีนถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ พวกเรารีบไปกันดีกว่า เด็กสาวเจ้าของแผนการวางเพลิงพูดตัดบทเพราะกลัวว่าไฟจะลามมาจริงๆ พวกเขาเดินตามทางไปเรื่อยๆ ถึงจะยังมีความหวังแต่ก็ริบหรี่เต็มที ทางข้างหน้ามีแสงสว่างที่คาดว่าจะเป็นทางออก คบไฟทั้งสองถูกโยนลงพื้นทุกคนเร่งฝีเท้าไปยังแสงสว่างนั้น ทว่าทางข้างหน้านั้นหาใช่ทางออกไม่ เหมือนจะเป็นเสียงคนท่องคาถาอะไรบางอย่างที่ฟังดูแปร่งหู คีนเดินออกมาก่อนกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องทรงสี่เหลี่ยมกว้าง ถึงจะไม่เท่ารังของตัวตุ่นยักษ์แต่ก็นับว่ากว้างพอดู มีเสาหลายต้นล้อมรอบเป็นวงกลม มุมห้องมีช่องทางเข้าอยู่ทั้งสี่มุม หนึ่งในนั้นคือที่ๆเขาเพิ่งจะออกมา มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่ตรงนั้นสักเจ็ดปดคนได้ พวกนั้นกำลังทำอะไรกันนะ? คีนเดินเข้าไปใกล้ๆเอนตัวพิงเสาต้นหนึ่งแล้วมองออกไป เพื่อนอีกสองคนก็กำลังทำแบบเดียวกัน คนกลุ่มนั้นคลุมผ้าสีดำทั้งตัวทำให้มองไม่เห็นใบหน้าหรือรายละเอียดใดๆเลย คนหนึ่งยืนอยู่บนแท่นที่ตั้งอยู่กลางห้องกำลังท่องคาถาบางอย่างและห้อมล้อมไปด้วยสมาชิกอีกเจ็ดคน เหมือนจะเป็นพิธีกรรมอะไรสักอย่าง เสียงและท่วงทำนองของคาถาที่เอ่ยออกมานั้นฟังดูดุดันและน่ากลัว ผู้ท่องคาถาเนื้อตัวสั่นเทา อีกเจ็ดคนก็เช่นกัน หรือแม้แต้พวกคีนเอง เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนานก่อนพิธีกรรมจะจบลง มีแสงสว่างจ้าสักพักก่อนจะหายไป มือที่โผล่พ้นผ้าคลุมของผู้ท่องคาถากลางห้องมีไอประหลาดสีดำลอยคละคลุ้ง ก่อนจะม้วนตัวเข้าครอบคลุมบริเวณมือนั้นแล้วค่อยๆจางลง สำเร็จ...ในที่สุดไลดิเนียน ในที่สุดเจ้าก็หลีกหนีข้าไม่ได้อีกแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆ บุคคลประหลาดผู้นั้นประกาศชัยชนะพร้อมระเบิดเสียงหัวเราะที่ไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด น่าขนลุกขนพองเสียมากกว่า ยินดีด้วยครับนายท่าน ท้ายที่สุดท่านก็จะได้ครอบครองคทาไลดิเนียน คทาแห่งตำนานที่กล้าแกร่งที่สุดต่อไปทั่วทั้งปฐพีนี้จะไม่มีผู้ใดหาญกล้าต่อกรกับท่านอีกแล้ว เสียงแหบแห้งนั้นมาจากบุรุษที่มีร่างสูงใหญ่กว่าทุกคนในกลุ่ม ฮ่า ฮ่า ฮ่า ๆๆ เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้กลุ่มคนที่ยืนห้อมล้อมเขาก็ร่วมวงหัวเราะไปด้วย สำหรับพวกคีนแล้วมันเป็นเสียงหัวเราะที่น่ากลัวและวังเวงยิ่งนัก เล่นเอาเสียวสันหลังวาบ.. มีผู้บุกรุก อีกเสียงดังขึ้น เสียงหัวเราะเงียบหายไปนานแล้ว เด็กๆที่ได้ฟังอยู่ถึงกับสะดุ้ง เพื่อนอีกสองคนส่งสายตามายังคีนเป็นเชิงถาม คนกลุ่มนั้นชักอาวุธออกมามีทั้งดาบสั้นแล้วยังมีอาวุธอย่างอื่นอีกที่เขาไม่รู้จัก เมื่อมองดูที่ตัวเองเขานั้นมือเปล่า ความคิดเดียวที่พอจะนึกได้ตอนนี้คือ...หนี บ้าจริงทำไมฉันต้องเอาแต่หนีนะ ทางนี้! เขาตะโกนบอกเพื่อน นั่นเป็นคำพูดที่เยี่ยมยอดที่สุดแล้ว ไม่หนีแต่จะหลีกเลี่ยงการปะทะ เด็กชายชี้ไปทางเดิมที่เพิ่งจะเข้ามา ....ถ้าไปทางอื่นก็ไม่รู้จะต้องเจออะไรอีก สู้กลับทางเก่าที่ถึงจะอันตรายแต่ก็รู้สภาพการณ์แล้วยังจะดีเสียกว่า พวกมันคิดหนี หนึ่งในพวกชุดดำพูดขึ้น พวกนั้นเป็นเด็ก หรือจะเป็นมนุษย์ของอาณาจักรนี้ เสียงแหบแห้งออกความเห็น ทำอย่างไรดีครับนายท่าน ดูพวกมันจะไร้พิษสง ถ้าพวกมันมันไร้พิษสงจริงคงเข้ามาถึงที่นี่ไม่ได้ กำจัดมันซะ! สิ้นคำสั่งพวกชุดดำก็พุ่งตัวตามเด็กสามคนที่กำลังวิ่งหนีไป คีน ทางนี้มัน..... เถอะน่า ล่อพวกมันมา นายจะไปห้องโถงนั่นอีก คาลพูดปั้นสีหน้าสยอง เราไม่มีทางเลือก คีนเก็บคบเพลิงขึ้นมาและโยนให้คาลอันหนึ่ง พวกเขาวิ่งมาถึงห้องโถงวินาศกรรมแล้ว ตัวตุ่นยักษ์บางตัวยังคงมีชีวิตรอด พวกมันที่ตายส่งกลิ่นสาบเหม็นหนักกว่าเก่า แถมยังกลิ่นไหม้จากกองไฟที่รายล้อมอยู่ในห้องนี้อีก ควันสีเทาลอยคละคลุ้งทำให้เด็กๆสำลักไปตามๆกัน เมื่อเหลือบไปเห็นตัวตุ่นที่ยังไม่ตายส่งสายตาอาฆาตแค้นมาให้ พวกเขาก็ตั้งต้นวิ่งใหม่อีกรอบ ไป! คาลตะโกนลั่นพลางฟาดคบเพลิงใส่ ...แต่เหมือนมันจะไม่ได้สะทกสะท้านอะไรเลย แต่ละตัวมีแผลเหวอะหวะเต็มตัว และคราวนี้มันจู่โจมอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาวิ่งสุดชีวิตไปยังทางข้างหน้า ซึ่งก็คือทางที่พวกเขาเดินกันเข้ามาในครั้งแรกและได้มาเจอกับพวกตัวประหลาดนี้ คีนได้ยินเสียงโอดครวญของตัวตุ่นยักษ์ กับเสียงตะโกนโหวกเหวกบางอย่าง สงสัยจะเป็นพวกผ้าคลุมดำนั่น เขาแหงนหน้ามองข้างหลัง และโดยไม่ทันตั้งตัวตุ่นยักษ์ก็กระโจนเข้าใส่เขา ตุ่นตัวนั้นที่เมื่อครู่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า ขาข้างหนึ่งก็พิการเพราะถูกไฟลวก ...แต่ตอนนี้มันตะปบร่างเขาและได้ฝังเขี้ยวลงบนหัวไหล่ เจ็บถึงกระดูก น้ำตาไหลพราก จนเด็กชายรู้สึกว่ากระดูกร้าวไปเสียแล้ว คีน... เพื่อนอีกสองคนที่เห็นเหตุการณ์หน้าขาวซีดจนเห็นเส้นเลือด ทั้งที่อยู่ใกล้แค่นี้แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย เด็กชายพยามยามใช้คบเพลิงในมือจี้ไปที่ดวงตาของตัวตุ่นมันผงะออกในทันที เท้าหน้าของมันปิดตาข้างหนึ่งซึ่งมีเลือดไหลทะลัก ดวงหน้านั้นมีสีแดงฉานและแผลพุพองคาลใช้จังหวะนี้ควักมีดออกมาและพุ่งตัวเข้าชนตุ่นยักษ์จนติดกำแพง มันกรีดร้องเสียงลั่น เด็กชายค่อยๆยันตัวขึ้น มีดเล่มนั้นปักอยู่ที่สีข้างของตัวตุ่น เขาชักมีดออกปลิดชีพมันครั้งสุดท้าย เลือดไหลทะลักออกมาราวท่อแตก เขาจ้องมองมันด้วยสีหน้าเคืองแค้นระคนรู้สึกผิด มีดที่อยู่ในมือทั้งงอทั้งบิดเบี้ยวไม่เป็นรูป เคร้ง! มีดถูกปล่อยลงกระทบกับพื้น เพื่อนหญิงรีบรุดไปไปประคองคีนขึ้นมา คีน...ธ..เธอเป็นบ้าง ฟีเน่ถอดเสื้อนอกออกมาปิดห้ามเลือดคีนไว้ เลือดไหลนองไม่หยุดไม่ต่างไปจากตัวตุ่นยักษ์เมื่อครู่ เป็นภาพที่น่าขันยิ่งนัก เพื่อนอีกคนเดินมาคุกเข่าลงข้างๆและบีบมือเขาไว้แน่น มือนั้นเย็บเฉียบเกือบจะเท่ากับตัวคีนเลย ฉันจะรีบพานายออกไป คาลพูดน้ำเสียงสั่นเครือ ฟีเน่กำลังร้องไห้สะอื้นซบอกเขาอยู่ มันคงจะเป็นความรู้สึกที่ดีทีเดียวถ้าเขาจะรู้สึกได้ เฮ้ ขอน้ำยาฆ่าเชื้อหน่อยสิ ปล่อยไว้เดี๋ยวเป็นบาดทะยัก ...ฮิๆ หน้านายซีดอย่างกับไก่ต้ม ฮิๆ ฮะฮะฮะ เสียงหัวเราะวังเวงไม่แพ้พวกชุดดำเลย แต่สิ่งที่มีมากกว่านั้นคือความเงียบเหงา และเศร้าสร้อย ....อะไรกันแค่น้ำยาฆ่าเชื้อนิดเดียวก็ให้ไม่ได้ ...นึกอยู่แล้วว่านายเป็นคนแบบนี้ ...ไม่เคยคิดจะช่วยอะไรฉันบ้างเลย ....ไม่เคยเลยใช่ไหม? ...ปล่อยให้ฉันต้องมาเจ็บตัวคนเดียวแบบนี้อีกแล้ว ภาพในอดีตค่อยๆผุดเข้ามาในหัวของเด็กชาย ในวันนั้นที่อากาศร้อนอบอ้าว เด็กหนุ่มผมดำสนิทนัยน์ตาสีนิลกำลังถูกนักเรียนกลุ่มหนึ่งรุมทำร้ายอยู่ มันไม่ใช่ความรู้สึกเจ็บหรือปวดทางกาย แต่มันเป็นบาดแผลที่เจ็บลึกๆในใจ พวกนักเรียนที่กำลังกระหน่ำทำร้ายเขาในตอนนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกใดๆเลย แต่เพราะนักเรียนต่างห้องอีกกลุ่มใหญ่ที่มายืนทำหน้าสลอน ยืนมุงดูเขาถูกทำร้ายด้วยความสนอกสนใจและสนุกสนานราวกับเป็นรายการบันเทิงชนิดหนึ่ง พวกนั้นชี้ไม้ชี้มือมาทางนี้และหัวเราะคิกคักกัน บางคนก็เข้ามาร่วมวงทำร้ายเขาด้วย นักเรียนร่วมห้องของเขาไม่ได้ทำตัวที่ต่างไปนัก บางคนก็มองมาด้วยสายตาเย็นชา บ้างก็แกล้งนอน บางคนเกิดอาการตื่นตัวต้องแสดงอาการอวดเบ่งออกมา ราวกับกลัวว่าถ้าแสดงท่าทีเฉื่อยชาหรืออ่อนแอจะทำให้ตัวเองถูกรุมรังแกไปด้วย ภาพที่เห็นนั้นชวนให้ปวดใจนัก แต่เพียงแค่นี้คงจะธรรมดาสำหรับเขาเพราะเขาเคยเห็นภาพพวกนี้มาตั้งแต่เด็กจนชินเสียแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้น เด็กผมสีน้ำตาลแดงคนนั้น คาล บิออง คนที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพื่อนมันกำลังคุยกับเพื่อนอีกคนของมัน ไม่แม้แต่จะหันมาเหลียวแลเพื่อนคนนี้เลย คิดแล้วน้ำตาก็พาลจะไหลเหมือนใจที่บอบช้ำกำลังถูกกรีดแทง ลงท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ .....นักเรียนพวกนั้นหยุดมือแล้ว พวกมันพูดอะไรสองสามคำที่เขาไม่ได้ยินก่อนจะจากไป เด็กชายผมแดงเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีแปลกๆ คนหลอกลวง... นายไม่สนใจฉันสักนิด เด็กชายเก็บงำความคิดนี้ไว้ด้วยใจที่เจ็บปวดแสนสาหัส ประสบการณ์อันโชกโชนสอนให้เขาเป็นคนเก็บอารมณ์ได้ดีขึ้น ตอนนี้เขาต้องอยู่ตัวคนเดียวเขาพยายามไม่คิดถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่มักจะปกป้องและปลอบใจเขาเสมอ เพราะนั่นอาจทำให้บ่อน้ำตาแตกได้อีก เจ็บไหม มันพูดตีสีหน้าเป็นห่วง แต่นั่นก็ทำให้เขาใจอ่อนลง อย่างน้อยก็เป็นคนที่เคยช่วยเหลือกันและอย่างน้อยมันก็ดูเป็นห่วงเขาจริงๆในตอนที่เขาไม่สบาย ไม่เจ็บมั้ง ลองมาให้ฉันอัดนายเล่นแก้เบื่อบ้างสิ .....ไม่เจ็บก็ดีแล้ว คนเค้าเตือนไม่ยอมฟัง เตือนแล้วก็จริง แต่คำเตือนนั้นมาประมาณว่า อดทนไว้ อย่าตอบโต้ ไม่ต้องไปสนใจมัน ไม่ต้องทำอะไร แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปฟัง นอกจากจะเจ็บตัวฟรีแล้วยังเสียศักดิ์ศรีอีก มันไม่คุ้มเลยที่จะถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องอะไรจะต้องยอม ทีหลังใครทำอะไรไม่ต้องไปตอบโต้ มันเอามือมาวางบนหัวไหล่เขาก่อนจะพูดต่อ หรือนายจะวิ่งหนีเอาดื้อๆเลยก็ยิ่งดี วาจามันน่าเตะยิ่งนัก แต่แววตานั้นแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยมันก็เป็นคนเดียวที่ยอมคุยกับเขา น้ำตาเอ่อล้นออกมาอีกแล้วและดูท่าจะหยุดยาก อยากจะกระโดดล็อกคอมันแต่อายคนแถวนี้ ทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรจริงๆที่ไม่ได้ทำมาตั้งนานมากแล้วไปให้ ทันทีที่เผลอตัวภาพตอนถูกทำร้ายก็กลับมาอีกครั้ง ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้หันมามองเลย ฉันเกลียดคนขี้ขลาด คาล เด็กชายผู้มีรอยน้ำตาอยู่บนแก้มเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ น้ำเสียงมีแววคับแค้นใจ ....พอพวกมันมาหาเรื่องนายก็หายหัวไป ข้อนี้นายจะว่ายังไงคาล ......ใช่ ฉันมันคนขี้ขลาด แต่ก็ไม่ต้องเจ็บหนักแล้วก็ไม่ต้องร้องไห้เขาชักสีหน้าจริงจังก่อนพูดต่อ คนที่อดทนได้ต่างหากล่ะ ที่เป็นผู้ชนะ เจ็บหนัก? ร้องไห้? คนอดทนเป็นผู้ชนะ? นายไม่ได้กำลังเจ็บหนักหรอกหรือที่ต้องถูกทำร้ายฝ่ายเดียว ใจนายมิได้กำลังร่ำไห้หรอกหรือที่ศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ แล้วไม่ใช่ผู้ที่สู้จนสุดความสามารถเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองหรอกหรือ ที่เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง ตอบไม่ได้ล่ะสิ นายไม่เคยร้องไห้ นายไม่ต้องเผชิญหน้า ก็นายเอาแต่หนีตลอด ....แต่สักวันนายจะต้องเจอกับปัญหา สถานการณ์ที่ต้องเผชิญอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง วันนั้นนายจะร่ำไห้ และฉันจะเหยียบนายให้จมดินเลย ใช่...ตอนนั้นเราคิดแบบนั้น อยากเห็นคาลร้องไห้ อยากเป็นคนทำให้เขาร้องไห้ อยากเป็นคนทำให้เขาช้ำใจ ......แต่คงไม่มีอีกแล้ว เพราะตอนนี้....จะเอื้อมมือไปตบหัวมันยังทำไม่ได้เลย หรือมันจะรู้เลยกำมือเราไว้แน่น หนอยคาล เด็กชายผมแดงผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เห็นคีนเริ่มมีสายตาเลื่อนลอยจึงเขย่าตัวเขาเพื่อเรียกสติกลับมา คาลกำลังตะโกนโหวกเหวกอะไรบางอย่าง ฟีเน่พยายามห้ามไม่ให้เขาเขย่าตัวเราอยู่ ..ฟีเน่ ในเมื่อนายยังมั่นคงในอุดมคติของนาย ..ฉันก็จะขอยึดมั่นในอุดมการณ์ของฉัน ...ฉันจะไม่ถูกทำร้ายฝ่ายเดียว ฉันจะปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง และฉันจะไม่ตายอย่างไร้เกียรติ คีนยันตัวขึ้นด้วยความยากลำบาก เขาจินตนาการถึงตัวเองในตอนนี้ มันเท่สุดๆไปเลย เขามองไปยังเพื่อนทั้งสอง เด็กชายกำลังยกนิ้วให้และกำลังมีรอยยิ้ม ทั้งที่มันควรจะช็อกจนหงายหลัง ส่วนเด็กหญิงนั้นมองเขาเหมือนว่าเขาเป็นตัวประหลาด ทำไม? เธอควรจะกระโดดกอดเขา หรือไม่ก็หอมเขาสักที คีนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ....แต่ความพยามยามไม่ได้หมดลงแค่นั้น พยุงหน่อย... จะไม่ไหวอยู่แล้ว คีนพูดเสียงอ่อน มองเพื่อนสาวด้วยสายตาออดอ้อน คาลรีบลุกขึ้นพยุงเพื่อนและลากเขาเดิน คีนมองไปยังเพื่อนหญิงที่กำลังอมยิ้ม ....นี่นายไม่รู้อะไรบ้างเลยหรือไงนะ รู้จักกันมาก็สามปีแล้ว เรื่องแค่นี้ก็ยังไม่เข้าใจ ไร้เดียงสาจริง ไปเหอะคีน พวกมันกำลังมา คาลออกแรงฉุดคีนให้เดิน หรือจะรู้ ....คิดได้ก็ต้องกัดฟันกรอด คาลลากคีนที่แกล้งทำเป็นเดินไม่ออกไปตามทางเรื่อยๆโดยมีฟีเน่ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งอยู่ข้างหลังก่อนจะมาช่วยพยุงอีกแรง พวกเขามาถึงห้องโครงกระดูกในชุดนักรบแล้ว ...และพวกชุดดำก็ตามมาทันจนได้ ...โธ่ ไม่น่านึกแกล้งคาลตอนนี้เลย คิดไปก็เท่านั้นถึงตอนฟีเน่เข้ามาช่วยพยุงบ้าง เขาจะพยายามออกแรงเดินเต็มที่แต่ก็ทำให้รู้ว่ามันก็มีค่าเท่ากัน เขาแทบไม่มีแรงเหลือ กลุ่มคนชุดดำเข้ามายืนล้อมเด็กทั้งสามไว้ ในมือกวัดแกว่งอาวุธไปมา แต่พวกเขาไม่มีอะไรเลย มีดของคาลที่หักงอก็ทิ้งไว้ที่ห้องโถงแล้ว ....ล้อมไว้แบบนี้คิดจะทำพิธีอะไรอีกล่ะ? เด็กชายนึกอย่างขำไม่ออก พวกนั้นเองก็ดูสะบักสะบอมไม่แพ้กัน ชายผ้าคลุมของบางคนมีรอยไหม้ บ้างก็มีรอยข่วน ชิ! ไอ้ตัวแครบเตอร์นั่นเล่นซะเกือบแย่ หนึ่งในพวกมันเอ่ยขึ้น ฮ่า ฮ่า ก็ท่านควรจะฝึกร่างกายเสียบ้าง ไม่ใช่ฝึกแต่เพียงเวทมนตร์อย่างเดียว ชายร่างสูงเสียงแหบแห้งผู้มีเสื้อผ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์พูดเสียดสีขึ้น ดาบยาวของมันเป็นสีแดงฉานบ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการใช้งานมา หยุดปากเสียๆของท่านซะ! เซนอส ถ้าข้ามิต้องอยู่บนอาณาจักรบ้าๆนี่มีหรือข้าจะเสียท่ามัน ชายคนแรกพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน ข้าทราบ ไว้ท่านกลับไปก็ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มันเสียสิ น้ำเสียงมีแววขบขัน ข้าทำแน่! คำกล่าวคราวนี้โหดเหี้ยมจนทำให้เด็กๆตัวสั่น เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ แต่เราจะทำอย่างไรกับเจ้าพวกนี้ดี อีกเสียงดังขึ้น อย่าโหดนักล่ะ ...เป็นเสียงผู้หญิงแน่ๆ เด็กชายคิด กลุ่มคนนั้นหยุดมองเด็กทั้งสามอย่างประเมินค่า หรืออาจจะกำลังคิดหาวิธีสังหารเด็ดๆอยู่ก็เป็นได้ คาลเหลือบไปเห็นโครงกระดูกนักรบข้างตัวเขา และสังเกตเห็นดาบเล่มโตนั้น ....มันกำลังเรียกหาเขา ................. และเพราะสถานการณ์บีบคั้นเขาหยิบดาบเล่นนั้นขึ้นมา โครงกระดูกหล่นลงไปกองกับพื้นเสียงดังกรอกแกรก ก่อนจะเงียบกริบราวกับป่าช้า เขาสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่อยู่ในตัวดาบ ปลายดาบสะท้อนแสงไฟวิบวับ มันควรจะอยู่ในสภาพที่เก่าแก่และทรุดโทรม แต่นี่กลับไม่ใช่เลย เพียงแค่สัมผัสเบาๆก็เรียกเลือดจากนิ้วมือเขาได้แล้ว และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า ...เลือด...หายไป! ดาบเล่มนั้นดูดซับเลือดของเขาเข้าไปก่อนตัวดาบจะทอแสงกล้า มันเหมือนดาบที่เพิ่งตีเสร็จใหม่ๆและร้อนเสียด้วย ดาบยาวเกือบๆเมตร รูปทรงสง่างาม ประดับประดาไปด้วยอัญมณี คาลสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันมหาศาล ตอนที่5 ดาบแห่งไฟคืนชีพ ภายในห้องนั้นเงียบกริบพวกชุดดำยืนดูอยู่อย่างสงบ คาลมองไปยังเพื่อนอีกสองคน สีหน้าเขายังคงตื่นตะลึง คีนกำลังมองโครงกระดูกบนพื้นโดยไม่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง และภายในดวงตาสีนิลคู่นั้นเจือไปด้วยกระแสของความปวดร้าว ...นายทำกระดูกพัง เขาส่งสายตาอาฆาตแค้นใส่คาล แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงได้รู้สึกเคืองแค้นแบบนี้ เพียงเพราะโครงกระดูกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเขาเลย คาลรู้ว่าถ้าคีนกระโดดถีบหน้าเขาได้มันคงจะทำไปแล้ว คีนไม่มีแรงเหลือพอ คาลกระชับดาบในมือแน่น มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะช่วยทุกคนได้ เกรจ บาลาซัส.. เซนอส ชายเสียงแหบแห้งพูดขึ้น พวกชุดดำพากันปั้นสีหน้าไม่ถูก เกรจบาลาซัส ดาบแห่งไฟคืนชีพแล้ว! เงียบกันไปชั่วอึดใจหนึ่งก่อนสตรีผ้าคลุมดำจะเอ่ยขึ้น จริงอยู่ดาบแห่งไฟทั้งทรงพลังทั้งยังแข็งแกร่ง แต่คนที่ใช้กลับเป็นแค่เด็กคนหนึ่งซึ่งไม่มีพลังอำนาจใดๆเลย หากคิดจะใช้ดาบนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการปลิดชีพตน เปลวเพลิงแห่งดาบจะลุกโชนจนตัวตาย ต่อให้มันใช้ดาบนั่นได้ ก็คงมิอาจสำแดงเดชในดินแดนแห่งนี้ได้หรอก ชายคนหนึ่งพูดก่อนยิ้มเหี้ยมเกรียม คิก คิก หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ขอข้าจัดการเอง ชายอีกคนพูดเสียงแปลกๆฟังดูลึกลับ เด็กทั้งสามยังไม่เคยได้ยินคนๆนี้พูด ดูเหมือนเขาจะหลังค่อมหน่อยๆด้วย เพียงแค่พริบตา มันก็ง้างดาบสั้นอยู่เหนือหัวของคาลแล้ว คาล! เสียงเพื่อนหญิงร้องเตือน หากก็ไม่ไวเท่าชายลึกลับผู้นั้น คาลตวัดดาบขึ้นมาได้ทันท่วงทีแต่ก็ทรุดลงกับพื้น แขนสั่นระริก ถ้าไม่ใช่เพราะดาบนี่มีรูปร่างหนาและทนทานแบบนี้เขาคงไม่อาจมีชีวิตรอด ชายลึกลับนั้นหายไปแล้ว และปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังของเด็กชาย คิกๆ ฝีมือใช้ได้ แต่กำลังแขนอ่อนหัดชะมัด ....ชีวิตของเจ้าข้าขอล่ะนะ ชายผู้นั้นตวัดดาบขึ้นในแนวขนานหมายจะตัดคอเขา เพื่อนอีกสองคนรู้สึกใจหายและแค้นตัวเองนักที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย ...ฝีมือมันไม่ธรรมดาเลย ...ฉันจะไม่ยอมนั่งรอความตายอยู่อย่างนี้หรอก คาลกระชับดาบแน่น และหวดไปด้านข้างสุดแรง ดาบสั้นแตกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะกระเด็นไป ชายชุดดำกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆแล้ว มือหนึ่งกุมมืออีกข้างที่มีรอยอะไรบางอย่างคล้ายรอยแผลไหม้ คิก คิก ชายผู้นั้นหัวเราะทั้งที่ยังกัดฟันกรอด บาลาซัส หนึ่งในเก้าอาวุธวิเศษแห่งดินแดนผู้กล้า ท่านน่ะประมาทจนเกินไป ชายเสียงแหบแห้งพูดเรียบๆ และเขาพูดไม่ผิดทีเดียว เกรจบาลาซัสกำลังทอแสงกล้า ดาบแห่งไฟกำลังลุกโชติ ไม่ต้องกังวลไป พลังของมันจะถูกผนึกเมื่ออยู่ที่นี่ แต่คำพูดหลังนี้ผิดขนัด ทันทีที่คาลปักดาบลงพื้นไฟก็ลุกท้วมล้อมรอบเด็กทั้งสาม พวกชุดดำร้องเสียงหลง ทางนี้! คาลหันไปบอกเพื่อนอีกสองคนที่กำลังวิ่งมา เด็กชายเหวี่ยงดาบไปข้างหน้า ไฟแหวกทางออกและเป็นกำแพงสองข้างทางให้พวกเขาวิ่งหนีไป เปลวไฟนั้นร้อนระอุ เด็กๆวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ อยากออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดจะได้จบเรื่องบ้าๆนี้ลงเสียที กำแพงเพลิงข้างทางดับลงแล้ว เปลวไฟข้างหลังเองก็มอดไปด้วยเช่นกัน ไอ้บ้า ดับไฟทำไมเดี๋ยวพวกมันก็ตามมาอีกหรอก คีนว่าอย่างหัวเสีย ฟีเน่เองก็ส่งสายตาเชิงตำหนิใส่คาล ฉันไม่ได้ดับ แล้วก็ไม่อยากให้มันดับด้วย มันมืดรู้มั๊ย! เด็กชายผู้กลัวความมืดพูดขึ้นหัวเสียไม่แพ้กัน พวกนายไม่ต้องมามองฉันแบบนั้น และเหมือนมีสิ่งตอบสนองความต้องการของเขา มีแสงสว่างตรงทางข้างหน้า เด็กๆเดินออกมาจนเจอทางแยกแรกที่พวกเขาเข้ามาแล้ว ....และพวกมันก็ดักรออยู่ตรงนั้น ทางเดียวที่จะกลับไปได้คือต้องฝ่าออกไป คาล เผามันให้แหลกเลย เด็กผมดำหันมากระซิบ ขอรับ นายท่าน คาลง้างดาบขึ้นสูงและฟาดลงพื้นเต็มแรง ......................... ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงเสียงหัวเราะจากพวกชุดดำเท่านั้น คิก คิก อย่างนี้นี่เอง ว่ากันว่าดาบแห่งไฟทุกครั้งที่ตื่นขึ้น จะอัดไปด้วยพลังอันมหาศาลที่ต้องปลดปล่อยออกมา เมื่อปล่อยออกมาแล้วก็จะกลับสู่สภาพปกติ คิก คิก ถูกต้อง ตอนนี้ดาบนั่นก็ไม่ต่างอะไรกันกับดาบธรรมดา ชายเสียงแหบแห้งพูดพลางยกดาบยาวที่มีคราบเลือดจางๆขึ้นมา ถึงยังไงดาบก็ยังมีคม คาลเถียงออกไป เจ้าโง่ แล้วนายคิดว่าดาบของคุณพี่พวกนั้นไม่มีคมหรือไง คีนพูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ นายสิโง่ ฉันพูดไปเพราะกะจะถ่วงเวลาคิดหาทางออกหรอกเฟ้ย เด็กชายพูดทำท่าจะเอาดาบตีหัวเพื่อน ส่วนเด็กหญิงคนนั้นอยากจะบ้าตายอยู่แล้ว อย่างนายจะคิดได้เร้อ ถ่วงเวลาไปก็เท่านั้น คีนพูดเอามือกุมศีรษะไว้ ก็ยังดีกว่ายืนเฉยๆ ดูคนอื่นเค้ารับศึกอย่างนายละกัน ลูกพี่อย่างฉันก็ต้องให้ลูกน้องอย่างนายรับศึกไปสิ ไม่เห็นแปลก พวกชุดดำยืนชมพวกเด็กบ้าสองคนทะเลาะกัน บางคนทำท่ารำคาญแต่บางคนเหมือนจะชอบใจ คิกๆ ฉันชักจะชอบพวกแกซะแล้วสิ เอาอย่างนี้ ส่งดาบนั่นมาแล้วฉันจะปล่อยพวกแกไป ..ดีไหมล่ะ คิก คิก ชายหลังค่อมพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังนุ่มหู หมอนี่มันจะอารมณ์ดีอะไรกันนักกันหนานะหัวเราะอยู่ได้ทั้งวัน แล้วคีนก็ต้องหยุดความคิดลงเมื่อเสียงเรียบๆเปรยขึ้น นายท่านมีคำสั่งให้กำจัดพวกมัน ชายหลังค่อมหยุดหัวเราะก่อนพูดขึ้นใหม่ แต่พวกมันก็ดูจะมีประโยชน์อยู่บ้างนา ไว้เราเอามันไปที่โน่นด้วย แล้วสอนมารยาทให้มันสักนิดก็คงจะใช้ได้ คิก คิก คนที่สมควรจะได้รับการฝึกมารยาทที่สุดก็เห็นจะเป็นท่านมากกว่า ไม่กระนั้นนายท่านก็คงจะแก้คำสาบให้ท่านไปนานแล้ว เสียงเรียบๆเอ่ยขึ้นอีก คำสาป? คิก คิก ข้าว่าข้าชอบมันนะ คิก คิก การสนทนานั้นยังคงดำเนินต่อไป คีนที่ว่างอยู่ก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย พวกนี้แต่งตัวแปลกๆ ชอบพูดอะไรที่ฟังไม่รู้เรื่อง หรือพวกมันจะมาจากที่อื่น อาณาจักรแห่งมนต์? แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง อันตรายออกอย่างนี้ ...แต่สำหรับพวกมันคงไม่อันตรายนักหรอกมั้งฝีมือของพวกมัน นั่นสิสู้กับพวกมันเสี่ยงกว่ากับดักที่นี่เป็นไหนๆ ไว้เราหนีไปทางกับดักก่อนแล้วค่อยวกกลับมาใหม่เสียยังจะดีกว่า เผลอๆอาจจะได้คทาติดไม้ติดมือกลับไปด้วย ลุงโบลคงได้ตาโตเป็นไข่ห่านแน่ ...อืม มีทางเลือกอยู่สองทาง กลับไปรังตุ่นดีไหมพวกมันคงจะโดนกำจัดหมดแล้ว ไม่เอาดีกว่ามันรู้ทางแบบนี้เสี่ยง แถมเป็นที่โล่งด้วย จริงสิพวกมันมีกันเจ็ดคนหัวหน้ามันหายไปไหน? เกิดไปเจอกับมันเข้าเห็นท่าจะแย่ มีทางเดียวคือทางที่มีกลิ่นดอกเมลลิไคร์ ...กลิ่นหอมอ่อนๆนี่ชวนฝันแฮะ ขืนยืนอยู่นี่อีกประเดี๋ยวก็คงเผลอเดินเข้าไปอยู่ดี เข้าไปตอนสติยังดีอยู่คงจะปลอดภัยกว่า ดอกไม้นี่ทางเลี่ยงมันก็พอจะมีอยู่บ้างที่น่าเป็นห่วงก็คือกับดักอื่นที่เรายังไม่รู้นี่สิ เฮ้อ~ ...หือ จริงสิกับดัก ..คนอย่างพวกมันคงไม่อยากจะตามไปเล่นด้วยกับเราหรอกมั้ง ฮ่า ฮ่า ท่านคีนนี่ฉลาดล้ำลึกจริงๆ ดี ยังไงก็ขอลองเสี่ยงดูหน่อยแล้วกัน โธ่เว้ย!แผลนี่มันควรจะชาไปได้แล้ว ฉันไม่อยากเป็นภาระของคนอื่น จะให้ฟีเน่หิ้วไปตลอดทางแบบนี้เห็นทีจะรอดยาก ....ฉันไม่ควรพาพวกนายมาที่นี่ ...ไม่ว่ายังไงก็ต้องหาทางพาพวกนายออกไปให้ได้ คิดได้ดังนั้นก็สะกิดคาลให้มันลงมายืนข้างๆเขากับฟีเน่ มาทางนี้ ...ช้าๆนะ คีนกระซิบบอกให้ได้ยินกันแค่สามคน ................. ไม่มีใครตอบปฏิเสธ เพราะรู้ว่าคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เถอะน่า เกิดอะไรขึ้นฉันจะรับผิดชอบเอง คิก คิก พวกนั้นยังเถียงกันอยู่ แต่ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มรู้ตัวบ้างแล้ว เห็นรึยัง พวกนี้เลี้ยงไม่เชื่อง เสียงเรียบพูดขึ้น วิ่ง! เด็กชายตะโกนพร้อมวิ่งเข้าไปในทางแยกที่อยู่ของดอกเมลลิไคร์ พวกเขาวิ่งไปตามทางเรื่อยๆ และอย่างที่คิดไว้พวกมันไม่ได้ตามมา ระหว่างทางพวกเขาเจอกับดักเป็นระยะๆ แต่มันมักจะเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาเดินผ่านไปแล้วทุกที หลุมลึกนั่นก็เหมือนกันพวกเขาเดินผ่านมาก่อนแล้วมันถึงค่อยเปิดออกเป็นหลุมกว้าง แปลกอย่างกับว่ามันไม่ใช่กับดักกันคนนอกเข้า มันเหมือนกับดักกันคนในออกมากกว่า อย่างนี้นี่เองพวกมันเลยไม่ตามมา ข้างหลังนั่นกับดักทั้งนั้นแล้วเราจะกลับออกไปได้ยังไง? ....ต้องมีทางอื่นสิน่า ตอนนี้เริ่มจะมองเห็นทุกอย่างชัดขึ้นแล้วเพราะที่เพดานมีช่องเล็กๆมากมายซึ่งเกิดจากอิฐที่ชำรุดแสงส่องลงมาจากร่องนั้นเป็นสายแลดูสวยงาม แสงนี้เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าใกล้จะถึงที่อยู่ของดอกเมลลิไคร์ แล้วความคิดก็เหมือนจะหยุดลง เด็กชายรู้สึกเลื่อนลอย เท้าที่กำลังวิ่งอยู่นั้นกลับกลายเป็นเดินอย่างเอื่อยเฉื่อย เสร็จกัน.. โดนเข้าจนได้ ต้องพยายามตั้งสติ ...และไม่ยากเลยแผลที่เจ็บไปถึงโสตประสาทเรียกเขากลับมาสู่โลกแห่งความจริง มันก็ได้เปรียบตรงนี้ล่ะน้า เวลาเจ็บมันจะเรียกสติกลับมาได้ ต้องควบคุมไม่ให้สติแตกอีก คีนมองเพื่อนสองคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า พวกนั้นกำลังต้องมนต์สะกด เขาเดินไปเขย่าเด็กชายอีกคน แต่มันไม่ได้รับรู้อะไรเลย คาลยกดาบขึ้นมาเกือบจะโดนเขา น่าโมโหนักคนเขาอุตส่าห์จะช่วย คาลยังคงสติเลื่อนลอย เขาจึงตัดสินใจจะชกหน้ามันเบาๆ ...แต่มันก็ยกดาบขึ้นมาอีก พอเห็นดาบคีนก็นึกถึงโครงกระดูกขึ้นมา....มันน่าอัดนัก โอ้ย! ทั้งกำลัง ความเร็ว เป้าหมายผิดไปหมด กำลังเขามีเพียงน้อยนิดแต่ก็ชกเข้าเต็มแรงซึ่งมันก็ยังไม่เบาเลย เขาต้องรีบชกมันก่อนที่จะโดนดาบทำให้เป็นแผลอีก และเพราะดาบอีกนั่นแหละเขาเลยต้องโน้มตัวหลบก่อนซัดหมัดขวาเข้าข้างลำตัวของมัน คาลที่เพิ่งจะล้มลงไปลุกขึ้นยืน ดวงตาแดงก่ำ นายโดนมนต์สะกด เด็กชายบอกพลางหันไปมองเพื่อนหญิง คาลมองตามไปเห็นฟีเน่กำลังเหม่อลอยก็พยักหน้ารับรู้ จากประสบการณ์เมื่อครู่เขาจึงคิดว่าแค่ดึงผมจุกของเธอเบาๆก็คงจะเพียงพอแล้ว ก็ไม่เท่าไหร่นี่แค่มนต์สะกด มีนายที่เจ็บตัวอยู่ก็หายห่วงแล้ว เด็กชายพูดทำท่าภูมิใจในอาการบาดเจ็บของเขาจนเข้าขั้นกวนประสาท ไม่ใช่แค่นั้นหรอก คีนเอ่ยเสียงเรียบ แล้วมันมีอะไรอีกล่ะ อธิบายไม่ถูกไว้เจอของจริงก่อนแล้วจะบอก ตอนที่6 บุปผาปิศาจ ภาพเบื้องหน้าที่พวกเขากำลังยืนมองอยู่นี้ไม่ได้ต่างไปจากสระน้ำเลยถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง รอยชำรุดของอิฐข้างบนนั้นมีมากกว่าปรกติ มีแสงสาดส่องลงมาสว่างจ้าเสียจนทำให้แสบตา ตรงกลางสระน้ำหรือตรงกลางห้องนั้นมีแท่นสูงพ้นผิวน้ำขึ้นมา บนแท่นนั้นมีลูกแก้วสีเหลืองอ่อนที่สะท้อนแสงและดูสะดุดตาอยู่ ข้างๆแท่นนั้นมีดอกไม้ที่คล้ายๆกับดอกบัวบานแต่มีขนาดโตกว่ามากเป็นสีชมพูอ่อนๆแลดูสบายตาและสวยงามยิ่งนัก ในน้ำมีรากของดอกเมลลิไคร์อยู่มันมีขนาดและรูปลักษณ์ไม่ต่างไปจากเถาวัลย์มีเพียงบางส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา น้ำสีฟ้าใสสะท้อนแสงจากเพดานระยิบระยับ กลิ่นหอมอ่อนๆที่ชวนให้เคลิ้มนั้นตอนนี้กำลังส่งกลิ่นหอมอบอวล คีนรู้สึกว่าฟีเน่ที่ยืนอยู่ข้างๆยืนนิ่งไปนานแล้ว เขาจึงตัดสินใจดึงผมจุกของเธออีกครั้ง และนั่นก็ทำให้รู้ว่าคุณหนูคนสวยเองก็ตบเป็นเหมือนกัน ..อ..เอ่อ..มันอาจจะทำให้เธอโดนมนต์สะกดก็ได้นะ เด็กชายพูดกล้าๆกลัวๆ ใบหน้ามีสีแดงจางๆเหมือนเป็นรอยมือของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งแถวนี้ รู้แล้วย่ะ ฟีเน่รู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำงี่เง่าของเพื่อน ก็ของแบบนี้ในที่แบบนี้เป็นใครเห็นใครก็ทึ่ง แล้วความรู้สึกนี้ก็ต้องมลายสิ้นเพราะเห็นคีนกำลังยืนเหม่อลอย เธออยากจะแกล้งเขาคืนบ้างแต่ก็ทำไม่ลง เธอไม่เคยทำร้ายเขาเลยด้วยซ้ำ เธอเริ่มรู้สึกผิดที่ตบเขาไปเมื่อกี้นี้ ขอโทษนะ...คีน เธอพูดเสียงเบามาก แต่ความรู้สึกนั้นก็สื่อออกมาทางใบหน้าอย่างชัดเจน ฉันเข้าใจ คีนหันมาส่งยิ้มร่าเริงให้ เธอยิ้มตอบเสมอ...และจะเป็นอย่างนั้นตลอดไป เงียบเสียงกันไปพักหนึ่ง สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงน้ำ และเสียงนกซึ่งดังมาจากท้องฟ้าที่อยู่เหนือเพดานอิฐนี้ขึ้นไป การจะออกไปจากที่นี่นั้นไม่ยากเด็กชายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขอเพียงเราไม่ไปยุ่งกับมันก็พอแล้ว หมายความว่าไง เดินไปที่ประตูนั่นโดยระวังไม่ให้เผลอไปเหยียบรากของมันเข้า แล้วถ้าเหยียบ....จะเป็นยังไง นายก็เห็นนี่ว่ามันมีรากที่ยาว และมากมายขนาดไหน พวกเด็กๆเดินเลียบผนังและเดินไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่ถึงอย่างไรก็ยังหนีปัญหาไม่พ้นอยู่ดี มันไม่มีลูกบิด เด็กชายพูด ดวงตาสีน้ำตาลนั้นกวาดสายตาหาลูกบิดอยู่ ไม่ใช่แบบผลักแน่ อาจจะเป็นแบบเลื่อน คีนก็มาช่วยวิจารณ์ประตูกับเขาด้วย กำแพงอิฐบ้านนายสิจะผลักจะเลื่อนได้ กำแพงอิฐบ้านนายสิจะมีลูกบิดได้ คีนยืนอยู่หน้าแท่นข้างกำแพงที่สูงระดับเอวของเขา หันไปหาฟีเน่ที่กำลังมองลูกแก้วสีเหลืองใสบนแท่นกลางสระน้ำ คิดว่าไงครับ คีนถามฟีเน่ที่หันมาพยักหน้าให้ ....ต้องไปเอาลูกแก้วนั่นมา อ้อ แล้วเอามาวางบนแท่นนี้ใช่ไหม คาลเดินมาที่แท่นก่อนจะเอามือตบลงบนแท่นนั้น มองอะไร? นายฉลาดขึ้นเยอะ ใช่ ฉันฉลาดขึ้น กว่าที่ฉลาดอยู่แล้วเยอะ อืม แล้วคนฉลาดอย่างนายก็รู้ว่าฉันบาดเจ็บอยู่ ..และคงจะจำได้ว่าฉันว่ายน้ำไม่เป็น เด็กชายรู้สึกดีใจที่เพื่อนเข้าใจอะไรๆได้ไวขึ้นเยอะ หลังจากที่เพื่อนคนฉลาดฉุกคิดได้ ก็หันไปหาเพื่อนหญิงที่กำลังแย้มรอยยิ้ม ฉันว่าเธอว่ายน้ำเก่งนะ เวร... เอาอีกแล้วเจ้าสองตัวนี่ คีนว่ายน้ำไม่เป็นจริงๆแต่ครั้นจะให้ฟีเน่ทำ คีนมันก็จะมาหาว่าเราเป็นหน้าตัวเมียเอาได้ คาลถอดเสื้อแจ็กเก้ตออก มองไปยังลูกแก้วที่ส่องประกายอยู่กลางห้อง น้ำลึกกว่าสองเมตรและมีรากยาวสีเขียวอยู่ยั้วเยี้ยไปหมด เอาดาบไปทำไม คีนถามขึ้นเพราะดูท่ามันจะหนักน่าดู เพื่อความปลอดภัย เขาตอบสั้นๆ เผื่อนายไปโดนมันเข้าจะได้เอาไว้ป้องกันตัวสินะ เปล่า ขืนตั้งเอาไว้เดี๋ยวนายก็มาแย่งไปสิ คาลหันมามองปั้นสีหน้าระแวงใส่ คีนได้แต่ยืนกันฟันกรอด หนอย... มันรู้! คาลกระชับดาบในมือก่อนกระโจนลงน้ำไป น้ำเย็นเฉียบ เขาไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว แหงล่ะก็อยู่ในน้ำนี่ เจ้าสองคนนั่นมันกำลังคุยจู๋จี๋อะไรกันอยู่นะ? พวกนั้นกำลังนั่งคุยกันสบายใจในขณะที่เขาต้องคอยหลบหลีกรากของดอกไม้เจ้าปัญหานี่เพื่อช่วยชีวิตของพวกมันอยู่ จะย้อนกลับไปก็ไม่ได้ ไหนจะกับดัก แล้วไหนจะพวกยอดยุทธ์ชุดดำนั่นอีก เหนือผิวน้ำขึ้นมาเจ้าสองคนนั่นในความคิดของคาลกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ริมตลิ่ง แต่ไม่ได้สบายใจอย่างที่เขาคิด เขาไม่เป็นอะไรหรอกครับ อีกเดี๋ยวก็จะกลับมาแล้ว เด็กชายพยายามฝืนคิดให้มันเป็นแบบนั้น .....จะไหวไหมนะซุ่มซ่ามอย่างมัน ฟีเน่เห็นสีหน้าของเด็กชาย เธอคิดว่าเธอควรเป็นคนปลอบเขาเสียมากกว่า เธอลุกขึ้นมองลงไปในน้ำเบื้องล่าง เข้าไปใกล้แท่นลูกแก้วแล้วก็จริงแต่ยิ่งใกล้รากของมันก็ยิ่งรก และรากแถวนั้นก็ขยับไปมานิดๆด้วย เด็กชายเกือบจะโดนมันหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ยังดูสติดีอยู่ คนที่สติแตกตอนนี้คงจะเป็นเธอที่ยืนลุ้นระทึกอยู่ข้างบนนี้ หลบไปสิ ...ทำไมถึงไปทางนั้นนะ ..รากตรงนั้นขยับอีกแล้ว ...ระวังสิ ...ข้างหลังนั่น.....ว้าย หัวใจเธอเต้นระรัว คีนเห็นเพื่อนสาวที่ยืนเหงื่อตกอยู่ตรงหน้า กำลังเหนื่อยหอบทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลย รู้สึกเป็นห่วงจึงจะลุกขึ้นไปดู แต่เท้าดันไปเหยียบรากที่ริมฝั่งน้ำเข้า หัวใจเขาหล่นวูบ พูดเองก็โดนเองซะนี่ ฟีเน่ปาดเหงื่อก่อนจะหันมาเห็นรากสีเขียวเส้นหนึ่งกำลังพยายามฉุดขาเพื่อนลงในน้ำ และมันคงจะทำสำเร็จไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเพื่อนอีกคนหวดดาบฟันรากเส้นนั้นขาดจากใต้น้ำเสียก่อน เด็กชายรอดมาแล้วแต่กลับไม่ได้รู้สึกยินดีเลยสักนิด มันคงจะกำลังรอรับชะตากรรมอยู่ข้างล่างนั่น ...คาล คาลใช้ดาบฟันรากที่แห่กันเข้ามารัดตัวเขา ตอนแรกที่มาน้อยๆก็พอจะรับมือไหว แต่ต่อให้ฟันขาดก็เท่านั้น รากยาว ถึงบางส่วนจะขาดไป ส่วนอื่นที่ต่อกับตัวดอกก็ยังพุ่งเข้าใส่เขาอยู่ดี รากนับสิบพุ่งใส่เขา เริ่มจะพันขา แขน และเขาแก้มันออกไม่ได้ มันมัดแน่นเสียจนทำให้อึดอัด ยิ่งอยู่ในน้ำแบบนี้ด้วย ถ้าใช้ดาบฟันก็อาจจะโดนตัวเองได้ ต้องฟันที่ตัวดอกหรือไม่ก็รากที่ใต้โคนดอก ....คิดไปก็ไร้ประโยชน์ บัดนี้เขาถูกพันธนาการโดยสมบูรณ์แล้ว แม้แต่จะดิ้นก็ยังทำไม่ได้ เด็กชายถูกฉุดขึ้นไปเหนือผิวน้ำ ดาบโดนเหวี่ยงออกไป น้ำกระเซ็นฟุ้งกระจายทั่ว เสียงที่ได้ยินคือเสียงตะโกนโหวกเหวกของคีน และเสียงหวีดร้องของฟีเน่ คีนกำลังวิ่งไปเก็บดาบมา เฮ้! รับนะ ใบหน้านั้นซีดเผือด คาลกำลังจะตาย..เพราะฉันแท้ๆ นายเป็นอะไรไป! ร่างของเด็กชายถูกชูขึ้นในอากาศ น้ำหยดลงจากรากและตัวเขาลงในน้ำข้างล่าง คาลพยายามขยับตัวแต่ก็ทำไม่ได้เลยแม้แต่น้อย โธ่ เว้ย! คีนถือดาบด้วยมือข้างหนึ่งหันปลายดาบลงพื้น เขาถอยหลังจนชิดขอบกำแพงและวิ่งกระโดดข้ามสระน้ำ ง้างดาบในมือออกก่อนตวัดเข้ามาอย่างสุดแรง ปักสวบลงใจกลางของดอกเมลลิไคร์ มีเสียงโหยหวนดังขึ้นอย่างไม่เป็นภาษา เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากใจกลางดอกไม้นั้น ถึงตายฉันก็จะไม่ขอตายเปล่า... คาลรู้สึกว่าเขาเริ่มขยับตัวได้แล้ว ดอกไม้นั่นกำลังอ่อนแรง เขาเหลือบไปเห็นลูกแก้วข้างตัว จึงเอื้อมมือหยิบมันขึ้นมาและเหวี่ยงไปตรงที่ฟีเน่ยืนอยู่ เธอรับมันไว้ได้และวางลงบนแท่นอย่างรีบร้อน ทันทีที่ลูกแก้วสัมผัสกับแท่น ดอกเมลลิไคร์ก็หยุดเคลื่อนไหวเอาดื้อๆ แล้วมันก็ค่อยๆเหี่ยวเฉาลง คีนกระโดดขึ้นไปยืนบนแท่นและผงาดตัวขึ้นอย่างสง่างาม คาลว่ายน้ำเข้าฝั่งและฟีเน่พยุงเขาขึ้นมา คีนยืนอยู่บนแท่นใจกลางสระน้ำที่ทอแสงระยิบระยับ ลำแสงสาดส่องลงมาที่ตัวเขาจนมองเห็นเป็นจุดเด่น โดยมีสระน้ำเล็กๆห้อมล้อมอยู่ เท่ไม่หยอก แต่ทว่า.... ไอ้บ้า... ใครก็ได้เอาฉันลงไปที ฉันว่ายน้ำไม่เป็น~ คนเขายืนขาสั่นอยู่นี่ยังยิ้มกันอยู่ได้ มันน่าไหมล่ะ คาลต้องถ่อลงไปในน้ำอีกรอบเพื่อไปลากคีนมาขึ้นฝั่ง หนาว...เอ่อ..คาล เด็กชายปั้นสีหน้าไม่ถูก ขอบใจ พูดพลางส่งดาบคืนให้ คำขอบคุณฟังดูขัดๆหูชอบกล แต่ก็เป็นคำขอบคุณในแบบของเขา คาลยิ้มให้เพื่อนก่อนเอ่ยปากพูด ฉันไม่ยอมให้นายเอาดาบฉันไปหรอก อย่ามายุ่งกับดาบฉันอีกจำไว้ ตอนที่7 สู่อาณาจักรแห่งมนต์ เด็กสามคนยืนอยู่หน้ากำแพงอิฐที่ค่อยๆเลื่อนเปิดออก คีน นายว่าเมื่อกี้ดอกไม้นั่น มันกำลังจะทำอะไรฉัน? คาลถามแกมชวนคุยขณะกำลังสวมเสื้อแจ็กเก้ตอยู่ นายเห็นใช่ไหมว่าตัวดอกมันเป็นสีชมพู นั่นล่ะไว้มันสูบเลือดนายเสร็จแล้วมันจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเด็กชายตอบท่าทางทั้งหงุดหงิดทั้งรำคาญ เพื่อนได้ฟังถึงกับสะดุ้ง งั้นเลือดเมื่อกี้ก็.. คาลหันไปมองสระน้ำที่บัดนี้กลายเป็นสีแดงฉานเสียแล้ว ดอกเมลลิไคร์ปรกติจะมีสีขาวบริสุทธิ์ ที่เราเจอนี่เป็นสีชมพูแสดงว่าคงได้เลือดจากตัวอะไรซักอย่างไปบ้างแล้ว เขาพยายามอธิบายให้สั้นที่สุด เพราะตอนนี้ยิ่งพูดมากกำลังก็จะยิ่งถดถอย เมื่อกำแพงเลื่อนเปิดออกจนสุด ภาพที่ได้เห็นคือห้องมืดสลัว ทรงกลม มีอักขระและรูปภาพแปลกๆจารึกไว้บนผนังโดยรอบ บนพื้นหินเรียบที่เด็กทั้งสามยืนอยู่นี้ก็มีอักขระที่เขียนเรียงต่อกันเป็นวงกลมกว้างและวงถัดไปก็เล็กลงเรื่อยๆต่อกันเป็นชั้นๆ ตรงกลางห้องนั้น คทาสีเลือดลอยนิ่งอยู่เหนือพื้นหินเรียบ ขนาดของคทาราวสองฟุตครึ่ง ลำตัวสลักเสลาวิจิตรงดงาม มีอักษรโบราณที่ดูเร้นลับแฝงไปด้วยพลังอำนาจ ยอดของคทามีลูกแก้วสีเขียวมรกตที่กำลังส่องแสงเรืองรองอยู่ มีเสียงดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง กำแพงหินรอบๆห้องทรงกลมเกิดการสะเทือน บุรุษและสตรีในชุดผ้าคลุมดำเดินออกมาจากกำแพงทั้งเจ็ดที่เพิ่งจะเลื่อนเปิดออก คบเพลิงที่เหล่าผู้มาเยือนถือไว้ทำให้ห้องสลัวๆเริ่มจะมีแสงสว่าง คบไฟไหววูบตามแรงลมทำให้มองเห็นเงาที่ทอดยาวไปยังกำแพงของพวกนั้นสั่นไหวแลดูน่ากลัว และเพราะแสงจากคบเพลิงจึงทำให้เด็กๆรู้ว่ามีบุรุษผู้หนึ่งที่มาถึงก่อนพวกเขา ยืนอยู่หลังคทานั้น มือทั้งสองที่ชูขึ้นในอากาศมีไอสีดำเป็นสายลอยคละคลุ้ง พลังนั้นกำลังต้านกับพลังสีมรกตที่ครอบคลุมตัวคทาอยู่ พลังมืดทะลวงไปใกล้ถึงตัวคทามากแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่า พวกแกจะยังรอดกันมาได้ ชายเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้น ชี้ดาบในมือมาทางพวกคีนอย่างยโสโอหัง นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า พวกคุณจะยังไม่ตายกันอีก คีนพูดเลียนเสียงแหบแห้งได้เกือบเหมือนทีเดียว ทันทีที่สิ้นคำพูดชายร่างสูงก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเด็กชายพลันกระแทกสันดาบเข้าใส่จนเขากระเด็นติดกำแพงและทรุดลงกับพื้น หน้ากากของคนสุขภาพดีที่คีนใส่อยู่พังทลายไม่มีชิ้นดี เขาพยายามทำตัวเหมือนไม่เป็นอะไร เพราะไม่อยากให้เพื่อนเป็นกังวล ทั้งที่ตลอดเวลานั้นเจ็บปางตาย หน้าเขาซีดและเผยความเจ็บปวดออกมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ คีนเงยหน้าขึ้นทำสีหน้าเฉยชาจ้องมองชายชุดดำ ราวกับท้าทายให้เขาเข้ามาซ้ำอีกรอบ เลือดไหลออกมาทางมุมปาก มีเสียงหัวเราะเบาๆจากเด็กชาย ...ฉันยังมีเลือดเหลือให้กระอักอีกหรือนี่? แย่จริง เลือดจะหมดตัวอยู่แล้ว มีใครคิดจะบริจาคเลือดให้ฉันบ้างไหม คีนพูดรู้สึกว่าจะลุกไม่ไหวแล้วจริงๆ คาลและฟีเน่เดินมาขวางบุรุษผู้นั้นที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะมาบริจาคเลือดหรือมากรีดเลือดกันแน่ ไม่มีใครเขาจะให้เลือดนายหรอกคีน คาลก้าวออกมายืนประจันหน้ากับชายคนนั้น แต่ถ้าอยากได้นักเดี๋ยวฉันจัดการให้ คาลเหวี่ยงดาบและฟาดเข้าใส่เต็มแรง ทว่าชายชุดดำเพียงแค่เอี่ยวตัวหลบเท่านั้น ดาบของเด็กชายปักลงกับพื้น ชายคนนั้นใช้เท้าเหยียบปลายดาบไว้ก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เลิกเล่นได้แล้ว พวกแกไม่ควรจะมารู้เห็นกับเรื่องนี้หรือยุ่งเกี่ยวกับที่นี่เลย ...ลาก่อน ชายคนนั้นว่าพลางเงื้อดาบขึ้นสูง แล้วจงจำไว้ว่าตายด้วยมือของข้าเซนอส! เคร้ง เสียงโลหะกระทบกัน ดาบสั้นของชายอีกคนสามารถรับดาบเรียวยาวของบุรุษนามเซนอสไว้ได้ คิก คิก.. คุยกันดีๆก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือกันเลย คิก คิก หลีกไป รีเวล พวกมันอาจทำให้เราเสียงานใหญ่ มันจะสักแค่ไหนกันเชียว คิก คิก แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ คิกๆ ท่านนี่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กไปได้ ท่านจะฆ่ามันข้าไม่ว่า แต่ช่วยทำให้มันสมศักดิ์ศรีหน่อยมิได้หรือ .................... งั้นเชิญท่านลงมือเองเถิด คิกๆ ข้าจะนำพวกมันกลับไปด้วย ....... ท่านจงถามดาบข้าก่อน และการประดาบระหว่างทั้งสองก็บังเกิดขึ้น พื้นเรียบแตกระแหงมีรอยเร้า ชายที่ชื่อเซนอสกำลังบุกหนัก แต่รีเวลคนนั้นเหมือนกำลังเล่นอยู่มากกว่า ชายอีกคนที่มีไม้เท้าเป็นอาวุธเดินเข้ามาประทะกับคาล โดยมีฟีเน่กับพวกชุดดำอีกสี่คนเป็นผู้ชม เขาหยิบดาบและทรงตัวขึ้นยืนในท่าเตรียมพร้อม ....ฝีมือไม่เท่าไหร่ รับมือได้ไม่ยาก ไม้เท้าไม่สามารถทำอะไรคาลได้ก็จริง แต่เขาก็ทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้แม้แต่น้อย เด็กชายเหนื่อยหอบ คนตรงหน้ากลับไม่มีอาการใดๆเลย มันยังคงตีศีรษะเขาที่แตกแล้วกับข้อต่อบนร่างกายจนระบมหมดทั้งตัว ฟีเน่รู้สึกเหมือนว่าตัวเธอนั้นไร้ความหมาย เธอไม่ได้ทำอะไรเลย ช่วยอะไรเพื่อนก็ไม่ได้ ตลอดทางมาก็ได้แต่ประคองเพื่อนจอมหาเรื่องอยู่อย่างนี้ แล้วคอยดูเพื่อนอีกคนออกไปแก้สถานการณ์แทน เธอถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนู พ่อรักเธอมากเสียจนไม่ยอมให้ทำอะไร เธอไม่เคยเจอเรื่องอันตรายขนาดนี้มาก่อน ระหว่างที่ดูเพื่อนก็นึกตำหนิตัวเองไปเรื่อย ...จะว่าไปพวกนี้ก็บ้าๆอยู่ คนหนึ่งก็วุ่นอยู่กับคทา อีกสองคนก็กัดกัน คนนั้นดูท่าจะเบื่อเลยมาตีคาลเล่น พวกที่เหลือก็ยืนเงียบเป็นป่าช้า คีนที่ขยับตัวได้แล้วกำลังวิเคราะห์สถานการณ์ หรือเพราะยังไม่มีคำสั่ง? นั่นสิมันตั้งสมาธิอยู่แต่กับคทา ....คทา? .....ล..ไลดิเนียน บางทีถ้าเราเอามันมาได้... คีนยันตัวขึ้นยืนและออกเดินไปหยุดอยู่หน้าคทาซึ่งบุรุษผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มชุดดำกำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อหยิบมันขึ้นมาให้ได้ เด็กชายสัมผัสได้ถึงกระแสความอึดอัดที่แผ่ออกมาจากตัวบุรุษตรงหน้า พลังพลังไอสีดำทะลวงเข้าไปใกล้ตัวคทามากขึ้นเรื่อยๆ ในด้านของความเป็นจริงแค่เพียงกระดิกนิ้วก็คงจะสามารถหยิบมันได้ไม่ยาก หากไม่ใช่เพราะพลังสีมรกตที่กำลังต่อต้านอยู่ แผ่นดินเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พื้นหินมีรอยร้าวทั่วทั้งบริเวณ ลมโหมกระหน่ำทั้งที่พวกเขาอยู่ใต้ผืนดิน ผนังและเพดานเริ่มแตกออก มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของบุรุษคนนั้น พลังสีเขียวค่อยๆจางลง เขาอัดพลังสีดำเข้าไปเต็มแรง ไอสีดำม้วนตัวเข้าล้อมรอบตัวคทา คีนสูดหายใจลึกก่อนเอื้อมมือหยิบคทา พลังไอสีเขียวระเบิดออก แรงระเบิดทำให้เพดานอิฐถล่มลงมา .... ชั่วระยะเวลาหนึ่งชายชุดดำมองเด็กชายด้วยแววตาเคืองแค้นกึ่งประหลาดใจ อ้ากกกกกก! พลังสีดำสูญสลาย ชายชุดดำปลิวกระเด็นทะลุกำแพงด้านหลังไป พลังของคทากำลังต่อต้านเขาอย่างรุนแรง คีนพยายามควบคุมมันด้วยกำลังที่ถึงขีดสุด เสียงฟีเน่หวีดร้องลั่น คาลสะบัดชายชุดดำข้างตัวออกและกำลังวิ่งมาทางเขา คีนรู้สึกเหมือนมีความร้อนพุ่งเข้าใส่ตัวเขา คทากำลังทอแสงกล้า เขารู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อมองดูตัวเองถึงได้รู้ว่ามีบาดแผลตามตัวเล็กๆมากมายกำลังปริออก เลือดไหลโชกไปทั่วตัว ผิวขาวซีด ร้อนจนเหมือนกำลังถูกไฟแผดเผา อักขระบนพื้นและผนังส่องแสงเรืองรอง คีนดึงคทาออกมาด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ก่อนจะเกิดแสงสีขาวสว่างแผ่ไปทั่วทุกพื้นที่ ตอนที่8 แหวนมุก/เด็กหญิงในกระจก ท้องฟ้ามืดครึ้ม หมู่เมฆก่อตัวรวมกัน หมุนวนอยู่เหนือปราสาทสูงเสียดฟ้า เสียงฟ้าผ่าดังสะเทือนเลื่อนลั่น สายฟ้าฟาดลงมาเกิดประกายสว่างสีขาวเป็นสายดูราวกับผืนนภามืดมิดนั้นกำลังแตกร้าว เสียงเหล่ากองทัพมนุษย์ต่อกรกับบรรดาอสูรปิศาจดังขึ้นรอบทิศ กลิ่นเลือดนั้นสาบฉุนไม่เท่ากลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน และจิตสังหารอันแรงกล้า เกิดเสียงระเบิดขึ้นในห้องโถงของปราสาท ช่องว่างระหว่างมิติถูกแหวกออก พื้นปราสาทรวมไปถึงผืนดินภายนอกแตกระแหง แรงดึงดูดอันมหาศาลพัดพาเอาสิ่งมีชีวิตเข้าไป ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งบัดนี้ ไม่มีเค้าของความเป็นหมู่บ้านหลงเหลืออีกต่อไป บรรดาบ้านไม้ถูกเพลิงครอบคลุมทั่วทั้งหลัง กระทั่งบ้านอิฐก็เห็นเพียงเศษหินเท่านั้น ผู้คนในหมู่บ้านกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากฆาตกรที่ไม่สมควรเรียกว่ามนุษย์ สองลุงหลานเองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน ชายผู้เป็นลุงบีบมือหลานชายซึ่งนอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น มองสบตากับฆาตกรที่ยืนอยู่เบื้องหน้าและกำลังจะหยิบยื่นความตายให้แก่พวกเขา เด็กน้อยหน้าตาน่ารัก ดวงตาสีแดงใสเป็นประกาย ผมสีขาวพลิ้วไหวดุจสายน้ำ มือเล็กๆถือหอกด้ามยักษ์ที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับตัวเด็กชายเลย เขาสูงไม่ถึงหนึ่งในสามของหอกนั้นด้วยซ้ำ ทว่ากลับใช้มันได้อย่างคล่องแคล่วราวกับมันมีน้ำหนักเพียงปุยนุ่น หอกถูกเหวี่ยงออกและพุ่งมายังสองลุงหลานที่รอรับชะตากรรมอยู่ภายใต้คมหอกนั้น เคร้ง! หอกเล่มยักษ์ถูกเบี่ยงทิศทางโดยจักรสีเงินที่มีอักษรนูนต่ำจารึกไว้ *** เด็กชายลุกขึ้นพลางเสยผมสีดำด้วยความไม่สบอารมณ์อย่างที่สุดของที่สุด เพราะความฝันจากห้วงนิทรานี้ที่ทำให้จิตใจเขาไม่สงบ เขารู้สึกหงุดหงิด ...เหงื่อท้วมตัวทั้งที่ไม่ได้ฝันว่าเผลอเดินตกน้ำเสียหน่อย เด็กชายถอดแหวนมุกในมือซ้ายออกและหันไปตวาดใส่กระจกทันที ทำอย่างนี้หมายความว่าไง! น้ำเสียงบ่งบอกว่าได้เก็บความรู้สึกนี้มานานมากแค่ไหนแล้ว .............. ก็ถ้าไม่ทำอย่านี้เธอจะยอมถอดแหวนนั่นเหรอ เสียงเรียบๆที่แฝงความเบิกบานอย่างประหลาดตอบกลับมา เด็กชายคงจะตกใจจนหกล้มหัวฟาดพื้นไปแล้วที่เห็นเงาตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน เด็กสาวนัยน์ตาสีแดงสดใส ผู้มีเรือนผมยาวสลวยสีเดียวกับแหวนมุกของเขา ในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา เธอกำลังนั่งอยู่บนเตียงภายในกระจกบานนั้น ............ รู้ไหม ฉันชอบแหวนนี่นะ รู้สิ.. เธอชอบแหวนนั่นแต่ไม่ชอบฉัน ก็เลยใส่ไว้ตลอด เธอมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนพูดต่อ จะได้มองไม่เห็นฉันใช่ไหมล่ะ ก็พอเจอเธอทีไรฉันก็ซวยทุกที เด็กชายว่า มองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง ทำให้เด็กหญิงในกระจกต้องหันมากระพริบตาปริบๆกับคำพูดนั้น อย่างพอคุยกับเธอคนอื่นก็จะคิดว่าฉันประสาท เลยไม่มีใครยอมคุยกับฉัน .......... .....เหตุผลแค่นั้น เธอหันมามองเขาด้วยสีหน้าผิดหวัง แหงสิ ก็เดี๋ยวนี้เธอมีเพื่อนแล้วนี่ คน..อ้อ กระจกอย่างฉันมันก็ไร้ความหมาย ถึงตอนคุยกับเธอจะทำให้คีนกลายเป็นตัวตลก คำแนะนำของเธออาจจะทำให้เขาถูกหัวเราะเยาะ แต่อย่างน้อยเธอก็คุยกับเขาให้คำแนะนำแก่เขา ฉันขอโทษ.... มุอิ เด็กชายเดินไปยืนอยู่หน้ากระจก เฝ้ามองเด็กหญิงเจ้าของนามมุอิที่หนีไปยืนเกาะหน้าต่างซึ่งก็อยู่ในกระจกบานนั้น เธออยู่ในโลกที่มีคนหัวเราะเยาะเธอ กลั่นแกล้งเธอ มองว่าเธอเป็นคนอ่อนแอเธอบอกว่าตัวเองไม่มีความสุข แล้วฉันล่ะฉันอยู่ที่นี่คนเดียวไม่มีแม้แต่คนจะมาต่อว่าเธอพูดได้ไหมว่าฉันมีความสุข! เด็กหญิงมองเขาด้วยแววตาโกรธแค้นกึ่งเสียใจ ทั้งที่แล้วมาคีนมักจะเห็นเธอเป็นเด็กหญิงซุกซนที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้กลับกลายเป็นหญิงสาวที่มีท่าทีสง่างาม และดูมีสีหน้าที่เยือกเย็น ฉันขอโทษๆๆได้ยินไหม! ขอโทษแล้วมันหายเหรอ เธอปล่อยฉันไว้คนเดียวเป็นปีๆเชียวนะ ...ก็ได้งั้นฉันจะไม่ใส่มันอีก คีนหยิบแหวนสีขาวนวลขึ้นมาสีหน้าอาลัยอาวรณ์ พอใจรึยัง สัญญานะ สัญญา รอยยิ้มร่าเริงของเด็กหญิงกลับมาอีกครั้ง แล้วนั่นก็ทำให้เขาต้องยิ้มตามไปด้วย ดีล่ะ.. งั้นเรามาเริ่มคอร์สฝึกกันต่อเลย ค..คอร์ส ฝึกอะไร อ้าว ก็ที่ฝึกค้างไว้ไง เห..เหรอ เออใช่ ว่าแต่ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนกันล่ะ ไม่รู้ ฉันก็เพิ่งตื่นพร้อมเธอน่ะแหละ เพิ่งตื่นหรือเพิ่งเอาความฝันบ้าๆมาหลอกฉันเสร็จ หือ ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น คีนรีบหยิบแหวนวงเก่ามาสวมไว้โดยไม่ได้ฟังเสียงโวยวายของอาจารย์คอร์สฝึกคนนั้นเลย เด็กสาวในชุดผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามา ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นยังคงให้ความรู้สึกที่ดีเหมือนทุกครั้งที่มอง ผมสีบลอนด์ถูกปล่อยให้ยาวสยายถึงกลางหลัง เป็นไงค่ะ ดีขึ้นบ้างรึยัง คีนไม่แน่ใจว่าเธอถามถึงอาการบาดเจ็บของเขาที่หายดีแล้วหรือผมของเธอที่ปล่อยไว้แบบนี้ แต่ถ้าถามถึงผมละก็ คงจะตอบไปว่าสวยน่ารักที่สุดเลย ...ดูเธอจะไม่เป็นไรแล้วนะ ฟีเน่บอกกับคีนที่ยังคงมองเธอตาค้างอยู่ ก..ก็ อืมไม่เป็นไรแล้ว ตอนี้ฉันอยู่ที่ไหน ฟีเน่มองสำรวจคีนก่อนจนเธอแน่ใจว่าหายดีแล้ว จึงพูดต่อ ฉันทำซุปไว้ต้องไปทำต่อให้เสร็จเธอไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย นี่ของเธอ เด็กสาวยื่นเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้เขารับไว้ ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือเดี๋ยวเสร็จแล้วเจอกันข้างล่างนะค่ะ เธอน่าจะได้ทานอะไรบ้าง พูดจบเธอก็เดินออกไป ระหว่างที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูก็หันกลับมา ลืมบอกไปว่าทีนี่คือ ชาร์เมอรัล อาณาจักรแห่งมนต์ค่ะ เมื่อไม่มีอะไรแล้วเธอก็เดินออกไป เด็กชายถอดแหวนมุกออกและจ้องมองไปที่กระจกบานนั้นอีกครั้ง จริง เสียงเด็กสาวเอ่ยขึ้นทำเอาเด็กชายเลิกคิ้วอย่างสงสัย เธอยืนอยู่ตรงกลางห้องในกระจกใช้จิตควบคุมน้ำให้กลายเป็นนก ผีเสื้อ และสัตว์ต่างๆอีกมากมาย ฉันก็ทำอย่างนี้ได้ตั้งนานแล้ว แต่เธอใส่แหวนอยู่เลยไม่รู้ และอีกครั้งที่เด็กชายจะเอ่ยปากพูด ไม่หาล่ะ ฉ..ฉันยังไม่ได้พูด เอ้อ มีอีกอย่างที่เธอยังไม่รู้.. ฉันอ่านใจเธอได้ เธอพูดทำหน้าตาไร้เดียงสามาก จะเรียกว่าอ่านใจก็คงไม่ถูกเรียกว่าเดาอารมณ์เธอได้จะดีกว่า ถึงอย่างไรมันก็ยังทำให้เด็กชายอ้าปากค้าง ...ล..แล้วเธอรู้อะไรมั่งล่ะ ก็อย่างเช่น คุณหนูฟีเน่น่ารักที่สุดเลย ..ประมาณเนี้ย ถึงจะประมาณนั้นก็เถอะ แต่มันทำให้เด็กชายช็อกไปแล้ว แล้วยังมีอีกนะ ผมชอบฟีเน่มากรู้มั๊ย อยากเจอกันทุกวันเลย เธอพูดด้วยสีหน้าที่สุดจะบรรยายจริงๆ คีนอัดอั้นตันใจมาตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มปั้นสีหน้าไร้เดียงสานั้นแล้ว เด็กชายจึงตัดสินใจขว้างกระปุกไม้เล็กๆที่อยู่ข้างตัวเป็นรางวัลสำหรับนักแสดงมากความสามารถอย่างเธอ โอ๊ย เป็นที่แน่ชัดว่าเข้าเป้าร้อยเปอร์เซ็นต์ เด็กหญิงส่งยิ้มหวานสุดกวนมาให้ มือโบกกระปุกไม้ที่รับไว้ได้ไปมา ส่วนเด็กชายมีกระปุกหล่นอยู่ข้างตัวบนหน้าผากมีรอยช้ำสีม่วงปรากฏขึ้น ฮิๆ ฮะ ฮะ ฮะ อย่าลืมสินี่กระจกนะ คนอื่นอาจจะทำตัวเองหัวปูดไม่ได้ แต่เธอทำได้ความสามารถพิเศษเชียวนา มุอิควบคุมน้ำให้เป็นภาพรีเพลของกระปุกพุ่งชนกับตัวคีน กระปุกน้ำใสลอยเข้าไปใกล้ใบหน้าของเด็กชายเรื่อยๆ และบึ้ม น้ำเหลวแตกออกร่วงลงสู่พื้นตามแรงดึงดูดของโลก เด็กชายผู้เป็นแม่พิมพ์ของใบหน้าจำลอง ยืนหลับตาข่มอารมณ์ เนื่องด้วยคิดว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะต้องรู้อะไรที่มากกว่าทฤษฎีการสะท้อนกลับของวัตถุเป็นแน่ ไว้วันหลังจะเอามาลงต่อ ไงมั่งก็ช่วยติหน่อยนะ ^__^ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |