|
เราสูบขึ้นมาใช้ อีกกี่ปีจะหมดโลก
โพสต์เมื่อ:
15:04 วันที่ 24 พ.ย. 2549 ชมแล้ว:
2,447
ตอบแล้ว:
13
---- โลกใช้เวลาหลายพันล้านปีกลั่นน้ำมันดิบออกจากซากพืชซากสัตว์
---- มนุษย์ใช้เวลาไม่กี่สิบปีสูบมันขึ้นมาใช้ ---- มีการประมาณการไว้ว่าอีกไม่กี่สิบปีมันก็จะหมด ---- โลกเสียสมดุล ---- โลกป่วย ---- คนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1- เท่าที่ได้ยินมันยังไม่หมดเร็วๆนี้หรอก แต่ว่าค่าใช้จ่ายในการขุดหาแหล่งน้ำมันเพิ่มเติมจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งมันจะไม่คุ้มทุ้น สรุปง่ายๆคือ น้ำมันยังไม่หมดภายใน 40 ปี แต่ค่าขุดเจาะและค้นหาจะแพงมากจนไม่คุ้ม เพราะฉนั้นพลังงานทดแทนน่าจะเป็นทางเลือกที่ต้องรีบพัฒนาครับ อย่างที่คุณจ้อว่าก็ถูกครับ แต่ผมว่าอีกไม่ถึง 40 ปีแน่ ถ้ายังใช้กันเปลืองอย่างนี้ ขอท่านผู้รู้ช่วยจัดอันดับท๊อปเท็นให้หน่อย ประเทศใดผลาญพลังงานมากที่สุด ไม่ใช่ท่านผู้รู้ด้านพลังงานครับ แต่ลองหาในกูเกิล ใช้คีเวอร์ด คำว่า world oil consumption เจอในเว็บของ EIA ครับ http://www.eia.doe.gov/emeu/cabs/topworldtables3_4.html เป็นข้อมูลของปี 2005 เรียงตามลำดับประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดสิบสองประเทศดังนี้ครับ Top World Oil Consumers, 2005* Country Total Oil Consumption**(million barrels per day) 1) United States 20.7 2) China 6.9 3) Japan 5.4 4) Russia 2.8 5) Germany 2.6 6) India 2.6 7) Canada 2.3 8) Brazil 2.2 9) Korea, South 2.2 10) Mexico 2.1 11) France 2.0 12) Saudi Arabia 2.0 **Table includes all countries that consumed 2 million bbl/d or more in 2005. แต่ถ้าดูจาก CIA ซึ่งไม่ค่อยจะอัพเดทนัก เป็นข้อมูลปี 2004 https://cia.gov/cia//publications/factbook/rankorder/2174rank.html ประเทศไทยใช้น้ำมันเป็นอันดับที่ 23 ของโลก (จริงแล้วอาจจะอันดับน้อยกว่านี้ เพราะเขารวมประเทศในทวีปยุโรปเข้าด้วยกัน) ไทยใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 851,000 barrels per day ครับ กลับมาถึงหัวข้อกระทู้ มีทฤษฎีหนึ่งที่พูดว่า อัตราการผลิตน้ำมันของอุตสาหกรรมน้ำมันต่างๆในโลกนี้จะเป็นไปตามกราฟรูประฆังคว่ำ (bell-shaped) ซึ่งหมายความว่าในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมน้ำมันอัตราการผลิตจะเพิ่มขึ้นแต่เมื่อถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดสูงสุด อัตราการผลิตน้ำมันก็จะลดลง ทฤษฎีนี้มีชื่อว่า Hubberts peak theorem ครับ ตั้งชื่อตาม M. King Hubbert นักธรณีวิทยาด้านปิโตเลียม (Petroleum geologist) ซึ่งเป็นผู้คิดทฤษฎีนี้ขึ้น โดยอาศัยความจริงที่ว่าแหล่งน้ำมันดิบบนโลกมีจำนวนจำกัด นาย M. King Hubbert นี่แกเคยทำนายจุดสูงสุดของการผลิตน้ำมัน และปรากฏการณ์การถดถอยของการผลิตน้ำมันในอเมริกาในสมัยทศวรรษที่ 70 ได้อย่างแม่นยำมาแล้ว ผู้ที่สนับสนุนทฤษฎีนี้เชื่อว่า Peak ของการผลิตน้ำมันจะมาถึงในอีกห้าปีข้างหน้านี้ และหลังจากนั้นการผลิตน้ำมันจะเข้าสู่สภาวะถดถอย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีอีกหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ส่วนมากจะอ้างว่าทฤษฎีนี้ขึ้นกับจำนวนแหล่งน้ำมันที่ขุดพบแล้วในปัจจุบัน ถ้ามีการขุดเพิ่มผลการทำนายก็จะเปลี่ยนไป สำหรับคนที่สนใจทฤษฎีนี้อาจจะลองศึกษาเพิ่มเติมได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Peak_oil และ http://www.princeton.edu/hubbert/ อันหลังนี่เป็นเว็บของ Kenneth S. Deffeyes ซึ่งเป็น Petroleum geologist เช่นเดียวกัน หนังสือของเขาชื่อ Beyond Oil พูดถึงทฤษฎีนี้และวิกฤตการณ์น้ำมัน รวมถึงพลังงานทางเลือก แต่เนื่องจากแกเป็นนักธรณีวิทยา แกเลยไม่ได้พูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวมวล จะเน้นถึงพวกเชื้อเพลิงฟอสซิลซะเป็นส่วนใหญ่ แต่เป็นหนังสือที่น่าสนใจเล่มหนึ่ง หนังสือนี้ขายอยู่ที่ร้าน Asia Book ครับ สำหรับคนทีสนใจสามารถหามาอ่านกันได้ ราคาประมาณ 500 บาท กราฟข้างล่างเป็นการวิเคราะห์ของ Association for the Study of Peak Oil and Gas (ASPO) เมื่อปี 2004 ซึ่งทำนายว่า การผลิตน้ำมันจะถึงจะจุดสูงสุดในปี 2007 จากนั้นจะเริ่มถดถอยลง ![]() We are asking 'how long we can economically "extract" (or mine) and "use" (or burn) fossil fuels'. Somehow the "chemistry of the fuels" (conservation laws) are neglected. Fuels are not "used" but "converted". The questions like: 'how long we can convert fuels into CO2 and push the world system 'out of balance', 'how we can manage this dynamic "stable" state - so "forces" in nature can help us', ' how we can manage the "temperature" of this world (thermodynamic) system so that it works smoothly',... Replacing fossil fuels by more renewable fuels helps extending the 'use' of current 'heat engines'. It does not help in managing world 'temperature' - one fundamental parameter in our world system. Can we redesign "engines" so we can control "heat" and "work" outputs? Can we redesign "processes" so we can control "temperature" side-effect? ไม่ถึง40หรอกครับเพราะว่าอีกแค่ 10 ปีเราก็จะซื้อน้ำมันไม่ไหวครับ Aod_0014@hotmail.com (IP:221.128.77.244) อีก20ปี น้ำมันคงแพงเท่าทองเดี๋ยวนี้เลยล่ะ ช่างมัน สมัยก่อนเขาไม่มีน้ำมันก็อยู่ได้ เมื่อการผลิตน้ำมันใกล้ peakราคาน้ำมันจะสูงขึ้นมากจากพวกเก็งกำไร<br /> และประเทศยักษ์ใหญ่ซื้อน้ำมันเพื่อเก็บสำรอง เมื่อราคาสูงขึ้นถึงจุดหนึ่ง<br /> พลังงานทดแทนหลายชนิดจะเริ่มคุ้มค่าในการผลิตและการประหยัดจะมากขึ้น<br /> ทำให้ราคาสูงคงที่อยู่พักใหญ่ จากนั้นราคาก็จะสูงขึ้นไปอีกจนคนใช้ไม่คุ้ม<br /> จะมีการใช้พลังงานอื่นทดแทน เช่นรถก็จะใช้fuelcell ไฟฟ้าก็จะใช้นิวเคลียร์เป็นต้น<br /> ซึ่งเวลานั้นก็คงประมาณ 20-30 ปีข้างหน้า<br /> <img src=/shareimages/smilies/smile.gif border=0> ชัชวาลย์ (IP:124.120.36.179) ถ้าจัดลำดับใหม่โดยใช้เกณฑ์การใช้น้ำมันต่อหัว (Per capita consumption) ของประเทศต่าง ๆ น่าจะดีกว่านะครับ จะได้ทราบ แน่ ๆ ว่าประชาชนของประเทศใดผลาญน้ำมันมากที่สุด อย่างจีนติดอันดับต้น ๆ เพราะมีประชากรมาก ถ้าคิดเป็นต่อหัวแล้วคงไม่เท่าไหร่ จัดแล้วครับ usa ประชากร 4% ใช้พลังงานฟอสซิล ประมาณ 40% ของโลกไงตัวเลขชัวร์ๆ ไปดูได้ที่รายงานการประชุมพิธีสารเกียวโตอ่ะคับ 1 (IP:202.183.233.11) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 13 ม.ค. 2551 (23:01) อีกไม่นานนัก น้ำมันก้คงจะหมดโลกแหละครับ |