คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
มันตรา ยุพราชแห่งนิทรารมณ์
โพสต์เมื่อ: 01:42 วันที่ 8 ธ.ค. 2549         ชมแล้ว: 715 ตอบแล้ว: 8
บทที่ 1 มันตรา ยอดทระนง
แสงแดดยามเช้า ส่องประกายอ่อนโยนมากระทบกับหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามพุ่มดอกเข็มสีแดงสด หน้าดาวเรืองอพาร์ทเมนท์เกิดเป็นประกายวูบวาบ ราวทับทิมสยามยามต้องแสงก็ไม่ปาน
มันตรา เด็กน้อยวัยสิบขวบยกมือไหว้แม่ก่อนที่จะเดินไปโรงเรียนที่อยู่ห่างออกไปราวสามร้อยเมตร
"หวัดดีครับแม่ ผมไปโรงเรียนแล้วนะครับ"
มันตราเป็นเด็กชายที่มีนิสัยร่าเริง แต่ชอบจริงจังกับเรื่องใดๆก็ตามที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้อง แต่กับเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กหญิงแล้วละก็ เขาจะทำให้เพื่อนที่เป็นเด็กผู้ชายด้วยกันหมั่นไส้ได้ตลอด
ในบางครั้ง เช่น ขณะที่เขากำลังทะเลาะกันกับเพื่อนผู้ชายเรื่องดินสอสีที่แม่เขาซื๊อให้ แต่ว่ามันหายไปแท่งหนึ่ง เขาคิดว่า นัทธี เพื่อนของเขาอีกคนหยิบไป เขาก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยปาก ต่อว่าก่อนเลย ว่าทำไมต้องเอาของเขาไปซ่อน นัทธี พยายามที่จะบอกว่าเป็นคนอื่นเอาไป แต่มันตราไม่เชื่อ พร้อมกับบอกว่า ให้รีบเอามาคืน ก่อนที่จะไปฟ้องคุณครูช่อดาว
มันตราชอบบอกอะไรกับครูช่อดาวอยู่คนเดียว แต่กับคนอื่นแล้ว เขาบอกว่าครูคนอื่นไม่ค่อยเข้าใจที่เขาพูด ฟังเขาแต่ดูเหมือนไม่เข้าใจเขา มันตราพูดอะไรบางครั้งเพื่อนก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
นัทธีผลักอกเขา พร้อมกับเสียงเข้มขึ้น "แกไม่มีหลักฐานว่าใครเอาไป อยากไปฟ้องก็เชิญ ไปซี กล้าหรือเปล่า"
มันตรา ตาลุกวาวแวบหนึ่ง ก่อนที่จะพูดว่า "นัทธี แกอย่าท้า ฉันนะ"
"ก็ได้ ฉันจะไปบอกครูช่อดาว"
"ไปเลย เรียกครูช่อดาว ว่า แม่ นะไอ้ขี้ฟ้อง ไอ้มันตราช่างฟ้อง"
มันตราหันกลับมามองนัทธี พร้อมกับเดินเข้าหานัทธีอย่างเอาเรื่อง นัทธีถอยหลังไปสองก้าว "เฮ้ย... แกกล้าเหรอวะ"
เสียงดังขึ้น แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความกลัวอยู่บ้าง
"มันตรา พอเถอะ หายก็ซื๊อใหม่ เดี๋ยวเอาของเราไปใช้ก่อน อย่ามีเรื่องกันเลยนะ สงสารครูดาว เดี๋ยวโดนครูใหญ่ท่านดุเอาอีก"
เสียงใสๆ ดังขึ้น ทางด้านหลังของมันตรา ทำให้เขาต้องหยุดลง พร้อมกับหันหน้าไปทางเจ้าของเสียง เพ่งมองอยู่นาน จากนัน้ก็หันไปหานัทธี พร้อมกับพูดว่า
"ฉันขอโทษนะ ที่ว่าแกนะ เดี๋ยวฉันหาใหม่ก็ได้"
จากนั้นมันตราก็เดินผ่านนัทธีไป เขาเดินผ่านไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ทำเอาทุกคนพากันยืนงง อยู่ตรงนั้น
สักพักทุกคนก็แยกย้ายกันจนไม่มีใครเหลืออยู่ตรงนั้นเลย บรรยากาศบริเวณนั้นมองดูเหมือนมีแสงเรืองๆ ดุจแสงจันทร์ลอยอบอวลอยู่ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเย็นหลังเลิกเรียนสี่โมงเย็นไม่นาน
มันตราเดินผ่านพุ่มดอกเข็มสีแดงสด เขาชอบมองดอกเข็มในตอนเช้า เนื่องจากเขารู้สึกว่ามันจะแดงกว่าเวลาอื่นอยู่บ้าง ครูช่อดาวเคยบอกว่า ใครตั้งใจเรียน จะมีสมอง มีปัญญาแหลมคมดุจปลายเข็ม ของดอกเข็ม นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาชอบมองมัน
แม่ของเขาชื่อ พรผกา ทำงานที่โรงงานทำรองเท้าแห่งหนึ่งไม่ไกลจากห้องพักเท่าไหร่ แต่แม่ก็ไปทำงานด้วยการเดินเหมือนกันกับเขา ครอบครัวเขามีด้วยกันทั้งหมดสามคน พ่อไปทำงานต่างจังหวัด นานๆ ถึงจะกลับมาที เดือนหนึ่งสองสามหน เขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมพ่อไม่มาทำงานกับแม่
พ่อเขาชื่อ สุทธินนท์ พ่อพาเขาไปเที่ยวตามห้างบ่อยๆ แต่ระยะหลังพ่อชอบบอกว่าไม่มีเวลา เขาก็ไม่เซ๊าซี๊หรอก กลัวพ่อรำคาญ พ่อรำคาญแล้วพูดเสียงดัง ทำให้เขากลัว แต่บางครั้งพ่อก็พูดเสียงอ่อนโยน นั่นทำให้เขาสบายใจ มากกว่า
วันนี้เข้าไปโรงเรียนไม่สาย ปกติก็ไม่สายหรอก วันนี้อยากรีบกลับบ้านจัง คิดถึงแม่จังเลย เขาพึ่งออกจากบ้านมาเอง ทำไมถึงอยากกลับบ้านเร็วนักก็ไม่รู้ เขาเดินเข้าประตูโรงเรียนไป หยุดไหว้คุณครูเวร ที่จะต้องมายืนให้เด็กนักเรียนทำความเคารพทุกวัน ใครไม่ทำความเคารพ จะโดนครูส่งสายตาทำโทษ ทำให้ต้องกลับมาทำความเคารพครูใหม่ เขาอยากรู้เหมือนกันว่า ที่สายตาครูมีอะไรถึงทำให้ทุกคนกลัวกันนัก แต่เขาก็ไม่อยากเป็นครูหรอก แม่บอกว่าเป็นครูเหนื่อย และก็จน ก็น่าจะจริงนะ แม่บอกว่า ย่าเป็นครูที่ต่างจังหวัด เงินเดือนก็เยอะ แต่ไม่เห็นจะรวยเลย ไม่เห็นให้เงินพ่อมาที่ละเยอะๆ เลย ไม่เหมือนย่าคนอื่นๆ ของเพื่อนๆ ของเขา
นักเรียนในห้องของเขามีทั้งหมด 30 คน ครูประจำชั้นชื่อ ครูช่อดาว สวย ใจดี เขารักครูช่อดาว มากกว่าครูคนอื่นๆ ครูช่อดาวชอบให้ขนมเขากินเล่นบ่อยๆ แต่ครูช่อดาวไม่ให้ทานในห้องเรียน ให้เอาออกไปทานที่โรงอาหารตอนพักเที่ยง ครูช่อดาวไม่อยากให้มดมากัดเรา เนื่องจากขนมที่เรากินแล้วทำหล่นไว้ ครูมีเหตุผลเสมอ
วันนี้มันตราเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่เด็กวัยอย่างเขาจะเรียนอะไรนักหนา เขาไม่ค่อยชอบบางวิชา แต่ชอบเรียนเกียวกับศาสนาพุทธ ครูช่อดาวชอบเล่าเรื่องพระสารีบุตรให้ฟัง ครูบอกว่าพระสารีบุตรเป็นเลิศทางด้านปัญญา เหมือนดอกเข็ม ความคิดปัญญาเหมือนดอกเข็ม
เสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ทุกคนกล่าวคำขอบคุณและสวัสดีคุณครู แล้วพากันแยกย้ายกลับบ้าน มันตราเดินกลับบ้านคนเดียวช้าๆ ไปตามทาง เวลานี้รถวิ่งกันเต็มซอยไปหมด ทั้งรถเก๋ง รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขาอยากนั่งมอเตอร์ไซค์กลับเหมือนกัน แต่บางวันแม่ไม่มีเงินให้มาก เขาก็ต้องเดินกลับ แค่ปากซอยกับท้ายซอยไกลมาก เขาเดินได้อยู่แล้ว สงสารแม่
มันตรามองไปทางเบื้องหน้าเขาเห็น อพาร์ทเมนท์ที่เขาพักอยู่กับพ่อแม่ ดูไกลออกไปเรื่อยๆ สายตาเขาเหมือนถูกบีบให้มองแคบเข้าเรื่อยๆ ไม่รู้ทำไม เขาหยุดเดิน หลับตาแรงๆ สองสามหน แล้วเอามือขยี้ตา พร้อมกับเพ่งมองใหม่....
เขามองเห็นพระรูปหนึ่งเดินอยู่ท้ายซอย มีรัศมีเปล่งออกมาจากร่างกายของท่าน สีเหลืองเย็นตา มองแล้วสบายใจ อย่างบอกไม่ถูก เขาออกวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เพื่อจะไปดูท่านใกล้ๆ.............

หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 8 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ธ.ค. 2549 (01:46)
บทแรกครับ
ฝากทุกคนช่วยอ่านด้วยนะครับ
ให้ปรัปรุงอย่างไร
แนะนำด้วยนะครับ
จะได้มีกำลังใจมากๆ
ขอบคุณครับ
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ธ.ค. 2549 (09:32)
บทที่ 2 พบสมณะ
มันตรารีบวิ่งไปหาท่าน ก่อนที่ท่านจะเดินลับมุมถนนท้ายซอยไป เขาแปลกใจที่มีพระมาเดินอยู่เวลานี้ได้อย่างไร
"หลวงพี่..... หลวงพี่..... รอผมด้วย"
เขาร้องด้วยเสียงที่ดังมากขึ้น
แต่ท่านก็ยังคงเดินไปเรื่อยๆ ไม่หันมามองเขาด้วยซ๊ำ และท่านก็ลับหายไปทางซ๊ายมือของถนน ที่มี ซอยทะลุไปย่านชุมชนแออัดอีกย่านหนึ่ง
เขาวิ่งตามไปเรื่อยๆ จนหมดแรง วิ่งช้าลง ช้าลง จนเหมือนเดิน เขามาถึงสุดซอยพอดีมีทางแยกซ๊ายขวา เขาจำได้ว่า ท่านเลี้ยวซ๊ายไปทางนี้แหละ และจำได้ว่า ทางนี้มีจะมีถนนเล็กๆ ตรงไปได้ และจะไปทะลุอีกทาง
"เอ หายไปไหนนะ แต่ถนนนี้ก็แปลกๆ ตาจังเลย เมื่อก่อนเราเคยมาเดินเล่น ทำไมวันนี้ มีป่าสองข้างทางเลยเนี่ย"
เด็กชายไม่ทันสังเกตเลยว่า ขณะที่เขาวิ่งตามพระ องค์นั้นมาทางนี้ ไม่มีใครยืนอยู่ริมถนนเลย ใครไปไหนกันหมด ถ้าเขาสังเกต คงต้องนึกสงสัยอยู่ในใจเป็นแน่
เขาค่อยๆ เดินอย่างอ่อนแรงไปทางด้านซ๊ายมือ เดินช้าๆ อย่างกล้าๆกลัวๆ ไป ตามทาง เขามองเห็นต้นไม้บางต้น สูงเสียดฟ้า บางต้นเขาไม่เคยเห็นมาก่อน มีต้นไทร รากย้อยเป็นฝอยทอดรากอยู่กลางอากาศ มองดูเหมือนผมของคนบ้าที่เดินเก็บขยะอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ที่เขาอาศัยอยู่
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จากป่าที่ดูบางตา เริ่มหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เด็กชายรู้สึกกลัว แต่ใจของเขาบอกเขาว่าเดินอีกนิดหนึ่งเขาคงต้องเจอกับท่าน ท่านคงนั่งรออยู่ที่โคนต้นไม้ที่ไหนสักแห่ง ข้างหน้า
แวบหนึ่งเขาหันหลังกลับไปมองทางที่เดินผ่านมา เขาเริ่มมองไม่เห็นอะไรทางด้านหลัง
"เราเดินมาเกือบสามสิบนาทีแล้ว ทำไมมืดไวจัง ดวงไฟริมทางก็ไม่รู้หายไปไหนหมด.... เราจะกลับยังไงเนี่ย"
เด็กน้อยเอากระเป๋าเป้ที่สะพายอยู่กลางหลังมากอดไว้ พร้อมกับเดินต่อไปเรื่อยๆ เขาเดินเร็วขึ้น เร็วขึ้น ท้องเขาเริ่มส่งเสียงร้อง มันเป็นเวลาของอาหารเย็นแล้ว ถ้าเขากลับถึงบ้าน แม่จะเตรียมอาหารไว้ให้เขา ในตู้กับข้าว
เวลาแม่พักเที่ยง จะมากินอาหารที่ห้องเสมอ แม่เป็นคนประหยัด รู้จักอดออม แต่ไม่คงเงินเดือนน้อย ทำให้ไม่มีเก็บมากกว่า มากกว่าที่แม่ไม่มีเงินเพราะไม่รู้จักเก็บ
มันตราเดินมาจนไม่รู้แล้วว่าเขาเดินมาไกลแค่ไหน เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ฟ้ามืดหมดแล้ว ไม่มีแม้แสงดาว แสงเดือน สายตาเขาเริ่มตีบ แคบลงเรื่อยๆ เขาคิดถึงแม่ อยากกลับบ้าน แต่ส่วนลึกของเขา อยากเห็นหน้าพระองค์นั้นเหลือเกิน
"แม่ครับ.... คิดถึงแม่จัง..." เขากลืนน้ำลายลงอย่างเหนียวคอ ตาพร่าด้วยหยาดน้ำที่เอ่อ ออกมาที่ขอบตา ทำไมเขาอยากเห็นหน้าท่านมากขนาดนี้ จะกลับก็ลำบากแล้ว มืดก็มืด
เสียงดังแกรกๆ เหมือนมีเสียงอะไร เดินตามหลังเขามา เด็กชายมองไปทางด้านหลังอย่างกลัวๆ
"แฮ่..... แฮ่...... แฮ่...... แง่งงงงงง .... "
เสียงสุนัข ดังครางเบาๆ แต่ทำให้เขาขนลุกซู่ เขาเคยได้ยินเสียงมันครางอย่างนี้ เวลามันจะกัดกัน แต่มันไม่เยือกเย็นอย่างนี้ ไม่ทำให้รู้สึกกลัวอะไรอย่างนี้ เขาพยายามมองซ๊ายมองขวาดูว่า เสียงมันอยู่ตรงไหน ก็จับไม่ได้สักที่ว่าอยู่ตรงไหน เขาเดินเร็วขึ้น จนเหมือนวิ่ง กระเป๋าหล่นจากมือเขา ร่วงลงสู่พื้น ทำให้เขาเดินข้ามกระเป๋าไปสองสามก้าว
เด็กน้อยหยุดอยู่กับที่ ใจหายวาบ ค่อยๆ หันหน้ากลับไปทางกระเป๋า มันอยู่ห่างแค่เอื้อมมือหยิบ แต่เขารู้สึกว่ามันห่างออกไปราวสองวาเห็นจะได้
"ทำไม ซวยอย่างนี้วะ" เขาครางในใจ
ขาเขาเริ่มแข็ง ชักจะก้าวเท้าไม่ออก เขาพยายามจนก้มไปเอื้อมมือหยิบกระเป๋าได้
ทันใดนั้น เงาดำวูบมาจากทุกทิศ วูบมาที่ตรงหน้าเขา รวมกันเป็นร่างเดียว ดำไปทั้งตัว เป็นสุนัขสีดำ ตาแดงกล่ำ แววตาของมันลุกโชนเหมือนมีไฟกล้าอยู่ในดวงหน้า
"โอ๊ยๆๆๆๆๆ แม่............"
เขาร้องขึ้นสุดเสียง จากนั้นเขาก็วูบ หมดสติไป
นานมาก เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนไม่รู้กาลเวลาว่า ผ่านไปนานเท่าใด มันตรา เด็กน้อยผู้มีความกล้า ลืมตาขึ้นอย่างกลัวๆ แสงสว่าง ทอแสงอบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า มาทุกทิศทั่วทาง เขามองขึ้นมาจากที่ๆ เขายังนอนอยู่
พระองค์นั้น นั่งขัดสมาธิ อยู่เบื้องหน้าเขานี่เอง หน้าท่านงามมาก เหมือนรูปพระในหนังสือการ์ตูนธรรมะ ที่ครูช่อดาวชอบเอามาให้อ่าน แต่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นใคร
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับพนมมือไหว้ ถามท่านว่า
"หลวงพี่ เป็น พระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ"
ท่านส่ายหน้าช้าๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เราไม่ใช่ใครที่เจ้าอยากพบหรอก.. เราคือเรา สักวันเจ้าจะรู้ว่าเราคือใคร"
"ทำไมท่านมาอยู่ที่นี่ละครับ วัดอยู่ไหน ผมไม่เคยเห็นท่านเลยครับ"
ท่านยิ้มที่มุมปากน้อยๆ พองาม
"แล้วทำไม เจ้ามาอยู่ตรงนี้ บ้านเจ้าอยู่ไหน เด็กน้อย"
มันตราเงียบ เขาอยากเห็นหน้าท่าน จนลืมนึกถึงแม่ ไม่รู้ว่าป่านนี้ แม่จะเป็นยังไงบ้าง แม่คงเสียใจมากที่เขา เถลไถลอย่างนี้
"ผมอยู่กับแม่ครับ ผมเลิกเรียนแล้วก็ตามท่านมานี่ครับ.....ผม..."
เขาน้ำตาไหล พูดอะไรไม่ออก
เนิ่นนาน เขาหยุดพูดเป็นเวลาเนิ่นนาน น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย เขาโมโหตัวเอง กลัวด้วยไม่รู้จะกลับบ้านยังไง
"เจ้าเป็นคนมีวาสนาร่วมกับเรา สักวันหนึ่งเจ้าจะรู้ว่าเราคือใคร เจ้ามีกรรมที่เกิดจากตัวเจ้าเอง ในชาติก่อนๆ เจ้าต้องสร้างบุญ สร้างบารมีในภพนี้ จนกว่าจะหมดกรรม หมดเวร ของเจ้า เอาเถิด เราจะช่วยเจ้ากลับบ้าน แต่เจ้าจงจำไว้ว่า บุญวาสนาของเจ้า เจ้าต้องสร้างเองนับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้านึกถึงเรา นึกถึงบุญบารมีที่เจ้าเคยทำไว้ในชาติก่อนๆ ให้มากๆ เมื่อเจ้าระลึกได้ มันจะช่วยเจ้าได้"
เขาพนมมือนั่งฟัง น้ำตาหยุดไหล
"เอาเถิด เราจะส่งเจ้ากลับละ"
แล้วมันตราก็ค่อยๆ หลับตาลง พร้อมกับหลับไปในท่านั่งพนมมือนั้น
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ธ.ค. 2549 (18:53)
เขียนดีมาก
Dark Dragon เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 147 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 10 ธ.ค. 2549 (03:21)
บทที่ 3 ครูช่อดาว
วันนี้ คุณครูช่อดาว รู้สึกว่ามีเด็กคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนไปแบบแปลกๆ ไม่เหมือนที่เธอเคยรู้สึกได้ มันตรานั่นเอง เธอรู้สึกว่าเขาโตขึ้นกว่าเด็กคนอื่นๆ อย่างน้อยก็รู้สึกได้ว่า เขาเหมือนจะข้ามวัยจากเด็กประถม เข้าสู่มัธยม ทั้งๆ ที่เข้ายังไม่ขึ้น ป.หก ด้วยซ้ำ
ครูช่อดาว พักอยู่อีกย่านหนึ่ง ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก แต่ครูก็เป็นคนที่ขยัน รู้จักอดออม จึงไม่มีปัญหาเรื่องเงินทอง ปกติก็นั่งสองแถวมาสอนเด็กนักเรียนเป็นประจำ จนเป็นความเคยชิน ถ้าครูทุกคนมีนิสัยอดออม รู้จักกระเหม็ดกระแหม่ ก็คงไม่เป็นหนี้หรอก
เลิกเรียนวันนี้ เธอรู้สึกว่ามันตราดูแปลกๆ ไป ปกติไม่เคยเห็นศิษย์คนโปรดเป็นอย่างนี้เลย ดูเหม่อๆ ยังไงชอบกล มีปัญหาที่บ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ อยากตามไปดูจัง เผื่อช่วยเธอได้
"ออดดดดดด.....ออด..............."
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น นักเรียนกล่าวคำขอบคุณ จากนั้นก็พากันแยกย้ายกันกลับ บางคนก็มีพ่อมีแม่มารับ บางคนก็นั่งสามล้อ บ้างกลับคนเดียว ไม่ก็กลับกันเป็นกลุ่ม มันตราเก็บสมุด หนังสือใส่กระเป๋าเป้ สะพายไว้กลางหลัง แล้วก็เดินลงบันไดโรงเรียนไป ห้องเรียนของเขาอยู่ที่ชั้นสอง ตึกสอง ห้อง ห้าทับสาม เขาเดินไปที่ประตูโรงเรียน ยกมือไหว้คุณครูเวร จากนั้นก็เดินกลับบ้าน เดินไปคนเดียวไม่ได้ทักหรือพูดกับใครเลย
สักพักครูช่อดาว ก็รีบเดินตามหลังเขาไปทิ้งระยะห่างประมาณ เกือบร้อยเมตรเห็นจะได้ เธอไม่อยากให้เขารู้ กลัวเขาจะไม่พอใจหล่อนที่ยุ่มย่ามมากเกินเหตุ แต่นิสัยของความเป็นครู ไม่มีใครหรอกที่เห็นศิษย์เป็นทุกข์แล้วจะวางตัวเฉยเมย ถืออุเบกขาอยู่ได้
มันตราเดินเหมือนคนใจลอย สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ช่อดาวรีบจ้ำอ้าว เพื่อให้ทันลูกศิษย์ จากร้อยเมตร ค่อยๆ ร่นมาเป็นแปดสิบเมตร หกสิบเมตร สี่สิบเมตร ที่สุดเธอตามเขาทันอยู่ที่หน้าอาคารพาณิชย์สามชั้น ด้านล่างขายของชำ มีสลากใบละสองบาท ให้นักเสี่ยงโชค หย่อนเงิน หยิบสลากเพื่อรับรางวัลที่ไม่รู้ว่าจะมีดวงได้หรือเปล่า นอกนั้นหน้าร้านก็เต็มไปด้วยข้าวของเยอะแยะไปหมด ที่เขาเอามาไว้ขายให้คนผ่านไปผ่านมา
เธอเอื้อมมือไปจับไหล่เขาไว้ พร้อมๆ กับที่เขาทรุดกายลงนั่งที่ฟุตบาท หน้าร้านชำนั้น เธอโยกไหล่เขา พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
"มันตรา ..... มันตรา เป็นอะไรไปหรือเปล่า.... ได้ยินครูพูดไหม..."
เธอจับไหล่เขา พร้อมกับพยายามบิดให้มันตราหันหน้ากลับมาเบาๆ มันตราหันมา พร้อมกับดวงตาที่จะหลับมิหลับแหล่ ทำให้หล่อนต้องนั่งลงข้างๆ เขา ครู่หนึ่ง มันตราไม่ได้ตอบคุณครูที่เขาเคารพที่สุด แต่เขาหลับตาพริ้ม พร้อมกับเอนกายลงนอน ตาหลับทั้งๆ ที่หัวยังไม่ถึงพื้นด้วยซ้ำ ครูช่อดาว ตกใจจนเกือบคว้าหัวเขาไว้ไม่ทัน เธอพยุงศรีษะมันตราไว้ จากนั้นก็พยายามให้เขานอนโดยเอาศรีษะมาหนุนที่ตักของเธอจนได้
"นี่ นี่.... มันตรา หลับอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะ ตื่นเร็ว เดี๋ยวครูไปส่ง นะ...."
เธอใช้มือเขย่าที่ไหล่เขาไปมา สองสามหน แต่เขาก็ยังหลับตาพริ้ม ดูเหมือนหลับสนิทไปอย่างนั้น ดูเหมือนไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่าเขาอยู่กับใคร นอนหนุนตักใครอยู่
ความพยายามของเธอไร้ผล เขาไม่ยอมตื่น ทำให้เธอคิดไปต่างๆ นาๆ
"หรือว่า..... พ่อกับแม่ทะเลาะกัน จนทำให้ลูกนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ จนต้องมาเผลอหลับไปอย่างนี้ คอยดูเถอะ... ถ้าเป็นอย่างนั้น จะไม่ไว้หน้าเลย ไม่รักลูกเลยจริงๆ เชียว...."
ช่อดาวคิดอยู่ในใจ พร้อมกับเอามือลูบผมของมันตรา ผมเขาสีดำสนิท สวยมาก หล่อนมองไปที่ใบหน้าของเขา ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่งป็นสัน ผิวหน้าละเอียด แปลกจากเด็กวัยเดียวกันทุกคนเลย หล่อนเพ่งอย่างพินิจพิเคราะห์อีก
"ดูจากโครงหน้าแล้ว ไม่น่าจะใช่ลูกของพรผกาเลย เหมือนเด็กสูงศักดิ์ เหมือนเจ้าชายตัวน้อยๆ ในละครจักร์ๆ วงศ์ๆ มากกว่า"
ช่อดาวคิดไปเรื่อยเปื่อย
"สง่างามเหลือเกิน .... " เธอเผลอหลุดปาก อุทานออกมา
จากนั้นก็ปล่อยให้เขานอนโดยไม่รบกวนอีก เกือบชั่วโมง เธอเฝ้าแต่มองใบหน้าของมันตรา แววตาของเธอเหมือนมารดาที่ยังอาทรต่อบุตรรักมิเสื่อมคลายฉะนั้น
เนิ่นนาน จนเธอนึกได้ว่า มันจะนานเกินไปแล้ว เกิดแม่พรผกากลับมา เดินตามหาลูก มาเจออยู่อย่างนี้ จะเอ่ยคำแก้ตัวว่าอย่างไร
เธอใช้นิ้วชี้จิ้มไปที่ชายโครงเขาเบาๆ พร้อมกับเรียกว่า
"มันตรา ... มันตรา ... ตื่นเถอะ ค่ำแล้ว.... "
สักครู่ มันตราค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วกะพริบตาไปมา ทำให้เธอละล่ำ ละลัก ถาม
"เป็นอย่างไรบ้าง ครูเห็นเธอมานั่งหลับตรงนี้ กลัวรถจะเฉี่ยวเอา ก็เลยมานั่นเป็นเพื่อน ... " เธอเอ่ยปาก เพื่อให้เขาสบายใจ
สายตาเขายังเหม่อลอย ตาก็กะพริบไปมา ปากก็ขยับว่า
"แม่ครับ... แม่เหรอ .. มารับผมใช่ไหม.."
เธอยิ้มที่มุมปาก สายตาฉายแววเอ็นดูรัก
"ครูเองจ๊ะ หิวน้ำไหม ครูจะซื๊อมาให้ จะได้หายคอแห้ง เพราะเธอฟังเสียงเขาแล้ว ดูแปร่งๆ ยังไงชอบกล
เขาก็ยังไม่ตอบหล่อนในทันที ตาก็เหม่อลอยมายังหล่อน ช่างดูเลื่อนลอยยิ่งนัก
ดูเหมือนเขาจะยังอยู่ในภวังค์หลับ ไม่แจ่มใสเลย เธอลูบที่ปลายจมูกของเขา โยกไปมา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นว่า
"ตื่นได้แล้ว นี่ครูช่อดาวนะ ไม่ได้นอนเหรอเมื่อคืนนะ......"
เธอหยุดสักครู่ เมื่อไม่เห็นเขาตอบอะไร ก็กล่าวต่อ
"เมื่อคืน พ่อกลับมาเหรอ ทะเละกับแม่ใช่ไหม บอกมาซิ "
เขาลุกขึ้นนั่ง เอานิ้วขยี้ตาไปมา ทำหน้างงๆ
"ครู... เอ่อ... ครูมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรเนี่ย.." เขาเอ่ยปากอย่างงุนงง
ครูช่อดาว รีบเอ่ยตอบว่า
"ครูบังเอิญ เดินผ่านมาทางนี้ เจอเธอนั่งอยู่ กลัวรถเฉี่ยวเอา ก็เลยมานั่นเป็นเพื่อนนี่แหละ"
"ผมอยู่นี่ นานหรือยังครับ..." ดูท่า เขายังไม่รู้ว่าเขาหลับไปนานเท่าไร
"เกือบๆ ชั่วโมงแล้วละ เป็นยังไงกันเหรอ พ่อกับแม่ทะเลาะกันอีกใช่ไหม ....."
"เธอบอกครูเถอะ มีปัญหาอะไรกัน ถ้าครูช่วยได้ ..... ครูไปคุยกับพ่อแม่เธอก็ได้นะ......"
"ครูช่อดาวครับ พ่อผมยังไม่กลับจากต่างจังหวัดเลย ไม่มีอะไรหรอก ขอบคุณมากครับ"
คำพูดที่ดูสุภาพเกินวัย ทำให้ครูช่อดาวพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่จะตะกุกตะกัก ถามต่อว่า
"วันนี้ แม่ผกาของเธอนะ... เลิกกี่โมง...หือ... "
สายตาของมันตราดูแจ่มใส ไม่ดูเลื่อนลอย
"ห้าโมงครึ่งครับ.... แต่ถ้าวันนี้ แม่ทำโอ.. คงสักสามทุ่มครับ.." มันตราเอ่ยตอบ
ช่อดาวถามต่อ "เคยกลับดึกกว่านั้นไหม เอ่อ... เช่น.. แบบไม่กลับเลยนะ.."
มันตรามองหน้า ครูช่อดาวอย่างตั้งใจ ดวงตาฉายแววจริงจัง
"ครูครับ... แม่ไม่เคยปล่อยผมไว้คนเดียวเลย.. แม้แต่ครั้งเดียว "
น้ำเสียงดูอ่อนลง "อย่าถามอย่างนี้อีกนะครับ.... แม่ไม่เคยอยากให้ผมอยู่คนเดียว.. ผมรู้ว่าแม่รักผมมากแค่ไหน.."
ครูช่อดาวอดทึ่งกับคำพูดของลูกศิษย์เธอไม่ได้ ถ้าเธอมีลูก เธออยากได้ลูกที่เป็นอย่างนี้แหละ
แม้ว่าใจเธออยากซักเรื่องพ่อของเขาต่อ แต่เธอก็ไม่มีความคิดที่จะเอ่ยปากออกไปอีกแล้ว ได้ยินขนาดนี้ เธอยังจะมีกะจิตกะใจ ถามอะไรที่จะเป็นการทำร้ายจิตใจของเขาได้อย่างไร
เธอนึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจ
"ป่ะ... ไปเถอะ กลับบ้าน เย็นแล้ว... แม่จะรอ ครูจะเดินไปส่ง เดี๋ยวแม่กลับมาจะเป็นห่วง"
มันตรารีบลุกขึ้น สะพายกระป๋าไว้บนไหล่ ก่อนจะเดินออกไปจากน้าร้านขายของชำ
ทั้งสองพากันเดินไปจนถึงหน้าอพาร์ทเมนท์ ของมันตรา ส่งมันตราเดินขึ้นไปบนห้อง จากนั้นเธอก็เรียกมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งเธอที่บ้านพักย่านใกล้เคียง
แล้วมอเตอร์ไซค์ก็ค่อยๆ ลับหายไปในซอยอันคดเคี้ยวมืดครึ้ม
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ธ.ค. 2549 (09:27)
บทที่ 4 แม่
มันตราเดินลากกระเป๋าขึ้นบันได เขาพักอยู่กับแม่ที่ชั้นสี่ ห้องสี่ศูนย์เก้า ถ้าเดือนไหนพ่อไม่กลับมาหรือไม่ส่งเงินมาช่วยแม่ เดือนนั้นแม่จะดูหงุดหงิด แต่แม่ก็ไม่เคยระบายอารมณ์หรือใช้คำพูดที่ไม่ดีกับเขาเลย
รองเท้าแม่ไม่อยู่ที่หน้าห้อง แม่กุญแจยังคล้องอยู่ที่ประตู แม่ยังไม่กลับ คงทำโอมั้ง เขาคิด
เขาเป็นเด็กที่รูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกัน และความคิดการแสดงออกก็สูงกว่าเพื่อนๆ เขา ครูหลายคนก็เอ่ยชมบ่อยๆ ว่า ฉลาดเกินวัย เขาเคยมาเล่าให้แม่ฟัง แม่ยิ้มไม่ยอมหุบเลย หัวเราะชอบใจด้วย
มันตราไขกุญแจแล้วเดินเข้าไปในห้อง เก็บกระเป๋าวางไว้ข้างๆ ทีวีสีจอเล็กสิบสี่นิ้วรุ่นแรกๆ ของยี่ห้อชั้นนำของไทย ที่ดูแล้วไม่น่าจะยังมีสภาพที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ จากนั้นเดินไปดูที่ตู้กับข้าวหน้าห้องน้ำหลังบ้าน ไม่มีอาหารเย็นรอเขาอยู่ แม่คงทำโอโดยที่ไม่ได้กลับมาเตรียมอาหารเย็นให้เขาเลย เขาเกาะระเบียง มองออกไปเห็นสะพานพระรามเก้าหรือสะพานแขวนทอดยาวขวางสายตาเขาอยู่ไกลๆ แสงไฟจากรถวิ่งสวนกันไปมา ดูแล้วเหมือนแสงไฟในสวนสนุก
"เสาร์นี้ถ้าแม่กลับมาไว จะให้แม่พาไปเที่ยวงานวัดข้างบ้านดีกว่า หวังว่าแม่คงพาเราไปนะ.. " เด็กชายรำพึงกับตัวเอง
"จ็อก....จ็อก.....จ็อก...." เสียงท้องเขาร้องออกมา ด้วยความหิว
รู้สึกหิว แต่ที่ตู้กับข้าวก็ไม่มีอะไรกินเลย มีบะหมี่อยู่ห่อนึง แต่เขาไม่หล้าจุดเตาแก๊สด้วยตัวเอง อีกทั้งแม่ห้ามไว้ด้วยถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาต้องให้ย้ายออก เนื่องจากเขามีกฎห้ามเอาถังแก๊สมาใช้ด้วย แต่แม่บอกว่าถ้าเราไม่ใช้แก๊สก็ทำกับข้าวไม่ได้ ซื๊อเขากินมันก็เปลือง ไม่อร่อย อาจจะไม่สะอาด และสุดท้ายสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือไม่อิ่ม อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขากินได้เยอะ เลยทำให้ตัวเขาสูงใหญ่กว่าเด็กรุ่นเดียวกัน ก็เขากินได้ทุกอย่างนี่
ความมืดอยู่เบื้องหน้า แสงไฟจากสะพานแขวนอยู่ไกลออกไป เขาดูจนเบื่อหิวมากขึ้นเรื่อยๆ เดินมานั่งที่ฟูกมองหารีโมททีวี
"รีโมทอยู่ไหน...." เขาพูดเสียงดังคนเดียว
"อ๋อ เจ้ารีโมทเสียอยู่ ทำอะไรไม่เป็น ต้องพึ่งตัวเอง... " เขาพูดเสียงยานๆ จริงแล้วเขารู้แล้วว่ารีโมทเสียอยู่ แต่เหงาเลยพูดกับตัวเอง
เขาเดินไปเปิดทีวี นั่งดูเป็นละครก่อนข่าว เขาไม่ชอบหรอก แต่วันไหนที่แม่กลับมาทันแม่จะชอบนั่งดู บางตอนก็ร้องไห้น้ำตาซึมไปเหมือนกัน เพื่อนที่โรงเรียนเขาบางคนบอกว่าละครน้ำเน่า แกล้งพูดไปยังงั้นแหละ เพราะว่าเขาเห็นแม่เขาจริงจังกับการดู ไม่เห็นจะคล้ายกับน้ำเน่าตรงไหน
"ก็อก... ก็อก...." เสียงเคาะประตู พร้อมๆ กับหมุนลูกบิดประตูเข้ามา แม่กลับมาแล้ว
พรผกาหรือพร หิ้วอาหารเย็นกลับมาที่ห้องในเวลาเกือบๆ สองทุ่ม หล่อนดูเครียดๆ
"แม่ เป็นไรหรือเปล่าเนี่ย..." มันตราเอ่ยถามแม่ เขาพูดกับแม่ดูห้วนๆ แต่พรรู้ว่าเขาพูดไม่มีครับ ไม่มีหางเสียงเพราะเขาพูดกับแม่เท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะมีครับลงท้ายตลอด
"แม่เหนื่อยจากงานจ๊ะ ... ลูกหิวหรือยัง เดี๋ยวแม่แกะกับข้าวให้กินเลยนะ... เดี่ยวลูกแม่จะเป็นโรคกระเพาะเสียก่อน"
"กะเพาะไม่เป็นหรอกแม่ หนูจะเป็นลมตายเสียก่อนนะสิ" เขาพูดยิ้มๆ
สองแม่ลูกนั่งทานอารเย็นด้วยกันอย่างมีความสุข มันตราเอ่ยกับแม่ขณะที่ยังเคี้ยวอาหารอยู่ในปาก
"เมื่อไหร พ่อจะกลับมานะแม่...."
หล่อนเคี้ยวอาหารค้าง สีหน้าเปลี่ยนไปนิดนึง แต่ก็ยังเอ่ยตอบ
"แม่ไม่รู้ สองสามวันก่อนโทรมาบอกแม่ว่า อีกไม่เกินอาทิตย์ละจ๊ะ เดี๋ยวก็กลับ ทำไมเหรอ" เธอย้อนถามลูก
"ถ้าพ่อกลับมา เราไปเที่ยวงานวัดกันไหมแม่ ผมอยากไป นะๆๆ"
"จ้าๆๆๆๆ เราไปด้วยกัน แต่ให้พ่อมาก่อน ยังไม่รับปาก เอ้า รีบกินได้แล้ว จากนั้นก็ไปอาบน้ำนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนนะ "
สองคนรีบกินข้าวต่อจนอิ่ม จากนั้นเขาก็นั่งดูทีวี แม่เก็บอาหาร ทำความสะอาดที่ทั้งสองคนกินกันอยู่กลางห้อง พอเรียบร้อย แม่ก็บอกให้ไปอาบน้ำ เขาสังเกตเห็นสีหน้าแม่ดูแล้วเหมือนพึ่งร้องไห้มา ตาดูแดงๆ เขาเอ่ยถาม
"แม่ร้องไห้มาเหรอ ใช่ไหมแม่" น้ำเสียงจริงจัง คาดคั้น
พรนั่งนิ่ง มองดูลูก ก่อนที่จะเอ่ยตอบ
"ไม่มีอะไรหรอก หนูอย่าคิดมาก แม่จะไปมีอะไรกับใครเขา"
"งั้นแม่ก็บอกหนูสิว่าทำไมตาแดง
************* โปรดติดตาม เรื่องราวต่อ ขอตัวสักครู่ ***********
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 12 ธ.ค. 2549 (19:33)
บทที่ 4 แม่ **** ต่อ ****
"นี่ จะคาดคั้นเอาอะไรจากแม่กัน ตัวเองนะ เข้าบ้านกี่โมง แอบไปเถลไถล ที่ไหนมาหรือเปล่า บอกมาตามตรงเลย"
พรย้อนถามลูกชาย ทำให้เขานั่งนิ่ง ก่อนจะพูดเสียงอ่อนๆ แต่ถึงกับทำให้เธอต้องจุกอยู่ในลำคอ เหมือนกลืนน้ำตาขมๆ ของตัวเอง
"แม่ครับ ตอนนี้มีแม่กับผมสองคนเท่านั้นนะครับ แม่อย่าทำเหมือนผมอยู่คนเดียวสิ แม่อยากให้เป็นอย่างนั้นใช่ไหมฮะ..."
หล่อนนิ่งไม่พูดอะไร ตาพร่าไปด้วยหบาดน้ำ เขาเอ่ยต่อ
"ไม่รู้ว่าพ่อจะกลับมาหาเราเมื่อไหร่" เขาเอ่ยขึ้น แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หล่อนน้ำตาไหล ผวาเข้ากอดลูกชายไว้แน่น ก่อนจะมองหน้าเขา แล้วพูดว่า
"ที่บริษัทแม่ เขาว่าแม่ขโมยเงินเพื่อนร่วมงาน หัวหน้าเรียกแม่ไปคุย แล้วบอกว่าให้แม่สารภาพ แต่แม่ไม่ได้เอา แม่เลยไม่ยอม เขาบอกว่าให้เวลาแม่อาทิตย์หนึ่ง ถ้าไม่มีเงินไปคืนหนึ่งพันบาท เขาจะแจ้งความแล้วไล่แม่ออก"
"แม่.... " เขาร้องขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอสมควร
"ใครกัน ที่บอกว่าแม่ขโมยเงินเขา.." เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงโมโห
เธอเอ่ยตอบ "ก็เพื่อนๆ เขาเชื่อยายอ้วน เงินก็เป็นของยายอ้วน แต่แม่ไม่รู้หรอกว่าหายจริง หรือหายไม่จริง " เธอนิ่งสักครู่ ก่อนที่จะเอ่ยกับลูกเบาๆ
"หนูของแม่ เรื่องนี้แม่จัดการเองได้ ถ้าเขาไม่ยอมจริงๆ พ่อเราคงกลับมาทัน อาจจะมีเงินให้เขา หรือไม่ แม่ก็พอจะหาหยิบหายืม คนรู้จักกันก่อนได้ นอนเถอะนะ เดี๋ยวตื่นสาย"
"เดี๋ยวหนูอาบน้ำก่อนนะ "
เขารีบอาบน้ำ จากนั้นก็มานอน สักพักพรผกาก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ใช้เวลาอาบน้ำอยู่นาน ทำให้เขานอนไม่หลับเลย จนกระทั่งแม่อาบน้ำเสร็จ เขาถึงค่อยๆ ผลอยหลับไป
พรนภาก็นอนไม่หลับ เหมือนกัน เงินตั้งพันบาท อาจจะไม่มากสำหรับผู้อื่น แต่กับครอบครัวของเธอมันมีค่ามากกว่าที่เขาคิด สายตาของแต่ละคนที่มองมาหาเธอช่างดูถูกเหลือเกิน คงคิดว่าน้ำหน้าอย่างเธอจะหาเงินจากที่ไหนมาชดใช้ เหมือนเธอโดนใครสักคนแกล้ง แต่เธอคิดไม่ออกว่าเป็นใคร
กว่าเธอจะหลับตาได้ ก็ปาเข้าไปค่อนคืน ในที่สุดก็หลับไป โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าหลับตอนที่ทุ่ม
มันตรา เด็กชายผู้ที่น้ำใจ หลับสนิทอยู่บนที่นอนเคียงข้งแม่ของเขา ดวงตาของเขาหลับพริ้ม ร่างกายของเขาเหมือนมีแสงอ่อนๆ แทบสังเกตไม่เห็น คงไม่มีใครสังเกตเห็นหรอก ผู้ที่เห็นต้องไม่ใช่คนธรรมดา
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 14 ธ.ค. 2549 (21:40)
บทที่ 5 ถนนแห่งความฝัน
คืนนี้มันตราหลับสนิท ทั้งๆ ที่ก่อนหลับเขากังวลเรื่องแม่จนแทบจะนอนไม่หลับ แต่ก็แปลกเมื่อเขาหลับไปเท่านั้นละ ความคิด ความกังวลที่มีเกี่ยวกับเรื่องของแม่หายไปราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้น ในความฝัน เขาพบว่าตัวเขายืนอยู่ในซอยคนเดียว ก็ซอยที่เขาใช้เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเรียนอยู่เป็นประจำนั่นแหละ แต่คราวนี้ เขาสังเกตอย่างละเอียด เนื่องจากเขาจำได้ว่า เขาพบพระองค์นั้นที่นี่แหละ แต่เวลาตอนนั้นเป็นช่วงเย็นๆ แต่เวลานี้ เขามองดูรอบๆ พบว่าบรรยากาศคล้ายๆ กับเวลาเช้า เขาเงยหน้าพยายามมองหาดวงอาทิตย์ แต่ไม่มี ท้องฟ้าดูสดใส แต่ไร้ซึ่งดวงอาทิตย์ เขามั่นใจว่าเป็นยามเช้าแน่นอน เขารู้สึกถึงความเย็นที่ลูบไล้ผิวกายเขาเบาๆ และความอบอุ่นก็แผ่สร้านไปทั่วทั้งความรู้สึกของเขา โดยที่ไม่มีดวงอาทิตย์
ไม่มีใครอยู่ในซอยนี้เลย เขาอยู่คนเดียว แม้จะเป็นเวลากลางวัน เขาก็อดขนลุกด้วยความกลัวไม่ได้ เขามองหาอพาร์ทเมนท์ที่เขาอาศัยอยู่ เขาเห็นทางเข้าอพาร์ทเมนท์ แต่เขารู้ในขณะนั้นว่า มันมีทางเข้า แต่เขาเข้าไปไม่ได้ เพราะอะไรเขาก็ไม่รู้ หรือว่าความฝันกับความจริงเป็นเหมือนโลกขนาน บางอย่างต้องทำในโลกแห่งความจริง และบางอย่างคุณทำได้ในโลกแห่งความฝันเท่านั้น
“เราน่าจะเจอพระท่านนั้นอีกนะ ท่านจะได้ช่วยเรากลับมาหาแม่ได้ เมื่อเราหลงทาง หรือ .... ” เขาหยุดคิด และรู้สึกกลัว
“หรือว่า ... ถ้าเผื่อเจอไอ้หมาบ้าตัวนั้นอีก... “
เขายังนึกถึงแม่อยู่ แม้ในความฝัน มันตราออกเดินไปเรื่อยๆ จนสุดซอย จากนั้นก็เลี้ยวซ๊ายเขายังมองเห็นป่าอยู่เต็มทั้งสองข้างทาง แต่คราวนี้ป่าดูโล่ง บางตา มองเห็นดอกไม้นานาพันธ์ ขึ้นแซมอยู่เต็มไปหมดทั้งสองข้างทาง ต้นไม้แต่ละต้นเหมือนเกิดอยู่ตรงนี้มานานแสนนาน แต่เขารู้ว่า มันไม่จริง เนื่องจากครั้งก่อนที่เขามาเจอสุนัขดำที่ป่านี้ เขาจำได้ว่า มีต้นไม้บางต้นมันหายไป เขาไม่ใส่ใจมากนัก และออกเดินไปเรื่อยๆ ไม่กลัวอีก อาจจะเป็นเพราะว่า มันเป็นเวลากลางวันก็ได้ เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ นอกจากต้นไม้แล้วเขาเริ่มเห็นสัตว์น่ารักๆ หน้าตาแปลก บางตัวเขาพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก และแต่ละตัวด็เหมือนจะแสนรู้ แต่ไม่มีตัวไหนกล้าออกจากป่าริมทาง มาอยู่บนถนนเลย เพราะอะไร เขาไม่รู้หรอกว่าทำไม
มีนกหลายตัวบินอยู่ มีนกแก้ว หงส์หยก เหยี่ยว ทุกตัวมีหลากหลายสี แดง เขียว เหลือง ฟ้า บินไปมาอยู่บนต้นไม้ มีผีเสื้อด้วย สีฟ้า สีชมพู สีม่วง มีแดงสด สีเขียว บินฉวัดเฉวียนอยู่รอบๆ ดอกไม้แสนสวยที่หลากสีเช่นกัน บางดอกเป็นคล้ายๆ หลอดดวงไฟกลมๆ บางดอกก็สี่เหลี่ยม แต่มองดูไม่ขัดตา กลมกลืนเหมือนเป็นธรรมชาติจริงๆ ไม่มีผีเสื้อตัวไหนเช่นกัน ที่จะกล้าบินล้ำเข้ามาในเขตถนน เหมือนกับว่าถนนสายนี้มันเป็นของเขาเพียงคนเดียว
ถนนเริ่มลาดชันขึ้นทีละนิด จากถนนคอนกรีตไม่รู้ว่ามันเริ่มเปลี่ยนเป็นถนนที่ปูด้วยหญ้าตั้งแต่เมื่อใด หญ้าอันอ่อนนุ่ม สีเขียวสด มีกลิ่นหอมของธรรมชาติ พริ้วตามสายลมมากระทบเขา นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงธรรมชาติจริงๆ แม้จะเป็นความฝันก็ตาม ไม่เคยรู้สึกอย่างนี้เลย เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ
พื้นถนนกลับกลายว่า เหมือนเป็นถนนที่ปูด้วยพรมหญ้าแสนสวย ลาดขึ้นสู่เนินเขา เขาเดินอีกระยะหนึ่ง เดินขึ้นไปจนถึงจุดที่สู่ที่สุดของถนน เขายืนนิ่ง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นก้อนเมฆ ที่ไม่เหมือนที่เคยเห็น ก้อนเมฆที่เขาเคยเห็นจะมีก้อนเล็กและก้อนที่ใหญ่มากๆ แผ่เต็มท้องฟ้าเลย และมีสีขาวแค่สีเดียว แต่ที่นี่ ก้อนเมฆไม่มีก้อนใหญ่แต่จะมีก้อนเล็กๆ กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้า และมีทุกสี เขามองดูจนตาลาย เหมือนท้องฟ้าประดับด้วยสายรุ้งพาดกันไปมานับพันๆ สาย ดูแล้วให้ละลานตาไปหมด
เขาก้มมองลงยังพื้นเบื้องหน้าห่างจากเท้าเขาไปราวสองเมตร พื้นจะลาดลงไปจนสุดลูกหูลูกตา เหมือนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ก็ยังเต็มไปด้วยหญ้าสีเขียว เขามองไปทางซ๊ายที ทางขวาที จากจุดที่เขายืน เขาพบว่า มีจุดที่เหมือนเขายืนอยู่ ขยายเป็นวงกว้างออกไปจนสุดลูกตา และมันเหมือนวงกลมขนาดใหญ่ที่เชื่อมถนนทุกเส้นที่คล้ายๆ กันเข้าหากัน ไม่ จริงๆ แล้วมันเหมือนสายน้ำตกที่ไหลลงเบื้องล่าง ทุกทิศ มากกว่า เส้นทางเดินนับพันสาย มีจุดรวมอยู่ที่นี้ ทางฝันแต่ละเส้นทางเป็นของเฉพาะของแต่ละคน ถ้าอย่างนั้นจะมีใครบ้าง ที่มาเจอกัน ณ อาณาจักรแห่งความฝันนี้
เขาไม่รู้สึกกลัวสักเพียงนิด แต่สงสัยมากกว่าว่าเขาอยู่ที่ไหน และมีเขาเพียงคนเดียวเหรอ ที่ยืนอยู่ตรงนี้ เวลานี้ เขายืนดูอยู่นาน แต่ไม่รู้สึกเบื่อเลย เขาเดินไปข้างหน้าทีละนิด ทีละนิด จนปลายเท้าไปสัมผัสกับขอบทางที่เริ่มลาดลงทันใดนั้น จาดพื้นที่ลาดลงไปไม่ชันมาก กลับกลายเป็นความลาดเหมือนหุบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นพื้น เขาตกใจ เผลอร้องออกมา
“เหวอออออ..... อะไรกันนี่.. !!” จากนั้นร่างของมันตราก็หมุนคว้างไปมาลอยละลิ่วลงสู่เบื้องล่างดุจดาวตก ใจเขารู้สึกหวิววูบเหมือนตกเหวจริงๆ ทำให้เขาถึงกับต้องหลับตาลง นึกถึงแม่ และสุดท้ายเขานึกถึงพระองค์นั้น คำสอนของท่านดังแว่วขึ้นเบาๆ ที่ริมหูทั้งสองข้าง
“เจ้าจงนึกถึงเรา นึกถึงบุญบารมีของเจ้า เมื่อชาติก่อนๆ มันจะช่วยเจ้าได้” เสียงนั้นก้องกังวานเบาๆ เขานึกถึงแต่ท่าน ใบหน้าของท่านลอยอยู่รอบๆ ตัวเขา เหมือนจะค่อยๆ พยุงตัวเขาให้ลอยช้าลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุด นอนกองอยู่บนพื้นหญ้า เขาลืมตาขึ้นพร้อมกับถามตัวเองว่า “เราอยู่ที่ไหนอีกละเนี่ย......” มันตรายังนอนอยู่ที่เดิม ที่ๆ เขายืนดูถนนแห่งความฝัน ตรงตำแหน่งที่เขายืนก่อนตกลงมานั่นเอง เขานอนอยู่ที่จุดที่เขายืนดู เบื้องล่างที่ลึกที่สุด เหมือนไม่เคยหล่นไปที่ไหนเลย ที่แท้เขาคิดไปเอง เขาติดอยู่ในกับดักแห่งความฝันหรือ เขานอนนิ่ง หลับตาลง ใจคิดถึงแม่และพระองค์นั้น จากนั้นร่างของเขาก็หายวับไป
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 16 ธ.ค. 2549 (19:58)
บทที่ 6 กรรวี รัศมีแห่งพระอาทิตย์
** กรรวี อ่านว่า กอน-ระ-วี หมายถึง รัศมีแห่งพระอาทิตย์ **
กรรวี อยู่ในอาณาจักรแห่งความฝันมาตั้งแต่จำความได้ ในที่แห่งนี้เธออายุประมาณสิบหก หน้าตาแจ่มใสร่าเริง ตากลมโต ดวงตาดำของเธอออกโทนสีดำทอง ไม่ดำสนิท ดูลึกลับพิกล แต่บางครั้งก็ดูมีความกังวล เศร้าสร้อยแฝงอยู่ในแววตานั้น ทั้งชีวิตเธอดูเหมือนจะอยู่ในอาณาจักรแห่งความฝันตลอด ใครๆ ก็กล่าวว่าเธอไม่เคยย่างกรายออกไปจากดินแดนแห่งนี้เลย
มีบ่อยครั้งที่เธอเบื่อที่จะอยู่ในอาณาจักรแห่งความฝัน อยากจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้บ้าง แต่ว่าเต็มที่เธอก็แค่ออกจากอาณาจักรแห่งความฝันไปสู่ความฝันของคนทั่วๆ ไป นั่นก็พอทำให้เธอไม่รู้สึกเบื่อมากไปกว่านี้
เพื่อนไม่กี่คนของเธอเล่าให้ฟังว่า โลกแห่งความจริงเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ สดใส จริงจัง ใครใครที่ดูสนุกสนานร่าเริง หน้าตาสดสวย หล่อเหลา แต่เมื่อเขาเหล่านั้นกลับสู่โลกแห่งความจริง บางคนจะเป็นแค่คนธรรมดา ทำงานที่ต้องใช้แรงกาย อดอยาก ติดหนี้สินเงินทอง โหดร้าย ดุร้าย ป่าเถื่อน ขี้โกง อดมื้อกินมื้อ เนื่องจากความจริงก็คือ ทุกคนต้องใช้ชีวิตในโลกแห่งความจริงเท่านั้นในการพิสูจน์ตัวเอง โลกแห่งความฝันเป็นเพียงอาณาจักรที่ใช้ในการฝึกฝนตัวเองของเหล่าคนที่ถูกเลือกเท่านั้น แต่มันก็เกี่ยวโยงกันอย่างแยกไม่ออก ใครที่ทำผิดและถูกลงโทษในอาณาจักรแห่งความฝัน เมื่อเขาหวลกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง ก็ต้องถูกลงทัณฑ์เช่นกัน
คำบอกเล่าของเพื่อนๆ ทำให้เธออยากออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้าง แต่เธอไม่เคยทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือจากผู้รอบรู้หลายคนก็ตาม ท่านบอกว่าก็เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน
และมีท่านผู้รอบรู้ท่านหนึ่ง ที่เราเรียกท่านว่า “สัพพัญญู” ท่านเคยเอ่ยเตือนว่า
“ อย่าดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และ อย่าคร่ำครวญหาต่อสิ่งที่ล่วงลับไปแล้ว”
ในอาณาจักรแห่งความฝัน มีทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ทุกคนเรียกว่า ทุ่งซากุระ ที่ทุ่งซากุระ จะมีดอกซากุระสีขาวบริสุทธิ ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้ายามเช้าทุกวัน และจำเพาะเจาะจง ร่วงหล่นลงมาที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้ที่เดียวเสียด้วย ทำให้ใครหลายๆ คนชอบที่จะมานั่งเล่น นอนเล่น ที่ทุ่งซากุระนี้ คนที่มาชมที่ทุ่งนี้จะมีต้นฝันมากันทุกคน ของใครของมัน ต้นฝันจะเป็นต้นไม้สูงประมาณสองเมตร สีของใบจะเปลี่ยนไปตามใจของเจ้าของ ส่วนผลของมันจะมองดูคล้ายมะม่วง แต่เธอมองดูแล้วเหมือนมะม่วงมากกว่า เมื่อเจ้าของออกจากทุ่งซากุระไป ต้นไม้ก็จะหายไปด้วย
ดอกซากุระทำให้เธอมีความสุข สบายใจ มีมีความกังวลใดๆ สีขาวของซากุระจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อความสว่างเริ่มจางหายไป ในยามกลางคืนของดินแดนนี้ ทุ่งซากุระ จะมองดูเป็นสีแดงหม่น และเมื่อความมืดสลัวค่อยจางหายไป ดอกซากุระก็จะไม่เหลืออยู่บนทุ่งหญ้าอีกเลย และเมื่อแสงสว่างแรกมาเยือนในวันใหม่ ดอกซากุระก็จะร่วงหล่นลงอีกครั้ง หมุนเวียนไปอย่างนี้ ร่วงแล้วจางหาย ขาวแล้วแดง ตราบชั่วนิรันดร์
เช้าของวันหนึ่ง เธอนั่งเล่นอยู่คนเดียวที่ขอบทุ่งซากุระ อยู่ใต้ต้นฝันสีขาวสดใสของเธอเอง ตัวเธอก็อยู่ในชุดขาวทั้งตัว ชุดที่เธอสวมใส่ มองดูแล้วเหมือนนางฟ้า มีเพียงใบหน้าที่ดูเป็นสีเนื้อนวล ดวงตายังคงเป็นสีดำทองสดสวย เธอมาที่นี่ทีไร ต้นฝันก็จะมาอยู่คู่กับเธอทุกครั้ง เธอนั่งอยู่ใต้ต้นฝันนานพอดู คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ท่านสัพพัญญู เคยบอกเธอว่า
“เจ้ามีดวงชะตาที่แปลกประหลาด เจ้าถือกำเนิดพร้อมกับกรรมเก่า ที่มากับเจ้าตั้งแต่เกิด ชะตาชีวิตของเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเจ้าพานพบกับคนผู้หนึ่ง และเมื่อนั้น อาณาจักรแห่งนี้ จะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน”
เธอมิได้หนักใจเรื่องในกาลข้างหน้าหรอก ขอเธอมีความสุขในแต่ละวันก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว
ณ ใจกลางทุ่งซากุระ ไกลสายตาออกไปเกือบห้าร้อยเมตรเห็นจะได้ เธอรู้สึกว่ามีร่างหนึ่งนอนหงายอยู่กลางทุ่ง มีดอกซากุระปลิวร่วงหล่นลงมาอยู่รอบๆ กายเขา มีอยู่สี่ห้าดอกที่ตกอยู่บนตัวเขา
“มาอีกคนแล้ว ที่มาแบบนี้ สงสัยพึ่งมาใหม่จริงๆ คงมาแบบไม่มีหลักเลย ช่างทุลักทุเลเสียจริงๆ ไปดูดีกว่า”
กรรวี พุ่งร่างออกไปดุจสายลม เร็วยิ่งนัก แค่ไม่กี่วินาที ร่างเธอก็ไปยืนอยู่ข้างๆ ร่างของผู้ที่เธอเรียกว่าผู้มาใหม่นั้น เธอพินิจพิเคราะห์เขาอย่างละเอียด
“หน้าตาดูสง่างามจัง เขามีชื่อว่าอย่างไรนะ” เธอครุ่นคิด นามนั้นสำคัญไฉน ชื่อในโลกแห่งความจริงและในอาณาจักรแห่งความฝันจะเป็นคนละชื่อ มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ใช้ชื่อเดียวกันทั้งสองแห่ง ล้วนแล้วแต่คนสำคัญทั้งนั้น
เธอนิ่งไปสักครู่ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยขึ้นคนเดียวเบาๆ
“ท่านผู้เฒ่า ท่านสัพพัญญู ท่านผู้รอบรู้ เชิญทางนี้หน่อยเถอะ”
นานชั่วอึดใจ ปรากฎร่างหนึ่งขึ้นที่ ข้างๆ ตัวของกรรวี ผมสีขาวฟู หนวดยาวจรดอก ตากลมโต สีดำทองคล้ายกันกับหล่อน แฝงแววซุกซน ขี้เล่น แต่ทอประกายเจิดจ้า ส่งเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“เจ้านี่ ไม่มีเรื่องเดือดร้อน ไม่มีเรียกข้าล่ะนะ......”
“โธ่ ท่านผู้เฒ่า ท่านไม่สนใจหรือว่าเขาเป็นใคร แล้วมีนามว่าอย่างไร”
“ฮ่ะๆๆๆๆ ทำไมข้าจะไม่รู้ เขาคือผู้มาใหม่ และใช้นามเดิมของเขาเอง นามที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ ทั้งในอาณาจักรนี้ และ โลกนั้น...”
เขาใช้ชื่อเดิม หมายความว่าเขาคือคนพิเศษ ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป แต่เธอไม่รู้ว่า จะใช่คนนั้นที่ถูกกล่าวขวัญคู่กับเธอมาช้านานหรือไม่
หงส์ริมน้ำ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 18 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.