|
แม่ยังคงเป็นแม่หนูเสมอ จากนี้และตลอดไป
โพสต์เมื่อ:
18:11 วันที่ 9 ธ.ค. 2549 ชมแล้ว:
663 ตอบแล้ว:
14
บางคนอาจมีความรู้สึกอึดอัดใจที่บอกใครไม่ได้ ความรู้สึกที่ถูกทอดทิ้ง ว้าเหว่ และเดียวดาย อยากจะร้องไห้ แต่ก็ร้องไม่ได้ เพราะมีเรื่องมากมากเหลือเกินที่พยายามทำให้ร้องไห้ จนไม่รู้ว่าจะร้องไห้เรื่องไหนดี...
จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1- ช่วงชีวิตฉันที่ขาดเธอ เหมือนจะตาย หัวใจมันทนไม่ไหว มันคอยแต่มองร้องหาว่าเธอ อยู่ไหนและเป็นอย่างไร กลับมาหาฉัน ได้โปรดเถอะนะคนดี ต่อจากนี้ที่เคยร้องไห้ จะไม่ทำให้เธอต้องช้ำและเสียน้ำตา กลับมาเป็นอย่างเดิมได้ไหม รักกันอย่างเก่า แล้วเสียงเพลงๆหนึ่งก็แล่นผ่านหูเด็กหญิงคนหนึ่งเข้า จากนั้นความทรงจำต่างๆก็พากันถาโถมเข้าสู่ห้วงลึกของจิตใจอันบอบชำ และทรมาน "โตขึ้น ปริ้นอยากจะเป็นอะไร" เสียงแม่ของเด็กน้อยพูดขึ้นขณะกำลังปอกผลไม้ให้ลูกสาว มันคือเสียงของหญิงที่มีผมสีดำหยักโศกยาวสลวยเป็นประกาย ดวงตาของนางนั้นกลมโตราวกับสะกดโลกได้ทั้งโลก สีผิวของนางเนียนนวลราวกับไอศครีมรสวนิลา ริมฝีปากนางบางดั่งกุหลาบสีชมพู คิ้วของนางโก่งดั่งคันศร ถึงนางจะผอมบาง แต่ไม่ว่าจะทำอะไร นางก็ดูสง่าอยู่เสมอ "หนูอยากเป็นสถาปนิกคะ"ว่าที่สถาปนิกน้อยตอบเสียงเจื้อยแจ้ว เสียงตอบกลับเป็นของเด็กในชุดลายสก็อตสีเขียว ดวงตาของเธอมีสีดำประกายแดง ผมเป็นสีทองยาวประบ่า เด็กน้อยมีผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงดั่งชาดแต้ม เสียงกังวานดั่งเสียงธารนำไหลริน "ลูกอยากออกแบบบ้านยังงั้นหรอ" คุณแม่ช่างสงสัยซักต่อ "เปล่าคะ หนูอยากช่วยคน" เด็กน้อยรีบตอบคำถามในทันใด แม่ของเด็กน้อยยื่นแอปเปิ้ลชิ้นพอดีคำให้ลูกนักตอบคำถาม พร้อมกับส่ายหน้าเจือนๆที่ปนไปด้วยรอยยิ้ม เพราะคำตอบของลูกสาวที่ช่างไร้เดียงสาเสียเหลือเกิน "ถ้าลูกอยากช่วยคนก็ต้องเป็นคุณหมอสิ"ตอนนี้คุณแม่ขี้สงสัยกลายเป็นคนแนะแนวไปเสียแล้ว "คุณหมอ" คิ้วของเด็กน้อยใจดีขมวดเข้าหากัน จากนั้นคุณแม่ก็เริ่มอธิบายความต่างๆให้ลูกสาวเข้าใจ "สถาปนิกหนะเค้ามีหน้าที่ออกแบบบ้านสวยๆให้เราอยู่"คุณแม่พูดพร้อมกับร้อยยิ้มปนขำที่อยู่บนใบหน้า เด็กสาวพยักหน้างึกๆอย่างสมเป็นเด็ก "ส่วนคุณหมอ เค้ามีหน้าที่รักษาคนป่วยให้พ้นจากคามทุกข์ทรมาน ยื้อวิญญาณคนป่วยให้รอดพ้นจากพญามัจจุราช ช่วยคนที่กำลังสิ้นหวัง ให้รู้ถึงคุณค่าในการดำรงอยู่..." แม่ของสาวน้อยโฆษณาเต็มที่คงเป็นเพราะอยากให้ลูกสาวเป็นหมอจริงๆ "โอโห"ว่าที่คุณหมออุทานพร้อมกับทำตาโตเท่าไข่ห่าน และช่วงวินาทีหนึ่งเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นหลังจากเด็ก ที่กลายเป็นว่าที่คุณหมอเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง "ค่ะโตขึ้นหนูอยากเป็นหมอ"เด็กน้อยตอบพร้อมกับรอยยิ้มที่ภาคภูมิ ความทรงจำในวันนั้นช่างเลือนลางเหลือเกิน เด็กน้อยในวันนั้น เติบโตเป็นสาวน้อย เธอหลับตาลงพร้อมกับนำตาที่พรั่งพลูในห้องส่วนตัว นึกในใจอยากให้เวลาในวันนั้น ย้อนกลับมาสักครั้งก็ยังดี ... เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง ความจริงที่เธอยังรับไม่ได้ในปัจจุบัน... กรี้ง...กรี้ง...เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในบ้าน เด็กสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้รีบใช้แขนปาดนำตาอย่างลวกๆแล้วรีบวิ่งจากชั้นสองของบ้านมารับโทรศัพท์ "ฮัลโหล ปริ้นหรอ" ฝ่ายโทรมาเป็นผ่ายสนทนาก่อน "ค่ะ"เป็นคำตอบเดียวที่เด็กสาวนึกได้ในขณะนี้ "ปริ้นเป็นหวัดหรอ เสียงแปลกๆ"เป็นเสียงปกติของแม่ แต่แฝงด้วยความห่วงใย คำพูดธรรมดาที่แทบทำให้เขื่อนนำตาของสาวน้อยปลิ่มล้นอีกครั้ง เพราะความเป็นห่วงของแม่ที่กำลังทอดทิ้งเธอไป "เปล่าคะ"เด็กสาวพยายามดัดเสียงให้ปกติที่สุด "อีกหกเดือนแม่จะไปอยู่กับเลเน่ที่สวิตเซอร์แลนแล้วนะ"แม่ของเด็กสาวพูด คราวนี้เด็กสาวอยากปล่อยโฮออกมาจริงๆ แต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าไม่สบายใจ "ค่ะ"เด็กสาวแสร้งพูดให้เป็นปกติ "แม่ค่ะ วันนี้หนูการบ้านเยอะไม่ค่อยสะดวกคุยค่ะ"เด็กสาวรีบจบบทสนทนาทันที เกรงว่าอีกฝ่ายจะพบความผิดปกติ เนื่องจากเสียงที่เพี้ยนๆไปของเธอ "จ้าๆ แค่นี้นะ" คำจบบทสนทนาสุดท้ายของฝ่ายแม่ ...พลัก...สาวน้อยวางสายอย่างรุนแรง แล้วตรงดิ่งสู่ห้องส่วนตัวทันที ห้องนอนนั้นสมกับเป็นห้องนอนของเด็กสาวจริงๆ ภายในห้องมีตู้หนังสือตั้งเรียงราย ผนังห้องทุกด้านทาด้วยสีชมพูอ่อนจาง ผ้าปูเตียงเป็นสีขาวสะอาด มีตุ๊กตาน้อยใหญ่รายล้อมอยู่รอบเตียง ข้างประตูเข้าออกมีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ด้านข้าง บนโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือกระจัดกระจายพร้อมกับแว่นตาที่สาวน้อยจะหยิบออกมาใส่บ้างเป็นครั้งคราว เธอทิ้งตัวลงบนที่นอนคว้าหมอนใบโปรดมากอดพร้อมกับปล่อยโฮในทันใดและพูดประโยคที่ซำไปซำมาเยี่ยงตุ๊กตากลที่ชำรุด "ฉันทำอะไรผิด ทำไม ทำไม ทำไม"เสียงเธอแหบพร่า แหกปากราวกับไม่ใช่สาวน้อยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว สมองเจ้ากรรมของเธอฉุดคิดแต่เรื่องโทรศัพท์เมื่อครู่ "เมื่อกี๊แม่โกหกใช่มั้ย ทำไมแม่ต้องทิ้งฉันไปฉันทำอะไรผิด ถ้าผิดก็คงผิดที่ฉันโง่เกิดมาเป็นลูกมาเอง"เสียงประนามชีวิตของเธอเคล้าด้วยนำตา ยิ่งคิดเสียงร้องไห้ก็ยิ่งดัง ดวงตาสาวน้อยแดงอย่างเห็นได้ชัด จมูกขึ้นสีแดงระเรื่อตัวเธอชาไปหมดมือที่กอดหมอนก็เริ่มเกรงจนแทบไร้ความรู้สึก เธออยากหยุดร้องไห้ แต่ก็ดันทำไม่ได้ซะอย่างงั้น เธอค่อยๆสยบสติที่ฟุ้งซ่านของเธอทีละนิดๆและความทรงจำในวัยเด็กก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง... ณ โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง เด็กน้อยในชุดกระโปรงแดงเกาะประตูรถสีดำของคุณพ่อแน่น เพราะไม่อยากไปโรงเรียน "ฮือ...ไม่เอา ไม่ไป หนูกลัว"เด็กน้อยขี้แยโวยลั่นขณะที่แม่ของเด็กกำลังแกะมือตุ๊กแกของลูกสาวออกจากประตู "ทำไมละ"แม่ตวาดเสียงดัง เนื่องจากรำคาญลูกสาวตัวดีของเธอซะเหลือเกิน "ฮือ...หนูกลัว..อึกๆ..แม่กับพ่อ..อึกๆ..ทิ้งหนูไป"นำเสียงของเด็กน้อยสะอื้นใหญ่ "ทำไมแม่ต้องทำอย่างนั้นละ"แม่ของเธอถามพร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ้น "เพราะ..อึกๆ..มะ..แม่ไม่รักหนู..มะ แม่กำลังจะทิ้งหนู พ่อก็ด้วย"เด็กน้อยสะอื้นพร้อมส่ายหน้าไม่อยากให้แม่ถูกตัวเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ชั่วครู่แม่ไม่ฝืนแกะมือตุ๊กแกของลูกน้อยออกจากประตูรถอีกต่อไป ส่วยผ่ายพ่อก็หันมายิ้มแล้วส่ายหัวเจือนๆ "ไม่ใช่แม่ไม่รัก ไม่ใช่แม่ทิ้งหนูไป แต่แม่ให้ลูกอยู่ที่นี่เพราะหวังดีต่างหาก"นำเสียงของแม่ยังแฝงไปด้วยความปราถนาดีอยู่เสมอ "ให้อยู่..อึกๆ ที่นี่..อึกๆ เพราะหวังดีอึกๆ"เด็กขี้แยทวนคำพูด มันช่างเป็นคำพูดที่เด็กอนุบาลยากจะเข้าใจ มันลึกซึ้งเกินไปสำหรับเด็กอนุบาลกระโปรงแดง "ลูกอยากเป็นคุณหมอ ไม่ใช่หรอ"แม่พูด พร้อมกับปล่อยมือสองข้างที่จับบนมือตุ๊กแกออกไป "ดังนั้นลูกก็ต้องเรียน และต้องเรียนให้ดี เพื่อเป็นคุณหมอที่ดีในอนาคต"คราวนี้เสียงแม่มุ่งมั้น แววตาเป็นประกายสะกดให้ลูกน้อยมองตาไม่กระพริบ มือตุ๊กแกที่เหนียวแน่น ค่อยๆคลายออกจากประตูรถ ถึงแม้เด็กน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจที่แม่พูด แต่ก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี แม่ค่อยๆอุ้มเธอออกจากรถ แล้วเช็ดนำตาให้เจ้าตัวดี "แม่ไปนะ" "แต่..อึกๆ แม่กำลังทิ้งหนู"เด็กเจ้านำตายังคงยื้อ "แม่บอกแล้วไง ว่าแม่หวังดี ที่แม่ให้หนูอยู่ที่นี่ก็เพราะมีเหตุผลของแม่ หนูอยู่กับแม่ตลอดเวลาไม่ได้หรอก หนูต้องเรียน และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต"แม่พูดพร้อมกับแย้มรอยยิ้ม ส่วนเด็กเจ้านำตาได้แต่ก้มหน้าเพราะไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรดี ซำยังไม่เข้าใจกับสิ่งต่างๆที่แม่พูดด้วย "ตอนเย็นแม่จะมารับนะ"แม่พูดพร้อมกับลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ...ปึง...เสียงปิดประตูรถดังขึ้น พร้อมกับครูอนุบาลที่ลากเด็กเจ้านำตาเข้าห้องเรียน แต่เจ้าตัวดียังไม่ยอมเลิกลา เด็กเจ้านำตาตะโกนไล่รถเก็งดีดำทันควัญ "คุณแม่ขา...อึกๆ หนูไม่เข้าใจ..อึกๆ..." กลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง... หกเดือนนั่นมันยาวนานซะที่ไหน สำหรับคนอื่นคงอีกไกลแสนไกล แต่สำหรับปริ้น...มันก็แค่ชั่วพริบตา มันเทียบไม่ได้หรอกกับช่วงเวลาที่แม่เลี้ยงดูเธอมาเกือบ 14 ปี สิบสี่ปีแห่งความผูกพันธ์ สิบสี่ปีแห่งการสั่งสอน สิบสี่ปีแห่งการเสียสละและความรักใคร่ ถ้าแม่ทิ้งเธอเพราะหวังดีเหมือนครั้งที่เธออยู่อนุบาล เธอจะไม่เสียใจซักนิด แต่นี่แม่เล่นทิ้งเธอไปอยู่กับสามีใหม่ แม่คงไม่เข้าใจหรอก ว่าเธอเสียใจแค่ไหน เสียใจ...จนไม่อยากเป็นลูกแม่อีกต่อไป เสียใจ...จนไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป...ใช่ ลาก่อน โลกแห่งความอยุติธรรม ปริ้นขว้างหมอนที่ชุ่มด้วยนำตาออกไป เธอตรงดิ่งไปที่ลิ้นชักแล้วหยิบคัตเตอร์ออกมา ...กึกๆๆ... สาวเจ้านำตาค่อยๆเลื่อนใบมีดแห่งการสังหารออกจากฝัก มือนั้นสั่นจนแทบไร้ความรู้สึก แต่สมองของเธอก็ไวกว่าการกระทำทั้งมวล ฉับพลันเสียงๆหนึ่งก็แว่วมาที่ข้างหู "ส่วนคุณหมอ เค้ามีหน้าที่รักษาคนป่วยให้พ้นจากคามทุกข์ทรมาน ยื้อวิญญาณคนป่วยให้รอดพ้นจากพญามัจจุราช ช่วยคนที่กำลังสิ้นหวัง ให้รู้ถึงคุณค่าในการดำรงอยู่..." "คุณค่าของการดำรงอยู่..."ปริ้นพึมพำกับตัวเองพร้อมกับวางคัตเตอร์ดังโครมลงบนโต๊ะทำงาน สาวเจ้านำตาหยุดร้องไหแล้วนั่งตรงเก้าอี้ที่โต๊ะทำงาน สายตากวาดไปมากับงานที่กระจัดกระจาย แต่แล้วก็สะดุดเข้าให้กับสมุดเล่มหนึ่ง...สมุดบันทึกประจำวันที่ต้องเขียนเรื่องราวต่างๆส่งให้ครูประจำชั้นอ่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในเมื่อความอึดอัดนี้มันบอกใครไม่ไม่ได้ จะพูดกับพ่อให้รู้เรื่องให้ได้มันก็ดันไม่กล้า จะบอกให้เพื่อนได้รับรู้ก็เกรงว่าจะเป็นการหาเรื่องให้เพื่อนล้อ เอาไงเอากัน ที่พึ่งสุดท้ายที่ดีกว่าตายก็ครูประจำชั้นเนี่ยแหละ... บันทึกของความเศร้า คุณครูค่ะ หนูรู้สึกไม่สบายใจมากเลยค่ะในเรื่องที่ไม่สามารถบอกใครได้ ความรู้สึกหดหู่ อ้างว้างและเดียวดาย รู้สึกเหมือนถูกกุมขังอยู่ในถำมืด หนาวเหน็บเย็นเหยียบ เหมือนถูกปล่อยทอดทิ้งให้อยู่ตามยถากรรม รอคอยผู้ผ่านมาปลดปล่อยให้พ้นจากความทุกข์ทรมาน ตอนนี้หนูมีเรื่องทุกข์ใจมากๆที่อยากขอคำปรึกษา แต่หนูไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เอาเป็นว่า หนูพึ่งรู้ถึงค่าของสิ่งๆหนึ่ง ที่ตอนนี้ไม่มีวันหวนคืด มันไม่ใช่กาลเวลา แต่คือบุคคลที่หนูพึ่งรู้ว่ารักมากที่สุด แค้นมากที่สุด และอยากได้กลับคืนมามากที่สุด ถึงแม้ว่า...บางครั้งหล่อนจะพูดมากจนน่ารำคาญ ถึงแม้ว่า...หล่อนจะไม่ใช่คนเก่ง ถึงแม้ว่า...หล่อนจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุด แต่ถ้าให้มองข้ามเรื่องเหล่านั้นไปแล้ว แสร้างทำเป็นตาบอดไปข้าง ก็จะรู้ว่าหล่อนคือนางฟ้ามาจุติ ตอนนี้หนูไม่มีนางฟ้าปากร้ายอยู่ข้างกายอีกแล้ว เรียกร้องคืนมาก็ไม่ได้อีกแล้ว หนูไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ถึงหนูจะซื้อนาฬิกาได้ได้ แต่หนูก็ไม่สามารถซื้อเวลาได้ หนูมีเพียงความทรงจำ ความทรงจำที่เจ็บปวด ขอร้องละคะ ช่วยฉุดหนูออกมาจากวังวนแห่งความมืดที... เย็นวันถัดมา... ปริ้นวางกระเป๋าลงข้างคอมพิวเตอร์ตัวโปรดเธอรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ เปิดคอมพิวเตอร์ โดยมีเป้าหมายเพียงแค่เช็ค อี-เมลล์ เธอจัดแจงออนเอ็มซะ...ไม่มีจดหมายซักฉบับ และ ไม่มีอะไรทำ แต่ฉับพลับ เอ็มปริศนาเมลล์หนึ่งก็ออนขึ้นมา (ตึ้ง...) สาวน้อยขี้เบื่อสะดุ้งเล็กน้อยเพราะกำลังคิดอะไรเพลินๆ จากนั้นเธอคลิกไปที่แถบสี่เหลี่ยมเล็กๆสีฟ้าด้านขวามือที่ปรากฎบนหน้าจอ "หวัดดีคะ" เธอทักอีกฝ่ายก่อน "คับๆ หวัดดี" "นี่ใครคะ" "ป๋ม มิกไงคับ... จำไม่ได้หรือไง ใยบื้อ" "นาย ...มัน..."สาวน้อยนึกคำด่าไม่ออก ได้แต่พิมพ์ไปเพียงแค่นั้น "หน้าตาดีใช่มั้ยคับ"มิกสวนขึ้นมาทันใด "หลงตัวเอง"สาวน้อยสวนกลับบ้าง เอ๊ะ...เธอเผลอยิ้มเป็นคนบ้าอยู่หน้าคอมฯไปซะแล้ว "เทอนี่ว่างนักหรือไง คุยกับคนหล่ออยู่ได้" คนหลงตัวเองยังคงกวนประสาทไม่เลิก "ใช่ ว่าง" "เออ...โทดทีแต่ผมไม่ว่าง" "ทำไรอยู่ละ"สาวน้อยชักยัวะ "คุยกับเทอไง" คราวนี้สาวน้อยฟิวส์ขาด แต่ก็ยังมีรอยยิ้มพรายอยู่บนใบหน้า "เออ โทด ไม่กวนแล้ว" สาวน้อยจอมยัวะปิดเอ็มไปทันที เธอลืมเรื่องที่เครียดไปซะหมด ตอนนี้เธอยิ้มออกแล้ว จากนั้นเธอก็หยิบกระเป๋าตรงดิ่งสู่ห้องส่วนตัวทันที การบ้านๆๆ สิ่งน่าปวดหัวที่เด็กโลกมนุษย์ต้องทำเป็นประจำทุกวัน... สาวน้อยนักยิ้มเกาหัวแกร็กๆ เปิดกระเป๋าเทเหล่าสมุดหนังสือทั้งหมดออกมา "เซมินอล"เธอพึมพำกับตัวเอง ฉับพลันไม้กายสิทธิ์ก็ปรากฎอยู่ในมือ "ด้วยสายเลือดทายาทแห่งมังกร ข้าขอบันดาลให้ปากกาแท่งนี้มีฤทธิ์พอที่จะทำการบ้านให้ข้าในทันใด" เสี้ยววินาที ปากกาด้ามนั้นก็ขยับราวกับมีชีวิตมันจัดการขีดๆเขียนๆการบ้านให้ทายาทมังกรอย่างว่องไว ปล่อยให้เจ้าของคาถานั่งอ่านหนังสือสบายใจเฉิบ ...และนี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่แม่ทิ้งเธอไป...เพราะพ่อ กับเธอไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา... ถึงจะมีหนังสือที่เธอชอบอยู่ในมือเธอก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ สาวน้อยใช้มือควานหาสมุดบันทึกประจำวันของเธอ จากนั้นก็หยิบสมุดพิกไปพิกมาเปิดไปยังหน้าที่ต้องการ และดวงตามังกรของเธอก็สะดุดเข้ากับอักษรสีแดงชุดหนึ่ง ...ไม่มีใครสามารถย้อนเวลาไปในอดีตเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ตนไม่ต้องการได้ สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบัน ณ เวลานี้ คือทำใจยอมรับอดีตที่ไม่หวนคืน โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก ถ้าเราไม่รู้จักคำว่าสูญเสีย เราก็จะไม่เห็นค่าของสิ่งที่มีอยู่ และไม่รู้คุณค่าสิ่งที่สูญเสียไปแล้ว ยังมีสิ่งมากมายบนโลกที่ถูกสรรรสร้างมาแทนบางสิ่งที่ขาดหายไป แล้วซักวันเธอจะได้เจอะเจอกับมัน บางครั้งมันอาจอยู่แค่ปลายจมูก แต่เธอมองไม่เห็น แต่บางครั้งมันก็อยู่ไกลแสนไกลจนจินตนาการก็ยากที่จะไปถึง ตามหาสิ่งที่มาทดแทนให้เจอ แล้วเธอก็จะพบความสุขที่ขาดหายไปอีกครั้งนึง... สาวน้อยหลับตาลงด้วยความอิ่มเอมใจ "จริงสินะ ฉันอาจเจอสิ่งที่มาทดแทนแม่แล้วก็ได้" สาวตาดำประกายแดงแววตากลับมาสดใสอีกครั้งในทันใด เธอจัดแจงเขียนบันทึกประจำวันของวันนี้ลงไป คุณครูค่ะ บันทึกวันนี้คงไม่มากความเหมือนเมื่อวาน ถึงวันนี้การบ้านจะเยอะมาก แต่ด้วยความสามารถพิเศษส่วนตัว หนูทำเสร็จอยู่แล้ว และหนูก็คิดว่าหนูเจอสิ่งที่มาทดแทนแม่ของหนูแล้วค่ะ ขอบคุณคะที่ชี้ทางสว่างให้เด็กที่ไม่ค่อยช่างเกตุอย่างหนู ...และแล้วยามฟ้าสางก็มาถึง รุ่งอรุนเบิกบาน เหล่าวิหกที่เพิ่งตื่นจากนิทราก็กระพือปีกออกจากรัง... ปริ้นค่อยๆลืมตาสีดำประกายแดงของเธอช้าๆ บนผ้าปูที่นอนสีขาวของเธอ สาวน้อยค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง แล้วเรียกไม้กายสิทธ์เข้ามาในมือ "เซมินอล" "ด้วยสายเลือดทายาทแห่งมังกร ข้าขอบันดาลให้เหล่าหนังสือที่กองอยู่บนโต๊ะทำงานบินถลาลงสู่กระเป๋าข้าด้วยเทอญ" สิ้นคำพูดนั้นฉับพลันก็เกิดเหตุการณ์น่าพิศวงขึ้น ...แคว้กๆๆๆ แกรกๆ แคว้กๆๆ ควาบ... คาถาไม่ได้ผล... เหล่าหนังสือกำลังฉีกตัวเองเป็นเศษกระดาษชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยไม่ฟังคำของเจ้านายที่กำลังโวยวายลั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ซักนิด(ก็มันไม่มีหูหนิ) มิหนิซำมันยังร่อนถลาเป็นวิหกไปทั่วห้อง คำสั่งที่สั่งให้ถลาลงสู่กระเป๋า ก็กลายเป็นถลาลงสู่หัวเจ้าของเวทซะงั้น ยังดีก็แต่ที่เหล่าหนังสือที่อยู่บนชั้นวางไม่เข้าร่วมขบวนก่อกวนด้วย ไม่งั้นเจ้าของคงได้เจ็บตัวน่าดูชม ช่วยไม่ได้ก็ไม้กายสิทธ์รุ่นที่เธอใช้มันสำหรับนักใช้เวทฝึกหัดที่พ่อเพิ่งให้เธอลองใช้หลังจากแม่ทิ้งเธอไป...ก็อะนะเธอเพิ่งรู้ตัวไม่นานมานี้เองว่าเธอและพ่อเป็นมังกร แถมเรื่องใช้เวทก็ไม่ค่อยเชี่ยวชาญ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างแล้วแต่ดวง พูดง่ายๆ คราวนี้ซวย ...ปั้ง... เสียงอะไรซักอย่างกระทบพื้นดังมาจากหน้าประตูห้อง กระดาษที่เคยจู่โจมมังกรเจ้าปัญหาก็ทิ้งตัวลงสู่พื้นดินเบื่องล่าง เหล่าหนังสือที่กำลังฉีกตัวเองก็กลายเป็นสิ่งไร้ชีวิตดังเดิม สาวน้อยเงยหน้ามองบุรษผู้ช่วยชีวิตอย่างสำนึกในบุญคุณ "พ่อ"เสียงสาวน้อยดีใจจนสุดซึ้งไม่เคยคิดว่าพ่อจะช่วยแก้ปัญหาอะไรพันธุ์นี้ได้ พ่อของเธอเป็นบุรุษงามสง่า ผิวขาวดั่งหยก ผมสีทองเหยียดตรง ปากแดงดั่งชาดแต้ม จักษุกลมโตสีนำตาลประกายแดง ยามก้าวเท้าเหมือนจอมยุทย์ ช่างสุขุมและเยือกเย็น บุรุษสง่าค่อยๆก้าวเข้ามาภายในห้องยิ้มให้ลูกอย่างเอือมระอา ถึงผู้เป็นพ่อจะดูเงียบๆ แต่ไม่ว่าจะเดินไปตำแหน่งไหน บริเวณนั้นก็จะสดใสในทันตา เขาค่อยๆโบกคทาไปมาบริกรรคาถาอยู่ในอก และสรรพสิ่งอันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น... เหล่าหนังสือต่างเปล่งแสงวาววับ และกลับเป็นรูปเล่มอย่างเดิม เวลานี้ผู้เป็นลูกไม่คิดจะแฝลงพิษสงแบบเพี้ยนๆออกไปอีกแล้ว เธอค่อยก้มลงเก็บหนังสือที่กองอยู่บนพื้นใส่กระเป๋าอย่างรู้สึกเสียววาบๆจนพิลึก "พ่อไปส่งนะลูก" ผู้เป็นพ่อเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน "ค่ะๆ"บุตรสาวรับคำ "ว่าแต่พ่อมีคทาแบบนี้ในครอบครองตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย หนูอยู่บ้านนี้มาตั้งนานไม่เคยเห็นเลยแฮะ" "สายแล้วลูกเดินไปขึ้นรถก่อนดีกว่า" "พ่อกับหนูก็เป็นมังกร ทำไมไม่บินไปส่งหนูที่โรงเรียนเลยละ"นำเสียงของลูกกวนนิดๆ "มันยังไม่ถึงเวลาหนะลูก"พ่อตอบพร้อมส่งยิ้มมาให้ราวกับเธอยังไม่โตพอที่จะบินไปโรงเรียน สาวน้อยกับพ่อกระโดดขึ้นรถ ปัจจุบันรถของบ้านไม่ใช่รถเก๋งสีดำอีกแล้ว มันกลายเป็นรถกะบะติดหลังคาสีแดงที่ซื้อไว้ให้ลูกสาวไปนอนกลิ้งเล่นด้านหลังโดยเฉพาะ ถ้าลูกสาวอยากนอน "พ่อแล้วเรื่องคทาละ อย่าทำลืมดิ"สาวน้อยเปิดบทสนทนาก่อนเกรงว่าพ่อจะลืม "เรื่องมันนานมาแล้วนะ ไว้เย็นนี้พ่อเล่าให้ฟังแล้วกัน"ดูเหมือนพ่อจะเลี่ยงประเด็นที่ลูกกำลังพูดอยู่ "ค่ะๆ ก็ได้" "อืม...แล้วหนังสือที่ลูกอยากได้พ่อซื้อให้แล้วนะ วางอยู่บนเบาะข้างๆเห็นป่าว" บุตรสาวขี้สงสัยมองหาหนังสือไปรอบตัว "เห็นแล้วค่ะ"สาวนักอ่านยิ้มพร้อมหยิบหนังสือขึ้นมาพร้อมกับพลิกไปพลิกมาตามนิสัย "ทำไมถึงอยากอ่านพวกกายภาพของพวกสฟิงซ์ละ"คุณพ่อใจดีถามขึ้น "ก็ไม่รู้สิค่ะ ดูๆไปสฟิงซ์ก็เท่ดี" "งั้นหรอ อะถึงโรงเรียนแล้ว ลงได้ไปซะที พ่อจะได้ไปทำงาน" "หวัดดีคะ" สาวนักอ่านกระโดดลงจากรถแล้วปิดประตูไล่หลังดังปัง เธอก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือกายภาพของสฟิงซ์ต่อขณะเดินจำอ้าวไปยังห้องเรียน ...โครม... สาวน้อยใครบางคนเข้าให้อย่างจังจนหนังสือหลุดออกจากมือ เนื่องจากการประทะค่อนข้างแรงเพราะต่างฝ่ายต่างรีบร้อนจนทำให้หนังสือของปริ้นหลุดออกจากมือ "ขอโทษครับ"เสียงของใครคนที่ชนกล่าวขึ้น สำหรับปริ้น เสียงนี้คุ้นหูมากเลยแฮะ แต่ช่างเถอะคนกำลังรีบ "ไม่เป็นไรค่ะ"เธอรีบก้มหน้าหยิบหนังสือโดยไม่มองหน้าคนชน แต่ไม่ทันจะเปิดดูหนังสือที่หยิบขึ้นมา เจ้าหนุมซุ่มซ้ามก็พูดขึ้นมาก่อน "เธอเชื่อมั้ยว่าสฟิงซ์มีจริง" และแล้วปริ้นก็เงยหน้ามองต้นเสียงจนได้ เขาไม่ใช่ใครอื่น พ่อหนุ่มที่มีผมสีเทาเกือบขาว กับตาสีเขียวที่ดูเหมือนยิ้มได้ตลอดเวลา ผิวสีขาวอมชมพูระเรื่อ และดวงหน้าที่ไม่เคยปรากฎความบูดบึ้ง มองทีไรเจ้าของใบหน้าก็ยิ้มแย้มอยู่เสมอ มิกคิง ซูฟีอัส เรฟนอส คิงของของห้องคิง คู่แข่งทางการเรียนคนสำคัญของ ปริ้นเซต ดากีอัส ฟาร์นิม ควีนของห้องคิง "แล้วเธอละเชื่อมั้ยว่ามังกรมีจริง" ควีนของห้องคิงสวนกลับ "ฉันเชื่อว่ามีจริงทั้งสฟิงซ์และมังกร อ่ะนี่หนังสือเธอ แล้วเอาหนังสือของฉันคืนมา"เขาพูดอย่างรวดเร็ว ปริ้นยื่นหนังสือให้มิกแต่โดยดี และรับหนังสือของตนจากมิกคืนมา ...กรี้งๆๆๆ... ออดดังเป็นสัญญาณสั่งให้นักเรียนรีบเข้าห้องเรียน "เฮ้ย...สาย" ทั้งคิงและควีนของห้องคิงตะโกนลั่นออกมาพร้อมกัน ด้วยเหตุที่ทั้งสองเข้าห้องเรียนสายไป 5 นาที ทำให้ทั้งมิกและปริ้นต้องโดนคาดโทษเป็นบรรณารักษ์ชั่วคราวให้กับห้องสมุดตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งเธอและมันต้องจัดหนังสืออยู่จนเย็น ถึงแม้จะเป็นวันแรกที่ทำงานลวกๆกว่าจะได้ก้าวเท้าออกจากห้องสมุดก็ปาไปตั้ง 6 โมงเย็น หนำซำมันยังเป็นหน้าหนาวที่มืดมาก จนเธอจำเป็นต้องอ้อนมัน ข้อร้องให้มันไปส่งทีแม้ว่าบ้านเธอและบ้านมันจะอยู่ห่างกับแค่ 3 ก้าวถึงก็ตามทีเถอะ ขอแค่มีเพื่อนร่วมทางก็พอ ข้อให้รู้ว่าฉันไม่ได้เดินอยู่คนเดียวก็พอ... และแล้วบทสนทนาระหว่างทางก็เริ่มขึ้น "เธอนี่เดินไม่ระวังเลย ไม่รู้หรือไงคนกำลังรีบ "มิกพูดพร้อมกับเดินไปอ่านหนังสือไปพร้อมกัน "แล้วนายไม่เห็นหรือไงว่าฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ "ปริ้นพยายามวิ่งตามขายาวๆของมิกให้ทัน "ไม่เห็น" "งั้นก็แสดงว่าเป็นนายนั่นแหละที่เดินไม่ดูคน ถ้านายเห็นฉันอ่านหนังสืออยู่คงไม่เดินมาชนฉันหรอก"เด็กสาวเจ้าเล่ห์ยิ้มอย่างมีชัย เอาละสิ มิกตกหลุมพลางของแม่สาวเจ้าเล่ห์เข้าให้เเล้ว "แล้วเธอละ ทำไมไม่หลบ อยากจะแต๊ะอั๊งฉันหรือไง"ฝ่ายมีชัยกลับกลายเป็นฝ่ายมิกไปเสียแล้ว "อย่างนายน่าแต๊ะอั๊งตาย...เชอะ!!" "งั้นหรอ ใครๆก็ว่าฉันหล่อ เธอไม่สนหรือไง" ใช่นายมันหล่อ รู้ตัวมั้ยนายเป็นผู้ชายในฝันฉันเลยนะ เรียนก็เก่ง รอบรู้ไปซะทุกเรื่อง อารมณ์ดีเสมอ อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น แต่ไม่บอกดีกว่า.. "ไม่สน ว่าแต่หล่อแล้วมีสมองรึเปล่าละ"ตอบไม่ตรงกับใจคิดเลยนะปริ้น "ต่อให้เป็นเจ้าชายสฟิงซ์ก็ไม่สนหรอ...เจ้าหญิงมังกร" เจ้าหญิงมังกรอึ้งกินหมี่ไปเสียแล้ว เธอยืนนึ่งราวกับกำลังคุ้ยหาคำตอบจากอากาศ "สมองฉันนะมี และฉันก็จะแสดงให้ว่าที่เจ้าสาวอย่างเธอดู" "นี่นายพูดอะไรของนายหนะ"เจ้าหญิงมังกรตาเบิกกว้าง หวังว่าที่มันพูดเมื่อกี๊เป็นเรื่องบังเอิญที่มิกสรรหามาล้อเล่น "สฟิงซ์อย่างเรามีซิกเซ้นนะ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และฉันก็รู้ด้วย...ว่าเธอคิดอะไร"ประโยคสุดท้ายเจ้าชายสฟิงซ์พยายามเน้นเป็นที่สุดด้วยหวังว่ามันจะยั่วโทษาของเจ้าหญิงมังกรได้ คำพูดเมื่อครู่ของเจ้าชาย ทำให้ดวงตาดำประกายแดงของเจ้าหญิงกลายเป็นดำประกายเพลิงไปเสียแล้ว หน้าของเธอร้อนผ่าวจนซุกสีหน้าเอาไว้เเทบไม่ทัน เจ้าชายตัวดีแอบขำนิดๆ ซ่อนใบหน้าอันร้อนผ่าวของตัวเองไว้เช่นเดียวกัน " โทษที ฉันมันปากไวไปหน่อย"เจ้าชายปากบอนพยายามขอโทษเจ้า หญิง แต่สายไปเสียแล้ว เจ้าหญิงขี้อายวิ่งเข้าบ้านไปเรียบร้อยปล่อยให้เจ้าชายเดินตากนำค้างซักพักแล้วค่อยเดินเข้าบ้านตัวเอง ตัดสินใจแล้วคะ... กลับมาอัฟหลังสอบ สนุกดีนะคะ เรื่องคล้ายๆเราเลย แล้วมาUPเร็วๆนะคะ -Bye- หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |