|
คนเรามีกลิ่นเฉพาะตัว
โพสต์เมื่อ:
21:49 วันที่ 16 ธ.ค. 2549 ชมแล้ว:
671 ตอบแล้ว:
0
ดูเหมือนว่าเรามีกลิ่นเฉพาะตัวที่สามารถนำมาใช้เป็นเหมือนลายพิมพ์นิ้วมือ ที่ใช้แยกความแตกต่างของเราออกจากกันได้
มีหลายเหตุผลดีๆ ที่ทำให้เชื่อว่าเราทุกคนมีกลิ่นเฉพาะตัว อย่างเช่น สุนัข ทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยงและสุนัขตำรวจ ที่สามารถแยกแยะสิ่งต่างๆ ได้ด้วยกลิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกที่เชื่อมกันด้วยกลิ่น ปัจจุบันมีการศึกษาที่กว้างขวางและเป็นระบบที่นำทีมโดย Dustin Penn จาก Konrad Lorenz Institute for Ethology ในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเพื่อสำหรับบอกว่ากลิ่นของเราอาจแยกเราจากคนอื่นได้ บางทีอาจมากได้เหมือนกับใบหน้าของเรา นักวิจัยได้คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าข้อมูลกลิ่นของแต่ละคนอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มตามเพศ ผู้ชายมีสารประกอบของกลิ่นอีกแบบหนึ่ง ผู้หญิงก็มีอีกแบบหนึ่ง นักวิจัยได้เก็บตัวอย่างเหงื่อจากใต้วงแขน ปัสสาวะ และน้ำลาย จากผู้ใหญ่ 197 คน ได้เก็บตัวอย่างจากแต่ละคน 5 ครั้งในช่วงเวลากว่า 10 สัปดาห์ นักวิจัยได้สกัดเอาสารเคมีที่ระเหยได้เป็นพันๆ ตัวจากตัวอย่าง ชนิดของสารประกอบส่วนมากเป็นประเภทที่มีกลิ่น และได้จำแนกประเภทของสารโดยวิธีโครมาโตกราฟฟีและสเปคโตรมิเตอร์ ทีมงานพบสารเคมีอีกหลายชนิดในเหงื่อมากกว่าในปัสสาวะและน้ำลาย รายงานในวารสาร Journal of the Royal Society Interface (Ref.1) นี่อาจมีเหตุผลที่ทำให้มนุษย์สามารถจำแนกกันเองได้ด้วยกลิ่นทั่วไปของร่างกายมากกว่าการทำสัญลักษณ์ตามถิ่นที่อยู่เหมือนกับที่สัตว์อื่นๆ ทำ ด้วยการผสมของกลิ่นเฉพาะบุคคลที่เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่นักวิจัยก็ได้จำแนกสารเกือบ 400 ชนิดที่ยังคงอยู่ในตัวอย่างเหงื่อที่เก็บที่เวลาต่างกัน ตัวอย่างเช่น สารที่ดูเหมือนไม่ได้มีอิทธิพลจากอาหารที่เรากิน การเปรียบเทียบการมีและไม่มีอยู่ของสาร 400 ชนิดนี้ระหว่างคน 2 คนที่ดูเหมือนว่าจะมีความแตกต่างแปลกแยกกันอย่างสิ้นเชิง และรวมถึงคนที่อาศัยอยู่ด้วยกันและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน Penn กล่าวว่า แต่มันก็ยังไม่รู้ว่าทุกคนบนโลกนี้จะมี รอยพิมพ์กลิ่น (smellprint) ที่เป็นตัวแยกเราให้ไม่เหมือนกันเหมือนรอยพิมพ์นิ้วมือ (fingerprint) ยังต้องการข้อมูลอีกมากเพื่อที่จะนำมาใช้บอกถึงข้อมูลของกลิ่นของแต่ละคนที่จะใช้เป็นข้อมูลทางการตรวจวัดอย่างน่าเชื่อถือ References 1.Penn D., et al. J. R. Soc. Interface, doi:10.1098/rsif.2006.0182 (2006). ที่มา http://www.nature.com/news/2006/061127/full/061127-4.html ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม
|