|
โจทย์ พื้นฐานวิศว เรื่องไฟฟ้าเบื้องต้น
โพสต์เมื่อ:
20:45 วันที่ 5 ม.ค. 2550 ชมแล้ว:
7,967
ตอบแล้ว:
94
มีน้องๆ อยากรบกวนท่านที่มีความรู้ทางไฟฟ้า ช่วยตอบโจทย์ข้อนี้หน่อย
ว่าคำตอบข้อใดถูก แน่ เพราะอะไร มีคำเฉลยที่มีข้อน่าโต้แย้ง ขอให้ช่วยตอบสัก 4-5 ท่านแล้วจะเข้ามาคุยต่อ ว่าไปไงมาไง อิอิ ![]() อย่างเพิ่งเชื่อ จนกว่าจะได้ลองเองกับมือ ตอนนี้ประเด็นหลักก็จบไปแล้ว ? (หรือเปล่าเอ่ย??) ขอกลายพันธุ์กระทู้นี้ละกันนะครับ ^^ (มันไม่มีแตกประเด็นแบบพันธุ์ทิพย์อะ) -------------------------------------------------------- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 ........... 13:42 21 ม.ค. 2550 สมมติว่า นะ ถ้าผมทำการทดลอง แล้วก็มาบอกว่า ผมวัดได้ 7.3 โวลต์ จะเชื่อผมหรือเปล่า นิรันดร์ -------------------------------------------------------- **บรรทัดต่อๆ ไปนี้ เป็นความคิดเห็นของผมผู้เดียวครับ จงเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง** ความอยากจะเชื่อของคนเรานั้น ขึ้นอยู่กับว่า 1. สิ่งที่เราจะเชื่อนั้น เป็นสิ่งใหม่หรือไม่ ถ้าใช่แล้วหละก็ 2. ต้องดูว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ ที่เราเคยเชื่อมาก่อนหรือไม่? เช่น ถ้าผมไปเกิดใหม่เมื่อ 2000 ปีก่อน พอมีเวลาว่าง ก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย เผอิญดันเรื่องสัญฐานโลกขึ้นมา ผมก็คงเชื่ออย่างสนิทใจว่า โลกแบน เพราะมีพื้นฐานมารองรับว่า ผมเห็นโลกมันแบน - -" (จริงๆ) \\\แต่ถ้าผมไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนเลยหละครับ อยู่ๆ ก็มีคนมาบอกว่า โลกเป็นทรงกลม ผมก็คงเถียง เพราะผมเห็นโลกมันแบน แต่พอเค้าแสดงหลักฐานที่ชี้ว่า โลกเป็นทรงกลม มากขึ้นๆ ผมก็คล้อยตามมากขึ้นๆ กลับมาดูที่ข้อ 1. ครับ ถ้าผมมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งนั้นมาก่อนแล้วหละ? (ไม่ใช่สิ่งใหม่) ก็ต้องดูว่า 2. ผมมีหลักฐานมากเพียงไรเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเชื่ออยู่ ถ้าหลักฐานผมดีกว่า ผมก็เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ผมเคยเชื่อต่อไป ทีนี้ถ้าหลักฐานผมด้อยกว่า หรือไม่ชัดเจนแล้ว ผมก็คงเลือกเชื่อในสิ่งใหม่ๆ แต่บางคนนั้น จะมี 3. ความดือ/หัวแข็งอยู่ คือ ไม่ยอมเปิดใจเชื่อในสิ่งใหม่ง่ายๆ แม้ว่าหลักฐานทั้งหมดจะชี้ไปในทางที่เค้าไม่ได้เชื่ออยู่เลยก็ตาม ตรงนี้บางทีก็ไม่ใช่ปัญหา แต่บางทีก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน อย่างเช่นตอนที่กาลิเลโอบอกว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ก็โดนศาสนจักรบังคับ ห้ามเผยแพร่สิ่งที่เชื่อออกไป เนื่องจากขัดแย้งกับความเชื่อของพวกตน พวกกลุ่มคนที่มีข้อ 3. สูงๆ แล้วก็มีอำนาจบารมีเยอะนี้ก็น่ากลัวเหมือนกันนะครับ เนยสด neizod.spaces.msn.comร่วมดูดความรู้โดยไม่ออกความเห็นแล้ว infinite ครั้ง - แจกดาวแล้ว 0 ดวง - ไม่ต้อง Vote ให้ดาวผมก็ได้ครับ ต่อ... ปัจจุบันนี้นักเรียนไทยส่วนมาก เป็นคนที่ 1. สิ่งที่จะเชื่อเป็นสิ่งใหม่ 2. หลักฐาน/เหตุผลสนับสนุน/ขัดแย้งข้อ 1. น้อยมาก 3. หัวแข็ง ไม่ยอมเชื่อสิ่งใหม่ง่ายๆ 2 ข้อแรก ทำให้นักเรียนไทยดูดซึมความรู้แบบน้ำออสโมซิสเลยหละครับ พอบวกกับข้อที่ 3. เข้าไป ก็ทำให้เข้าทำนองที่ว่า มาก่อนได้ก่อน คือใครสอนก่อน เด็กก็จะจำได้ก่อน แล้วก็จะปิดรับสิ่งที่แปลกไป จากครูคนใหม่ จบครับ จบข่าว -*- เนยสด neizod.spaces.msn.comร่วมดูดความรู้โดยไม่ออกความเห็นแล้ว infinite ครั้ง - แจกดาวแล้ว 0 ดวง - ไม่ต้อง Vote ให้ดาวผมก็ได้ครับ ตอบคุณ Grunt ใน#58 ครับ หลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ มี 10 ประการ 1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกันมา 2. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา 3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการเล่าสือ 4. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5. อย่าปลงใจเชื่อเพราะตรรกะ (คิดเอง) 6. อย่าปลงใจเชื่อการอนุมาน (เดาอย่างมีหลักการ?) 7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว 9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ 10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่า ท่านสมณนี้เป็นครูของเรา ถ้าผมทำได้หมดทั้ง 10 ข้อแล้ว ผมจะสามารถเชื่ออะไรได้มั่งครับเนี่ย??? เนยสด neizod.spaces.msn.comร่วมดูดความรู้โดยไม่ออกความเห็นแล้ว infinite ครั้ง - แจกดาวแล้ว 0 ดวง - ไม่ต้อง Vote ให้ดาวผมก็ได้ครับ กาลามสูตรที่พระพุทธองค์ตรัสกับชาวเมืองกาลามะนั้น ไม่ใช่ให้คนดันทุรังไม่เชื่อไปเสียทุกอย่าง ท่านไม่ต้องการให้เชื่ออย่างงมงาย ก่อนที่จะปลงใจเชื่อจะต้องทดลองปฏิบัติ และเกิดปัญญาเห็นจริงในสิ่งนั้น ๆ แล้วจึงเชื่อ ธรรมมะของพระพุทธศาสตร์ศาสนา เป็นสิ่งที่ต้องทดลองปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็เกิดปัญญาแจ้งด้วยตนเอง เรียกว่าปัจจะตังเวทิตัพโพ และสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลาเรียกว่า อะกาลิโก อย่างเช่นหนูเนยสดอยากจะทราบว่าผีมีหรือไม่ มีคนบอกว่ามี จะเชื่อหรือเปล่า ถ้าผมบอกว่าไม่มีจะเชื่อผมหรือเปล่า ก่อนอื่นก็ต้องมากำหนดว่า ผีคืออะไรก่อน แล้วตรวจสอบว่า เราพบสิ่งใดที่มีสมบัติ ตรงกับผีที่กำหนดไว้หรือไม่ ผมคิดว่า หากอยากคุยเรื่องกาลามสูตรโดยเฉพาะ เราเปิดกระทู้ใหม่จะคุยได้ถนัดกว่ากระมัง Grunt มาเล่าก็ได้ วันแรก --ก็จะไปดูสงคราม9ทัพแล้วค่อยเข้าเขาชนไก่ ถึงประมาณเที่ยงๆ ทำพิธีเปิด(ร้อนมาก) วางสัมภาระแล้วก็นั่งรถต่อไปสนามยิงปืน ไปกินข้าว -(ถาดข้าวเป็นถาดหลุมที่สกปรกมากเป็นคราบเอานิ้วแตะแล้วรู้เลยมื้อที่แล้วเค้ากกินไรกันมา ถ้าเอากระดาษเช็ดถาดกระดาดจะเป็นสีดำ) กินข้าวเส็ดก็นั่งกินฝุ่นต่อ แล้วฟังทหารพูดแล้วซ้อมท่ายิงปืน พอเส็ดแล้วก็เดินกลับทางที่เคยนั่งรถมาซึ่งไกลพอสมควรแล้วก็หมดวันที่1แล้วหละ---วันนี้ไม่ได้อาบน้ำ ไว้ว่างๆเดี๋ยวเล่าต่อ อ๊าก ไม่ได้อาบน้ำ กรี๊ดดด ชอบ - -* พวกที่ไปเขาชนไก่ปีนี้ ก็รุ่นเดียวกับลูกชายคนเล็กของผม ที่จริงน่าจะเป็นรุ่นน้อง แต่ลูกชายผมถูกซ้ำชั้นไปปีหนึ่ง :p ส่วนคุณเนยสดคงจะได้ไปเขาชนไก่ปีหน้า(ถ้าเรียน ร.ด.) ผมเป็นร.ด.เขาชนไก่รุ่นแรก ผลัดสอง ผลัดแรกเป็นร.ด.จาก ม.เกษตร ตอนนั้น น่าจะเป็นเดือนเม.ย. พอไปถึง ลงจากรถ ครูฝึกก็สั่งให้นอนหงายดูพระอาทิตย์แล้วร้องเพลงเย้ยฟ้าท้าดิน ก็สนุกดี ผมว่า น่าจะให้อยู่หลายวันกว่านี้หน่อย ยังจำได้หลายอย่าง มีเพื่อนสองคน ตอนประมาณเที่ยงคืน ถูกครูฝึกไล่ให้วิ่งรอบค่ายกับกางเกงลิงคนละตัว แล้วตะโกนโหวกเหวกว่า "ผมอาบน้ำผิดเวลาครับ" อีกคนก็รับว่า "กูด้วย" ส่วนถาดหลุม ก็คงไม่ต่างกันเท่าไร ก่อนไปเขาจับฉีดยากันท้องเสียไว้ก่อน ก่อนกินก็เอาถาดไปจุ่มในกะทะน้ำร้อนที่ไม่ค่อยเดือดเท่าไร ยกขึ้นมาก็เอาไปใส่ข้าวกิน พอกินเสร็จก็เอาไปล้างในกะทะ มีแปรงกาบมะพร้าว คล้าย(ที่จริงเหมือนเลย)กับที่ขัดส้วมที่บ้าน ก็รอดมาได้ แล้วก็ได้รู้ว่า ทหารที่ท่านปกป้องบ้านเมืองให้เราอยู่เย็นเป็นสุขทุกวี่วัน ท่านลำบากขนาดไหน(คงรู้ได้นิดหน่อย เพราะยังไม่มี ร.ด.คนไหนถูกยิงหรือโดนกับระเบิด) อาจารย์เล่า น่า กลัว จัง คับ ผมก็เพิ่งกลับมาจากเขาชนไก่เมื่อวันที่ 23 นี้ครับ ไม่ต้องกลัวอะไรมาก แค่ฝุ่นเยอะ+แดดร้อนเฉยๆ ส่วนที่ล้างถาดแบบที่อาจารย์นิรันดร์เล่า ตอนนี้ก็คล้ายๆเดิมนะครับ แปรงเหมือนกับแปรงขัดส้วมเปะๆ เพราะหมวดผมโดนใช้ให้ไปล้างส้วม แนะนำว่าถาดข้าวก็หลับหูหลับตากินไปเถอะครับ ไม่เป็นอะไรหรอก (หรือจะเอาตังไปซักห้าร้อย เผื่อมื้อไหนเค้าให้ไปซื้อกินได้ก็ไปซื้อเอา) ผมเอาตังไป500เหลือ2บาท อย่างที่คนอื่นบอกหละครับไม่หนักหนาเท่าไร แค่ตอนเข้าตี ให้เอาเสื้อใส่ในกางเกงและระวังกระติกน้ำหลุดดีๆ ถ้าไม่เอาเสื้อใส่กางเกงจะมีเมล็ดไรไม่รู้ที่มีหนามติดเข้าไปในเสื้อคุณเจ็บเป็นบ้าเลย โดดหอวันสุดท้าย คนต่อแถวรอโดดเยอะมาก คนคุมแถวก็พยายามไล่คนออก พอผมขึ้นไปบนหอ ผมได้ยินทหารคุยกันว่าไม่เป็นไรหรอกใส่สลักอันเดียวก็ปลอดภัย ผมเห็นเขาใส่สลักที่ต่อระหว่างรอกกับตัวผมหรือคนอื่นแค่อันเดียวเพื่อความรวดเร็ว แต่ผมก็กระโดดรอดชีวิตมาได้ คิดดีๆก่อนโดดหอละกันครับ ผมว่า ตอนผมไปเขาชนไก่ ไม่ได้ใช้เงินเลยสักบาทเดียว ถ้าพกไป 500 บาท สงสัยมีปัญหาแน่เพราะมันมากโข ค่าลงทะเบียนเรียนจุฬาฯเทอมหนึ่งละไม่ถึง 500 บาทแลย ตอนนั้น ข้าวราดแกงจานละ 2 บาท พอดีอิ่ม ถ้าคุณอยู่ในสนามรบจริง ผมว่าคงไม่มีกะใจจะล้างจานเท่าไร เพราะต้องคอยระวังไม่ให้กระสุนเจาะหัวคุณ ถ้าจำไม่ผิด ไป ร.ด. เขาจำหน่าย(ให้ตาย)ได้ 5% โดดหา ก็ไม่โอกาสตายได้ แต่ก่อน ขึ้นหอแล้วไม่กล้าโดด เขาจะถีบลงมา แต่ก็ไม่มีใครตายเพราะฝึก ร.ด. เว้นแต่มีโรคประจำตัวแล้วไม่แจ้งเขา เช่นหอบตาย เพราะเป็นโรคหืด หรือถูกงูกัดตาย แต่ก่อน งูชุมมากเพราะเป็นรุ่นแรก อยู่ในป่าจริง ๆ เดี๋ยวนี้ งูคงเตลิดไปหมดแล้ว ลูกผม ถ้าไม่อยากไปค่าย ร.ด. ผมคงไล่เตะให้ออกไป ตายอาจจะไม่มีใครตายครับอุบัติเหตุอาจไม่เกิดแต่ความปลอดภัยลดลงครับ ถ้าเกิดว่ามีอุบัติเหตุเพราะใส่สลักอันเดียวแล้วมีนักเรียนตายขึ้นมา ผมถามว่าใครจะรับผิดชอบชีวิตเด็กคนที่ตายครับ อาจจะตอบว่ารัฐบาลจะชดใช้เงินไม่กี่หมื่นแต่ชีวิตคนคนนึงก็ไม่อาจฟื้นมาได้ ผมเจองูที่เต๊นท์ด้วยครับ ไล่ไปไล่มาตอนหลังมีคนมาเผด็จศึกได้ หัวแบะเลย ถ้าวันที่ทำอาหารไปฟังบรรยายโชคดีนั่งแถวหน้าเหมือนผม อาจจะได้เจอครูฝึกเอางูมาอยู่ในระยะไม่ถึง1ฟุต แต่งูที่เค้าเอามาเป็นงูไม่มีพิษครับ ถ้ามีพิษอย่างงูเห่าเค้าจะไม่เอาเข้าใกล้นศท.ครับ ตอนนี้น้ำขวดนึง8-10บาทครับถ้ากระป๋อง15บาท ข้าวจานละ20บาทลูกชิ้นไม้ละ5บาท ผมใช้เงินเยอะไปกับค่าน้ำครับดื่มครั้งละ2ขวดด้วยความหิวและเหนื่อย แล้วมีการเก็บเงินค่าผ้าพันคอ ถุง ผ้ารองนอน(ลืมเอาไป) รวมกันเกือบ100บาทแล้วครับ หากตายตอนไปฝึก ก็จะได้รับค่าตอบแทนเหมือนที่ทหารตายในสนามรบครับ คุณมาเรียน ร.ด. ก็คือสมัครมาเป็นทหารโดยสมัครใจ ชายไทยทุกคนเป็นทหารโดยกำเนิด ถ้าไม่ฝึกตอนเรียน จบไปก็ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์ จะหนักกว่านี้อีก ร.ด. นี่แค่หนังตัวอย่าง ตายยังไงก็ไม่ควรตายเพราะความมักง่ายของคนครับ ถ้าเป็นลูกหลานของท่าน ตายเพราะคนมันขี้เกียจใส่สลักเพราะต้องเสียเวลาเพิ่มอีก10วินาทีท่านจะรู้สึกยังไงครับ หรือว่าเค้าตายอย่างสมเกียรติแล้ว เรียน ร.ด. จบมาเป็นกำลังสำรองครับ หากชาติต้องการจะทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมู่ปืนเล็กคุมคน10คน ตอนสมัครน่ะครับ ปีหนึ่ง- -* ใบสมัครพิมพ์ว่าหากเกิดอันตรายๆใดอันเป็นให้ถึงแก่ชีวิตต่อบุตรหลานของท่าน ในระหว่างการฝึก ทางกองทัพบกจะไม่ชดเชยใดๆ ทั้ง สิ้น อันนี้เป็นข้อตกลง ที่ทุกคนยอมรับ ตอนสมัครครับ ขอขอบคุณ ทุกๆท่านที่เข้ามาช่วยตอบในกระทู้นี้ อย่างน้อยก็อาจจะมี เป็นร้อยคน (จาก 6 พันกว่า)ที่คงจะเข้าใจในความถูกต้องแล้ว เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ทดลองหรือทำเมื่อมีโอกาส อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ตามคน(โก๋ฯแก่ๆ)เขาบอก อิอิ บังเอิญผมมาพบกระทู้โดยบังเอิญ .... จุด A-B จะเกิดความต่างศักดิ์ได้ ถ้า ทั้งวงจรฝั่ง ซ้าย และ ขวา มีจุดที่อ้างอิงร่วมกัน(กราวด์) ตอบไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะวัดความต่างศักดิ์ได้ สังเกตุง่ายๆ ว่าเส้นทางของกระแส ถ้ามันไหลจาก battery ฝั่งซ้ายข้ามมิเตอร์ไปฝั่งขวา แล้วมันจะไหลกลับมาครบวงจรที่ขัว้ลบของมันเองได้อย่างไร...........มันง่ายมาก.....วงจรอยู่คนละวงจร มันวัดความต่างศักไม่ได้ แต่คนที่ตอบว่ามันมีความต่างศักด์นั้น เพราะคุณได้คิดของคุณเองว่า จุดที่เป็น 0 โวล์อยู่ที่เดียวกันทั้ง 2 วงจร แล้วคุณว่าจุด 0 โวลท์นั้นอยู่ที่ใดเล่า วิโรจน์ (IP:203.172.184.69) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 27 พ.ค. 2551 (01:30) <P>ถ้าที่ A และ B มีความต่างศักย์ที่ไม่เป็นศูนย์ ถ้าเอาสายไปมาเชื่อมต่อระหว่างจุด A และ B ย่อมมีกระแสไหลผ่านสายไฟนั้น ไม่จาก A ไป B ก็จาก B ไป A ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันไม่ครบวงจร ดังนั้นย่อมไม่มีกระแสไหลจาก A ไป B หรือ จาก B ไป A เมื่อเป็นเช่นนั้น ศักย์ ที่ A ย่อมเท่ากับศักย์ที่ B ความต่างศักย์ระหว่าง A และ B จึงเป็นศูนย์แน่นอนครับ ไม่เกี่ยวว่าศูนย์โวลท์อยู่ที่ใด คำตอบคือข้อ 4 นั่นแล </P>pbuala@yahoo.com (IP:58.137.54.35) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 25 ก.ค. 2551 (20:28) คือข้อ 9 อ่า ถ้าต่ออย่างนี้มันไม่เท่ากับเราเอาโวลมิเตอร์มาต่อเข้ากับถ่านสองก้อนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยหรอ เหมือนเอาสายด้านบวกต่อก้อนหนึ่ง สายด้านลบต่ออีกก้อนหนึ่งมันก้อเท่ากับว่าจะไม่มีไฟไหลผ่านเลยอ่าจิ มันก้อทำให้ไม่เกิดแรงดันที่ผ่านตัวโวลมิเตอร์เพราะมีแต่ความต้านทานในโวลมิเตอร์แต่ไม่มีกระแสไฟฟ้าก้อไม่น่าจะเกิดโวลต์ได้ แต่ถ้าจะทำแบบทางทฤษฎีก้อน่าจะคิดที่ศักย์ไฟฟ้าที่จุดสองข้างแล้วก้อมาหักล้างกันแต่ไม่คิดว่าทางปฏิบัติจะทำได้อ่า xxx (IP:61.90.230.223) |