วิชาการดอทคอม ptt logo

มโนยิทธิ ใครเคยฝึกบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย อยากรู้ครับ

โพสต์เมื่อ: 11:35 วันที่ 12 ม.ค. 2550         ชมแล้ว: 37,974 ตอบแล้ว: 42
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์
มโนยิทธิ หรือการมีฤทธิ์ทางใจ มีขั้นตอนการฝึกอย่างไรครับ เป็นของจริงหรือเปล่าหรือเป็นแค่การสร้างมโนภาพเท่านั้น ฝึกโดยไม่มีครูได้ไหม (อ่านทำความเข้าใจและฝึก) มีอันตรายไหม เช่นฝึกผิดแนวทางไฟธาตุแตกเป็นบ้าไปเลย และหลาย ๆ อย่างที่อยากทราบ ขอเชิญท่านที่มีความรู้เรื่องนี้มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ ผมไม่ทราบว่าจะแปะกระทู้นี้ไว้ห้องไหน และไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเนื้อหาในวิชาการดอทคอมหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ลบกระทู้ได้เลยนะครับ


thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง





จำนวน 40 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ม.ค. 2550 (22:24)
ถ้าสนใจลองเข้าไปดูข้อมูลที่วัดท่าซุง (จันทาราม) จ.อุทัยธานีครับ
menakorn12@gmail.com (IP:202.69.139.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ม.ค. 2550 (12:22)
รู้จักมโนยิทธิก็จากเรื่องสถาบันสถาปนา เคยอ่านเมื่อประมาณ 35 ปีก่อนโน้นน่ะครับ

ตัวเอกหรือตัวร้ายของเรื่อง มีมโนมยิทธิแก่กล้าตามธรรมชาติ ทำเอาทั้งจักรวาลปั่นป่วน

แต่ในที่สุดก็พ่ายให้กับผู้หญิงคนเดียว
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 ม.ค. 2550 (17:05)
เคยได้ยินเรื่องมโนยิทธิสมัยที่เป็นเด็กวัดน่ะครับ ก็คงราว ๆ 35 ปี มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจ จะตรงกับที่อาจารย์นิรันดร์ได้ฟังมาหรือเปล่าไม่ทราบ บางท่านก็มีความเห็นว่าเป็นเพียงสมถะไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผล แต่บางท่านก็บอกว่าเป็นวิธีที่สร้างศรัทธาให้แก่กล้าไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา คล้าย ๆ กับน้ำตาลที่เคลือบอยู่กับยารักษาโรค เป็นวิธีที่จะทรงสมาธิได้ง่ายและเร็ว (คิดว่าคงไม่ง่ายหรอก) และสามารถนำไปสู่วิปัสสนาต่อไป สำหรับผมแล้วไม่ได้หวังมรรคผลนิพพานขนาดนั้น หวังเพียงฝึกสมาธิไม่ให้จิตสัดส่ายมากนักเท่านั้น ให้อารมณ์เลว ๆ ระงับไปบ้างเท่านั้น เราเรียนทางโลกมาก็เยอะแต่เรื่องของกายเราใจเราเราไม่ค่อยได้เรียนได้รู้เท่าไหร่เลย



ท่านใดเคยมีประสบการณ์ฝึกแนวไหนบ้าง ลองมาเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 ม.ค. 2550 (22:05)
ในความคิดเห็นของผม

อิทธิฤทธิ์ เป็นอำนาจที่สามารถมีได้ แต่ก็สามารถเสื่อมได้

เรียกว่าไม่พ้นไตรลักษณ์

คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

การสร้างอิทธิฤทธิ์ จึงไม่ใช่หนทางแห่งนิพพาน

พระบางรูป สามารถมีอิทธิฤทธิ์บางประการได้ เช่นมีมโนมยิทธิ

แต่ การแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นทราบ ถือเป็นอาบัติอย่างหนึ่ง

แต่ หากไม่มีอิทธิฤทธิ์ในตัวเอง แล้วหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์นั้น

โทษคือปราชิก



ที่พระพุทธองค์บัญญัติเช่นนี้ ก็เพราะไม่ต้องการให้ชาวพุทธหลงเดินทางผิด

ไปติดกับคิดว่าอิทธิฤทธิ์เป็นหนทางแห่งนิพพาน
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 18 ม.ค. 2550 (10:04)
มีบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่พอดีน่าอ่านมาก กล่าวถึงอานาปานุสสติ มันคืออะไรครับ แตกต่างจากมโนยิทธิอย่างไร http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=1108
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ม.ค. 2550 (17:28)
อานาปานุสสติ มีรายละเอียดในลิ้งค์ครับ http://boozers.fortunecity.com/crownanchor/241/st56.htm
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 19 ม.ค. 2550 (13:45)
ผมเคยได้รับการสอนอานาปานสติเมื่อตอนปี 2518 ที่วัดชลประทาน

แล้วก็ไปฝึกต่อที่สวนโมกขผลารามอีกประมาณเดือนหนึ่ง



จุดหมายใหญ่ก็คือ ให้เรารู้จักควบคุมจิตตัวเองให้อยู่นิ่ง

(อย่าเชื่อผมมากนะครับ ผมไม่ได้บรรลุฌาณอะไรเลย)



ถึงแม้ไม่ได้บรรลุฌาณสักชั้นเดียว

ผมก็ได้รับสิ่งตอบแทนที่มีค่ามหาศาล

กลับมาจากสวนโมกฯ ผมหายจากการเป็นคนกลัวผีอย่างสิ้งเชิง

รู้ว่าความกลัวนั้น เกิดจากอวิชชาที่อยู่ในจิตของเรา

ผมไม่ฝันร้ายอีก

ผมสามารถสวดมนต์ได้ในขณะหลับ(ฝันว่าสวดมนต์)

มีสติแม้กำลังฝัน

ก่อนนี้ เวลาตื่น เราจะถูกสังคม กฎต่าง ๆ ไม่ให้เราทำชั่ว

แต่ในความฝัน บางครั้งเราทำเลวอย่างไม่น่าเชื่อ

แต่เมื่อฝึกอานาฯแล้ว แม้ในความฝัน เราก็ไม่ทำชั่ว

บางครั้ง ถึงกับรู้ตัวเองว่ากำลังฝันอยู่(นาน ๆ ครั้งที่จะรู้)
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 19 ม.ค. 2550 (13:53)
การทำอานาฯ เป็นการฝึกสมาธิแบบที่เป็น basic สุด ๆ ซึ่งฝึกให้เกิดสมาธิได้ยาก

หลุดออกจากสมาธิได้ง่าย

ดังนั้น

อาจารย์ที่สอนการทำวิปัสนากัมฐานหลายท่าน จะเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น

เช่น

การเพ่งกษิณ การเพ่งอศุภ การเพ่งดวงแก้ว การเพ่งธรรมกาย ฯลฯ

ซึ่งสามารถทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่า

และ

มักทำให้เกิดภาพนิมิต

ในภาพนิมิตนั้น ตนเองรู้สึกโปร่งโล่งสบาย

มีตาทิพย์ กายทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ภายในนิมิตได้

ทำให้

หลายคนติดกับดัก แล้วไปเข้าใจว่า สิ่งที่ได้รับจากการฝึกนั้น เป็นการหลุดพ้น

แต่ที่จริง

คือเป็นติดกับดักของวัฏฏะสงสารอีกชั้นหนึ่งที่สลัดหลุดยาก

ผมคิดว่า ตรงนี้ อาจตรงกับความหมายของมโนมยิทธิ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 19 ม.ค. 2550 (14:08)
ผมไม่กล้าฟันธงลงไปว่า สิ่งที่ผมนำเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้อง 100%

หวังว่าผู้อ่าน โปรดใช้กาลามสูตร ในการพิจารณาเลือกที่จะเชื่อด้วย



ข้อสังเกตประการหนึ่งที่จะบอกว่าผู้สำเร็จฌาณหรือมีมโนมยิทธิ ไม่ได้เป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง

ก็คือ

เขายังติดกับอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ยังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ ทั้งที่มีอำนาจวิเศษ

ไม่มีเมตตากรุณากับสัตว์โลกทั่วไป

แต่จะเมตตากับหมู่สัตว์ที่จำนำประโยชน์มาให้

สร้างภาพ เช่นมีสัญญลักษณ์พิเศษสำหรับกลุ่มคนที่เอื้อประโยชน์

เช่นกำหนดว่าต้องแต่งตัวในลักษณะใดเพียงอย่างเดียวทั้งที่ไม่ได้เป็นนักบวช

กีดกัน รังเกียจผู้มีทรัพย์น้อยไม่ให้เข้าทำบุณร่วมกัน



ผมเห็นเพื่อนบางคน เพียรหาทรัพย์อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อนำเงินไปทำบุญ

ดูเผิน ๆ น่าจะดี

แต่ผมมองว่าเป็นการโลภบุญมากว่า

เพราะกิริยาวาจา ยังมีเกรี้ยวกราด เกลียดชังผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ

ยังโกรธเกรี้ยวกับสัตว์พเนจรที่มาขอเศษอาหารประทังชีวิตอย่างไร้เมตตา
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 19 ม.ค. 2550 (14:34)
1. ไม้ชุ่มน้ำก็ไม่คิดไฟ......

2. ศิล....ทำให้คนนิ่งๆ .... คนไม่นิ่ง สมาธิก็ไม่เกิด.....

3. คนเล่นคอม แล่นNet จิตยังอยู่กับร่างกายมือเท้า... แล้วจะไปเห็นความละเอียด ความเป็นรูปที่แปลกๆได้ย่างไร???

4. คนบอกว่า... ไม่ต้องถือศิล ไม่ต้องเข้าป่า... อยู่บ้านก็จะมีฤทธิ์เอง....

อันนี้เปรียบเสมือน ไม้ชุ่มน้ำ

5. คนบอกว่า.... จะทำสมาธิแล้ววันนี้....

แต่เมื่อวานนี้ ฆ่าสัตว์ พูดโกหก ส่อเสียด .....

กรรมก็บรรดานให้ร่างกายเกิดโรค เกิดแมลงวันตอม ยุงตอบ เกิดเสียงรบกวน....

...แล้วสมาธิจะเกิดได้อย่างไร???

6. บางคนบอกว่าจะถือศิลอยู่ในเมือง...

แต่พอเจอคน ก็หลงไปกับคน เจอวัตถุ...ก็หลงไปกับวัตถุ จิตต้องคอยควบคุมร่างกายไม่ให้ผิดศิล เพื่อไม่ไห้เกิดกรรมมารบกวน....

แต่ก็เปรียบเสมือน ไม้ช่มน้ำ ไม่ติดไฟ....

.......... ทั้ง 6 ข้อนี้ยังแค่พื้น...ยังไม่ถึงสมาธิเบิ้องใดๆ



....เอาใหม่.....

1. ผู้มีศิลบริบูรณ์ แต่นั่งสมาธิทีไร ร่างกายกลับถูกพยาธิภัยรบกวนไม่อยู่นิ่ง ถึงจะอยู่ปลีกชนก็ไม่เกิดสิ่งใดต่อจิต...เพราะทำลายสัตว์ เบียดเบียนผู้อื่นตั้งแต่ซาติก่อน...

2. ผู้มีศิลบริบูรณ์ กายนิ่งได้แต่จิดกลับฟุ้งซ่าน ว่นวาย คร่นคิด เพราะกรรมตั้งแต่ชาติที่แล้ว ที่ขี้อิจฉา... ปองร้าย พยาบาท ตามมารบกวน...

3. ผู้ไม่มีศิลแต่ กลับมีฤทธิ ระลึกชาติได้ เพราะ

3.1 อดีตเมื่อล้านกว่าชาติ ได้ทำสมาธิไว้ล้านชาติ

3.2 เพราะหมื่นชาติที่แล้ว ได้ทำสมาธิไว้หมื่นชาติ

3.3. เพราะ 10 ชาติที่แล้วได้ทำสมาธิไว้

3.4 เพราะ 10 ปีที่แล้วได้นี่งสมาธิมาตลอด 10 ปี

3.5 เพราะ 10 นาทีแล้วได้ทำสมาธิได้อย่างอุกริต

3.5 เพราะ 10 วินาทีที่แล้วได้สมาธิอย่างเยี่ยมยอด....



4. ผู้ไม่มีศิล แต่กลับมีปัญญาหยั่งรู้ถึงความบริสุทธิ์ หรือธรรมมะอันยอด จิตไม่ยึดติดในกายหยาบซึ่งไม่มีฤทธิ์

เมื่อตายจากกายที่ไม่มีฤทธิ์ ก็จึงไม่ได้กลับมายึดกายหยาบ แต่มีสัญญาปรุงแต่งสู่กายที่มีฤทธิ์ด้วยอำนาจปัญญา

แต่พอถึงคราวที่มาเกิดในกายไม่มีฤทธิ์อีก เพราะมีสัญญาของอดีตจำฐานจิตของกายมีฤทธิ์ได้ จึงแสดงฤทธิ์ได้....



.... สรุป ปัญญานั่นแหละที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอฝึกสมาธิกันเป็นล้านๆชาติ แค่ชาติเดียว ฤทธิ์ก็จะเกิด....



ปุถุชน ควรดำเนิน ศิล สมาธิ เพื่อให้เกิดฤทธิ์

ปัญญาชน พึงดำเนิน ปัญญา เพื่อให้เกิดฤทธิ์
anochabankok (IP:58.10.149.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 ม.ค. 2550 (15:19)
มีเว๊ปเกี่ยวกับพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ทางจิต 2 ที่ ที่น่าสนใจ เสนอคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสายใครสายมัน ขอเชิญผู้สนใจแวะเข้าชมครับ http://www.larnbuddhism.com/

http://www.palungjit.com/





ขอขอบคุณอาจารย์นิรันด์และ ท่าน anochabankok ที่กรุณาให้ความเห็น ผมคิดว่าจะเป็นประโยช์กับผู้สนใจที่และเข้ามาอ่านอย่างมากครับ



ผมมีปัญหาการฝึกแบบอาจารย์นิรันด์ว่า กิเลสคงหนาเกินไปเลยไม่บรรลุธรรมใด ๆ แม้จะใช้เวลาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม ฝึกแบบไม่มีอาจารย์น่ะครับ แต่สม่ำเสมอเป็นประจำ แต่ก็ได้อานิสงค์มากเป็นอย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่าไม่ผิดเพี้ยนครับ ใจนิ่งขึ้น สมาธินานขึ้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ถึงฌานสักที ทำไมมันยากเย็นนัก ไม่แน่ใจว่าถูกจริตหรือเปล่า แต่ในทางส่วนตัวชอบวิธีกำหนดลมเข้าออก เพราะทำให้เราละเอียดขึ้นไม่เผลอเรอบ่อย แก้นิสัยขี้ลืมเป็นประจำได้ ก็เพิ่งจะทราบว่ามันคืออานาปานุสสตินั่นเอง วิธีนี้ดีครับ แม้ไม่ได้ฌานแต่ก็มีอานิสงค์มาก ท่านอื่น ๆ มีความเห็นอย่างไรครับ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 19 ม.ค. 2550 (15:46)
ครับ วิธีกำหนดลมหายใจนี้ แม้เป็นวิธีของพุทธแต่จะว่าไปแล้วค่อนข้างเป็นสากล น่าจะใช้ได้กับคนนับถือศาสนาอื่นที่ต้องการฝึกสมาธิถ้าเขาไม่รังเกียจว่าเป็นวิธี (วิถี) พุทธ เพราะไม่มีคำภาวนา อาจารย์บางท่านอาจให้ภาวนาพุท โธ หรือคำอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ว่างเกินไปเนื่องจากกำหนดลมหายใจอย่างเดียว และจากข้อมูลในลิ้งค์ทำให้ทราบว่า อานาปานุสสติเป็นพื้นฐานของกรรมฐาน (เขียนถูกหรือเปล่า) กองอื่น ๆ อีก 39 กอง



มีคำถามว่า ถ้าคนที่นับถือศาสนาอื่นอยากฝึกสมาธิแบบนี้บ้างจะได้ไหม โดยไม่มีคำภาวนาหรือเปลี่ยนคำภาวนาให้เหมาะสมกับศาสนานั้น ๆ จะได้ไหม?

thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 29 ม.ค. 2550 (13:52)
ผมมีเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ได้เป็นพุทธ

เมื่อเขาป่วยสาหัส ผมก็แนะนำให้ทำสมาธิตามแบบอานาปานุสสติ

เขาก็ยินดี และก็ทุเลาลงจนสามารถทำงานได้



แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ทุกอย่าง หากถูกกระสุนตัดขั้วหัวใจ

อะไรก็คงช่วยไม่ได้



ผมไม่สนใจที่จะฝึกอิทธิฤทธิ์

หากเป็นของดี พระพุทธองค์ก็คงไม่บัญญัติห้ามสงฆ์ที่มีอิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์ของท่าน

ในความรู้สึกของผม ฤทธิ์ คือดิรัจฉานวิชชา มีได้ก็เสื่อมได้ ไม่ใช่หนทางหลุดพ้น

ไม่เหมือนนิพพาน ที่เป็นธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิบรรลุได้

ไม่จำกัดว่านับถือศาสนาใด

เป็นการหลุดพ้นจากกับดักทั้งมวล



ท่านพุทธทาสสอนว่า เราอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลก

ให้อยู่อย่างลิ้นงูในปากงู

แม้นเขี้ยวงูจะมีพิษร้ายปานใดก็ไม่สามารถทำร้ายลิ้นได้

ผมจึงมีความเห็นว่า

เราสามารถฝึกสมาธิได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าป่า

ต่อให้อยู่กลางห่ากระสุนในกองทัพ ก็สามารถสร้างสมาธิได้



การได้ฟังธรรมตามกาล เช่นเปิดวิทยุฟังธรรม

การอ่านหนังสือที่สอนการฝึกสมาธิ

หนังสือนั้นก็เป็นอาจารย์เรา วิทยุก็ใช่



การเข้าถึงฌาณอาจทำให้เกิดปิติได้แต่ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง

ดังที่พระพุทธองค์ทรงลาอาจารย์ดาบสสององค์ไปแสวงหาหนทางสงบด้วยตนเอง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 29 ม.ค. 2550 (16:45)
ครับเห็นด้วยในข้อที่ว่า คนฝึกสมาธิไม่จำเป็นต้องเข้าป่า เราฝึกที่จิตนี่ครับ จะอยู่ป่าหรืออยู่เมืองก็จิตดวงนี้ดวงเดียวกัน แต่ในป่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกว่า ถ้าเราหาสภาพแวดล้อมในเมืองที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรทางใจก็คงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เช่น ไม่มีกิจนิมนต์ คนไม่พลุกพล่าน ไม่ลำบากเรื่องบิณฑบาตร ไม่ต้องทำธุระการก่อสร้างถาวรวัตถุ ไม่ต้องเป็นธุระต้อนรับอาคันตุกะ เป็นต้น สมเด็จพุฒฒาจารย์ (โต) และเจ้าคุณนรรัตน์ ก็เป็นพระเมืองไม่ใช่พระป่า



เรื่องห้ามการแสดงฤทธิ์ น่าจะมีสาเหตุ ผมก็อ่าน ๆ มาไม่ทราบชัด การได้ฌานจะได้ฤทธิ์ด้วย ในพุทธประวัติพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หลายครั้งมาก แต่ท่านอนุญาตให้อัครสาวกทั้งสองเท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ได้ และอนุญาติเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่ภิกษุอื่น ๆ ท่านห้ามโดยเด็ดขาด ท่านเปรียบเทียบว่าพระเจ้าแผ่นดินสามารถเก็บมะม่วงในสวนของพระองค์ได้ แต่คนอื่น ๆ ท่านห้ามเก็บ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ห้ามสาวกแต่ท่านแสดงเองได้



ผมก็เห็นว่าถ้าเราไม่มีวาสนาในทางธรรมเพราะกิเลสยังหนาคงไม่บรรลุธรรมขั้นสูงได้ง่าย ๆ แต่ก็อาจมีประโยชน์ในทางโลกบ้าง เพราะเราเองก็ไม่ใช่ผู้ถือบวชถือศีลบริสุทธ์อาจถือได้บ้างเป็นบางครั้งบางคราวชั่วช้างกระพริบหูชั่วงูแลบลิ้นก็ตอนทำสมาธินี่แหละครับ ถ้าเราฝักใฝ่ทางนี้เราก็ห่างจากบาปได้มาก
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 30 ม.ค. 2550 (01:26)
มโนมยิทธิหรือมีฤทธิ์ทางใจ เป็นอภิญญาหรือความรู้อันยิ่งทางจิต1ใน6ของอภิญญา6

คนที่จะฝึกได้สำเร็จจริงๆมีน้อยมากและการฝึกก็ต้องมีความพยายามมุ่งมั่น ฝึกฝนแบบจริงๆจังๆจึงจะสำเร็จ วิธีการฝึกจะต้องเริ่มต้นฝึกในแนวทางกสิณ40กอง จนกว่าจะบรรลุถึงขั้นฌาน4

พร้อมทั้งมีความชำนาญในการเข้าและออกจากฌานจริงๆจึงจะสามารถอธิษฐานฤทธิ์อันนี้ให้เกิดขึ้นได้ หากสนใจจริงๆให้ไปอ่านหนังสือวิสุทธิมรรคของมหามกุฏราชวิทยาลัยดู
สุรพล/surapol.ja@spu.ac.th (IP:203.148.136.67)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 30 ม.ค. 2550 (08:42)
คำภีร์พระวิสุทธิมรรค ที่แปลโดยพระมหาวงค์ ชาญบาลี แม้แปลเป็นไทยแล้วแต่ภาษาที่แต่งสวยงามเกินไปเยิ่นเย้อเข้าใจยากครับ อยากได้ตำราที่เขียนเป็นภาษาไทยร่วมสมัยอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ ตรงไปตรงมา มีไหมครับ
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 31 ม.ค. 2550 (13:57)
หาดูตามเว๊ป ก็พอมีครับ ยังไม่ได้ดูละเอีด

http://www.kammatthana.com/
thawankesmala
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 31 ม.ค. 2550 (14:05)
ในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง

มีการโฆษณาถึงบุคคลหนึ่งที่สามารถสะกดคนให้เกิดตาทิพย์ได้

สามารถสะกดนักเรียนให้ร้องไห้กันทั้งหอประชุมได้พร้อมกัน

ในความเห็นผม นับเป็นมโนมยิทธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน ในความสามารถเข้าไปควบคุมจิตใจของผู้อื่นได้

ผมเคยอยู่ในเหตุการนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน

ผมต้องการทราบว่า เขาสามารถสะกดให้ผมเห็นอะไรได้หรือเปล่า

มีคนอื่นในที่นั้นบางคนถูกสะกดลึกมากจนเมื่อเขาเลิกกิจกรรมแล้วไม่ยอมคืนสติก็มี ต้องปลุกกันอยู่นาน

ผมนั่งนิ่ง ๆ สำรวจลมหายใจตัวเอง และฟังคำสั่งเขา

แต่ผมก็เป็นตัวเองตลอดเวลา ในขณะที่หลายคนที่นั่งอยู่รอบตัวผมมีอาการแปลก ๆ

ดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตของผู้ที่ถูกสะกดบ้างหรือเปล่า
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27124 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 24 เม.ย. 2550 (20:34)
หลายคนแสดงความคิดเห็นออกมาแต่มิได้มีการปฏิบัติในมโนยิทธิอย่างใด ดังนั้นผู้อ่านต้อง

พิจารณาก่อน หรือให้ดีต้องปฏิบัติเองดีที่สุด เพื่อให้รู้เฉพาะตนเองนั้นดีที่สุด
ยอดชาย (IP:203.209.110.24)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 4 พ.ค. 2550 (22:10)
"มโนมยิทธิ" แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ คือ 1 ในกรรมฐานทั้ง 40 กอง ที่พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้ เผื่อให้พุทธบริษัท ทั้ง 4 ได้ใช้เพื่อตัดกิเลส

กรรมฐานทั้ง 40 กอง ถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด ด้วยกัน คือ

1.แบบสุขวิปัสโก (แนว พุทโธ) คือ ไม่สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ แต่สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้ โดยอาศัยเครื่องรู้เป็นตัวตัดกิเลส

เครื่องรู้เป็นอย่างไรต้องศึกษาเอาเอง จำไม่ได้แล้วเพราะไม่ได้ฝึกแนวนี้ (แต่เวลาที่ไม่อยากใช้ฤทธิ์ ท่องพุทโธ ก็สงบดี)

2.แบบเตวิชโช (แนว กสิน) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ แต่ไปได้ด้วย "จิต" ไม่สามารถเอากายเนื้อ หรือร่างกาย

เรานี่แหละ ไปได้ สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้

3.แบบฉฬภิญโญ (แนว อภิญญา) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ ไปแบบ"กายเนื้อ" ด้วย อธิษฐานฤทธิ์ได้ เหาะ

เหิน ดำดิน อะไรได้หมด สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้

4.แบบปฏิสัมภิทัปปัตโต​ (ครอบคลุมทั้ง 3 หมวด) มีความสามารถยิ่งยวด คือ ทำได้ทั้ง 3 หมวดข้างต้นหมด และมีความสามารถพิเศษคือ

รู้ทุกภาษาในโลก ทั้งคนและสัตว์ สามารถอธิบายในสิ่งที่ยาวให้เข้าใจอย่างสั้นๆ ได้ สามารถขยายความสิ่งที่สั้นๆ ให้เข้าใจอย่างละเอียดได้



"มโนมยิทธิ์" เป็นการปูทาง ทั้ง 3 หมวด คือ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ซึ่งผู้ที่ฝึกอย่างถูกต้องนั้นเข้าใจดีว่า "การรู้ การเห็น รวมถึงการ

ต่อยอดจากมโนมยิทธิที่ต้องมีการฝึก ญาณ8 (ญาณอันเป็นเครื่องรู้ 8 ประการ เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต การเกิด การตาย ฯลฯ) ก็เพื่อให้รู้ว่า



"พวกเรานั้น เกิดกันมากี่แสนล้านๆๆๆ ชาติแล้ว ในแต่ละชาติ ทำกรรมอย่างไรและได้ผลกรรมอย่างไร ทั้งกรรมดีและกรรมเลว ด้วยเหตุนี้ทำให้เราได้เข้าใจว่า

การเกิดนับไม่ถ้วนนั้น เป็นทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ตราบใดที่เรายังมีร่ายกายที่เป็นเหมือนบ้านเช่า เมื่อตายจากความเป็นคนไปแล้ว เราก็ต้องไปสู่ภพภูมิที่เราได้

กระทำกรรมใดๆ นั้นมา จึงได้เกิดปัญญา ว่า พระนิพพาน เป็นดินแดนที่ "สูญจากกิเลส" นะ!! ไม่ใช่ นิพพานคือสูญสิ้นทุกอย่าง ว่างเปล่าทุกอย่าง

ว่างเปล่าจากกิเลสต่างหาก"



"มโนมยิทธิ ทำให้เราสามารถไปนรก สวรรค์ พรหม หรือพระนิพพาน (ถ้าจิตสะอาดพอ) และการไปนี้ไม่ใช่ **สะกดจิต** ถ้าใช้ปัญญาที่ไม่ต้องมาก

แต่ไม่อคติ ก็จะคิดได้เองว่าการไปนรกก็เพื่อดูว่า ใครทำกรรมอะไรประเภทอะไรจึงต้องมาอยู่ในนรกขุมไหนๆ ใครทำกรรมดีแบบไหนจึงได้ไปอยู่สวรรค์หรือพรหมชั้น

ไหนๆ ต้องทำอย่างไร เราจะไปอยู่นรก (อ้าว) ทำอย่างไรเราจะไปอยู่สวรรค์ พรหม หรือ เลือกพระนิพพาน"



ใครที่คิดว่า การฝึกมโนมยิทธิ เป็นการสะกดจิต คงจะบอกได้ว่า ชาตินี้ก็ศึกษาให้มากกว่านี้แล้วกันจะได้เกิดปัญญา คนที่ไม่ต้องการพระนิพพานเท่านั้นแหละถึง

บอกว่า มโนมยิทธิคือการสะกดจิต หรือผู้ฝึกนั้นหลงตัวหลงตนคิดเพ้อพกไปเอง



จริงอยู่ พบหลายคนอยู่ ที่ชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองฝึกมโนมยิทธิ ชอบเล่าแต่เรื่องนรกสวรรค์ให้คนอื่นฟัง (แม้แต่เราเองก็พูด) แต่เผอิญว่า "ลืมนึก"ไปว่า

ไอ้ที่เราเล่าอยู่นะ กิเลสด้านอื่นเรายังไม่ได้ตัดเลย ดันไปเล่าด้านที่คนเชื่อยากซะด้วย เล่าๆ อยู่ยุงกัดเผลอตบเพี๊ย!! เล่าๆ อยู่แม่ด่าไมเอ็งไม่ทำงานบ้าน โกรธแม่

ตวาดใส่แม่ตอบอีก เล่าๆ อยู่ คนอื่นเดินมาชนปากไว้ด่าไป ไอ้บ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ "คนฟังก็อึ้งอิมกี่" สิคราวนี้ อ้าววว ไหนว่าไปฝึกกรรมฐาน (ชอบ

ใช้กันจังคำนี้) แล้วไมไม่เห็นดีเลย (คนฟังก็น้อ คิดว่าฝึกวันเดียวสองวัน จะตัดกิเลสได้หรอถ้าคนฝึกไม่จริงจัง)



ฤทธิ์จริงๆ ก็มีทั้งเสื่อมและไม่เสื่อม

เสื่อมก็เพราะไม่ได้ฝึกจนชิน หรือเอาไปใช้ในทางที่ผิดกรณีเป็นพระ อาบัติด้วยมั้งถ้าจำไม่ผิด แต่ฆราวาสอวดฤทธิ์ได้ไม่บาป พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้าม แต่คงไม่มี

ใครที่ไหนอยากอวดให้คนอื่นดูหรอก คงวุ่นวายพิลึก วันๆ คงมาเฝ้าขอหวยลูกเดียว



ไม่เสื่อมก็เพราะผู้นั้น ได้ความดีระดับพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบัน (พระโสดาบันแบบ 3 หมวดหลังนะ ถ้าหมวดแรกพุทโธ ท่านก็ไม่ได้มีฤทธิ์ท่านเอาแบบเรียบๆ)



ส่วนเรื่องฌาณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก มโนมยิทธิ จะทำได้ จะเอาจิตไปได้ (แต่ยังสัมพันธ์กับกายเพราะเป็นแบบครึ่งกำลัง) ก็ต้องไปเมื่อถึงฌาณ 4 แต่

เรื่องฌาณนี่ไม่ค่อยสันทัดจะอธิบายเพราะยังไม่เก่ง ตอนไปก็ไม่รู้หรอกว่าฌาณอะไรไปได้ก็แล้วกัน สนตรงไปไหนไปแล้ว แต่ตอนจะไปมันอยู่ฌาณอะไรไม่รู้นะ



เราก็ได้ๆ แต่ยังไม่แจ่มใจนักเพราะว่า "ขี้เกียจ"มากๆ (เลวจริงๆ) ไม่ขยันฝึกเลย นี่แหละก็เสื่อมได้เพราะไม่ยอมฝึกจิตให้ชิน (โง่อีกต่างหากพบของดีแล้ว

ยังเป็นลิงๆค่างๆ ไม่ค่อยจะบังคับระเบียบวินัยตัวเอง) แต่ไปก็ไปได้ แต่เต็มกำลังยังไม่ได้ได้แค่ครึ่งกำลังนะ



"ขอบอก" ว่า "ของแท้" มโนมยิทธิ ทั้งผู้ฝึก และ ครูฝึก ไม่ว่าจะเป็น พระหรือฆราวาส "ไม่มีการเรี่ยไรเงิน" เด็ดขาด เจอที่ไหนว่าฝึกแล้วเรียกเงิน

ทำบุญ ทำมากได้บุญมากขอบอกเลยว่า เจอของดี(ปลอมดีๆ)เข้าให้แล้ว เขามีแต่ฝึกเพื่อลดเพื่อตัดกิเลส ฉะนั้น พวกทำแบบนั้น พอไปเจอคนแบบไม่ค่อย

จะคิดก็เลยไปกันใหญ่ ฝ่ายหลอกเอาตังก็เก็บตังมันส์เลย ฝ่ายไปเจอแล้วไม่ค่อยใช้ปัญญาคิดก็นึกว่า มโนฯ เป็นอย่างงี้อ่ะหรอ สะกดจิตเอาตังนี่หว่า ก็ไปกันใหญ่

สมัยนี้ กระสือ ปอป กระหัง มันหาดูยากใช่ไหมละ ก็เลยเชื่อกันยากพวกเรื่องนรก สวรรค์ หรือวิชาพิเศษทางพุทธศาสนาว่าสามารถทำได้จริง ถ้าไม่ขี้เกียจ



ถ้าใครที่สอนบอกแบบนี้หลอก ก็สอนหลอกเขาอีกทีแหละ คนจริงไม่ว่าจะหมวดไหน เขาไม่โจมตีอีกหมวดกันหรอก เพราะเขารู้ดีว่ามีจริงเพียงแต่จริตใครจริตมัน

ว่าจะชอบแบบไหน หมวดไหนเหมาะกับตนเอง จะเรียบๆ หรือจะซุกชน หรือจะอะไร นี่เขาถึงว่าของแท้ ของไม่แท้ดูง่ายนิดเดียว ลองสังเกตุเอาละกันถ้า

ไปวัดที่เขามีฝึกกรรมฐานน่ะ คิดนิดนึงก็ได้ว่า ทำไมคนเราเกิดมาหน้าตาไม่เหมือนกัน ตอบแบบวิทยศาสตร์ก็ว่าพันธุกรรมต่างกัน ตอบแบบพุทธศาสตร์ก็ว่าเพราะ

กรรมเป็นตัวกำหนด คิดเอานะ เพราะคงต้องแล้วแต่ใครจะอยากศึกษาแค่ไหน



อ่านๆ ดูความเห็นด้านบนๆ มีหลายคนที่ยังให้คำตอบ มโนมยิทธิ ผิดๆ อยู่เลย อยากฝึกก็ไปวัดท่าซุง หรือซอยสายลม พหลโยธิซอย8 ก็ได้ แต่ถ้าไปเพราะ

อยากลองดูเฉยๆ ไม่มุ่งหวังพระนิพพาน ไปแต่อยากเกิดอีกเพ้อฝันสะสมกิเลสการเกิดอีก ก็อย่าไปให้เสียความเหนื่อยครูฝึกเลย แต่ถ้าอยากฝึกเพราะชอบฤทธิ์

และการใช้ฤทธิ์ที่ถูกต้อง(บางทีมีก็ดีนะ ศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์โขไม่เบาเลย) หรือต้องการพบพระนิพพาน ให้รู้ว่าการเกิดไม่ดีก็ขอเชิญไปฝึกได้



แนวกรรมฐานอื่น วัดอื่นก็ดี ไม่มีอะไรด้อยหรอก ถ้า "ถูกต้อง" ตามแบบแผนที่ "พระพุทธเจ้าท่านทรงวางกำหนดไว้" ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าเจอคนฝึกผิดๆ

สอนผิดๆ อันนี้ก็คงช่วยไม่ได้ แล้วฝึกผิดมาไปบอกคนอื่นผิด คนอื่นที่ฟังจากเราไปบอกผิดเชื่อผิด บอกปากต่อปาก คิดดูดิ ว่าเราทำผิดไปแค่ไหน (ไม่เจตนา

ก็แล้วไป แต่ถ้าเจตนาแบบไม่ยอมศึกษาเลย ไม่ยอมทำให้ตัวเองฝึกได้จริงแล้วมาโจมตีนี่ บาปเละเลย)
ลิงสยาม (IP:203.113.40.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 4 พ.ค. 2550 (22:30)
anochabankok ตอบได้ดีนะครับผมว่า



ลืมตอบไปว่า ที่ว่าฝึกเองโดยไม่มีครูได้ไหม ก็ได้ แต่คงต้องหลังจากฝึกจากครูมาหนหนึ่งก่อนแล้ว เพราะจะได้การฝึกสอนที่ถูกต้อง อ่านเองคิดเองเออเองเดาเอง

บรรลุเองรึเปล่าล่ะ



เรื่องฝึกจนธาตุแตก (อะไรแตกหรอ) ปกติคนเรามันก็ ธาตุ4 อยู่แล้ว ดิน(เนื้อ) น้ำ(เลือด,หนอง) ลม(ลมในร่างกายการหมุนเวียน) ไฟ(การเผา

พลาญในร่างกาย) ฝึกธาตุแตก นี่คงเป็นประเภทฝึกแล้วเจอภาพ แล้วยึดภาพนั้น เจอภาพดีก็หลงว่าตนบรรลุ เจอภาพไม่ดีก็กลัวจนสติแตก คงงั้นมั้งที่ชอบพูด

กันว่าฝึกจนธาตุแตก (เหมือนหนังกำลังภายในเลย) สงสัยฝึกไม่ถูกแบบ ฝึกเกินพอดี อยากเกินพอดี เคร่งเกินพอดี แต่ไม่มีปัญญาพิจารณา เอาแต่เพ่งรึเปล่า

เอาแต่กำหนดลมบ้าบังคับลมฟืดๆๆ ร่างกายที่ไหนจะทนไหว ลองดูก็ได้



ภาพหลอน กับ จิตเป็นทิพย์ มันต่างกันนะ แต่ผมอธิบายไม่ถูก เดี๋ยวจะอธิบายผิดไป แต่มีวิธีพิสูจน์อยู่ ลองหาหนังสือมาอ่านก่อนแล้วกันจำพวกกรรมฐาน 40

อ่านแล้วดูก่อนว่าชอบแบบไหนค่อยฝึกกองนั้น เพราะได้กองไหนแบบแน่นอนแล้ว กองที่เหลือคุณจะได้ทุกกองตามมาเอง (ดีใช่ไหมล่ะ)แล้วก็หาที่ฝึก ฝึกเอง

ผมไม่รู้สิ เพราะผมชอบแนวมโนมยิทธิ ผมก็จะฝึกแบบนี้ เริ่มต้นจากครูสอนก่อนแล้วค่อยมาทำเองที่บ้าน



มโนมยิทธิ ไม่ได้เริ่มจากกสินนะ ขอแก้ความคิดเห็นข้างบนหน่อย กสินนะ ยากกว่าและเสื่อมง่ายกว่า มโนมยิทธิ อีกด้วย แต่มโนมยิทธิเป็นทางลัดของทั้ง

3 หมวด ที่ผมได้อธิบายไป เบาและไว แต่ถ้าไม่ฝึกให้สม่ำเสมอ ก็เสื่อมเหมือนกัน แต่ผลที่ได้จากการฝึกมันเร็วกว่ากสินมาก ไม่ต้องไปเริ่มกสิน ได้มโนฯ

แล้วคุณไปต่อยอดได้เลย ตัดกิเลสด้วย มีฤทธิ์ด้วย



คนจะฝึกได้ ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ฉะนั้น ที่ว่าฝึกแล้วมาหลอกคนอื่น ไม่มีทาง ฝึกแล้วกลายเป็นคนหลงตนหลงว่าวิเศษ ก็นั่นเป็นเพราะเขาเป็นอย่าง

นั้นอยู่แล้ว ฝึกแล้วแม้จะได้ แต่ไม่ยอมตัดกิเลส หลงตนวิเศษมากๆ (พวกหลงภพหลงชาติเนี่ยมากเลย เช่น เคยเป็นกษัตริย์ เคยเป็นเจ้า เคยเป็นโน่นเป็นนี่ แล้ว

เอามาผูกกับชาตินี้แบบผิดๆ เผลอๆ ไปทำทรงเจ้าให้เสียครูอีก นี่แย่) ดูระลึกชาติจะได้รู้ว่าเราก็เคยรวยเคยจนเคยสูงเคยต่ำ แต่ละชาติที่เป็นเพราะทำอะไรมาจึง

ต้องเป็นจึงได้เป็น ต่างหากคือสิ่งที่ต้องพิจารณา ชั่วจะได้ไม่ทำอีก จะได้เบื่อการเกิด



ตอนฝึก จิตเป็นทิพย์ มีความสะอาด แต่พอออกจากกรรมฐานเลิกฝึก จิตก็เป็นคนธรรมดา อยู่ที่เราควบคุมว่าจะรักษาความดีไว้ได้นานแค่ไหนตลอดเวลาหรือไม่

ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวแล้วจะดีบรรลุเลยเมื่อไหร่ ต้องตัดต้องฆ่ากิเลสไปเรื่อยๆ ต้องควบคุมความดี ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยหรอกว่า ฝึกกรรมฐานแล้วไมขี้โมโหอยู่ ก็เพราะยัง

ตัดกิเลสได้ไม่หมดน่ะสิ อย่าเหมารวมว่า คนฝึกกรรมฐานทุกคนจะดีเลิศไปแล้ว พระอริยเจ้าก็มี คนธรรมดาก็มี ทุกคนมีสิทธิ์ "ฝึก" กรรมฐาน ทั้งนั้น
ลิงสยาม (IP:203.113.40.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 4 พ.ค. 2550 (22:46)
ไม่รู้หรอกนะแต่ว่าถ้าเกี่ยวกับจิตใจละก็คงต้องทำจิตใจให้สงบดีกว่ามันเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมะได้
จันทร์
ร่วมแบ่งปัน18 ครั้ง - ดาว 149 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 5 พ.ค. 2550 (09:06)
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อมูลครับ
tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 7 มิ.ย. 2550 (22:13)
นายแพทย์ที่ต้องไปรักษาตัวที่สถาบันกัลยาฯที่เป็นข่าวใหญ่กลบทุกข่าวก็ไปฝึกที่คุณ"ลิงสยาม"ชวนนั่นแหละครับ





การฝึกฤทธิ์ทางจิตใจนั้น


ต้องการครูฝึกที่ดี ไม่ชวนให้ออกนอกลู่นอกทาง


หรือชวนให้เอาเงินไปบริจาคสร้างโน่นสร้างนี่


ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างภาพจริงหรือลวง
อุศเรน (IP:203.113.81.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 9 มิ.ย. 2550 (15:18)
มโนยิทธิ คือสำเร็จด้วยการนึกคิดหรือ การนึกคิดที่มีผลเป็นฤทธิ์ต่างๆ ,สำเร็จด้วยใจ

มโน = การนึกจินตนาการ

ยิทธิ = ผลของการนึกจินตนาการนั้น



ถ้าว่าไปตามเรื่อง เหตุ ผลแล้ว อะไรเป็นต้นกำเนิดของ มโนยิทธิ นั้นก็คือ.....ใจ...



ใจของ มนุษย์ เป็น ธาตุสำเร็จ มีลักษณะเหมือน แก้วสารพัดนัก ใสเกินใส แต่จะสำเร็จได้ ใจต้องมี....กำลัง....



แล้วอะไร เป็นตัววัดกำลังและเพิ่มพลังของใจ ละ? ที่เหมือน เครื่องวัดไฟฟ้า เป็น โวลต์หรือ แอมป์ และพลังงานไฟฟ้าระดับ สายไฟฟ้าตามบ้าน-ระดับฟ้าผ่า-สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว



นั้นก็คือ แสงสว่าง ถ้า ใจ มีแสงสว่างมาก ก็คือมี กำลังมาก เหมือน พลังงานไฟฟ้า เราไม่สามรถเห็น พลังงานไฟฟ้าอ่อนๆนั้นได้ เช่น ในสายไฟ จะรู้ได้ต้องสัมพัส เท่านั้นแต่ไม่เห็นแสงไฟฟ้า ก็คือรู้ว่าสายไฟนั้นมีพลังงานได้ก็คือ .....สัมพัสแล้วโดนดูด..)



ใจก็มีพลังงานเช่นกัน ถ้าใจมีพลังระดับอ่อนอยู่-มากพอรู้สึกได้ ก็เช่นสัมพัสได้ด้วยความรู้สึก เช่น ใจเบิกบาน, ใจสู้ตาย เหมือน ไฟใหม้บ้าน ยก ของหนักๆที่ต้องยกหลายคน ได้เพียงแค่เราคนเดียว, ใจเบิกบาน ผลคือตัวของเบาคล้ายกับตัวเราเป็นอากาศ



พลังงานระดับสูง คล้ายกับ พลังงานไฟฟ้า ตอนฟ้าผ่าหรือ สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว ที่เราสามารถเห็นด้วยตาจะๆ ด้วยตาเปล่า



ใจที่มีพลังงานระดับสูงหรือ ระดับ มโนยิทธิ ก็คือ เราสามารถ เห็นใจของเรามีแสงสว่าง ด้วยตาเนื้อคล้ายกับเห็น ฟ้าผ่า หรือ สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว



หากใครสนใจฝึกฝน หรือต้องการพิสูจน์ แบบ เห็นจะๆด้วยตาเนื้อ แบบ สัมผัสได้จริง

เหมือน พลังงานฟ้าผ่า หรือสายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว ติดต่อได้ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น-2 ทุ่ม ทุกวัน



รับเฉพาะผู้สนใจจริงๆเท่านั้น นะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอนให้ฟรี เห็นผลได้ภายใน 1ชั่วโมง-1วัน



สอนแบบไม่ต้องมาเจอกันเท่านั้นนะครับ
ธรรมรัตน์/tammaratt@hotmail.com (IP:203.209.124.192)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 13 ส.ค. 2550 (21:36)
อยากได้รูปภาพ ที่ช่วยฝึกจิต หน้าคอมพิวเตอร์ เช่น ภาพสีหลากหลายสี วิ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลาง หรือภาพการวิ่งของอาวกาศ เป็นต้น



ขอบคุณครับถ้ามีก็ขอด้วยครับ



จาก อาวิน
arewin9@gmail.com (IP:203.113.51.36)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 1 ม.ค. 2551 (21:37)
คุณ ลิงสยาม คุณ ยอดชาย กล่าวถูกต้องแล้ว สาธอนุโมทามิ
ทำสิแล้วจะรู้ (IP:202.91.19.204)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 26 ก.ค. 2551 (16:00)

สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้คิดด้วยใจไม่ใช่ด้วยสมองว่าเราไม่มี่อะไรเลย
เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่ผ่านได้
เราไม่รับรู้เรื่องข้างหน้า ถ้าฝึกแล้วตายไปเลยนั้นดี ไปแดนสุขาวดีแน่
เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล รูป สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ ไม่คงที่ ล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่น่ายึด น้อมจิตให้ได้อย่างนี้ก่อน
ขอบารมีพระรัตนตรัย ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ให้คุ้มครองและช่วยให้เราฝึกสำเร็จ
อย่าเร่ง อย่าบีบ อย่าบังคับ ปล่อยไปสบายสบาย แค่รู้สึกพอ สบายสบาย
แล้วความรู้สึกจะค่อยค่อยชัดเจนเป็นภาพ
สาธุขอให้สำเร็จกันถ้วนหน้า
กุศลนี้ขอให้แก่คุณพระรัตนตรัยที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวรที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินไปทุกทุกชาติ
                         จากคนฝึกวิปัสสนา กสิณ ไฟ น้ำ ลม สีขาว และมโนยิต


n_witid@yahoo.com (IP:125.24.247.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 11 ก.พ. 2552 (15:08)

สิ่งที่ผมพอจะรู้ก็มีอยู่นิดหน่อยไม่มากไม่เก่ง แต่ก็อยากจะอธิบายให้ฝังว่า
 การฝึกสมาธิมีอยู่40ทัศทั้ง40ทัศนี้จะฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามแบบ พระสัมมาสัมพุธเจ้าทรงได้สอนไว้ และ มโนมยิธิ นั้น ก็เป็นทัศทัศหนึ่งเหมือนกัน
         ถ้าอยากรู้อยากลองผมก็จะแนะนำว่าไปวัดท่าซุงก็จะไม่มีอะไรสงสัยอีก
ขอรับประกันแต่ว่าต้องไปด้วยใจนะ ถ้าไปจับผิดก็จะไม่ได้อะไรแถมเผลอๆอาจจะไดบาปด้วยและถ้าอยากฝึกมโนมยิธิจริงๆ ขอแนะนำไป    วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี สิ่งที่ต้องเตรียม และขาดไม่ได้ ก็มีชุดขาว และบัตรประชาชน


rangwit153@hotmail.com (IP:58.147.101.226)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 4 พ.ค. 2552 (10:26)

ผมก็สนใจมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส ได้แต่รักษาศีล 5 ไม่ให้พร่องกับอ่านหนังสือคำสอนของหลวงปู่ฤาษีลิงดำ (อีกนิดห้อยพระคำข้าวกับพระหางหมากของท่านด้วย) สักวันศรัทธาคงนำผมไปเจอการฝึกก็เป็นได้

ขอบคุณทุกคำแนะนำนะครับ


j / j_netaz@hotmail.com (IP:125.25.175.57)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 2 มิ.ย. 2552 (15:18)

การฝึกมโนมยิทธิ ตามแนวหลวงปู่นั้น ส่วนมากต้องได้มาก่อนแล้วในอดีตชาติ พูดง่ายๆ คือเป็นสายแห่งพระโพธิสัตว์ หรือสาวกภูมิที่บารมีสูง (รู้ได้จากความสนใจ ปรารถนาอยากฝึกเอง ไม่ต้องบังคับ ) จะฝึกได้เร็ว ส่วนคนที่ฝึกใหม่ต้องเริ่มจากการฝึกกสิน 10 ก่อน ให้ชำนาญ แล้วเริ่มฝึกมโนมยิทธิ ผมเองก็ฝึกกสิน เหมือนกัน บารมีน่าจะน้อย ไงก็สู้ๆ คร้าป

                                                                            ฤาษีลิงผา


Dtomix@hotmail.com (IP:222.123.229.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 5 พ.ย. 2552 (15:36)
สหวัดดีครับ แล้วสำหลับคนลาวอยากไปวัดท่าชุ่งละครับ มีแต่บัตรประชาชนลาวครับ ได้หรือปล่าวครับ
somnuc699@yahoo.com (IP:203.110.66.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 2 ส.ค. 2553 (10:43)
ขอโมทนา กับคุณ ลิงสยามครับ.

ผมเพิ่งเริ่มฝึกครับ ก่อนหน้านี้ก็ฝึกนั่ง พุธ โธ เป็นฐานไว้ก่อนแล้ว. ผมชอบในธรรมะที่หลวงพ่อพระราชพรหมญาณสอนครับฟังแล้ว

เข้าใจธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ ดีขึ้นครับ ได้ระวังตัว ระวังชั่วที่เกิดกับใจตัวเอง ได้มากขึ้นครับ
เด็กภูเก็ต boonyamarith@hotmail.com (IP:180.183.171.44)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 17 ก.พ. 2555 (23:29)
ผู้มีฤิทธทางใจ คือการถอดจิตท่องเที่ยวได้ทำได้อีกหลายอย่างผู้รู้จริงๆและทำได้น้อยมากส่วนมากคือผู้ปฏิบัติจริงผ่านมาพอดีวางตำราลงนี่คือของจริง จะแยกให้ฟังกายและจิตประสานกันด้วยขันท์๕ คือ ๑ รูปกาย ๓๒ ๒ เวทนา ความรู้สึกที่มากระทบ ๓ สัญญาความจำได้ สังขารคือร่างกายทั้งหมด วิญญาณคือ ความรู้สึก เอาง่ายๆเลยนะ หากจิตยังยึดติตกับการยึดถือตัวตนจิตนั้นแยกไม่ได้ถึงระดับแยกได้คือฌาน๔ คือสภาวะที่จิตหยุดนิ่งไม่มีความรู้สึกใน รูป รส กลิ่น เสียง และหยุดไม่หายใจ(ไม่ไช่ตาย)จิตจะอยู่ในสภาวะไร้เวลาด้วย และหากไม่รู้จริงอันตรายมาก เพราะเวลาในแต่ละภพแตกต่างกัน๗วันหากเข้าร่างไม่ทันตายจริง ไปโดยไม่รู้กับรู้แล้วไปนะแตกต่างกัน ทำได้จริงกับอ้างอิงนั้นแตกต่าง มีอีกมากอยากรู้จักเรามาที่นี่ี่นะ ผู้บอกทางเปลี่ยนภาษาอังกฤษไห้กูเกิ้ลหา(phoobokthang)ที่อยู่
phoobokthang.hotmall.com (IP:1.46.78.231)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 18 ก.พ. 2555 (11:54)

คุยกับ อ.นิรันดร์เท่านั้น
อ.นิรันดร์บอกว่า


 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 31 ม.ค. 2550 (14:05)
ในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง

มีการโฆษณาถึงบุคคลหนึ่งที่สามารถสะกดคนให้เกิดตาทิพย์ได้
สามารถสะกดนักเรียนให้ร้องไห้กันทั้งหอประชุมได้พร้อมกัน
ในความเห็นผม นับเป็นมโนมยิทธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน ในความสามารถเข้าไปควบคุมจิตใจของผู้อื่นได้
ผมเคยอยู่ในเหตุการนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
ผมต้องการทราบว่า เขาสามารถสะกดให้ผมเห็นอะไรได้หรือเปล่า
มีคนอื่นในที่นั้นบางคนถูกสะกดลึกมากจนเมื่อเขาเลิกกิจกรรมแล้วไม่ยอมคืนสติก็มี ต้องปลุกกันอยู่นาน
ผมนั่งนิ่ง ๆ สำรวจลมหายใจตัวเอง และฟังคำสั่งเขา
แต่ผมก็เป็นตัวเองตลอดเวลา ในขณะที่หลายคนที่นั่งอยู่รอบตัวผมมีอาการแปลก ๆ
ดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตของผู้ที่ถูกสะกดบ้างหรือเปล่า
นิรันดร์
 


----------------------------------------------------------
ถาม   มโนมยิทธิ คืออะไรครับ?
ตอบ   มโน
มยิทธิก็คือการฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิอย่างที่เราฝึกอยู่นี่
ก็คือการฝึกมโนมยิทธิ แต่มโนมยิทธิเขามีวิธีการถ้าใครท่อง นะ มะ พะ ธะ
แล้วตัวมันสั่น ๆ นั่นคือมโนมยิทธิ ที่พวกปลุกพระนั้น
เมื่อปลุกพระแล้วตัวสั่นขึ้นมานี่ไม่ให้เห็นนรก ไม่ให้เห็นสวรรค์
เพราะไม่มีผู้นำคือไม่มีผู้บอก
   มโนมยิทธินี่ใครคนหนึ่งมาภาวนา นะ มะ
พะ ธะ พอรู้สึกว่า สั่น ๆ ขึ้นนี่ เขาก็สังเกตุรู้แล้วว่า
จิตกำลังเริ่มสงบสว่าง
มีปิติเกิดขึ้นในช่วงนั้นเขาจะกรอกคำพูดคือคำสั่งเข้าไป เขาจะบอกว่า “
ทำตาให้สว่างมองไปไกล ๆ แล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่ “ แล้วเขาจะบอก
ทีนี้พอบอกไปแล้ว
ในขณะนั้นจิตของผู้ภาวนามันจะสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น
ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ลอยเคว้งคว้างอยู่ในเมื่อได้ยินคำสั่งแล้วจิตมันจะยึดคำพูดทันที
พอจิตมายึดคำพูด ต่อไปผู้กำกับการแสดงสั่งไปอย่างไร จิตดวงนี้จะปฏิบัติตาม
บอกว่าให้ไปข้างหน้าไปดูนรก หรือไปดูสวรรค์
แล้วผู้ภานาจะรู้สึกว่าเขามีกายเดินออกไปจากร่างของเขา
แม้ว่าร่างนี้จะสั่นอยู่อย่างนี้
แต่ความรู้สึกในทางจิตของเขาเหมือนกับเขาเดินเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ
ไปดูนรกก็รู้สึกว่าไปเดินอยู่ที่ขอบปากหม้อนรกโน่นแหละ
ไปดูสวรรค์ไปย่ำอยู่ที่ปราสาทวิมานของเทวดา
ความรู้สึกของเขาจะเป็นอย่างนั้น อันนี้เป็นแบบฝึกสมาธิกับการสะกดจิต
   อย่าง
เรา ๆ นั่งสมาธิกันอยู่อย่างนี้ ถ้าหากว่าภาวนาพุทโธ ๆ  ๆ เป็นต้น
แล้วก็มีผู้คอยกล่าวนำ ให้ทำจิตให้สงบ ให้ทำจิตให้สว่าง
กล่อมกันอยู่อย่างนี้ ในเมื่อจิตสงบสว่างแล้วจะเห็นโน่นเห็นนี่
แล้วกระแสจิตส่งออกไปข้างนอกจะเกิดภาพนิมิตขึ้นมาทันที
ต่อไปถ้าหากสมมติว่าผู้ภาวนามีอาการสั่น ปิติกำลังเกิด
ยิ่งสั่งให้ไปที่ไหนก็ไปได้ ไปดูอะไรที่ไหนได้ทั้งนั้น อันนี้คือมโนมยิทธิ
มโนมยิทธิกับการฝึกสมาธิอย่างเดียวกัน
อย่าว่าแต่มโนมยิทธิกับสมาธิก็ฝึกอย่างเดียวกัน
แม้แต่พิธิเชิญวิญญาณเข้าประทับทรง ก็ฝึกอย่างเดียวกัน
ผู้ที่เชิญวิญญาณเข้ามาทรง อย่างสมมติว่าจะทรงวิญญาณพระศิวะ
เขาก็ให้นึกในใจว่า ศิวะ ๆ  ๆ จนจิตสงบเป็นสมาธิ
เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วก็มีปิติ มีความสุขสบายเหมือนกัน
กับเราทำสมาธิธรรมดา ๆ เพราะความคิดและความตั้งใจจะเชิญวิญญาณมาประทับทรง
จิตมันก็ส่งกระแสออกไปข้างนอก
หลังจากที่เกิดความสงบแล้วก็มองหาตัววิญญาณประเดี๋ยวร่างของวิญญาณที่เรา
เรียกหานั้นจะปรากฏรูปร่างมายืนอยู่ต่อหน้า
แล้วผู้ทำพิธีการเชิญนั้นก็จะน้อมจิตน้อมใจให้วิญญาณเข้ามาประทับทรง
   เมื่อ
วิญญาณเข้ามาถึงตัว นิมิตที่มองเห็นด้วยตาหายไป
แต่ความรู้สึกภายในตัวจะมีความรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบหน่วงไปทั้งตัว
ปิติและความสุขซึ่งมีอยู่ก่อนนี้หายไปหมดสิ้น
ความรู้สึกอันเป็นส่วนตัวนั้นก็หายไป
จิตตกอยู่ในอำนาจของวิญญาณที่มาประทับทรงต่อไปนั้นแล้วแต่วิญญาณจะพาไป
ให้สมาธิเหมือนกันหมด

โดยหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
------------------------------------------------------------------


ในช่วงที่ผมเป็นเด็กอายุประมาณ 12-14 ปี  เห็นเพื่อนรุ่นพี่เขาเล่นอะไรกันก็ไม่ทราบในที่ไม่มีคนพลุกพล่าน เช่น ศาลวัด ใต้ร่มไม้ กระท่อมปลายนา ข้างโบสถ์  เป็นต้น
วิธีเล่น
ให้คนใดคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิ พนมมือโดยมีดอกไม้คู่หนึ่งไว้ในมือแล้วบริกรรมว่า
นะ มะ พะ ทะ ๆ  ๆ   ๆ สำหรับไปดู นรก สวรรค์
ภิเภก  ๆ ๆ ๆ  สำหรับไปดูผีในที่ต่างๆ
และ..(ขออภัย มันนานมาแล้ว) จำไม่ได้  สำหรับไปหาคนที่กำลังนอนหลับอยู่ (เช่น สาวๆ)
แล้วผู้กำกับ(ซึ่งเป้นเด็กรุ่นพี่ด้วยกันนั่นแหละ)จะเสกคาถาว่า นโมพุทะายะ แล้วเป่าไปที่มือของผู้ทรงเป็นระยะๆ จนกว่า...
(ขอเรียกว่า) ของขึ้น (ก็แล้วกัน)
เมื่อถึงระยะ...ของขึ้น  มือจะสั่น  แล้วผู้กำกับก็จะสั่งให้ไปในที่ต่างๆ เช่น นรก สวรรค์  แต่ผู้เข้าทรงมักจะบอกว่าไปนรก ร้อนมาก ทนไม่ไหวและไปไม่ถึง
เมื่อบอกให้ไปสวรรค์ เขาก็จะบอกว่า ไปไม่ถึง เหนื่อยมากบารมียังไม่ถึง
ที่ที่นิยมไปก็คือตรงที่มีผีดุๆ และเฮี้ยนมากๆ ผู้กำกับสามารถที่จะสั่งให้ขี่ม้า หรือเหาะเหิรเดินอากาสได้  และให้ต่อสู้กับข้าศึกศัตรูให้ชนะได้
ผู้เข้าทรงจะบรรยายถึงสิ่งที่ได้พบเห็น หรือตอบคำถามของผู้นั่งดูโดยผู้กำกับเป็นผู้่ถาม
ที่ที่นิยมไปอีกแห่งหนึ่งก็คือไปหาสาวสวยที่สุดในชุมชนและถอดวิญญาณออกมาคุยกับหนุ่มที่หมายปอง  ช่วงนี้ วิญญาณของหญิงสาวจะมาสถิตอยู่ในร่างของผู้ทรงและคุยกับคนรอบๆเหมือนหญิงสาวมาเอง  ช่วงนี้ จะไปถูกเนื้อต้องตัวผู้ทรงไม่ได้เลยนะครับ จะกรีดร้องทันทีและจะใช้่มือปัดป้อง


เมื่อจะหยุดเล่น ผู้กำกับจะบอกให้หญิงสาวกลับบ้่านไปเข้าร่าง  แล้วบอกให้คนทรงกลับมาที่เดิมและถามว่ากลับมาถึงหรือยัง  ถ้ากลับมาถึงแล้ว ผู้กำกับก็จะดึงมือของผู้ทรงให้แยกออกจากกัน  แล้วผู้ทรงก็จะรู้สึกตัว


จากการทดสอบ(ว่าผู้เข้าทรงแสร้งหรือไม่)โดย  ขณะที่ของขึ้น
ลองล้วงของสงวนดู เขาไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย


จากการสอบถามหญิงที่เรียกวิญญาณออกมา เขาบอกว่าไม่ฝันหรือไม่มีความรู้สึกผิดปกติอะไรเลย




 


 


 


 


 


 


 


 


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 19 เม.ย. 2555 (15:12)
คำสอน พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
________________________________________
ตอนที่ ๑ ผมเลวมาก
จาก หนังสือ มโนมยิทธิและประวัติของฉัน
บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่กำลังนั่งฟังอยู่เวลานี้ วันนี้ก็มาคุยกันถึงความรู้สึกตามความเป็นจริง ความจริงได้บันทึกไปแล้วคาสเซทก่อนแต่ต้องลบทิ้งไป เพราะรู้สึกว่าพูดตรงตามความรู้สึกที่เป็นความจริงเกินไป ที่ว่าเกินไป ก็เพราะว่าพูดตรง ๆ ก็เลยสงสัยว่าบรรดาท่านผู้ฟังถ้ามีขันติก็ดีอยู่ ถ้ามีขันติไม่ดีก็จะเกิดสร้างความโกรธแค้นขึ้นมาก็จะเป็นการลำบาก เพราะว่าเวลานี้ปรากฏว่าภาวะของประเทศ (ที่พูดนี่เป็นวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๗) เพราะว่าเวลานี้ ปรากฏว่าตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวมาก เนื่องจากทางราชการจับบุคคลที่กล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ข้อเท็จจริงนี้จะเป็นประการใดก็เป็นเรื่องของทางราชการ ซึ่งเป็นเหตุผลของแต่ละฝ่าย แต่ฝ่ายพระน่ะไม่เกี่ยว แม้ความจริงพระไม่เกี่ยวแต่เมื่อพูดเรื่องของพระตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าคนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดการไม่พอใจบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง คณะใดคณะหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับการจับกุม เป็นเรื่องของทางพระศาสนา ก็จะกลายเป็นว่าผมเป็นปัจจัยสร้างความแตกแยกของบุคคลขึ้นในพระศาสนา ทางบ้านเมืองเขากำลังทะเลาะกัน เราทางศาสนาก็เริ่มจะทะเลาะกันอีก ก็เป็นการไม่ดี
ฉะนั้นขอเปลี่ยนลีลาเสียใหม่ ซึ่งก็ขอพูดตามความเป็นจริงเหมือนกันแต่งดอาการเครียดที่ผ่านมาเสีย
วันนี้ก็ขอปรารภเรื่องมโนมยิทธิ
ประสกข้างวัด (IP:125.27.246.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 19 เม.ย. 2555 (15:16)
คำว่า มโนมยิทธิ นี่แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ บรรดาท่านพุทธบริษัทและญาติโยมที่นั่งอยู่นี่ทุกคนทำได้แล้วทั้งหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระที่เข้ามาบวชในวัดนี้ต้องทำได้ก่อน เมื่อทำได้แล้วก็พยายามอย่าให้เสื่อมเสีย ถ้าปล่อยให้เสื่อมจะถือว่าเป็นการปรามาสพระพุทธเจ้า เพราะว่าความรู้นี้เป็นของพระพุทธเจ้า
หากว่าจะมีใครถามว่าทำไมจะต้องสอนมโนมยิทธิ ซึ่งก็มีคนหลายกลุ่มหลายคน หลายคนนี่ความจริงเขาไม่ได้พูดที่อื่นบางคนก็มาพูดใส่หน้าผมเองว่าสอนคนนอกรีตนอกรอย ไม่เป็นเรื่อง ไอ้คำว่าสอนนอกรีตนอกรอยนี่บางทีเขาจะคิดว่าผมเป็นแบบพระกปิลภิกขุที่ในพระวินัยท่านบอกว่าตายจากความเป็นคนไปเกิดในอเวจีมหานรก และก็พาโยมแม่กับน้องสาวลงอเวจีมหานรกด้วย เฉพาะท่านกปิละเมื่อลงอเวจีแล้วพ้นขึ้นมาเป็นปลามีเกล็ดสีทอง พอพระพุทธเจ้าถามตามความเป็นจริงก็เสียใจ เอาหัวตีข้างเรือตายแล้วไปเกิดในอเวจีมหานรกใหม่
ความจริงผมไม่ได้หนักใจแบบท่านกปิละ เพราะว่าความรู้นี้เป็นของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้ ถ้าท่านผู้ใดเห็นว่าไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราวก็จงคิดว่าพระพุทธเจ้าไม่เป็นเรื่องด้วยก็แล้วกัน ที่กล่าวนี่ผมไม่ได้ประณามพระพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อท่านทั้งหลายเห็นว่า ความรู้ของพระพุทธเจ้าใช้ไม่ได้ก็แสดงว่าท่านผู้นั้นไม่ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า เป็นเรื่องของท่านผู้นั้น ผมปฏิบัติตามไม่ได้
และมีบางท่านเห็นว่าเป็นการสะกดจิตบ้าง ความจริงการสะกดจิตต้องเป็นเหมือนกันหมด ทำอะไรเหมือนกันหมด รู้อะไรเหมือนกันหมด ต้องทำได้เหมือนกันทุกอย่างเพราะถูกจิตบังคับ แต่ทว่าการที่มาฝึกนี่ทุกคนไม่ใช่จะได้เหมือนกันหมด บางคนวันเดียวได้ บางคน ๒ วันได้ บางคนถึง ๓ วันได้ แต่ก็มีบางรายที่ ๔ วันได้
และมีบางท่านบอกว่าเป็นโอภาส (แสงสว่าง) อันนี้ก็ไม่ถูก คำว่า โอภาส เป็นแสงสว่างเฉย ๆ เป็นผลของการเจริญสมถภาวนาบวกวิปัสสนาภาวนา ถ้าหลับตาไปแล้วจะเห็นแสงสว่างทั้งข้างหน้าข้างหลัง ข้างล่างข้างบน อันนี้ผมเคยผ่านมาแล้ว ก็ไม่ใช่มโนมยิทธิ
บางท่านบอกว่าเป็นอุปาทาน คำว่า อุปาทาน แปลว่ายึดมั่นถือมั่น จะต้องรู้อยู่ก่อน คิดไว้ก่อนว่าภาพนั้นภาพนี้เป็นอย่างไร แล้วก็ไปเจอแบบนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นอุปาทาน คือยึดถือภาพไม่ยอมปล่อย จะต้องเป็นเหมือนที่ฉันเห็นมาก่อนจึงจะถูกต้อง อันนี้ก็ไม่ใช่อีก
ที่ผมพูดอย่างนี้นะขอบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลายและบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท ก็จงอย่าไปโกรธผู้พูด ท่านพูดเพราะท่านเข้าใจผิด ท่านไม่ได้เคยศึกษาเรื่องนี้มาก่อน ก็เป็นเรื่องของท่าน ถ้าคิดว่าทำไมจึงไม่ศึกษา ก็ต้องนึกถึงตัวเราเอง ท่านก็ดี ผมก็ดี คุณก็ดี ญาติโยมพุทธบริษัทก็ดี เดิมทีเดียวเราก็เชื่อนรก สวรรค์ แต่ว่าเราไม่เคยเห็นนรก สวรรค์ (ขอโทษตอนนี้ต้องกินน้ำ วันนี้ป่วย อาการป่วย เครียดมาก เดินก็งง นั่งก็งง แต่ก็เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อความดีของญาติโยมพุทธบริษัทก็ทำ) เป็นอันว่าเราก็มาพูดตามเรื่องของเรา ที่เมื่อกี้กินน้ำเอื๊อกเดียวหายไปเลย ผมไม่มีหนังสือ ผมไม่ได้ถือหนังสือมา
ทีนี้ความรู้สึกของผมมีอย่างหนึ่งคือว่ามีความรู้สึกว่า ผมนี่เลวมาก
ในสมัยก่อน สมัยยังเป็นเด็ก เรื่องนรก เรื่องเทวดานี่ผมพบมาก่อน ผมเชื่อ เพราะทุกอย่างถ้าผมไม่พบมาก่อนนี่ผมไม่เชื่อ ผมเป็นคนประเภทที่เรียกว่าไม่ยอมเชื่อลอย ๆ จะต้องมีเหตุมีผลมีประสบการณ์เอง และที่มีเหตุมีผลแล้วผมก็ยังไม่เชื่อ ต้องชนเอง ต่อมาเมื่อผมเป็นพระผมเรียนนักธรรม เรียนบาลี ผมได้พยายามพูดให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเข้าใจเรื่องนรก สวรรค์ ท่านเชื่อแต่ก็ไม่หมดการแคลงใจ ต่อมาเป็นนักเทศน์ เทศน์เท่าไรญาติโยมก็ไม่หมดการแคลงใจ จึงมีความรู้สึกว่าเราเลวเหลือเกิน ที่กินข้าวของญาติโยม ผ้าผ่อนท่อนสไบที่ใช้ญาติโยมก็ให้ สถานที่อยู่ญาติโยมก็หาให้ การป่วยไข้ไม่สบายญาติโยมก็หายารักษาโรคให้ หาหมอมาให้ แต่ว่าเราไม่สามารถสนองความดีของญาติโยมได้ตามความเป็นจริง ไม่สามารถจะเปลื้องอารมณ์ของญาติโยมได้ ผมจึงมีความรู้สึกว่าผมเลวมาก ทั้ง ๆ ที่ความรู้นี้มีอยู่
จึงได้มาปรารภว่าความรู้ขององค์สมเด็จพระบรมครู คือพระพุทธเจ้าความรู้ที่พระพุทธองค์สอนไว้ที่บรรดาพระโบราณจารย์ คือท่านพระพุทธโฆษาจารย์ท่านอยู่เมืองสะเทิม หรือเมืองสุธรรมวดี ท่านกรุณาเขียนวิสุทธิมรรคตอนที่จะไปแปลพระไตรปิฏกให้บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นตรวจน่ะ (ถ้าวิสุทธิมรรคเขียนไม่ถูกต้องเขาไม่ยอมให้แปลพระไตรปิฎกจากภาษาสิงหลมาเป็นภาษามคธ) ท่านก็พยายามเขียน เมื่อเขียนแล้วพระอรหันต์ท่านตรวจว่าถูกต้อง จึงได้ยอมให้แปลพระไตรปิฎก ผมก็มีความมั่นใจว่า ในฐานะที่พระพุทธโฆษาจารย์แห่งเมืองสุธรรมวดีท่านเป็นอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ และบรรดาพระที่ประเทศลังกาสมัยนั้นซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบท่านก็เป็นพระอรหันต์ ฉะนั้น ความรู้ที่พระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ต้องไม่ผิด คณะสงฆ์จึงยกเป็นปกรณ์พิเศษ เป็นหลักสูตรของเปรียญ ๘ ประโยค
แต่ทว่าถ้าถือในวิสุทธิมรรคจริง ๆ แล้วผมปฏิบัติมาตามสายนั้น ใช้เวลามากจริง ๆ ผมบวชมาแล้วใช้เวลาเกีอบ ๒ เดือนจึงสามารถทำวิชานี้ได้ ที่ทำได้ท่านอย่างถือว่าเป็นคนวิเศษวิโสนะ ความรู้ที่ผมนำมาสอนพวกท่านก็ดี หรือที่ผมทรงไว้ได้ก็ดี มันเป็นความรู้แบบเป็ด ๆ เป็นเศษความสามารถของพระอรหันต์ทั้งหลายท่าน แต่เราก็สามารถจะรู้จักสวรรค์นรกกันได้ก็ยังดี
แต่ว่าในวิสุทธิมรรคที่พระพุทธโฆษาจารย์ท่านรจนาไว้ว่า "บุคคลผู้ใดถ้าเคยทำได้แล้วในชาติก่อน.." อย่างทิพจักขุญาณเป็นต้น ท่านบอกว่า "ไม่ต้องตั้งท่าตั้งทางทำกสิณ เพียงเห็นแสงสว่างจากช่องฝาที่ลอดมา เมื่อจับแสงสว่างเป็นอาโลกสิณก็สามารถได้ทิพจักขุญาณได้"
ผมก็มาคำนึงถึงเรื่องนี้ว่า คนที่เกิดมาที่ดีก็มีมาก ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนมี ๔ เหล่า คือ
๑. อุคฆฏิตัญญู มีกำลังใจเต็มพร้อมในการปฏิบัติ พร้อมจะได้มีความสามารถ ท่านประเภทนี้ฟังคำสอนเพียงหัวข้อเท่านั้น ก็เข้าใจและปฏิบัติได้ทันทีทันใด
๒. วิปจิตัญญู ประเภทนี้มีกำลังใจดี แต่ความฉลาดน้อยไปนิดหนึ่ง ฉลาดน้อยกว่าพวกแรก จะแนะนำแต่เพียงหัวข้อไม่เข้าใจ ต้องอธิบายจึงจะเข้าใจและทำได้
๓. เนยยะ ท่านผู้นี้มีกำลังความดีพอสมควร และสามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ แต่จะต้องปลุกปล้ำกันหน่อยจึงจะเข้าใจ ถ้าจะสอนแบบผ่านไปผ่านมา อันนี้ไม่เข้าใจ จะต้องจ้ำจี้จ้ำไช ซ้ำแซะกัน
๔. ปทปรมะ พวกนี้ไม่มีเหตุไม่มีผล เป็นคนไม่เอาไหน ประเภทที่เรียกว่า "สอนเท่าไรไม่รู้จักจำ" สอนเท่าไรก็ไม่มีผล เพราะอกุศลคอยครอบงำมาก คนประเภทนี้พระพุทธเจ้าทรงหลีก
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ผมปรารภอย่างนี้ ซึ่งก็ปรากฏว่าพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระชินวรสมัยเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนมชีพอยู่ พระองค์พูดไม่กี่คำ ใช้เวลาไม่นาน คนก็บรรลุมรรคผลมีอยู่ และเมื่อองค์สมเด็จพระบรมครูนิพพานไปแล้ว บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็พูดหน่อยเดียว คนก็บรรลุมรรคผล แสดงว่าความรู้ที่องค์สมเด็จพระบรมครูสอนไว้ต้องมีง่าย ๆ ง่ายกว่าที่ผมศึกษามา ผมจึงได้พยายามค้นคว้า ค้นคว้าน่ะไม่ใช่ปัญญาของผมเองนะครับ ต้องถือว่าค้นคว้าหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเมื่อพบแล้วประมาณ ๔๐ อย่างเศษและลองมาปฏิบัติก็รู้สึกว่าผมเคยฝึกมาแล้วใช้เวลาถึง ๗ วัน ถ้าเป็นชาวบ้านมีเวลา ๗ วันเขาไม่ไหว เป็นพระใช้เวลา ๗ วัน บางทีชาวบ้านอาจจะต้องใช้เวลาถึง ๗ เดือน เพราะชาวบ้านไม่มีเวลาทำแน่
ผมจึงมาคิดว่าจะต้องหาความรู้ที่ง่ายที่สุด และมีผลสม่ำเสมอกันจึงไปได้ หลักสูตรนี้มา กว่าจะได้หลักสูตรนี้มาต้องใช้เวลา ๒๓ ปีนะ หลักสูตรหาได้แล้วก็ต้องหาบุคคลที่ทำได้ด้วย คนที่ทำได้ต้องมี และก็ต้องลองฝึกดูเป็นเครื่องพิสูจน์ ความรู้ดังกล่าวนี้ผมไปได้มาจาก "อาจารย์สุข" ซึ่งท่านเป็นฆราวาส
ประสกข้างวัด (IP:125.27.246.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 19 เม.ย. 2555 (15:19)
บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรแปลกใจไหมครับ ที่ผมยอมตัวไปเป็นลูกศิษย์ฆราวาส ท่านอาจจะแปลกใจถ้าท่านมีมานะทิฐิ ถ้ามีมานะถือตัวถือตนละก็ท่านแปลกใจแน่ คิดว่าพระไม่ควรจะน้อมตนไปเป็นลูกศิษย์ฆราวาส แต่ว่าคนอย่างผมซะอย่าง ผมยังไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนดี ยังมีความรู้สึกว่าผมเลว และก็ผมโง่ ทั้งนี้เพราะอะไร ผมโง่จริง ๆ ผมกินข้าวที่ญาติโยมเลี้ยง สถานที่อยู่อาศัยญาติโยมหาให้ ผ้าผ่อนท่อนสไบญาติโยมให้ ยารักษาโรค หมอรักษาโรค โยมก็ให้ แต่ว่าผมเป็นคนจัญไร ไม่สามารถจะสนองกำลังใจของญาติโยมให้เข้าใจสวรรค์ นรก จริง ๆ ได้ ฉะนั้น ผมถือว่าในเมื่อผมยังเลวอยู่ ถ้าใครเขาดีกว่าผม ผมก็ยอมรับท่านเป็นครู ผมเคยรับคำแนะนำของเด็กอายุแค่ ๑๒ ปีเธอให้เหตุให้ผลนี่ผมเชื่อ และเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่ใครเป็นลูกศิษย์ผมเอง
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร นิสัยผมเป็นอย่างนี้ แต่ทว่าถ้าใครมาเบ่ง อวดเลว ไม่ใช่อวดดีนะ อันนี้ผมยอมไม่ได้ คำว่ายอมไม่ได้ไม่ใช่หมายความว่าจะไปชวนตีกับเขา ผมก็ไม่ยอมรับคำแนะนำของเขา คนผู้นั้นต้องมาแบบดี มาตามลีลาของพระพุทธเจ้า อันนี้ผมยอมรับ ฉะนั้นความรู้นี้ต้องถือว่าเป็นประวัติส่วนหนึ่งของผม
ขณะที่ผมไปพบท่านอาจารย์สุข มันเป็นการบังเอิญจริง ๆ ครับ เอายังงี้ก็แล้วกัน อาจารย์สุขเวลานั้นท่านก็ดื่มเหล้า เป็นเรื่องแปลก คนที่กินเหล้าวงเดียวกันนั่นแหละเกิดท้าทายกันขึ้น บอกว่า
"ไอ้สุข" (ขอประทานอภัยผมไม่เรียกท่านอย่างนั้นนะ นี่ตามคำที่ได้ยินมา) "เขาว่ามึงสอนคนไปสวรรค์ ไปนรกได้ใช่ไหม"
อาจารย์สุขบอกว่า "ใช่" คนนั้นเขาบอกว่า "กูไม่เชื่อ กูไม่เชื่อว่าสวรรค์มี นรกมี และกูก็ไม่เชื่อว่าความสามารถในคำสอนของมึง"
เอาเข้าแล้วไหมล่ะ เมื่อเกิดการท้าทาย อาจารย์สุขก็บอกว่า
"ถ้าหากว่ากูสอนให้มึงเห็นนรกได้ หรือว่าเห็นสวรรค์ได้มึงจะยอมเสียเหล้าให้กู ๑ ขวดไหมล่ะ"
นี่เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกนะครับ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วคนนั้นเขาก็ยอมโดยบอกว่า
"ถ้ามึงทำให้กูไปไม่ได้มึงต้องเสียเหล้าให้กู ๑ ขวดด้วยนะ"
ทั้งสองเกิดท้าทายกัน เขาหันหน้ามาทางผมแล้วพูดว่า "พระคุณเจ้าเป็นพยานด้วยนะครับ" ผมก็เลยนึกว่าดีวันนี้เป็นกรรมการขี้เมา แต่ไม่ได้เมากับเขา
เป็นอันว่าท่านอาจารย์สุขก็สั่งให้หาดอกไม้มา ๓ ดอก เอาเทียนที่เขาบูชาพระที่เรียกว่าเทียนหนักบาท (ความจริงมันหนักไม่ถึงบาท) มาหนึ่งเล่ม และใช้สตางค์หนึ่งสลึงยกครู และใช้เหล้าหนึ่งขวด เอ...แปลก
ผมก็นั่งนึกในใจว่า เออ... ไอ้เรื่องพรรค์อย่างนี้มันไม่น่าจะมีเหล้ามียา แต่ก็นั่งดูเขาจะทำยังไงกัน ต่อมาท่านอาจารย์สุข ก็ไปกลิ้งครกตำข้าวมา ครกตำข้าวนี่ผู้ฟังจะเข้าใจหรือไม่ผมไม่อธิบายละ ท่านให้คนนั้นนั่งที่ครกตำข้าวนั่น แล้วก็ให้ภาวนาว่า "นะ มะ พะ ธะ" อันนี้แปลก ไม่มีพิธีกรรมอะไรเลย หลังจากนั้นท่านก็ใช้น้ำมนต์พรม เมื่อพรมน้ำมนต์แล้ว ท่านก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ ท่านบอกว่า ท่านภาวนาว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" เป็นการควบคุม หลักจากนั้นสักครู่หนึ่ง ท่านก็เอาธูปหอมมาจุด ให้ควันธูปโรยใกล้ ๆ จมูกคนนั้นให้ได้กลิ่นหอม แล้วเอากระดาษจุดไฟช่วยแสงสว่างไปส่องข้างหน้า ไม่ใช่ถึงเนื้อนะ ท่านถามว่า
"สว่างแล้วหรือยัง?" คนนั้นก็บอกว่า "สว่างแล้ว"
ท่านอาจารย์สุขถามว่า "เห็นแสงขาว ๆ พุ่งลงมามีไหม หรือแสงสว่างพุ่งออกไปมีไหม?"
คนนั้นตอบว่า "เห็นแสงสว่างพุ่งลงมาจากข้างบน"
ท่านอาจารย์สุขก็เลยบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นตัดสินใจพุ่งกายไปตามแสงทันที"
คนนั้นบอกว่า "เวลานี้ออกจากกายแล้ว"
ท่านอาจารย์สุขบอกว่า "ถ้างั้นตั้งใจไปนรก"
คนนั้นตอบว่า "เวลานี้ถึงนรกแล้ว"
และเขาก็อธิบายความเป็นไปของนรกถูกต้องตามไตรภูมิและก็ถูกต้องตามที่ประสบมาตามพระบาลี ผมฟังแล้วก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ ก็เป็นอันว่าไป ๆ มา ๆ คนนั้นพบนรกหลายขุมตามที่เราเข้าใจ ผมก็แปลกใจเรื่องอย่างนี้ พระมีศีลแท้ ๆ ไปไม่ได้ แต่คนขี้เหล้าเมายาไปได้
แล้วต่อมาคนนั้นก็ร้องบอกว่า "อยากจะพบคุณปู่ที่ตายไปแล้ว"
ท่านอาจารย์สุขก็บอกว่า "นึกถึงพระยายมท่าน เชิญท่านมาสงเคราะห์"
คนนั้นตอบมาว่า "เวลานี้ท่านพระยายมมายืนข้าง ๆ แล้ว"
ท่านอาจารย์สุขบอกว่า "ให้ถามท่านว่า คุณปู่ (ชื่อนั้นชื่อนี้ ตายไปเมื่อไร)เวลานี้อยู่ในนรกไหม?"
ก็ปรากฏว่าคนนั้นบอกมาว่า "พระยายมท่านบอกว่า ในนรกไม่มีคนนี้และคนนี้เมื่อมีชีวิตอยู่มีความดีมาก ประการที่สอง คนนี้มีศีล ๕ ครบถ้วนมานานเป็นเวลาถึง ๓๐ ปี แล้วก็มีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์จริง คนนี้มีจิตอยากจะไปนิพพาน"
ท่านอาจารย์สุขก็ให้ถามท่านพระยายมว่า "ท่านไปนิพพานหรือยัง?"
ท่านพระยายมบอกว่า "ยัง คนนี้ไปอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต เพราะก่อนจะตายเป็นพระโสดาบัน"
คนนั้นก็ถามว่า "พระโสดาบันมีความประพฤติอย่างไรบ้าง"
พระยายมท่านก็บอกว่า
๑. มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้มันจะต้องตาย คือไม่ประมาทในความตาย
๒. เคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์จริง
๓. มีศีล ๕ บริสุทธิ์
๔. คิดต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน
ถ้ามีความประพฤติอย่างนี้เมื่อเป็นพระโสดาบันแล้วบาปกรรมทั้งหมดจะไม่สามารถลงโทษต่อไปอีก ถ้าไปถึงพระนิพพานไม่ได้ ก็อยู่ชั้นดุสิต ต่อไปก็สามารถฟังเทศน์จากพระศรีอาริยเมตไตรยจบเดียวก็เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานเลย
แล้วคนนั้นก็เลยหันไปถามท่านว่า "คนอย่างผมจะเป็นพระโสดาบันได้ไหม?"
เสียงบอกว่า พระยายมท่านบอกมาว่า "อย่างนี้มันเป็นไม่ได้หรอก อย่างนี้ต้องเป็นสัตว์นรก เพราะการที่จะมานี่ก็กินเหล้ามา เหล้านี่กินเฉย ๆ ไม่มีโทษอย่างอื่นก็ต้องตกโลหะกุมภีแล้ว" ท่านก็ชี้ให้ดูโลหะกุมภี คนนั้นร้อง "ว้าก ตายแล้ว"
เสียงคนนั้นบอกมาว่า "เวลานี้ก้มลงกราบพระยายมว่า ถ้าผมจะเป็นคนมีศีลบริสุทธิ์ และปฏิบัติตนอย่างปู่นี่จะไปเหมือนปู่ได้ไหม?"
พระยายมท่านก็บอกว่า "ได้ ทำไมจะไม่ได้ ให้ลืมความชั่วทั้งหมดปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา ที่ผ่านมาแล้วทั้งหมดเลิกกัน ไม่คิดถึงมัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ลืมคิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะตาย ถ้าเราตายแล้วไม่ยอมมานรกอย่างที่ยืนอยู่ที่นี่ มันทุกข์ เราไม่ต้องการ เราต้องการไปจุดเดียว คือ นิพพาน ถ้าไปสวรรค์หรือพรหม หมดบุญวาสนาบารมีต้องพุ่งหลาวลงนรก เพราะบาปเก่าที่มีอยู่ฉะนั้นมุ่งอย่างเดียวคือไปนิพพาน อารมณ์อย่างนี้ถ้าทรงตัว เขาเรียกพระโสดาบันบาปทั้งหมดอย่างที่ทำมาแล้วไม่ทำต่อไป"
รวมความว่าท่านคุยกันอยู่นานประมาณครึ่งชั่วโมงเศษ ผมก็จะขอระงับไม่พูดมากละ เป็นอันว่าคนนั้นก็ถอนตัวกลับจุดเดิมแล้วลุกขึ้นกราบอาจารย์สุขแล้วขอมอบเหล้าพิเศษ เงินค่าเหล้าให้ เขาหันมาทางผมบอกว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขึ้นชื่อว่าศีล ๕ ผมจะมีครบถ้วนครับ และผมจะไม่ลืมความตาย ผมเห็นนรกแล้วไม่ไหว ไอ้เหล้านี่ โอ้โฮ ผมกินหน่อยเดียว คนในนรกเบียดกันครึ่บ ๆ อันนี้ไม่ไหวจริง ๆ
ปรากฏว่านับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา วันนั้นเขาให้เหล้าอาจารย์สุข อาจารย์สุขก็เลิกกินเหมือนกัน นี่ความจริงอาจารย์สุขท่านทำได้น่าจะเลิกกินเหล้าบ้างแต่ปรากฏว่าอาศัยคนนั้นเป็นเหตุให้อาจารย์สุข ๆ ก็ไม่กินเหล้าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาและก็ไม่ละเมิดศีล ๕
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ของดีย่อมมีในทุกที่ทุกสถาน ถ้าเราจะประณามคนเมาว่าเลวมันก็ไม่ถูก ความดีเขามีอยู่ ตอนนี้ผมเป็นพระนี่ครับ ผมมีความรู้สึกตัวว่าผมนี่เลวกว่าคนเมา และชาวบ้านเขาไหว้ผม ผมไม่ได้ไหว้ชาวบ้าน ความรู้กระจ้อยร่อยเพียงเท่านี้ผมไม่สามารถจะมีมาแจกญาติโยมพุทธบริษัท นี่ผมเลวมาก ผมมีความรู้สึกเวลานั้น เมื่อก่อนผมก็รู้สึกว่าเลวอยู่แล้ว แต่ทว่าไอ้ตอนนั้นรู้สึกเลวหนักขึ้น
นี่แหละบรรดาท่านทั้งหลาย ผมก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ผมเลวและผมก็พยายามเปลื้องความเลว เปลื้องได้นิด ๆ หน่อย ๆ ความจริงผมก็มีความรู้สึกว่าความรู้มโนมยิทธิ ที่ผมให้ญาติโยมพุทธบริษัท ยังน้อยกว่าความดีของบรรดาญาติโยมที่สงเคราะห์ผม (อาตมาก็ขอประทานอภัยแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่นั่งที่นี่ประมาณ ๒๐๐ คนเศษ วันนี้น้อยหน่อยนะ ขออภัยที่สนองคุณญาติโยมได้ไม่เป็นไปตามความประสงค์อันนี้ต้องขออภัยนะ) และก็ทุกคนตั้งใจปฏิบัติ แม้จะเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอสนองคุณได้บ้างก็พอควรนะ เพราะถือว่าดีพอ
เป็นอันว่าสำหรับวันนี้ บรรดาท่านทั้งหลาย มองเวลาไปมันก็เหลือ ๒ นาที ผมตั้งใจว่าจะพูดอีกอันหนึ่งที่มีประสบการณ์มา ซึ่งก็เป็นเรื่องของผม แล้วก็ตัดสินใจว่าเอาละขอเป็นลูกศิษย์อาจารย์สุข แต่ว่าผมกินเหล้าไม่เป็นมาตั้งแต่เกิด ไม่มีเหล้าเป็นอาชีพ เรื่องเหล้าเป็นอาชีพนี่ไม่เอาแน่ แต่ว่าเวลายกครูท่านแปลกที่มีเหล้าด้วย แต่สำหรับผมเรียน เวลาไหว้ครู อาจารย์สุขท่านไม่ต้องการเหล้าเลย ไม่มีสุรายาเมา ไม่มีอะไรทั้งหมด แม้จนกระทั่งยาสูบเอง ท่านก็เลิกเมา ดีมากนะ นี่วันหลังนะ ความจริงวันนั้นก็ขอเรียนจากท่าน เห็นผลแล้วนี่ เมื่อขอเรียนจากท่าน ท่านก็ขอร้องว่า วันหลังเถอะครับ วันพรุ่งนี้ ผมจะแนะนำให้
เอาละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งหลาย เป็นอันว่าวันรุ่งขึ้นท่านก็มา แต่มาแล้วจะพูดอะไรกันได้ล่ะ สัญญาณบอกหมดเวลาปรากฏแล้ว เทปบันทึกเสียงจะหมดหน้าแล้ว ก็ขอหยุดก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
ประสกข้างวัด (IP:125.27.246.96)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 19 เม.ย. 2555 (22:27)
ตอนที่ ๒ ผมเลวมาก ( ต่อ )
จาก หนังสือ มโนมยิทธิและประวัติของฉัน
ท่านศาสนิกชนพุทธบริษัททั้งหลาย และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรผู้รับฟัง สำหรับวันนี้เป็นวาระที่สองที่ผมพูดกับท่านทั้งหลาย ในเรื่องของ มโนมยิทธิ ความจริงผมก็จำวันที่ไม่ได้นะ เทปก่อนผมก็ว่าส่งเดชไปเท่านั้นเอง จำไม่ได้ วันนี้มันป่วยจริง ๆ เรื่องวันที่ก็ขอยกไว้ก่อน เดือนกรกฎาคม (เดี๋ยวขอเปิดดูหน่อยว่าเดือนกรกฎาคมนี่วันที่เท่าไร ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๘ เอาละเป็นวันที่ ๑๗ กรกฎาคมแน่) ดังนั้นเทปก่อนพูดวันที่คงไม่ผิด เพราะเป็นวันที่ ๑๗ จริงๆ เดา ๆ เอานะ วันนี้ป่วยมาก ตอนเช้าลุกไม่ค่อยขึ้น มี พระมหาวิจิตรเจ้าคุณศรีวิสุทธิพงศ์ เจ้าคุณศรีวิสุทธิโมลี เจ้าคุณวิมล และมหาทองดำ (สำหรับมหาทองดำนี่ชื่อท่านดีแต่ผมจำไม่ได้ เคยเรียกแต่ "เณรดำ ๆ" เมื่อเป็นมหาเปรียญก็เรียก "ดำ" เรื่อย ๆ) ทั้งหมดนี่ท่านมาหา และมีแขกมา มีญาติโยมมาจากนครปฐมสามพราน มาคันรถหนึ่งก็ลงรับไม่ได้ นี่ป่วยมาก ท่านจะเสียกำลังใจหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมก็บอกท่านว่าผมป่วย เพราะเดินงง ลงไปรับแขกไม่ไหว
นี่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททราบไว้ด้วย ว่านี่ท่านมากันตามเวลารับแขกก็จริง ผมยังลงไม่ได้ หากว่ามานอกเหนือเวลาไม่รับก็อย่าหาว่าหยิ่งเลยนะขอให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ผมนี่แก่แล้ว และเวลาพักผ่อนผมก็ไม่มี เช้าก็เครียด กลางวันก็ต้องรับแขกถึง ๔ โมงเย็น ไม่มีใครเขาพูดด้วยก็ต้องพูดคนเดียว ไอ้พูดคนเดียวนี่มันเหนื่อยเหลือเกิน แต่ว่าเพื่อธรรมะผมพูด แต่หากว่ามาหาหมอดูละก็เจ๊งละ ผมไม่เอาด้วย หาหมอดู หมอรักษาโรค ผมเองก็ยังต้องให้น้ำเกลืออยู่เสมอ แพทย์ต้องให้น้ำเกลือแล้วผมจะไปรักษาโรคกับใครเขาหายล่ะ
รวมความว่า วันนี้ก็มาดูความเลวของผมอีก เลวเบื้องต้นยังไม่พูดกันนะในตอนต้นก่อนที่จะเรียนกับ อาจารย์สุข ท่านอาจารย์สุขก็มา อย่าลืมว่า เมื่อวานนี้พูดกันถึงว่า คนเขาทำบาป คือกินเหล้าและไม่ได้สมาทานศีล อยู่ ๆ เขาก็ทำกัน ไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ท่านเห็นความเลว ความเป็นพระของผมไหม มันเลวจริง ๆ ผมเป็นพระไม่สามารถจะทำได้นี่ ผมเลวมาก ความจริงเรื่องส่วนตัวคือผมทำได้ แต่ว่าผมให้คนอื่นเขาไม่ได้ แนะนำญาติโยม ญาติโยมก็ไม่เข้าใจ อันนี้ไม่ใช่โยมเลว ผมเลว เพราะไม่สามารถจะแนะนำโยมได้ ผมรู้สึกว่า ผมเสียศักดิ์ศรี หรือทำผ้ากาสาวพัสตร์เสียศักดิ์ศรีมาก
ต่อมาผมก็เริ่มจะเรียน ก็พอดีเหลือบไปเห็นคนทอดแหอยู่ ๒ คนเป็นชายหนุ่มและมีภรรยาถือท้ายเรือ ก็เลยเรียกสองคนเข้ามา พอเธอเข้ามาแล้วก็บอกว่า
"กรุณาอาบน้ำอาบท่าเสีย" ถามเธอว่า "วันหนึ่ง ๆ ทอดแหได้เท่าไหร่" เวลานั้นค่าของเงินสูง
เธอบอกว่า "ถ้าได้มากก็ถึง ๒๐ บาท บางวันก็ขายได้ประมาณ ๑๐ บาท เลี้ยงตัวได้"
แต่ทว่าเวลานั้น ข้าวสารถังหนึ่งก็เห็นจะไม่เต็มบาทดี ๙๐ สตางค์ และเป็นค่ากับข้าว รู้สึกว่าเธอมีรายได้ดี
บอกว่า "ถ้ายังงั้นละก็รายได้เธอได้เท่าไรก็ช่างเถอะ ๒๐ บาทฉันจ่ายให้ ขอพิสูจน์ผลความดีกันสักหน่อยได้ไหม ?"
เธอถามว่า "พิสูจน์อะไร" ก็บอกว่า "อาจารย์สุขจะสอนให้คนไปสวรรค์ไปนรกได้ เธออยากจะเห็นไหม ?"
รู้สึกว่าเธอดีใจ สำหรับการหากินต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตน่ะ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทและเพื่อนภิกษุสามเณร อย่าตำหนิกัน เขามีความจำเป็น คนเขาต้องการดีเหมือนกัน แต่ว่าเขาจะดีจริง ๆ และไม่ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตละก็เขาไม่มีจะกิน เขาก็มีความจำเป็น อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ นายจุนท์ ที่ฆ่าหมูตั้งเยอะเลี้ยงพระสงฆ์ในวันปรินิพพาน และถวายพระพุทธเจ้าด้วย พระพุทธเจ้ากลับยกย่องสรรเสริญทานของนายจุนท์ว่ามีผลเลิศ และก็มีคนมากมายที่เข้าหาพระพุทธเจ้า มาเฝ้าพระพุทธเจ้าฟังเทศน์จบเดียวเป็นพระโสดาบ้าง เป็นอรหันต์บ้าง ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ทำบาปมาก่อน ไม่ใช่คนไม่มีบาป อย่างท่านองคุลีมาลท่านฆ่าคนเย้ง ๆ อยู่ แต่องค์สมเด็จพระบรมครูก็ไม่ทรงรังเกียจ สงเคราะห์องคุลีมาลจนเป็นพระอรหันต์ และก็เป็นได้ไม่นาน
เพราะอย่างนั้นเรื่องอาชีพอย่าตำหนิกัน ทุกคนต้องการดี แต่ว่าการเลี้ยงตัวมันไม่ดี ไม่มีทางอื่น ต้องทำอย่างนั้น หากว่าเขามีทางอื่นทำเขาจะทำ เว้นไว้แต่ว่าคนที่แนะนำแล้วไม่เห็นด้วยเพราะกรรมที่เป็นอกุศลให้ผลหนัก อันนี้ก็ต้องเห็นใจเขาเหมือนกัน
จงคิดถึงตัวเราบางครั้งไม่มีความจำเป็นต้องฆ่าสัตว์ เราก็ฆ่า บางคราวไม่มีความจำเป็นจะหยิบของคนอื่นเราก็หยิบ บางคราวเราก็เจ้าชู้ ลืมนึกถึงศีลธรรมหรือความดี และประเพณีนิยม บางคราวอยู่ดี ๆ เราก็พูดปดมดเท็จหรือโกหกเพื่อนก็ยังได้ บางครั้งนึกสนุกขึ้นมาถือประเพณีเป็นสำคัญ จะทำบุญบ้านหรือเจอหน้าเพื่อนเราก็เลี้ยงเหล้า อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่จะพูดว่าใครก็ดูตัวเราเสียก่อน เราก็ยังดีไม่พอ
อย่างผมนี่ก็เหมือนกัน เป็นฆราวาสนี่ผมเลวมาก ผมดื่มสุรายาเมาไม่เป็น ไม่เป็นจริง ๆ ผมไม่สูบบุหรี่ ผมไม่ลักขโมยใคร แต่ด้านความรักนี่ต้องคิดนะ ผมก็ต้องเข้ากับตัวเองในเวลานั้น ผมไม่ได้ไปปล้ำใคร ไม่ข่มขืนใคร ก็มีคนเขาตกลงด้วยนี่ เขาตกลงปลงใจมอบกายถวายตัว ผมก็ต้องยอมรับ ผมเป็นผู้ชายต้องมีความปราณี ลูกผู้ชายถ้าขาดพรหมวิหาร ๔ ขาดเมตตา ความรัก ขาดกรุณา ความสงสาร ไม่เกื้อกูลสงเคราะห์เพศหญิงที่เป็นเพศอ่อนแอ ก็รวมความว่าไม่หน้าด้านเท่าผู้ชาย ความรักที่เกิดในใจเธอก็จะเศร้าหมอง นี่พูดอย่างคนพาลสมัยโน้นนะ ผมก็เอา ตกลง รักก็รัก ไม่รักก็เฉย ๆ ถ้ารักก็ต้องร่วมรัก ต้องสนองความรักให้สมบูรณ์แบบ ถ้ารักเฉย ๆ ก็แค่นั้นแหละ ไม่สมบูรณ์ ปฏิบัติตนไม่ครบถ้วน ข้อนี้ผมยอมรับว่าผมเลว
แล้วมาอีกทีหนึ่งก็การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อันนี้ผมจำได้ตั้งแต่เกิดมาผมถูกบังคับให้ฆ่าปลาประมาณ ๖ ตัว แต่ว่าถ้าเป็นโจรผู้ร้ายนี่ผมเอาอีก นี่มันก็เลวเหมือนกัน ชีวิตเขาเขาก็รัก รวมความว่าความเลวของผมมีมาก
ฉะนั้นคนใดที่เขาเลวผมก็คำนึงเรื่องนี้ก่อน เขาจะเลวขนาดไหนก็ตาม เราก็เคยเลวมาอย่างเขาเหมือนกัน บางอย่างที่เราไม่เลวอย่างเขา แต่เราอย่างพึ่งเข้าใจว่าเราดี เราก็ยังมีความเลว
รวมความว่า เกิดมานี่เราเลว ผมมาบวชเป็นพระผมก็เลวอีก เลวมาก ๆ ที่กินของญาติโยม ญาติโยมเลี้ยงทุกสิ่งทุกอย่างตามที่กล่าวมาแล้ว แต่ผมไม่สามารถจะสนองความดีโดยให้ญาติโยมรู้จักเห็นสวรรค์ นรก จริง ๆ ได้ นี่เลวจริง ๆ เพราะความเลวของผมจึงต้องกระเสือกกระสนใช้เวลานานถึง ๒๓ ปี เพื่อจะหาทางสนองความดีของญาติโยมพุทธบริษัท
คราวนี้มาเรื่องสอนคนทอดแห เธอพร้อมยอมรับที่เราจะจ่ายให้คนละ ๒๐ บาท ก็เป็น ๔๐ บาท มีคนที่นั่งในที่นั้นประมาณ ๒๐ คน เขาเป็นคนรวย เขาบอกว่า ๒๐ บาทพระคุณเจ้าไม่ต้องจ่ายครับ ผมพร้อมออกให้เลย ขอให้สองคนนั่นมั่นใจ เขาก็ควักเงิน ๒๐ บาทให้ทันที เขามอบให้เลย ให้ภรรยาเขาด้วย เธอใจชื้นขึ้นเป็นของธรรมดา ผมน่ะก็เคยจนมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้มันก็ยังไม่รวย แต่ก็รู้สึกรวย ๆ บ้างแล้ว เวลานี้ รวยหน่อย ๆ รวยอะไรรู้ไหม รวยความดีที่พระพุทธเจ้าให้ภูมิใจว่า แม้จะมีสมบัติเล็กน้อยก็ยังภูมิใจ นั่นคือ มโนมยิทธิ สามารถจะแจกจ่ายแก่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทได้ ถึงแม้ว่าผมจะมีความสามารถอย่างเป็ด ๆ จะดีเท่าพระอรหันต์ท่านไม่ได้ ไม่เป็นไร ยังไง ๆ ให้ญาติโยมทั้งหลายเห็นเงาสวรรค์เห็นเงาพรหมโลก เห็นเงานิพพาน เห็นเงานรก เปรต อสุรกายได้ รู้อดีต รู้อนาคตได้ เท่านี้พอใจ ผมถือว่าผมรวย แบบคนแจวเรือจ้าง คนแจวเรือจ้างข้ามฟาก หรือไปไหนก็ตามถ้าได้มา ๒๐-๓๐ บาทสมัยโน้นเขาก็ปลื้มใจมาก คิดว่าวันนี้รวย ผมก็รวยประเภทนั้น ไม่ใช่รวยแบบมหาเศรษฐี
ตอนนี้มาพูดเข้าเรื่อง เวลามันจะหมดอีกแล้ว พอสองคนทอดแหเธอพร้อม คนทั้งหลายแถวนั้นก็หาเครื่องบูชามาครบ ดอกไม้ ๓ ดอก ดอกละสี ธูป ๓ ดอก เทียนหนักบาท ๑ เล่ม และเขียน นะ โม พุท ธา ยะ ใส่กระดาษ แล้วก็ปิดตา เริ่มนั่งก้นครกตำข้าว อาจารย์สุข ก็บรรยายความตามไท้ให้เธอ ไม่ได้สอนอะไร ให้ภาวนาเลยว่า "นะ มะ พะ ธะ"
ประเดี๋ยวเดียวไม่ถึง ๑๐ นาที สองคนนั่นประกาศออกมาเลยว่า "แสงสว่างพุ่งปราดออกมาแล้วครับ"
อาจารย์สุขก็ถามว่า "เธอต้องการเห็นนรกหรือสวรรค์?"
คนนั้นบอกว่า "ผมทอดแหหาปลาเมื่อกี้นี้ เวลานี้ผมไม่คิดถึงปลาละ แต่ว่าผมก็อยากจะรู้ว่า ไอ้การทอดแหหาปลา มันไปไหน?"
อาจารย์สุขบอก "ให้ไปสำนักพระยายม ไปถามท่านว่า โทษที่มีอยู่มันไปถึงไหน?"
ท่านพระยายมบอกว่า "โทษของเธอทั้งหมดประมวลแล้วนะ ถ้าเธอตายเวลานี้เธอต้องตกนรกขุมที่ ๖ (นรกขุมใหญ่) หลังจากนั้นต้องผ่านนรกบริวาร ๔ ขุมแล้วมาเข้าขุมที่ ๕ ที่ ๔ แล้วผ่านนรกบริวาร ๔ ขุมเหมือนกัน แล้วมาผ่านยมโลกียนรก แล้วมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ฆ่าสัตว์เดียรัจฉานเท่าไรต้องเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้นให้เขาฆ่าจนครบตัว ตัวละชาติ แล้วก็เป็นสัตว์พิเศษอีก
เธอผู้นั้นตกใจหน้าซีด อาจารย์สุขให้ถามพระยายมว่า "ผมจะทำยังไงดีครับ จึงจะพ้นบาป จึงจะพ้นโทษทั้งหลายเหล่านี้?"
พระยายมท่านก็บอกว่า "นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะดี และมีทางไปสวรรค์ ถ้าเธอมีศีล ๕ บริสุทธิ์ ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ไม่ลืมชีวิตว่าจะตาย ตั้งใจเฉพาะว่าเราจะไปนิพพาน"
นี่ท่านสอนอารมณ์พระโสดาบันเลยนะ คนนั้นกราบท่าน การกราบที่โน่นตัวเขาอยู่ที่นี่ก็แสดงอาการกราบ ร่างกายก็ค้อมแสดงอาการกราบเรียบร้อย ที่โน่นทำยังไงที่นี่ก็ทำยังงั้น เพราะจิตกับร่างกายโยงกันไว้ ผลที่สุดเขาก็ถามว่า
"การปฏิบัติอย่างนี้ ผมมีความดีไปสวรรค์ได้ไหมครับ?"
พระยายมท่านก็บอกว่า "เจตนาร้ายเธอไม่มี เธอทำเพราะความจนบีบบังคับ เวลานี้กำลังจิตเธอเป็นกุศล มีวิมานเป็นที่อยู่ ให้ขึ้นไปด้านสวรรค์"
เธอขอร้องอาจารย์สุขว่า "อยากไปสวรรค์"
อาจารย์สุขก็เลยบอกว่า "ให้ลาพระยายมเสียก่อน เมื่อลาแล้วก็ตั้งใจนึกถึงพระอินทร์"
คนนั้นก็บอก "เห็นพระอินทร์ท่านมาแล้ว" อาจารย์สุขก็บอกว่า "ขอตามท่านไป ถามท่านว่า ความดีที่ทำเวลานี้ไปไหน?"
พระอินทร์ท่านก็บอกว่า "ความดีที่ทำเวลานี้เป็นฌานสมาบัติ อันนี้ไม่พักแค่สวรรค์ ต้องไปพรหมโลก ให้รักษาความดีไว้อย่างนี้ แต่ถ้าจิตมันเลวลงมานิดหนึ่ง เวลาจะตาย เธอจะค้างที่สวรรค์ ถ้ากำลังใจขนาดนี้เธอจะไปพรหมโลก"
แล้วท่านก็พาไป ไปดูวิมานของเธอที่พรหม บอกว่า "กำลังใจแบบนี้นะ วิมานนี้จะอยู่พรหมชั้นที่ ๑๐"
แสดงว่าเวลานั้นเธอยังเต้นปึ้บปั้บอยู่ ก็เป็นฌาน ๔ ขั้นหยาบ เธอดีใจมาก เห็นวิมานผ่องใสสวยงาม
พอขึ้นไปเท่านั้นเธอประกาศออกมาเลยว่า ร่างกายเธอเปลี่ยน บอกว่า "ร่างกายเวลานี้ผมเป็นพรหมหมดแล้วครับ เหมือนพรหมทั้งหมดสวยสดงดงามมาก"
เธอปลื้มใจมาก สดชื่น ไอ้หน้าตาทางนี้ก็สดชื่น ทางโน้นดีใจ ข้างล่างก็ดีใจด้วย เพราะจิตมันโยงกับร่างกาย พอเธอท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ จบ จวนจะกลับ ผมก็อยากจะพิสูจน์ เวลานั้นผมอยู่วัดบางนมโค ก็เลยถามเธอว่า ให้เธอไปดูกุฏิผมซิ มีอะไรบ้าง กุฏิผมรูปร่างเป็นอย่างไร เธอไม่เคยรู้จักผมมาก่อนเลย เธอบอกถูกหมด ของอะไรที่มีความสำคัญเพราะผมจำได้ของสิ่งนั้นอยู่ตรงไหน ลักษณะเป็นอย่างไร เธอบอกถูกหมด กุฏิผมกว่าจะเข้าถึงห้องนอนมีประตูกี่ชั้น และกุฏิมีลักษณะเป็นอย่างไร มีฝาเท่าไร มีหน้าต่างเท่าไร เธอนับเรียบร้อย ไป ๆ มา ๆ เธอย่องนับสตางค์ในกระเป๋าผมเข้าน่ะซิ
เธอบอกว่า "สตางค์ในกระเป๋าพระคุณเจ้าเวลานี้มีอยู่ ๓๐ บาท เท่านั้นครับ" (ในย่าม) ตรงเป๋งเลย ชาวบ้านก็ฮาตึง ถามผมว่า "จริงไหม?" บอกว่า "จริง" เขาฮากันใหญ่
พอบอกมี ๓๐ บาท อีตอนนี้สิ ชาวบ้านเดือนร้อน มึงก็ควัก กูก็ควัก เป็นอันว่าวันนั้นได้เงินจริง ๆ ๔๐๐ บาทเศษ นี่ผมไม่ได้ขอเขา เขาสงสารผม บอกว่าพระขนาดนี้มีสตางค์ ๓๐ บาทเหรอ ก็เลยบอกว่า ตามปกติแล้วมีสตางค์ประจำกระเป๋าผม ๒๐ บาท เป็นประจำ เหลือจากนั้นทำอาหารเลี้ยงพระบ้าง ก่อสร้างบ้าง สร้างโบสถ์บ้าง เงินได้มาเท่าไรก็ตามใจ จะเหลือคงตัวไว้ ๒๐ บาท ถ้ามีความจำเป็นไปไหนมีติดย่ามไว้ไปได้ทันที เท่านี้แหละ เขาถามว่ามีเท่านั้นเหรอ ก็บอกเท่านั้นพอแล้ว
นี่แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร ที่ผมคุยให้ท่านฟัง ไม่ใช่โอ้อวดว่ามักน้อย ผมมีความรู้สึกอยู่เสมอตามความเป็นจริง เห็นเพื่อน ๆ ที่ตายไม่มีใครขนอะไรไปได้เลย และผมย่องไปดูในนรกแล้ว ชีวิตของผม ผมเคยตกนรกมาหลายขุม ตั้งแต่ขุมที่ ๖ ขึ้นมาผมว่าเรียบ ผมเคยผ่านมาหลายวาระ ผมเข็ด จึงอยากให้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทรู้บ้าง
เมื่อเลิกเจริญกรรมฐานวันนั้น คนหาปลาเธอพอใจมาก คนทั้งหลายในที่นั้นก็ประกาศเลย "ต่อไปนี้ฉันจะให้ข้าวสารคนละถัง" อีกคนหนึ่งพูด "ต่อหนึ่งเดือน" อีก ๓ - ๔ คนก็บอกว่า "ฉันให้เธอคนละถังเหมือนกัน" รวมความว่าเธอมีโอกาสได้ข้าวสารคนละกระสอบ ถ้าหากว่าไม่ทอดแห เธอบอกว่า "ไม่ทอด" และเขาจะให้เป็นเงินเดือนอีกคนละ ๒๐ บาทต่อหนึ่งเดือน เธอพอใจ เพื่อเป็นเงินค่ากับข้าว เวลานั้นครูประชาบาลบางคนได้เงินเดือน ๘ บาทก็มี ๔ บาทก็มี นายสิบนี่เงินเดือน ๑๖ บาท นั่นเธอได้ตั้ง ๒๐ บาท ข้าวสารก็ไม่ต้องซื้อ เธอกลายเป็น พุทธมามกะ เป็นคนเข้าถึงพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
หลังจากนั้นแล้วผมขอเรียนจาก อาจารย์สุข ชอบใจมาก เอาคนที่กำลังทำบาป กินเหล้า และก็เอาคนที่กำลังทอดแหมา ทำได้ ผมก็คิดว่าบรรดาญาติโยมทั้งหลายท่านก็มีความดีกว่านั้นมาก กำลังใจท่านสมบูรณ์แบบด้วยศรัทธา มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ท่านต้องทำได้ ความรู้ที่เรียนผมบอกไว้เลย ผมไม่ปกปิดเพราะหลักสูตรที่ผมปฏิบัติจริง ๆ เรียนมามันยากเหลือเกิน ยากสำหรับผม อย่าลืมว่าผมบวชเกือบ ๒ เดือน จึงทำได้ ขอบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลายที่นั่งที่นี่ได้โปรดอย่าท้อใจ ท่านทำกันแค่ ๓ - ๔ วัน บางคนบอกนานเต็มที อันนี้บางคนไม่เคยเลยทำวันเดียวไม่ได้ก็มาเซ้าซี้บอกว่าขอให้หาหลักสูตรที่ง่ายกว่านี้ได้ไหม ทุกคนเขาบอกว่าทำวันเดียว ส่วนผมเกือบ ๒ เดือนจึงได้ ผมไม่บ่น แต่เพื่อนพระบวชด้วยกัน บางท่านทำถึง ๓๐ ปีท่านไม่ได้ ตายไปก็เยอะ เพราะตั้งใจทำจริง
ฉะนั้นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทชายหญิง และบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณรที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด ให้ภูมิใจในตัวเองว่า เรามีความสามารถ ถึงแม้ว่าจะเล็กน้อย เราก็หมดความสงสัยในเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน พรหมโลก หรือว่าตายแล้วเกิด ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อคำสั่งสอนปรัมปราหรือที่ผลิตกันขึ้นมาใหม่ว่า นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เทวดาไม่มี ตายแล้วสูญ เราจะไปเชื่อเขาทำไมในเมื่อเราพบกันแล้ว
หลักสูตรนี้เป็นอย่างนี้ครับ หลักสูตรของครู อันดับแรกต้องท่อง อิติปิ โส ทั้ง ๓ ห้อง คือทั้งบทให้ได้ก่อน ความจริง อิติปิ โส ทั้ง ๓ ห้องนี่ คนที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดไม่มีใครต้องท่อง เพราะว่าได้แล้ว อิติปิ โสนี่สำหรับไว้ทำน้ำมนต์ แต่ว่าเวลาจะทำน้ำมนต์ ครูจะต้องเจอะพระพุทธเจ้าก่อน ขอกำลังพุทธบารมีช่วยทำน้ำมนต์ ถ้าจะถามว่า น้ำมนต์ทำไว้ทำไม อันนี้เต็มอัตรานะครับ น้ำมนต์เขาจะพรมก่อนฝึก พอเริ่มจะฝึกเขาก็พรมน้ำมนต์กันผีแทรก กันอารมณ์หลง พอประกาศเลิกฝึกก็พรมน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง และก็สำหรับครูใช้คาถาภาวนาว่า นะ โม พุท ธา ยะ เวลาเอาธูปหอม ๆ เข้าไปหาลูกศิษย์ให้ชื่นใจ หรือจะเอาไฟไปส่องที่หน้า ให้ใช้คาถาว่า นะ โม พุท ธา ยะ คืออาศัยบารมีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์กับพระศรีอาริยเมตไตรย ช่วยสงเคราะห์ให้เขาสว่าง ไปได้
และก็สำหรับค่าครู ต้องมีของที่บูชาครูคือ ธูป ๓ ดอก ธูปเล็ก ๆ ก็ได้ เทียนหนักบาท ๑ เล่ม ดอกไม้ ๓ ดอก ๓ สี และเงิน ๑ สลึง สำหรับเงิน ๑ สลึงนี่ผมก็ได้เคยศึกษากับพระท่าน ท่านบอกว่า อย่าไปคิดว่าจะต้องให้เสียเงินเลย เงิน ๑ สลึง หรือ ๑ บาท ถ้าเขาเสียไม่ได้ เขาก็จงอย่าเรียนกับเรา เราก็กินเงินนั้นไม่ได้ ใช้ไม่ได้เงินจำนวนนี้ จะต้องเอาไปซื้อของถวายพระ ซื้ออาหารก็ได้ ไปก่อสร้างก็ได้ ให้เป็นบุญกุศล เงินที่ทุกคนทำจะได้เป็นการตัดโลภะ ความโลภ เป็นทานบารมีหรือเป็นจาคานุสสติ จะทำทุกครั้งต้องใช้เงิน ๑ สลึงทั้งหมด และเขียนคำว่า "นะ โม พุท ธา ยะ" ลงในแผ่นกระดาษและพับเป็นสามเหลี่ยมให้คนฝึกปิดหน้าไว้ แล้วภาวนาว่า "นะ มะ พะ ธะ"
นี่วิธีการสอนมีเท่านี้ครับ ไม่มีอะไรมาก การฝึกเต็มอัตราเวลาเธอทำได้ จิตใจ ฌานสมาบัติเธอยังไม่เรียบ ก็เต้นตึงตัง ๆ ตบเข่าเปะปะ ๆ อันนี้ต้องช่วย ถ้ามือที่เขาพนมอยู่ตีหน้าอก ให้จับมือมาวางที่เข่าทั้งสองข้าง วางคว่ำลงไปหาเข่า ที่เป็นอย่างนี้เวลาฝึกถ้ามีผู้หญิง พระเราจับมือเขาไม่ได้ ต้องมีผู้หญิงสักคนหนึ่ง ถ้าผู้ชายมาจับมือ มันไม่สวย ก็ต้องใช้ผู้หญิงอีกคนหนึ่งมาช่วยกันจับมือพวกผู้หญิงลง
เมื่อเรียนแล้ว ท่านบอกว่าไม่ต้องมีเหล้า และผมศึกษามาแล้ว เวลาที่จะปฏิบัติเมื่อก่อนนี้ คือเมื่อปี ๒๕๐๘ ผมลองมาแนะนำแก่คนได้ประมาณสัก ๓๐ คน ภาคเหนือนี่นะ แต่ตอนที่ผมอยู่ใต้ สอนได้เยอะ แต่ว่าทุกคนไม่มีโอกาสจะไปถึงพรหมนี่น้อยเต็มทีครับ ส่วนมากไปแค่สวรรค์ ไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ กำลังที่จะไปถึงพรหมมีน้อย แต่ถึงนิพพานจริง ๆ เกือบจะมีไม่กี่คน เพราะว่าสอนตามแบบฉบับของครู ต่อมาผมก็คิดว่า กำลังใจของญาติโยมพุทธบริษัทสะอาดไม่พอ ผมก็คิดในใจว่า เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ความรู้อย่างนี้ เขตเบื้องต้นไปถึงแล้ว ปลาย ๆ ต้องไปได้ ต่อมาก็มาปฏิบัติใหม่
ให้ทุกคนสมาทานศีล เมื่อสมาทานศีลให้สมาทานด้วยความเคารพ หลังจากนั้นก็แนะนำให้อริยสัจ เบา ๆ ให้มีความรู้สึกว่าทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์นี่มันเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นสุข ให้เข้าใจเรื่องความทุกข์ตามความเป็นจริงว่า หิวก็ทุกข์ หนาวก็ทุกข์ ร้อนก็ทุกข์ ป่วยไข้ไม่สบายก็ทุกข์ มีความปรารถนาไม่สมหวังก็ทุกข์ มันทุกข์ไปหมด ความแก่ก็ทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจก็ทุกข์ ความตายก็ทุกข์ ถ้าเรายังต้องการเกิดเป็นมนุษย์อยู่อีกเราจะมีทุกข์หาที่สุดไม่ได้ ดีไม่ดีทำบาปนิดเดียวเราไปนรก ให้ตัดสินใจว่า
"ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ก็ดี เราไม่ต้องการมันอีก การเป็นเทวดาหรือพรหมเป็นสุข ก็สุขชั่วคราว ไม่สุขนาน หมดบุญวาสนาบารมีก็ต้องพุ่งหลาวลงนรก เราไม่เอา เราหนีเลย เราจะไปนิพพาน" ให้ทุกคนตัดสินใจว่าต้องการจุดเดียวคือนิพพาน แล้วก็ทิ้งจังหวะให้เกิดความมั่นใจ
หลังจากนั้นก็ให้เอากระดาษปิดหน้า ให้ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ แล้วเวลานั้นท่านบอกว่า ขอทุกคนจงอย่าห่วงอะไรทั้งหมด แม้แต่ชีวิตและร่างกายมันจะตายเวลานี้ก็ช่าง เราไม่ห่วง ตัดสินใจให้แน่นอนเฉพาะเวลา หลังจากนั้นก็แนะนำว่า จงอย่ายุ่งกับนิวรณ์ ๕ ซึ่งมี ๕ อย่าง แต่เราไม่นึกถึงมันเลย นึกถึงอย่างเดียวคือ คำภาวนากับลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกว่า นะ มะ หายใจออกนึกว่า พะ ธะ ตอนนี้แหละบรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร มีผลเกินคาด มีการคล่องตัว พอแสงสว่างพุ่งหากายเธอบอก เห็นพระพุทธเจ้าชัด ก็เลยบอกเธอว่า ทุกคนติดตามพระพุทธเจ้าไป จะบอกว่าเกาะชายสังฆาฏิไม่ถูก เพราะเวลานี้ทุกคนต้องการพระนิพพาน พระพุทธเจ้ากำลังพาไปนิพพาน ทุกคนถึงนิพพานหมด และมีสภาพแจ่มใสแพรวพราวระยับชัดเจน แจ่มใสเหมือนกลางวันเวลาเที่ยง
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท นี่การแก้ไขนิดเดียวสามารถพบนิพพานได้ แต่ว่าคนที่นั่งฟังนี่เองเขาจะหาว่าผมบ้าก็ได้นะ นิพพานเขาสูญ ของเขาสูญก็ช่าง แต่ในพระไตรปิฎกไม่สูญ และการปฏิบัติของพวกเราก็ไม่สูญ เราเชื่อของเราดีกว่า เอาละบรรดาท่านทั้งหลาย สัญญาณบอกหมดเวลาสองเครื่องมันบอก "เลิกเหอะ หมดเวลาแล้ว" ก็ต้องขอหยุดก่อน ลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒน มงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี
ประสกข้างวัด (IP:125.27.246.99)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 22 เม.ย. 2555 (14:25)
คำสอน พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
________________________________________
คำนำ โดย คณะผู้จัดทำ
จาก หนังสือ การฝึกมโนมยิทธิ
คำนำ
การที่ได้จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้น เพราะเป็นวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ (พระมหาวีระ ถาวโร) เพื่อให้คนใหม่ที่ต้องการฝึกมโนมยิทธิ ได้มีความเข้าใจเป็นอันดับแรก เพื่อผลการปฏิบัติอันรวดเร็ว ในเล่มนี้ได้รวบรวมเอาคำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิที่หลวงพ่อได้แนะนำสั่งสอนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ สมัยเริ่มฝึกมโนมยิทธิกันใหม่ ๆ และนำเอาลีลาการสอนของหลวงพ่อที่ฝึกสอนให้กับ คุณสมพร บุญยเกียรติ (เปี๊ยก) สมัยแรก ๆ ท่านจะได้ทราบวิธีการสอนของหลวงพ่อ และยึดถือเป็นแนวปฏิบัติสำหรับครูฝึกต่อไป
นอกจากนี้ ก็นำเอาลีลาการสอนของลูกศิษย์หลวงพ่อที่ฝึกได้แล้วก็ช่วยหลวงพ่อสอนตั้งแต่ปี ๒๕๒๑ เป็นต้นมา เช่น พระอาจินต์ ธมมจิตโต คุณสมพร บุญยเกียรติ คุณพรนุช คืนคงดี เพื่อเป็นแนวทางของผู้ฝึกใหม่ต่อไป
ถ้าหากหนังสือเล่มนี้มีความดี และมีประโยชน์เพียงใด ก็ขอน้อมถวายความดีนี้ทั้งหมดแด่ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร ผู้นำวิชามโนมยิทธิมาสั่งสอนแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท และลูกหลาน ถ้าหากว่าท่านผู้ใดต้องการเป็นจำนวนมาก โปรดติดต่อ พระอาจินต์ ธมมจิตโต สำนักงานธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
คณะผู้จัดทำหนังสือ "ธัมมวิโมกข์"
๑๐ ก.ค. ๒๗




คำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร
จาก หนังสือ การฝึกมโนมยิทธิ
คำแนะนำการฝึกมโนมยิทธิ
โดย หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร

ต่อไปนี้จะขอแนะนำเนื่องในการเจริญมโนมยิทธิ คำว่า มโนมยิทธิ นี่เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ เพราะกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มี ๔๐ แบบ แล้วก็ ๔๐ แบบ ถ้าแบ่งเป็นหมวดก็ ๔ หมวด คือ หมวดที่ ๑ สุกขวิปัสสโก หมวดที่ ๒ เตวิชโช หมวดที่ ๓ ฉฬภิญโญ หมวดที่ ๔ ปฏิสัมภิทัปปัตโต
หมวดที่ ๑ ที่เรียกว่า สุกขวิปัสสโก ท่านแปลว่า บรรลุมรรคผลได้อย่างแบบง่าย ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ง่าย ยากมากแบบสุกขวิปัสสโก นี่เวลาเจริญสมาธิตามที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททำอยู่ตามปกติ เป็นการทำจิตให้เป็นสมาธิเข้าถึงฌานสมาธิ แล้วก็ตัดกิเลส ไม่สามารถจะเห็นผี เห็นนรก เห็นเทวดา เห็นสวรรค์ได้ คือไม่มีทิพจักขุญาณ
สำหรับเตวิโช นั้น มีความสามารถพิเศษอยู่ ๒ อย่าง คือว่า มีทิพจักขุญาณด้วย สามารถระลึกชาติด้วย และก็
ฉฬภิญโญ (อภิญญาหก) แสดงฤทธิ์ได้ มีหูเป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์
ปฏิสัมภิทัปปัตโต มีความสามารถคลุมวิชชาสาม และอภิญญาหก มีความฉลาดกว่า
หมวดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ไม่เหมือนกัน แต่วิธีปฏิบัติคล้ายคลึงกัน เอาในกรรมฐานทั้ง ๔๐ มาแยกปฏิบัติเป็นหมวดหมู่ ทีนี้สำหรับการปฏิบัติ ถ้าจะถามว่าอย่างไหนเข้าถึงมรรคผลง่ายกว่ากัน ก็ต้องเป็นไปตามอัธยาศัยของบรรดาท่านพุทธบริษัท
สำหรับ สุกขวิปัสสโก พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเรียบ ๆ ไม่ต้องการฤทธิ์เดช ทำแบบสบาย ๆ จิตใจไม่ชอบจุกจิก สำหรับ เตวิโช นั้น พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้สำหรับคนที่อยากรู้อยากเห็น ถ้ามีสิ่งปิดบังลี้ลับอยู่ ทนไม่ไหว ต้องหาให้พบ ค้นให้เห็น สำหรับ ฉพภิญโญ นั้น สำหรับคนที่ต้องการมีฤทธิ์เดช พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนไว้ สำหรับ ปฏิสัมภิทาญาณ หรือปฏิสัมภิทัปปัตโต ท่านมีทั้งฤทธิ์ด้วย มีทั้งความเป็นทิพย์ของจิตด้วย มีความฉลาดด้วย สอนไว้เพื่อคนที่ต้องการรอบรู้ทุกอย่าง
ฉะนั้นการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนจึงเป็นไปตามอัธยาศัยของคน
สำหรับวันนี้จะนำเอาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่วนหนึ่งที่เรียกว่า มโนมยิทธิ มาแนะนำแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท
มโนมยิทธิ นี่คล้ายคลึงกับ เตวิชโช แต่ว่ามีกำลังสูงกว่า เป็นกรรมฐานเพื่อเตรียมตัวที่จะปฏิบัติเพื่อ อภิญญาหก ต่อไปข้างหน้า สำหรับ เตวิชโช ก็ได้แก่ วิชชาสาม ก็มีทิพจักขุญาณ ซึ่งต่างกับ มโนมยิทธิ คือว่า ท่านที่ได้ทิพจักขุญาณแล้วนั่งอยู่ตรงนี้สามารถจะเห็นเทวดาหรือพรหมได้ สามารถจะคุยได้ แต่ไปหาไม่ได้ สามารถจะเห็นสัตว์นรก เห็นเปรต เห็นอสุรกายได้ แต่ว่าไม่สามารถจะไปหากันได้ เห็นอย่างเดียว
สำหรับมโนมยิทธิ ใช้กำลังของจิตเคลื่อนออกจากกายไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ซึ่งมีกำลังสูงกว่า ทั้งนี้เพราะว่าถือเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญาสมาบัติ
สำหรับประโยชน์ที่จะฝึกพระกรรมฐาน นอกจากที่บรรดาท่านพุทธบริษัทจะเข้าใจว่าการเจริญกรรมฐานนี้ต้องการสวรรค์ ต้องการพรหมโลก ต้องการนิพพานอย่างเดียว ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น มีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม
ถ้าทุกท่านได้มโนมยิทธิแล้วก็ไปฝึกฝนให้คล่อง เมื่อฝึกฝนคล่องแล้ว นอกจากจะยกจิตขึ้นไปสู่ภพต่าง ๆ ก็ยังมีคุณสมบัติ ๘ ประการ คือ
๑. ทิพจักขุญาณ สามารถที่จะเห็นสิ่งของที่อยู่ในที่ลี้ลับได้ เห็นผีได้ เห็นเทวดาได้ เห็นนรก เห็นสวรรค์ได้ ของที่เราเก็บไว้ในที่ลี้ลับหาไม่พบเราก็สามารถเอาจิตเข้าไปกำหนดรู้ได้ หรือว่าใครจะแอบแฝงอยู่ที่ไหนเราก็ทราบได้ ถ้าเราต้องการจะรู้ ความความว่าไม่มีอะไรเป็นความลับสำหรับพวกที่มีทิพจักขุญาณ
และถ้าหากว่าจะใช้ทิพจักขุญาณนี้ประกอบอาชีพ ถ้าทิพจักขุญาณมีความเข้มข้นขึ้น เข้าถึงฌาน ๔ และก็ได้ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ มันจะได้ไปเอง ถ้าเราจะประกอบอาชีพเราก็สามารถจะรู้ได้ว่า อาชีพที่เราประกอบข้างหน้ามันขาดทุนหรือกำไร จะทำอะไรก็ได้
ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา ถ้ามีกำลังจิตเข้มข้นจริง ๆ สามารถจะเดาข้อสอบ (ไม่ต้องเดาละดูเลย ดูข้อสอบเลย ก่อนที่ครูจะเขียนน่ะ) อนาคตังสญาณ จะสามารถรู้ข้อสอบที่ครูจะออกมาได้ ถ้าหากว่าจิตยังคล่องไม่ถึง มีความเข้มข้นไม่ถึงเวลาจะสอบ ถ้าตอบไม่ได้ตัดสินใจใช้กำลังสมาธิช่วยสัก ๒ นาที คิดว่าถ้าจะตอบยังไงถึงจะถูก ขอให้ตัดสินใจไปตามนั้น มันตัดสินใจเองแล้วก็ถูกต้อง
อย่างนี้นักเรียนนักศึกษาในกรุงเทพฯ ใช้มาหลายพันคนแล้ว เวลาเข้ามหาวิทยาลัยเธอตอบไม่ได้เธอก็เดาอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เดานะ เดาเฉย ๆ ไม่ได้นะ ต้องใช้กำลังใจที่เขาเรียกว่าทำจิตเข้าไปถึงนิพพานก่อน และก็นั่งอยู่ที่นั่น ขอพระพุทธเจ้าว่าจะตอบอย่างไร ตัดสินใจไปตามนั้น อย่าถามท่านไม่ได้นะ ถามท่านไม่บอก แต่ว่าจะรู้ด้วยกำลังของจิตนี่เป็นทิพย์
แบบนี้เขาใช้กันเยอะแล้ว ถ้าจะถามว่าทำได้หรือ นี่มันสายไปแล้ว เขาทำได้มากแล้ว อันนี้เป็นประโยชน์ในทางโลกใช้ได้มากกว่านี้ เมื่อกี้พูดถึงทิพจักขุญาณ และก็ญาณที่ ๒ ที่จะได้จากมโนยิทธิ ก็คือ จุตูปปาตญาณ
จุตูปปาตญาณ ที่เขาบอกว่าจะรู้เห็นคนหรือสัตว์ หรือว่าได้ยินชื่อคนหรือสัตว์ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนี้ก่อนเกิดมาจากไหน ถ้ารู้ว่าใครเขาตายเขาแจ้งว่าคนนั้นตาย สัตว์ตัวนี้ตายเราก็จะทราบได้ว่าผู้ตายผู้นี้เวลานี้ไปอยู่ที่ไหน อันนี้เขาเรียกว่า จุตูปปาตญาณ
แล้วก็ต่อมาเป็น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติสามารถจะทบทวนชาติต่าง ๆ ที่เราเกิดมาได้ทั้งหมดว่าเราเคยเกิดมาแล้วกี่ชาติ แต่กี่ชาตินี่นับไม่ไหวนะ ว่าเคยเกิดมาแล้วกี่แสนชาติดีกว่า เคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง เราสามารถจะรู้
แล้วก็ต่อไป เจโตปริยญาณ เจโตปริยญาณ เขาแปลว่า สามารถรู้อารมณ์จิตของบุคคลอื่น หมายความว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ดี ถ้ายังไม่มาก็ดี เราจะรู้ว่าเขาคิดอะไร เราสามารถจะรู้ได้ทันที
และต่อไป อตีตังสญาณ สามารถรู้เหตุการณ์ในอดีตของคน และสัตว์และสถานที่ได้ ว่าก่อนนั้นเขาทำอะไรมาหรือมีสภาพเป็นอย่างไร
อนาคตังสญาณ รู้เหตุการณ์ในอนาคต
ปัจจุปันนังสญาณ ญาณนี้สำคัญมาก รู้กฎของกรรมที่ทำให้คนมีความสุขหรือความทุกข์ เราก็ดี บุคคลอื่นก็ดี ซึ่งกำลังมีความสุขอยู่เพราะผลความดีอะไรให้ผล ที่มีความทุกข์อยู่เพราะความชั่วอะไรให้ผลทำมาแล้วในอดีต ถ้าหากว่ารู้ญาณนี้ได้ความหนักใจความกลุ้มใจไม่มี
รวมความว่า มโนมยิทธิ นอกจากจะยกจิตไปสู่ภพต่าง ๆ แล้ว ยังมีคุณสมบัติอีก ๘ ประการ และก็พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อุทุมพริกสูตร เฉพาะอย่างยิ่งท่านกล่าวถึง วิชชาสาม ท่านบอกว่า ท่านผู้ใดสามารถกระทำจิตไปสู่ภพต่าง ๆ คือว่าไปสวรรค์ก็ได้ ไปนรกก็ได้ ไปพรหมก็ได้ ไปนรก เปรต อสรุกายได้ ชื่อว่าถึงแก่นของพระศาสนา
เมื่อบุคคลปฏิบัติกิจเข้าถึงแก่นของพระศาสนาแบบนี้ ถ้าปฏิบัติด้านวิปัสสนาญาณ ท่านบอกว่า ถ้ามีบารมีแก่กล้า จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ เดือน ถ้ามีบารมีอย่างอ่อน จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ ปี
คำว่า บารมี ก็หมายถึง กำลังใจ กำลังใจที่เราจะเอาจริงหรือไม่เอาจริง ถ้าเราใช้กำลังส่วนนี้ไปช่วยวิปัสสนาญาณ หรือนำวิปัสสนาญาณมาใช้ก็จะเป็น พระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ และก็เป็นที่น่าเสียดายที่มีกำลังพอแต่ไปใช้กำลังอย่างอื่นอยู่ ถ้ามุ่งต้องการความเป็นพระอริยเจ้าจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าต้องการพระโสดาบันละก็ อย่างช้าก็ไม่เกิน ๑ เดือน ช้ามากเกินไป แต่ว่าคนขี้เกียจก็เร็วมากเกินไป ใช่ไหม ถ้าขี้เกียจ ๑ เดือนนี่ เร็วมากเกินไป ถ้าขยัน ๑ เดือน ช้าเกินไป เร็วมากเกินไป
พระพุทธเจ้าไม่ได้หมายถึงว่าเป็นพระโสดาบัน ท่านพูดถึงอรหันต์เลย ถ้ามีความเข้มข้นในการปฏิบัติที่เรียกว่ามีบารมีแก่กล้าจะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ วัน ถ้ามีกำลังใจอย่างที่เรียกว่า อุปบารมี คือกำลังใจอย่างกลาง จะเป็นอรหันต์ภายใน ๗ เดือน ถ้าขี้เกียจมากหน่อย แต่ว่าทำไม่เลิก ทำบ้างไม่ทำบ้างวันหนึ่งก็ไม่เว้นละ ทำมากทำน้อย นอนน้อยทำมาก สลับกันไปอย่างนี้ไม่เกิน ๗ ปี
แต่ว่าก็มีเยอะเหมือนกันที่ได้ไปแล้วไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ใช้เฉพาะกิจส่วนนี้ก็ยังดีกว่า เพราะหายสงสัย ที่พระพุทธเจ้าสอนวิชานี้ไว้เป็นวิชาขั้นต้นของ อภิญญา ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าทรงเทศน์บอกว่า คนเราตายไปแล้วมีสภาพไม่สูญ ถ้าสร้างผลของความชั่ว ผลของความชั่วจะให้ผล คือ ไปนรก จากนรกก็ต้องมาเป็นเปรต จากเปรตแล้วก็มาอสุรกาย จากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานนี่เป็นนานหน่อย ต้องเสวยบารมีมากฆ่าสัตว์กี่ตัว สัตว์ประเภทใดบ้าง ต้องเกิดเป็นสัตว์ประเภทนั้นเท่าชีวิตที่เราฆ่า ฆ่ายุงไปเท่าไร เอาแค่ยุงอย่างเดียวก็พอมั้ง
หลังจากเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแล้วก็มาเกิดเป็นมนุษย์ กรรมชั่วที่เราทำไว้จะให้ผลเพียงเศษ เช่น ทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือทรมานสัตว์ เป็นปัจจัยให้คนมีอายุสั้น เพราะทำเขาไว้มาก หรือว่าป่วยไข้ไม่สบาย มีร่างกายทุพพลภาพ สุดแท้แต่กฎของกรรม กรรมของอทินนาทาน ลักขโมยยื้อแย่งทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น เป็นเหตุให้ทรัพย์เสียหายจากไฟไหม้บ้าง ลมพัดบ้าง น้ำท่วมบ้าง ถูกโจรลักขโมยบ้าง
กรรมของกาเมสุมิจฉาจารที่เราละเมิด เป็นเหตุให้คนในปกครองว่ายากสอนยาก คนที่มีลูกดื้อ ๆ จำให้ดีนะ เคยทำกรรมนี้มาแล้วจะให้พระช่วยได้อย่างไร และกรรมของมุสาวาท เราพูดจริงแต่ไม่มีใครเขาอยากฟัง เศษกรรมของการดื่มสุราเมรัย ทำให้เป็นโรคเส้นประสาทหรือโรคบ้า
ทีนี้ถ้าอาการทั้ง ๕ อย่างนี้เกิดขึ้น อย่าไปโทษใคร ถ้าเราได้ ยถากรรมมุตาญาณ เราจะทราบ ว่ากรรมประเภทนี้ที่ทำให้เราลำบากเราทำไว้ตั้งแต่เมื่อไร และก่อนที่จะได้รับเศษของกรรมเราได้รับโทษของกรรมใหญ่ที่ไหนบ้าง ลงนรกมากี่ขุม ท่องเที่ยวนรกแสนสบาย มีความสุขมีที่อยู่อาศัย พญายมเอาอกเอาใจ ไม่ต้องการให้พ้นจากนรกนี่ดีมีวาสนาบารมีสูง ออกจากขุมนรกใหญ่ ออกจากบริวาร ผ่านยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ออกจากยมโลกียนรกอีก ๑๐ ขุม ผ่านเปรตอีก ๑๒ ลำดับ จากเปรตมาผ่านอสุรกาย จากอสุรกายมาเป็นสัตว์เดียรัจฉาน กว่าจะเกิดมาเป็นคนที่มีความสมบูรณ์มาก พระพุทธเจ้าตรัสแล้วหลายสิบองค์ อันนี้เป็นกฎของความชั่วที่เราพึงจะรู้ได้ด้วยกำลัง มโนมยิทธิ ที่ญาติโยมพุทธบริษัทปฏิบัติกัน
ด้านของความดีที่เราพึงทราบจาก ปุพเพนิวาสานุสสติกรรมฐาน เราจะทราบว่าเราเคยเป็นเทวดามาแล้วกี่ครั้ง เคยเกิดเป็นคนมาแล้วเท่าไร แล้วเคยเกิดมาเป็นมนุษย์มาแล้วเท่าไร ความเป็นมนุษย์ชาติไหนมีความสุขมาก ชาติไหนมีความทุกข์มาก ชาติไหนมีฐานะอย่างไร อย่างนี้เราทราบได้ ทีนี้ถ้าอยากจะทราบว่าบุญที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ บุญประเภทนี้จะให้ผลเราขนาดไหน สมมติว่าถ้าเราตายขณะนี้เราจะเป็นเทวดาหรือจะไปเป็นพรหมหรือจะไปนิพพาน เราพิสูจน์ได้เลย บุญทำวันนี้พิสูจน์วันนี้ได้ว่าบุญจะส่งผลไปถึงไหน
ถ้าจะถามว่า ถ้าปุบปับตายจะมีวิมานอยู่ไหม ถ้าเคยทำบุญก่อสร้างเกี่ยวกับการสร้างวัดสร้างศาลา สร้างสาธารณประโยชน์ แม้แต่เขาสร้างโบสถ์ ๑ หลัง เราทำบุญไป ๑ บาท และทำด้วยความเต็มใจวิมานก็ปรากฏแล้ว คือว่าทำในทันทีวิมานจะปรากฏทันที
ที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะว่าทุกท่านหรือหลาย ๆ ท่านกำลังเจริญมโนมยิทธิ และก็หลายท่านที่ได้แล้วสามารถพิสูจน์ได้ทันที ก็มาตัดสินใจทำบุญไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ตามเถอะไม่สนใจ วันนี้ก่อนหรือวันนี้ทำบุญเนื่องในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์ วิมานจะปรากฏก่อน เราสามารถจะไปดูวิมานได้ทันทีว่าวิมานเราอยู่ที่ไหน
ทีนี้วิมานที่อยู่ตามกำลังของบารมีหรือตามกำลังของบุญที่ทำ ถ้ากำลังบุญของท่านถึงขั้น กามาวจรสวรรค์ วิมานก็จะตั้งอยู่ที่สวรรค์ กำลังบุญของท่านถึงขั้นของพรหม วิมานจะตั้งอยู่ที่พรหม กำลังบุญความดีของท่านถึงขั้นนิพพาน วิมานก็อยู่ที่นิพพาน คอยอยู่แล้ว ตายเมื่อไรถึงเมื่อนั้นอันนี้พูดถึงผลที่จะพึงได้
ต่อไปก็ขออธิบายถึงวิธีการปฏิบัติกรรมฐาน ที่บอกไว้แล้ว ๔ หมวด คือ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต อันนี้ใช้แนวสมาธิเหมือนกันแต่ใช้กำลังไม่เท่ากัน อันนี้ต้องระวังให้มากนะ กำลังขึ้นต้นไม่เท่ากัน ถ้าใช้กำลังขึ้นต้นผิดไม่มีผล
สำหรับ สุกขวิปัสสโก นี่ท่านเริ่มเจริญสมาธิเล็กน้อยควบคู่กับวิปัสสนาญาณ แต่ว่าเรื่องศีลมีความสำคัญมาก ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์สมาธิไม่มีผล อย่างวันนี้ท่านฝึกมโนมยิทธิ หากว่าศีลของท่านไม่บริสุทธิ์มาก่อนหรือว่าท่านไม่แน่ใจในความบริสุทธิ์ของศีล เวลาสมาทานศีลก็ขอให้ตั้งใจสมาทานด้วยความเคารพจริง ๆ ว่าเราจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าหากว่าท่านไม่มั่นใจในศีล พอไปถึงพระจุฬามณี เขาไม่เปิดประตูให้เข้า อย่างนี้ครูฝึกเขาจับได้แน่ ศีลดีพอสมควร แต่ไม่มั่นใจ คือศีลบกพร่อง ทางจุฬามณีเขาไม่เปิดประตูให้เข้าเด็ดขาด ทำยังไงเขาก็ไม่ยอมให้เข้า ถ้าเราไม่สามารถจะผ่านจุฬามณีได้ก็ไปที่อื่นไม่ได้เหมือนกัน
ถ้าหากว่าท่านผู้ใดไม่มั่นใจในศีลของท่านว่าที่ผ่านมาแล้วศีลจะดีพอควรไหม เวลาสมาทานศีลก็จงคิดว่าเวลานี้เราเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ว่านับตั้งแต่เวลาสมาทานไปจนกว่าจะไปจากที่นี้ศีล ๕ เราไม่มีโอกาสจะขาด ใช่ไหม เราฆ่าใครเขาได้เล่า ลักขโมย ใครเขานี้ไม่แน่นะ อย่าไปล้วงกระเป๋าเขานะ บอกว่าผมไม่ลัก แต่ผมล้วงกระเป๋าเขาอย่างเดียว
เป็นอันว่าทุกคนต้องถือว่าศีลบริสุทธิ์ นี่เป็นพื้นฐานใหญ่
แล้วเวลาทางสมาธิ สำหรับสุกขวิปัสสโก ก็ใช้สมาธิเล็กน้อยเริ่มต้นควบกับวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิจริง ๆ เขาเริ่มต้นด้วยฌาน ๔ แต่ว่าการเริ่มต้นด้วยฌาน ๔ นี่ลำบาก จึงลดลงเหลือกำลังอุปจารสมาธิเท่าวิชชาสาม
ฉะนั้น เวลาเริ่มต้นขอทุกท่านใช้กำลังสมาธิแค่อุปจารสมาธิ ถ้าถึงฌานสมาบัติ กำลังสูงเกินไปเลยความเป็นทิพย์ ถ้าต่ำไปก็ไม่ถึงความเป็นทิพย์ เหมือนกับกำแพงที่มีช่องน้อย ๆ อยู่ช่องหนึ่ง ถ้าเรามองตาสูงกว่าช่องเราก็มองไม่เห็น ต่ำกว่าช่องเราก็มองไม่เห็น เราต้องมองให้พอดี ๆ จึงเห็น
สำหรับทิพจักขุญาณก็เหมือนกัน จิตจะเกิดเป็นทิพย์ตอนจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิเท่านั้น ถ้าจิตเลยไปถึงฌานความเป็นทิพย์ก็ดับ ถ้าต่ำกว่าฌานความเป็นทิพย์ก็ดับ
ถ้าจะถามว่า อุปจารสมาธิทำอารมณ์ขนาดไหน ก็ขอตอบแบบตรงไปตรงมาว่าใช้อารมณ์แบบปกติธรรมดา เวลาภาวนาอยู่ การภาวนานี่ต้องคู่กับลมหายใจเข้าออก เพราะว่าลมหายใจเข้าออกทำให้จิตเป็นสมาธิ ทำให้จิตมีกำลัง สมาธิ เขาแปลว่า ตั้งใจ
สำหรับคำภาวนาใช้ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ คำภาวนา นะ มะ พะ ธะ ทำให้กำลังจิตเป็นทิพย์ แต่ว่าคำภาวนาทำให้จิตนี่เป็นทิพย์มีหลายสิบแบบ ไม่เฉพาะแค่ นะ มะ พะ ธะ อย่างเดียวนะ แต่ว่าที่เลือกเอา นะ มะ พะ ธะ มาใช้ก็เพราะว่าแบบอื่น ถ้าเราสามารถจะรู้ได้ เห็นได้ ไปได้ ไปท่องเที่ยวในภพต่าง ๆ ได้ แต่คนข้าง ๆ ถามไม่ได้ ต้องจบกิจเรื่องนั้นแล้วก็กลับมาจึงจะคุยกับคนข้าง ๆ ได้
สำหรับ นะ มะ พะ ธะ นี่ ขณะที่เราไปพบอะไรที่ข้างบน หรือที่ไหนก็ตาม นรกก็ตาม สวรรค์ก็ตาม พรหมโลกก็ตาม คนข้าง ๆ จะถามได้ทันทีแล้วจะตอบได้เลย ทางโน้นตอนมา ฝ่ายนี้ก็พูด พูดรู้เรื่องกันได้ตลอด แบบนี้ควานหามา ๒๓ ปี กว่าจะพบ และแบบอื่น ๆ เป็นของไม่ยาก แต่ว่าเป็นเรื่องสงสัยของคน ผู้ถามอยู่ข้าง ๆ ต้องการจะรู้ว่าพ่อฉันตายแม่ฉันตายไปอยู่ที่ไหน หลับตาปี๋อยู่นานลืมตาก็บอก ทีนี้คนข้าง ๆ อาจจะสงสัย หมอนี่อาจจะโกหกก็ได้
สำหรับ นโนมยิทธิแบบนี้ ปัจจุบันใช้ นะ มะ พะ ธะ คนข้าง ๆ จะถามได้ทันที และก็เราผู้ไม่รู้ ถ้าไปพบคนตาย จะต้องถามก่อนที่ท่านจะตายรูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร แสดงให้ดูก่อน ขณะที่ป่วยลงเปลี่ยนแปลงไปแบบไหนแสดงให้ดูก่อน ร่างกายจะตายอาการแบบไหน ชี้ให้ชัดว่าคนที่ถามเขารู้เวลานั้นเอาเฉพาะอาการที่รู้ เราก็จะบอกได้ตามปกติว่ามันชัดเจนดี เขามีโอกาสซัก ซักได้ทั้งที่ยังไม่ถอนจากฌานแบบนี้มีประโยชน์มาก
ฉะนั้นเวลาปฏิบัติของบรรดาท่านพุทธบริษัททำอารมณ์ตามแบบปกติ ไม่ต้องทำจิตให้มันเครียดเป็นฌานอย่าลืมนะ ถ้าเป็นฌานไม่มีผล คือใช้คำภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ
ถ้าจะควบคู่กับลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้าก็นึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกก็นึกว่า พะ ธะ เอาแบบสบาย ๆ นะ อย่าให้เหนื่อย อย่าไปเร่งรัดลมหายใจ อย่าบังคับลมหายใจ อย่าให้เร็วเกินไป อย่าให้ช้าเกินไป ปล่อยลมหายใจไปตามปกติ แค่นึกตามเวลาหายใจเข้าตึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะ ธะ เอาแค่นี้นะ
แล้วเวลาที่ยังไม่มีใครเข้าไปแนะนำ จงอย่าไปนึกอยากรู้อยากเห็นอะไรเป็นอันขาด เพราะว่าถ้านึกอยากรู้อยากเห็นตอนนั้นจิตซ่านไม่เป็นสมาธิ และก็มีปัญหาอันหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทยังสงสัยเวลาที่ผู้แนะนำเขาปล่อยให้นั่งภาวนาประมาณ ๑๕ นาที ตอนนี้เราก็รู้ลมหายใจเข้าออกด้วย รู้คำภาวนาด้วย จิตก็อดซ่านไม่ได้เป็นของธรรมดา ภาวนาไปรู้ลมหายใจเข้าออกไปสัก ๒-๓ นาที ก็เผลอไปคิดเรื่องอื่นเข้ามาแทน ถ้านึกขึ้นมาได้ก็กลับดึงเข้ามาใหม่
ถ้าอาการจิตเป็นอย่างนี้ละก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทอย่าเพิ่งคิดว่าเราชั่ว ถือว่าที่ทำไปนั้นไม่ชั่วแล้วก็ไม่ผิด มันเป็นเรื่องธรรมดาของจิตมันชอบคิดเรื่องอื่น แต่ว่าถ้าไปคิดเรื่องอื่นแทนที่ ถ้าเรารู้ตัวก็ดึงกลับมาใหม่ ถ้าจิตอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ มันเป็นแบบนี้แหละ เพราะยังไม่ได้ฌานสมาบัติ ถ้าจิตจะทรงตัวจริง ๆ ต้องเป็น ฌานสมาบัติ
ทีนี้พอได้เวลาก็จะมีผู้เข้าไปแนะนำโดยตรง วิธีนี้ถ้าปล่อยให้ปฏิบัติธรรมดานะ พระเคยทำมาแล้ว ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง บางองค์ ๔๐ ปีไม่ได้ ตายไปเลย ตายไปเยอะ ไม่ใช่เรื่องเล็กนะ เป็นเรื่องใหญ่มากเดิมทีเดียวต้องขึ้นต้นด้วยฌาน ๔ ทีนี้กว่าจะได้ฌาน ๔ เขี้ยวเหี้ยน กินหญ้าต่อไปไม่ได้แล้ว
ต่อมาท่านเจ้าของท่านมาแนะนำบอกว่า ปฏิบัติอย่างนี้ (แบบเก่า) มันไม่มีผล เพราะว่ากำลังของคนไม่พอ ท่านก็แนะนำบอกว่า ให้ขึ้นต้นด้วยอุปจารสมาธิ ใช้กำลังของวิชชาสามแทน การใช้กำลังของวิชชาสามแทนนี้ก็อ่อนไปหน่อย การเคลื่อนไหวตัวรู้สึกตัวน้อย ๆ เป็นที่น่าสงสัย
ถ้าหากว่าใช้กำลังเดิม คือกำลังของฌาน ๔ เวลามันออกมันรู้ตัวเหมือนออกจากกระบอกไม้ มันพุ่งตรงออกจากโพรงไม้หรือออกจากถ้ำ มันรู้ตัวเลย ก็จะปรากฏชัดเป็นแสงสว่างในอากาศ แสงสว่างเป็นลำบ้าง เป็นแสงทั่วไปไปในอากาศบ้าง จะปรากฏเห็นกายข้างในมันพุ่งตรงออกไปไหนก็มีความรู้สึกเหมือนเราไปเอง
แต่ว่ากำลังแบบนี้เวลานี้ท่านพุทธบริษัทยังรับไม่ได้กว่าจะรับได้ก็ใช้เวลาเป็นเดือนหรืออาจจะเป็นปี ที่สอนมาแล้วระยะต้นเมื่อปี ๒๕๐๘ ได้มาประมาณ ๘๐ คน หลังจากนั้นมาอีก ๑๐ ปี ไม่มีใครได้เลย เพราะกำลังไม่พอ ต่อมาท่านเจ้าของจึงแนะนำบอกว่า ให้ลดกำลังลงเหลือกำลังของวิชชาสาม
ทีนี้กำลังของวิชชาสามมีสภาพคล้ายความฝัน เป็นที่น่าสงสัย กำลังของวิชชาสามก็คือใช้กำลังของอุปจารสมาธิแทนฌานสมาบัติ ทีนี้มาจุดหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทยังสงสัยคือว่า ทิพจักขุญาณ คำว่า ทิพจักขุญาณ นี่ไม่ใช่แปลว่า ลูกตาเนื้อเป็นทิพย์ ญาณ เขาแปลว่า รู้ ทิพจักขุญาณ เขาแปลว่า มีความรู้ทางใจคล้ายตาทิพย์ อย่าลืมนะว่าความรู้สึกทางใจคล้ายตาทิพย์ เพราะว่าเรายังไม่ได้ใช้ฌาน ๔ ถ้าใช้ฌาน ๔ ตัวนี้ไม่ต้องอธิบายเพราะมันออกไม่รู้ตัว เมื่อใช้กำลังของวิชชาสามจิตกำลังอ่อนลง ไม่สามารถจะมีความเข้มแข็งแบบนั้นได้ ต้องใช้ความสังเกตเป็นเกณฑ์
ถ้าหากว่าศีลดี สมาธิดีพอสมควร ไม่มากนักการตัดสินใจด้านพระนิพพานน้อยเกินไป อย่างนี้ทิพจักขุญาณจะเกิดอย่างอ่อน เกิดจากความรู้สึกของใจ ความรู้สึกทางใจนี่มันจะมีความรู้สึกอันดับแรกว่าเป็นอะไรต้องตอบทันที ตัวแรกเป็นตัวแท้ก็แน่นอน และเวลาที่ท่านทั้งหลายจะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าทำใจให้สบายคิดว่างานที่เราทำจะมีผลดีหรือผลชั่ว อารมณ์แรก มันบอกปั๊บต้องเชื่ออารมณ์นั้นทันที
ทีนี้ถ้าหากว่าอารมณ์มันอ่อน เมื่อเวลามีผู้เข้าไปแนะนำ หลังจากภาวนาไปแล้วประมาณ ๑๕ นาที เขาจะให้สัญญาณบอกว่าพักได้ แล้วต้องสังเกตนะ ถ้าท่านผู้ใดมีคนไปนั่งข้างหลังเขาจะแนะนำ ขอให้ท่านผู้นั้นเลิกภาวนาเสียเลย อย่าภาวนา แล้วก็เลิกรู้ลมหายใจเข้าออก ปล่อยใจสบาย ๆ เพราะตอนนั้นไปภาวนาไม่ได้ขวางกัน ให้ฟังคำแนะนำของผู้แนะนำ
ถ้าผู้แนะนำเขาแนะนำว่ายังไงให้ตัดสินใจไปตามนั้น ถ้าเห็นว่ากำลังใจเริ่มเป็นทิพย์พอสมควร เขาจะถามว่า "มีความรู้สึกว่ามีผู้ใดอยู่ข้างหน้าบ้าง...?" ไม่ใช่หมายถึงตัวเขา ถ้าสมาธิอ่อน ความรู้สึกมันว่ามี ก็ตอบว่ามี อย่ายั้งตัวนะ ถ้ายั้งตัวแน่หรือไม่แน่ ตรงนี้ตัวกิเลสคือนิวรณ์ ตัวสงสัยจะขวางทันที คือ ผิดหมด ถ้าเราเกิดความรู้สึกครั้งแรกว่ามีต้องตอบว่ามี
ถ้าเขาถามว่า "ผู้ที่มาอยู่ข้างหน้าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย" ความรู้สึกมันว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตอบทันที อย่ายั้งตัว ถ้ายั้งถอยหลังไม่ได้ ผิด ถ้าเขาถามว่าแต่งตัวสีอะไร ก็ตอบตามความรู้สึกถ้าคนข้าง ๆ เขาสีแดง ของเราเขียวก็ตอบเขียวอย่าตามเขานะ เพราะความเป็นทิพย์ของเทวดา พรหม หรือพระอรหันต์ ย่อมสามารถจะทำให้คนเห็นสีต่างกันในขณะเดียวกัน ถ้าเป็นอย่างนี้สัก ๒-๓ วาระ ครูเขารับรองว่าถูกต้อง กำลังใจจะดีขึ้น ตอนนี้อารมณ์จิตจะเป็นฌานเอง คำว่าเป็นฌาน อย่าไปบังคับมันนะ มันจะเป็นของมันเอง เมื่ออารมณ์จิตเริ่มเป็นฌาน ความสว่างไสวจะปรากฏขึ้นบ้างตามพอสมควร
ตอนนี้ภาพที่เรามองไม่เห็นจะมีความรู้สึกว่ามีว่าเห็นเป็นผู้หญิงผู้ชายนั่นแหละ มันไม่ปรากฏภาพมาก่อน แต่ความรู้สึกจะเกิดขึ้นกับใจ เมื่อจิตเริ่มเป็นฌานภาพจึงปรากฏขึ้นกับใจ หลังจากนั้น ไปครูเขาจะแนะนำในการตัดขันธ์ ๕ การตัดขันธ์ ๕ มีความสำคัญมาก คือ เอาจิตมุ่งพระนิพพานโดยเฉพาะ คิดว่าถ้าตายชาตินี้ เมื่อตายเมื่อไรขอไปนิพพานจุดเดียว ตัดสินใจแน่นอนละก็ไปถึงนิพพานแน่
หลังจากนั้นเขาจะพาไปพระจุฬามณี ซึ่งตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าขั้นถึงจุฬามณีพึงทราบได้เลยว่าขณะนั้นจิตเป็นฌาน ๔ ภาพจะเกิดความสว่างไสวมาก เขาจะพาไปมนัสการพระ ให้เห็นเทวดาหรือพรหม หลังจากผ่านพระจุฬามณีแล้วเขาจะพาตรงไปพระนิพพาน ที่เราว่านิพพานสูญนั้นน่ะ เราจะได้ทราบว่านิพพานไม่สูญ ถ้านิพพานสูญก็ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนไปนิพพาน
นี่พูดถึงว่าสำหรับจิตที่มีกำลังอ่อน แต่ว่ามีมากท่านด้วยกันที่มีความเข้มแข็งทางจิต จิตสะอาดจริง ๆ พอเริ่มได้รับคำแนะนำจากครูไม่กี่คำจิตจะสว่างจ้า เห็นภาพชัดเจนแจ่มใสมากเหมือนกับเห็นคนในเวลากลางวัน เครื่องแต่งกายละเอียดละออเพียงใดก็ตาม ก็สามารถจะเห็นได้
ฉะนั้นผู้จะปฏิบัติมโนมยิทธิ ขอให้ตั้งใจ ถ้าสมาทานศีล ขอให้สมาทานศีลด้วยความเคารพ คิดว่าเวลานี้เราเป็นผู้มีศีลแล้วก็การภาวนา อย่าลืมใช้คำว่า นะ มะ พะ ธะ ควบคู่กับลมหายใจ เวลาหายใจเข้านึกว่า นะ มะ เวลาหายใจออกนึกว่า พะ ธะ เวลาภาวนาอยู่จงอย่าอยากรู้อยากเห็นอะไรทั้งหมด จนกว่าจะมีครูเข้าไปแนะนำ
ประสกข้างวัด (IP:125.27.254.125)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม