มโนยิทธิ ใครเคยฝึกบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย อยากรู้ครับ

มโนยิทธิ หรือการมีฤทธิ์ทางใจ มีขั้นตอนการฝึกอย่างไรครับ เป็นของจริงหรือเปล่าหรือเป็นแค่การสร้างมโนภาพเท่านั้น ฝึกโดยไม่มีครูได้ไหม (อ่านทำความเข้าใจและฝึก) มีอันตรายไหม เช่นฝึกผิดแนวทางไฟธาตุแตกเป็นบ้าไปเลย และหลาย ๆ อย่างที่อยากทราบ ขอเชิญท่านที่มีความรู้เรื่องนี้มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ ผมไม่ทราบว่าจะแปะกระทู้นี้ไว้ห้องไหน และไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเนื้อหาในวิชาการดอทคอมหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ลบกระทู้ได้เลยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 30

n_witid@yahoo.com (Guest)
26 ก.ค. 2551 16:00
  1. สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้คิดด้วยใจไม่ใช่ด้วยสมองว่าเราไม่มี่อะไรเลย
    เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขเรื่องที่ผ่านได้
    เราไม่รับรู้เรื่องข้างหน้า ถ้าฝึกแล้วตายไปเลยนั้นดี ไปแดนสุขาวดีแน่
    เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล รูป สัญญา เวทนา สังขาร วิญญาณ ไม่คงที่ ล้วนเปลี่ยนแปลง ไม่น่ายึด น้อมจิตให้ได้อย่างนี้ก่อน
    ขอบารมีพระรัตนตรัย ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ให้คุ้มครองและช่วยให้เราฝึกสำเร็จ
    อย่าเร่ง อย่าบีบ อย่าบังคับ ปล่อยไปสบายสบาย แค่รู้สึกพอ สบายสบาย
    แล้วความรู้สึกจะค่อยค่อยชัดเจนเป็นภาพ
    สาธุขอให้สำเร็จกันถ้วนหน้า
    กุศลนี้ขอให้แก่คุณพระรัตนตรัยที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวรที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินไปทุกทุกชาติ
                             จากคนฝึกวิปัสสนา กสิณ ไฟ น้ำ ลม สีขาว และมโนยิต




ความคิดเห็นที่ 32

j / j_netaz@hotmail.com (Guest)
4 พ.ค. 2552 10:26
  1. ผมก็สนใจมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส ได้แต่รักษาศีล 5 ไม่ให้พร่องกับอ่านหนังสือคำสอนของหลวงปู่ฤาษีลิงดำ (อีกนิดห้อยพระคำข้าวกับพระหางหมากของท่านด้วย) สักวันศรัทธาคงนำผมไปเจอการฝึกก็เป็นได้

    ขอบคุณทุกคำแนะนำนะครับ




ความคิดเห็นที่ 3

thawankesmala
17 ม.ค. 2550 17:05
  1. เคยได้ยินเรื่องมโนยิทธิสมัยที่เป็นเด็กวัดน่ะครับ ก็คงราว ๆ 35 ปี มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจ จะตรงกับที่อาจารย์นิรันดร์ได้ฟังมาหรือเปล่าไม่ทราบ บางท่านก็มีความเห็นว่าเป็นเพียงสมถะไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผล แต่บางท่านก็บอกว่าเป็นวิธีที่สร้างศรัทธาให้แก่กล้าไม่สงสัยในพระพุทธศาสนา คล้าย ๆ กับน้ำตาลที่เคลือบอยู่กับยารักษาโรค เป็นวิธีที่จะทรงสมาธิได้ง่ายและเร็ว (คิดว่าคงไม่ง่ายหรอก) และสามารถนำไปสู่วิปัสสนาต่อไป สำหรับผมแล้วไม่ได้หวังมรรคผลนิพพานขนาดนั้น หวังเพียงฝึกสมาธิไม่ให้จิตสัดส่ายมากนักเท่านั้น ให้อารมณ์เลว ๆ ระงับไปบ้างเท่านั้น เราเรียนทางโลกมาก็เยอะแต่เรื่องของกายเราใจเราเราไม่ค่อยได้เรียนได้รู้เท่าไหร่เลย



    ท่านใดเคยมีประสบการณ์ฝึกแนวไหนบ้าง ลองมาเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ



ความคิดเห็นที่ 5

thawankesmala
18 ม.ค. 2550 10:04
  1. มีบทความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อยู่พอดีน่าอ่านมาก กล่าวถึงอานาปานุสสติ มันคืออะไรครับ แตกต่างจากมโนยิทธิอย่างไร http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=1108



ความคิดเห็นที่ 6

thawankesmala
18 ม.ค. 2550 17:28
  1. อานาปานุสสติ มีรายละเอียดในลิ้งค์ครับ http://boozers.fortunecity.com/crownanchor/241/st56.htm



ความคิดเห็นที่ 11

thawankesmala
19 ม.ค. 2550 15:19
  1. มีเว๊ปเกี่ยวกับพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ทางจิต 2 ที่ ที่น่าสนใจ เสนอคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสายใครสายมัน ขอเชิญผู้สนใจแวะเข้าชมครับ http://www.larnbuddhism.com/

    http://www.palungjit.com/





    ขอขอบคุณอาจารย์นิรันด์และ ท่าน anochabankok ที่กรุณาให้ความเห็น ผมคิดว่าจะเป็นประโยช์กับผู้สนใจที่และเข้ามาอ่านอย่างมากครับ



    ผมมีปัญหาการฝึกแบบอาจารย์นิรันด์ว่า กิเลสคงหนาเกินไปเลยไม่บรรลุธรรมใด ๆ แม้จะใช้เวลาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม ฝึกแบบไม่มีอาจารย์น่ะครับ แต่สม่ำเสมอเป็นประจำ แต่ก็ได้อานิสงค์มากเป็นอย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่าไม่ผิดเพี้ยนครับ ใจนิ่งขึ้น สมาธินานขึ้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ถึงฌานสักที ทำไมมันยากเย็นนัก ไม่แน่ใจว่าถูกจริตหรือเปล่า แต่ในทางส่วนตัวชอบวิธีกำหนดลมเข้าออก เพราะทำให้เราละเอียดขึ้นไม่เผลอเรอบ่อย แก้นิสัยขี้ลืมเป็นประจำได้ ก็เพิ่งจะทราบว่ามันคืออานาปานุสสตินั่นเอง วิธีนี้ดีครับ แม้ไม่ได้ฌานแต่ก็มีอานิสงค์มาก ท่านอื่น ๆ มีความเห็นอย่างไรครับ



ความคิดเห็นที่ 12

thawankesmala
19 ม.ค. 2550 15:46
  1. ครับ วิธีกำหนดลมหายใจนี้ แม้เป็นวิธีของพุทธแต่จะว่าไปแล้วค่อนข้างเป็นสากล น่าจะใช้ได้กับคนนับถือศาสนาอื่นที่ต้องการฝึกสมาธิถ้าเขาไม่รังเกียจว่าเป็นวิธี (วิถี) พุทธ เพราะไม่มีคำภาวนา อาจารย์บางท่านอาจให้ภาวนาพุท โธ หรือคำอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ว่างเกินไปเนื่องจากกำหนดลมหายใจอย่างเดียว และจากข้อมูลในลิ้งค์ทำให้ทราบว่า อานาปานุสสติเป็นพื้นฐานของกรรมฐาน (เขียนถูกหรือเปล่า) กองอื่น ๆ อีก 39 กอง



    มีคำถามว่า ถ้าคนที่นับถือศาสนาอื่นอยากฝึกสมาธิแบบนี้บ้างจะได้ไหม โดยไม่มีคำภาวนาหรือเปลี่ยนคำภาวนาให้เหมาะสมกับศาสนานั้น ๆ จะได้ไหม?



ความคิดเห็นที่ 18

thawankesmala
31 ม.ค. 2550 13:57
  1. หาดูตามเว๊ป ก็พอมีครับ ยังไม่ได้ดูละเอีด

    http://www.kammatthana.com/



ความคิดเห็นที่ 17

thawankesmala
30 ม.ค. 2550 08:42
  1. คำภีร์พระวิสุทธิมรรค ที่แปลโดยพระมหาวงค์ ชาญบาลี แม้แปลเป็นไทยแล้วแต่ภาษาที่แต่งสวยงามเกินไปเยิ่นเย้อเข้าใจยากครับ อยากได้ตำราที่เขียนเป็นภาษาไทยร่วมสมัยอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ ตรงไปตรงมา มีไหมครับ



ความคิดเห็นที่ 14

thawankesmala
29 ม.ค. 2550 16:45
  1. ครับเห็นด้วยในข้อที่ว่า คนฝึกสมาธิไม่จำเป็นต้องเข้าป่า เราฝึกที่จิตนี่ครับ จะอยู่ป่าหรืออยู่เมืองก็จิตดวงนี้ดวงเดียวกัน แต่ในป่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกว่า ถ้าเราหาสภาพแวดล้อมในเมืองที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรทางใจก็คงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เช่น ไม่มีกิจนิมนต์ คนไม่พลุกพล่าน ไม่ลำบากเรื่องบิณฑบาตร ไม่ต้องทำธุระการก่อสร้างถาวรวัตถุ ไม่ต้องเป็นธุระต้อนรับอาคันตุกะ เป็นต้น สมเด็จพุฒฒาจารย์ (โต) และเจ้าคุณนรรัตน์ ก็เป็นพระเมืองไม่ใช่พระป่า



    เรื่องห้ามการแสดงฤทธิ์ น่าจะมีสาเหตุ ผมก็อ่าน ๆ มาไม่ทราบชัด การได้ฌานจะได้ฤทธิ์ด้วย ในพุทธประวัติพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หลายครั้งมาก แต่ท่านอนุญาตให้อัครสาวกทั้งสองเท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ได้ และอนุญาติเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่ภิกษุอื่น ๆ ท่านห้ามโดยเด็ดขาด ท่านเปรียบเทียบว่าพระเจ้าแผ่นดินสามารถเก็บมะม่วงในสวนของพระองค์ได้ แต่คนอื่น ๆ ท่านห้ามเก็บ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ห้ามสาวกแต่ท่านแสดงเองได้



    ผมก็เห็นว่าถ้าเราไม่มีวาสนาในทางธรรมเพราะกิเลสยังหนาคงไม่บรรลุธรรมขั้นสูงได้ง่าย ๆ แต่ก็อาจมีประโยชน์ในทางโลกบ้าง เพราะเราเองก็ไม่ใช่ผู้ถือบวชถือศีลบริสุทธ์อาจถือได้บ้างเป็นบางครั้งบางคราวชั่วช้างกระพริบหูชั่วงูแลบลิ้นก็ตอนทำสมาธินี่แหละครับ ถ้าเราฝักใฝ่ทางนี้เราก็ห่างจากบาปได้มาก



ความคิดเห็นที่ 24

tkesmala@yahoo.com (Guest)
5 พ.ค. 2550 09:06
  1. ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อมูลครับ



ความคิดเห็นที่ 1

menakorn12@gmail.com (Guest)
15 ม.ค. 2550 22:24
  1. ถ้าสนใจลองเข้าไปดูข้อมูลที่วัดท่าซุง (จันทาราม) จ.อุทัยธานีครับ



ความคิดเห็นที่ 29

ทำสิแล้วจะรู้ (Guest)
1 ม.ค. 2551 21:37
  1. คุณ ลิงสยาม คุณ ยอดชาย กล่าวถูกต้องแล้ว สาธอนุโมทามิ



ความคิดเห็นที่ 21

ลิงสยาม (Guest)
4 พ.ค. 2550 22:10
  1. "มโนมยิทธิ" แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ คือ 1 ในกรรมฐานทั้ง 40 กอง ที่พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้ เผื่อให้พุทธบริษัท ทั้ง 4 ได้ใช้เพื่อตัดกิเลส

    กรรมฐานทั้ง 40 กอง ถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด ด้วยกัน คือ

    1.แบบสุขวิปัสโก (แนว พุทโธ) คือ ไม่สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ แต่สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้ โดยอาศัยเครื่องรู้เป็นตัวตัดกิเลส

    เครื่องรู้เป็นอย่างไรต้องศึกษาเอาเอง จำไม่ได้แล้วเพราะไม่ได้ฝึกแนวนี้ (แต่เวลาที่ไม่อยากใช้ฤทธิ์ ท่องพุทโธ ก็สงบดี)

    2.แบบเตวิชโช (แนว กสิน) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ แต่ไปได้ด้วย "จิต" ไม่สามารถเอากายเนื้อ หรือร่างกาย

    เรานี่แหละ ไปได้ สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้

    3.แบบฉฬภิญโญ (แนว อภิญญา) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ ไปแบบ"กายเนื้อ" ด้วย อธิษฐานฤทธิ์ได้ เหาะ

    เหิน ดำดิน อะไรได้หมด สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้

    4.แบบปฏิสัมภิทัปปัตโต​ (ครอบคลุมทั้ง 3 หมวด) มีความสามารถยิ่งยวด คือ ทำได้ทั้ง 3 หมวดข้างต้นหมด และมีความสามารถพิเศษคือ

    รู้ทุกภาษาในโลก ทั้งคนและสัตว์ สามารถอธิบายในสิ่งที่ยาวให้เข้าใจอย่างสั้นๆ ได้ สามารถขยายความสิ่งที่สั้นๆ ให้เข้าใจอย่างละเอียดได้



    "มโนมยิทธิ์" เป็นการปูทาง ทั้ง 3 หมวด คือ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ซึ่งผู้ที่ฝึกอย่างถูกต้องนั้นเข้าใจดีว่า "การรู้ การเห็น รวมถึงการ

    ต่อยอดจากมโนมยิทธิที่ต้องมีการฝึก ญาณ8 (ญาณอันเป็นเครื่องรู้ 8 ประการ เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต การเกิด การตาย ฯลฯ) ก็เพื่อให้รู้ว่า



    "พวกเรานั้น เกิดกันมากี่แสนล้านๆๆๆ ชาติแล้ว ในแต่ละชาติ ทำกรรมอย่างไรและได้ผลกรรมอย่างไร ทั้งกรรมดีและกรรมเลว ด้วยเหตุนี้ทำให้เราได้เข้าใจว่า

    การเกิดนับไม่ถ้วนนั้น เป็นทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ตราบใดที่เรายังมีร่ายกายที่เป็นเหมือนบ้านเช่า เมื่อตายจากความเป็นคนไปแล้ว เราก็ต้องไปสู่ภพภูมิที่เราได้

    กระทำกรรมใดๆ นั้นมา จึงได้เกิดปัญญา ว่า พระนิพพาน เป็นดินแดนที่ "สูญจากกิเลส" นะ!! ไม่ใช่ นิพพานคือสูญสิ้นทุกอย่าง ว่างเปล่าทุกอย่าง

    ว่างเปล่าจากกิเลสต่างหาก"



    "มโนมยิทธิ ทำให้เราสามารถไปนรก สวรรค์ พรหม หรือพระนิพพาน (ถ้าจิตสะอาดพอ) และการไปนี้ไม่ใช่ **สะกดจิต** ถ้าใช้ปัญญาที่ไม่ต้องมาก

    แต่ไม่อคติ ก็จะคิดได้เองว่าการไปนรกก็เพื่อดูว่า ใครทำกรรมอะไรประเภทอะไรจึงต้องมาอยู่ในนรกขุมไหนๆ ใครทำกรรมดีแบบไหนจึงได้ไปอยู่สวรรค์หรือพรหมชั้น

    ไหนๆ ต้องทำอย่างไร เราจะไปอยู่นรก (อ้าว) ทำอย่างไรเราจะไปอยู่สวรรค์ พรหม หรือ เลือกพระนิพพาน"



    ใครที่คิดว่า การฝึกมโนมยิทธิ เป็นการสะกดจิต คงจะบอกได้ว่า ชาตินี้ก็ศึกษาให้มากกว่านี้แล้วกันจะได้เกิดปัญญา คนที่ไม่ต้องการพระนิพพานเท่านั้นแหละถึง

    บอกว่า มโนมยิทธิคือการสะกดจิต หรือผู้ฝึกนั้นหลงตัวหลงตนคิดเพ้อพกไปเอง



    จริงอยู่ พบหลายคนอยู่ ที่ชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองฝึกมโนมยิทธิ ชอบเล่าแต่เรื่องนรกสวรรค์ให้คนอื่นฟัง (แม้แต่เราเองก็พูด) แต่เผอิญว่า "ลืมนึก"ไปว่า

    ไอ้ที่เราเล่าอยู่นะ กิเลสด้านอื่นเรายังไม่ได้ตัดเลย ดันไปเล่าด้านที่คนเชื่อยากซะด้วย เล่าๆ อยู่ยุงกัดเผลอตบเพี๊ย!! เล่าๆ อยู่แม่ด่าไมเอ็งไม่ทำงานบ้าน โกรธแม่

    ตวาดใส่แม่ตอบอีก เล่าๆ อยู่ คนอื่นเดินมาชนปากไว้ด่าไป ไอ้บ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ "คนฟังก็อึ้งอิมกี่" สิคราวนี้ อ้าววว ไหนว่าไปฝึกกรรมฐาน (ชอบ

    ใช้กันจังคำนี้) แล้วไมไม่เห็นดีเลย (คนฟังก็น้อ คิดว่าฝึกวันเดียวสองวัน จะตัดกิเลสได้หรอถ้าคนฝึกไม่จริงจัง)



    ฤทธิ์จริงๆ ก็มีทั้งเสื่อมและไม่เสื่อม

    เสื่อมก็เพราะไม่ได้ฝึกจนชิน หรือเอาไปใช้ในทางที่ผิดกรณีเป็นพระ อาบัติด้วยมั้งถ้าจำไม่ผิด แต่ฆราวาสอวดฤทธิ์ได้ไม่บาป พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้าม แต่คงไม่มี

    ใครที่ไหนอยากอวดให้คนอื่นดูหรอก คงวุ่นวายพิลึก วันๆ คงมาเฝ้าขอหวยลูกเดียว



    ไม่เสื่อมก็เพราะผู้นั้น ได้ความดีระดับพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบัน (พระโสดาบันแบบ 3 หมวดหลังนะ ถ้าหมวดแรกพุทโธ ท่านก็ไม่ได้มีฤทธิ์ท่านเอาแบบเรียบๆ)



    ส่วนเรื่องฌาณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก มโนมยิทธิ จะทำได้ จะเอาจิตไปได้ (แต่ยังสัมพันธ์กับกายเพราะเป็นแบบครึ่งกำลัง) ก็ต้องไปเมื่อถึงฌาณ 4 แต่

    เรื่องฌาณนี่ไม่ค่อยสันทัดจะอธิบายเพราะยังไม่เก่ง ตอนไปก็ไม่รู้หรอกว่าฌาณอะไรไปได้ก็แล้วกัน สนตรงไปไหนไปแล้ว แต่ตอนจะไปมันอยู่ฌาณอะไรไม่รู้นะ



    เราก็ได้ๆ แต่ยังไม่แจ่มใจนักเพราะว่า "ขี้เกียจ"มากๆ (เลวจริงๆ) ไม่ขยันฝึกเลย นี่แหละก็เสื่อมได้เพราะไม่ยอมฝึกจิตให้ชิน (โง่อีกต่างหากพบของดีแล้ว

    ยังเป็นลิงๆค่างๆ ไม่ค่อยจะบังคับระเบียบวินัยตัวเอง) แต่ไปก็ไปได้ แต่เต็มกำลังยังไม่ได้ได้แค่ครึ่งกำลังนะ



    "ขอบอก" ว่า "ของแท้" มโนมยิทธิ ทั้งผู้ฝึก และ ครูฝึก ไม่ว่าจะเป็น พระหรือฆราวาส "ไม่มีการเรี่ยไรเงิน" เด็ดขาด เจอที่ไหนว่าฝึกแล้วเรียกเงิน

    ทำบุญ ทำมากได้บุญมากขอบอกเลยว่า เจอของดี(ปลอมดีๆ)เข้าให้แล้ว เขามีแต่ฝึกเพื่อลดเพื่อตัดกิเลส ฉะนั้น พวกทำแบบนั้น พอไปเจอคนแบบไม่ค่อย

    จะคิดก็เลยไปกันใหญ่ ฝ่ายหลอกเอาตังก็เก็บตังมันส์เลย ฝ่ายไปเจอแล้วไม่ค่อยใช้ปัญญาคิดก็นึกว่า มโนฯ เป็นอย่างงี้อ่ะหรอ สะกดจิตเอาตังนี่หว่า ก็ไปกันใหญ่

    สมัยนี้ กระสือ ปอป กระหัง มันหาดูยากใช่ไหมละ ก็เลยเชื่อกันยากพวกเรื่องนรก สวรรค์ หรือวิชาพิเศษทางพุทธศาสนาว่าสามารถทำได้จริง ถ้าไม่ขี้เกียจ



    ถ้าใครที่สอนบอกแบบนี้หลอก ก็สอนหลอกเขาอีกทีแหละ คนจริงไม่ว่าจะหมวดไหน เขาไม่โจมตีอีกหมวดกันหรอก เพราะเขารู้ดีว่ามีจริงเพียงแต่จริตใครจริตมัน

    ว่าจะชอบแบบไหน หมวดไหนเหมาะกับตนเอง จะเรียบๆ หรือจะซุกชน หรือจะอะไร นี่เขาถึงว่าของแท้ ของไม่แท้ดูง่ายนิดเดียว ลองสังเกตุเอาละกันถ้า

    ไปวัดที่เขามีฝึกกรรมฐานน่ะ คิดนิดนึงก็ได้ว่า ทำไมคนเราเกิดมาหน้าตาไม่เหมือนกัน ตอบแบบวิทยศาสตร์ก็ว่าพันธุกรรมต่างกัน ตอบแบบพุทธศาสตร์ก็ว่าเพราะ

    กรรมเป็นตัวกำหนด คิดเอานะ เพราะคงต้องแล้วแต่ใครจะอยากศึกษาแค่ไหน



    อ่านๆ ดูความเห็นด้านบนๆ มีหลายคนที่ยังให้คำตอบ มโนมยิทธิ ผิดๆ อยู่เลย อยากฝึกก็ไปวัดท่าซุง หรือซอยสายลม พหลโยธิซอย8 ก็ได้ แต่ถ้าไปเพราะ

    อยากลองดูเฉยๆ ไม่มุ่งหวังพระนิพพาน ไปแต่อยากเกิดอีกเพ้อฝันสะสมกิเลสการเกิดอีก ก็อย่าไปให้เสียความเหนื่อยครูฝึกเลย แต่ถ้าอยากฝึกเพราะชอบฤทธิ์

    และการใช้ฤทธิ์ที่ถูกต้อง(บางทีมีก็ดีนะ ศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์โขไม่เบาเลย) หรือต้องการพบพระนิพพาน ให้รู้ว่าการเกิดไม่ดีก็ขอเชิญไปฝึกได้



    แนวกรรมฐานอื่น วัดอื่นก็ดี ไม่มีอะไรด้อยหรอก ถ้า "ถูกต้อง" ตามแบบแผนที่ "พระพุทธเจ้าท่านทรงวางกำหนดไว้" ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าเจอคนฝึกผิดๆ

    สอนผิดๆ อันนี้ก็คงช่วยไม่ได้ แล้วฝึกผิดมาไปบอกคนอื่นผิด คนอื่นที่ฟังจากเราไปบอกผิดเชื่อผิด บอกปากต่อปาก คิดดูดิ ว่าเราทำผิดไปแค่ไหน (ไม่เจตนา

    ก็แล้วไป แต่ถ้าเจตนาแบบไม่ยอมศึกษาเลย ไม่ยอมทำให้ตัวเองฝึกได้จริงแล้วมาโจมตีนี่ บาปเละเลย)



ความคิดเห็นที่ 22

ลิงสยาม (Guest)
4 พ.ค. 2550 22:30
  1. anochabankok ตอบได้ดีนะครับผมว่า



    ลืมตอบไปว่า ที่ว่าฝึกเองโดยไม่มีครูได้ไหม ก็ได้ แต่คงต้องหลังจากฝึกจากครูมาหนหนึ่งก่อนแล้ว เพราะจะได้การฝึกสอนที่ถูกต้อง อ่านเองคิดเองเออเองเดาเอง

    บรรลุเองรึเปล่าล่ะ



    เรื่องฝึกจนธาตุแตก (อะไรแตกหรอ) ปกติคนเรามันก็ ธาตุ4 อยู่แล้ว ดิน(เนื้อ) น้ำ(เลือด,หนอง) ลม(ลมในร่างกายการหมุนเวียน) ไฟ(การเผา

    พลาญในร่างกาย) ฝึกธาตุแตก นี่คงเป็นประเภทฝึกแล้วเจอภาพ แล้วยึดภาพนั้น เจอภาพดีก็หลงว่าตนบรรลุ เจอภาพไม่ดีก็กลัวจนสติแตก คงงั้นมั้งที่ชอบพูด

    กันว่าฝึกจนธาตุแตก (เหมือนหนังกำลังภายในเลย) สงสัยฝึกไม่ถูกแบบ ฝึกเกินพอดี อยากเกินพอดี เคร่งเกินพอดี แต่ไม่มีปัญญาพิจารณา เอาแต่เพ่งรึเปล่า

    เอาแต่กำหนดลมบ้าบังคับลมฟืดๆๆ ร่างกายที่ไหนจะทนไหว ลองดูก็ได้



    ภาพหลอน กับ จิตเป็นทิพย์ มันต่างกันนะ แต่ผมอธิบายไม่ถูก เดี๋ยวจะอธิบายผิดไป แต่มีวิธีพิสูจน์อยู่ ลองหาหนังสือมาอ่านก่อนแล้วกันจำพวกกรรมฐาน 40

    อ่านแล้วดูก่อนว่าชอบแบบไหนค่อยฝึกกองนั้น เพราะได้กองไหนแบบแน่นอนแล้ว กองที่เหลือคุณจะได้ทุกกองตามมาเอง (ดีใช่ไหมล่ะ)แล้วก็หาที่ฝึก ฝึกเอง

    ผมไม่รู้สิ เพราะผมชอบแนวมโนมยิทธิ ผมก็จะฝึกแบบนี้ เริ่มต้นจากครูสอนก่อนแล้วค่อยมาทำเองที่บ้าน



    มโนมยิทธิ ไม่ได้เริ่มจากกสินนะ ขอแก้ความคิดเห็นข้างบนหน่อย กสินนะ ยากกว่าและเสื่อมง่ายกว่า มโนมยิทธิ อีกด้วย แต่มโนมยิทธิเป็นทางลัดของทั้ง

    3 หมวด ที่ผมได้อธิบายไป เบาและไว แต่ถ้าไม่ฝึกให้สม่ำเสมอ ก็เสื่อมเหมือนกัน แต่ผลที่ได้จากการฝึกมันเร็วกว่ากสินมาก ไม่ต้องไปเริ่มกสิน ได้มโนฯ

    แล้วคุณไปต่อยอดได้เลย ตัดกิเลสด้วย มีฤทธิ์ด้วย



    คนจะฝึกได้ ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ฉะนั้น ที่ว่าฝึกแล้วมาหลอกคนอื่น ไม่มีทาง ฝึกแล้วกลายเป็นคนหลงตนหลงว่าวิเศษ ก็นั่นเป็นเพราะเขาเป็นอย่าง

    นั้นอยู่แล้ว ฝึกแล้วแม้จะได้ แต่ไม่ยอมตัดกิเลส หลงตนวิเศษมากๆ (พวกหลงภพหลงชาติเนี่ยมากเลย เช่น เคยเป็นกษัตริย์ เคยเป็นเจ้า เคยเป็นโน่นเป็นนี่ แล้ว

    เอามาผูกกับชาตินี้แบบผิดๆ เผลอๆ ไปทำทรงเจ้าให้เสียครูอีก นี่แย่) ดูระลึกชาติจะได้รู้ว่าเราก็เคยรวยเคยจนเคยสูงเคยต่ำ แต่ละชาติที่เป็นเพราะทำอะไรมาจึง

    ต้องเป็นจึงได้เป็น ต่างหากคือสิ่งที่ต้องพิจารณา ชั่วจะได้ไม่ทำอีก จะได้เบื่อการเกิด



    ตอนฝึก จิตเป็นทิพย์ มีความสะอาด แต่พอออกจากกรรมฐานเลิกฝึก จิตก็เป็นคนธรรมดา อยู่ที่เราควบคุมว่าจะรักษาความดีไว้ได้นานแค่ไหนตลอดเวลาหรือไม่

    ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวแล้วจะดีบรรลุเลยเมื่อไหร่ ต้องตัดต้องฆ่ากิเลสไปเรื่อยๆ ต้องควบคุมความดี ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยหรอกว่า ฝึกกรรมฐานแล้วไมขี้โมโหอยู่ ก็เพราะยัง

    ตัดกิเลสได้ไม่หมดน่ะสิ อย่าเหมารวมว่า คนฝึกกรรมฐานทุกคนจะดีเลิศไปแล้ว พระอริยเจ้าก็มี คนธรรมดาก็มี ทุกคนมีสิทธิ์ "ฝึก" กรรมฐาน ทั้งนั้น



ความคิดเห็นที่ 28

arewin9@gmail.com (Guest)
13 ส.ค. 2550 21:36
  1. อยากได้รูปภาพ ที่ช่วยฝึกจิต หน้าคอมพิวเตอร์ เช่น ภาพสีหลากหลายสี วิ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลาง หรือภาพการวิ่งของอาวกาศ เป็นต้น



    ขอบคุณครับถ้ามีก็ขอด้วยครับ



    จาก อาวิน



ความคิดเห็นที่ 4

นิรันดร์ vcharkarn vteam
17 ม.ค. 2550 22:05
  1. ในความคิดเห็นของผม

    อิทธิฤทธิ์ เป็นอำนาจที่สามารถมีได้ แต่ก็สามารถเสื่อมได้

    เรียกว่าไม่พ้นไตรลักษณ์

    คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    การสร้างอิทธิฤทธิ์ จึงไม่ใช่หนทางแห่งนิพพาน

    พระบางรูป สามารถมีอิทธิฤทธิ์บางประการได้ เช่นมีมโนมยิทธิ

    แต่ การแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นทราบ ถือเป็นอาบัติอย่างหนึ่ง

    แต่ หากไม่มีอิทธิฤทธิ์ในตัวเอง แล้วหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงว่าเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์นั้น

    โทษคือปราชิก



    ที่พระพุทธองค์บัญญัติเช่นนี้ ก็เพราะไม่ต้องการให้ชาวพุทธหลงเดินทางผิด

    ไปติดกับคิดว่าอิทธิฤทธิ์เป็นหนทางแห่งนิพพาน



ความคิดเห็นที่ 13

นิรันดร์ vcharkarn vteam
29 ม.ค. 2550 13:52
  1. ผมมีเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ได้เป็นพุทธ

    เมื่อเขาป่วยสาหัส ผมก็แนะนำให้ทำสมาธิตามแบบอานาปานุสสติ

    เขาก็ยินดี และก็ทุเลาลงจนสามารถทำงานได้



    แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ทุกอย่าง หากถูกกระสุนตัดขั้วหัวใจ

    อะไรก็คงช่วยไม่ได้



    ผมไม่สนใจที่จะฝึกอิทธิฤทธิ์

    หากเป็นของดี พระพุทธองค์ก็คงไม่บัญญัติห้ามสงฆ์ที่มีอิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์ของท่าน

    ในความรู้สึกของผม ฤทธิ์ คือดิรัจฉานวิชชา มีได้ก็เสื่อมได้ ไม่ใช่หนทางหลุดพ้น

    ไม่เหมือนนิพพาน ที่เป็นธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิบรรลุได้

    ไม่จำกัดว่านับถือศาสนาใด

    เป็นการหลุดพ้นจากกับดักทั้งมวล



    ท่านพุทธทาสสอนว่า เราอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลก

    ให้อยู่อย่างลิ้นงูในปากงู

    แม้นเขี้ยวงูจะมีพิษร้ายปานใดก็ไม่สามารถทำร้ายลิ้นได้

    ผมจึงมีความเห็นว่า

    เราสามารถฝึกสมาธิได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าป่า

    ต่อให้อยู่กลางห่ากระสุนในกองทัพ ก็สามารถสร้างสมาธิได้



    การได้ฟังธรรมตามกาล เช่นเปิดวิทยุฟังธรรม

    การอ่านหนังสือที่สอนการฝึกสมาธิ

    หนังสือนั้นก็เป็นอาจารย์เรา วิทยุก็ใช่



    การเข้าถึงฌาณอาจทำให้เกิดปิติได้แต่ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง

    ดังที่พระพุทธองค์ทรงลาอาจารย์ดาบสสององค์ไปแสวงหาหนทางสงบด้วยตนเอง



ความคิดเห็นที่ 26

อุศเรน (Guest)
7 มิ.ย. 2550 22:13
  1. นายแพทย์ที่ต้องไปรักษาตัวที่สถาบันกัลยาฯที่เป็นข่าวใหญ่กลบทุกข่าวก็ไปฝึกที่คุณ"ลิงสยาม"ชวนนั่นแหละครับ





    การฝึกฤทธิ์ทางจิตใจนั้น


    ต้องการครูฝึกที่ดี ไม่ชวนให้ออกนอกลู่นอกทาง


    หรือชวนให้เอาเงินไปบริจาคสร้างโน่นสร้างนี่


    ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างภาพจริงหรือลวง



ความคิดเห็นที่ 15

สุรพล/surapol.ja@spu.ac.th (Guest)
30 ม.ค. 2550 01:26
  1. มโนมยิทธิหรือมีฤทธิ์ทางใจ เป็นอภิญญาหรือความรู้อันยิ่งทางจิต1ใน6ของอภิญญา6

    คนที่จะฝึกได้สำเร็จจริงๆมีน้อยมากและการฝึกก็ต้องมีความพยายามมุ่งมั่น ฝึกฝนแบบจริงๆจังๆจึงจะสำเร็จ วิธีการฝึกจะต้องเริ่มต้นฝึกในแนวทางกสิณ40กอง จนกว่าจะบรรลุถึงขั้นฌาน4

    พร้อมทั้งมีความชำนาญในการเข้าและออกจากฌานจริงๆจึงจะสามารถอธิษฐานฤทธิ์อันนี้ให้เกิดขึ้นได้ หากสนใจจริงๆให้ไปอ่านหนังสือวิสุทธิมรรคของมหามกุฏราชวิทยาลัยดู

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น