|
มโนยิทธิ ใครเคยฝึกบ้าง เล่าให้ฟังหน่อย อยากรู้ครับ
โพสต์เมื่อ:
11:35 วันที่ 12 ม.ค. 2550 ชมแล้ว:
2,441
ตอบแล้ว:
29
มโนยิทธิ หรือการมีฤทธิ์ทางใจ มีขั้นตอนการฝึกอย่างไรครับ เป็นของจริงหรือเปล่าหรือเป็นแค่การสร้างมโนภาพเท่านั้น ฝึกโดยไม่มีครูได้ไหม (อ่านทำความเข้าใจและฝึก) มีอันตรายไหม เช่นฝึกผิดแนวทางไฟธาตุแตกเป็นบ้าไปเลย และหลาย ๆ อย่างที่อยากทราบ ขอเชิญท่านที่มีความรู้เรื่องนี้มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ ผมไม่ทราบว่าจะแปะกระทู้นี้ไว้ห้องไหน และไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเนื้อหาในวิชาการดอทคอมหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องก็ลบกระทู้ได้เลยนะครับ
จำนวน 28 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2- ผมไม่กล้าฟันธงลงไปว่า สิ่งที่ผมนำเสนอเป็นสิ่งที่ถูกต้อง 100% หวังว่าผู้อ่าน โปรดใช้กาลามสูตร ในการพิจารณาเลือกที่จะเชื่อด้วย ข้อสังเกตประการหนึ่งที่จะบอกว่าผู้สำเร็จฌาณหรือมีมโนมยิทธิ ไม่ได้เป็นผู้สำเร็จธรรมชั้นสูง ก็คือ เขายังติดกับอยู่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ ทั้งที่มีอำนาจวิเศษ ไม่มีเมตตากรุณากับสัตว์โลกทั่วไป แต่จะเมตตากับหมู่สัตว์ที่จำนำประโยชน์มาให้ สร้างภาพ เช่นมีสัญญลักษณ์พิเศษสำหรับกลุ่มคนที่เอื้อประโยชน์ เช่นกำหนดว่าต้องแต่งตัวในลักษณะใดเพียงอย่างเดียวทั้งที่ไม่ได้เป็นนักบวช กีดกัน รังเกียจผู้มีทรัพย์น้อยไม่ให้เข้าทำบุณร่วมกัน ผมเห็นเพื่อนบางคน เพียรหาทรัพย์อย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อนำเงินไปทำบุญ ดูเผิน ๆ น่าจะดี แต่ผมมองว่าเป็นการโลภบุญมากว่า เพราะกิริยาวาจา ยังมีเกรี้ยวกราด เกลียดชังผู้อื่นอยู่เสมอ ๆ ยังโกรธเกรี้ยวกับสัตว์พเนจรที่มาขอเศษอาหารประทังชีวิตอย่างไร้เมตตา 1. ไม้ชุ่มน้ำก็ไม่คิดไฟ...... 2. ศิล....ทำให้คนนิ่งๆ .... คนไม่นิ่ง สมาธิก็ไม่เกิด..... 3. คนเล่นคอม แล่นNet จิตยังอยู่กับร่างกายมือเท้า... แล้วจะไปเห็นความละเอียด ความเป็นรูปที่แปลกๆได้ย่างไร??? 4. คนบอกว่า... ไม่ต้องถือศิล ไม่ต้องเข้าป่า... อยู่บ้านก็จะมีฤทธิ์เอง.... อันนี้เปรียบเสมือน ไม้ชุ่มน้ำ 5. คนบอกว่า.... จะทำสมาธิแล้ววันนี้.... แต่เมื่อวานนี้ ฆ่าสัตว์ พูดโกหก ส่อเสียด ..... กรรมก็บรรดานให้ร่างกายเกิดโรค เกิดแมลงวันตอม ยุงตอบ เกิดเสียงรบกวน.... ...แล้วสมาธิจะเกิดได้อย่างไร??? 6. บางคนบอกว่าจะถือศิลอยู่ในเมือง... แต่พอเจอคน ก็หลงไปกับคน เจอวัตถุ...ก็หลงไปกับวัตถุ จิตต้องคอยควบคุมร่างกายไม่ให้ผิดศิล เพื่อไม่ไห้เกิดกรรมมารบกวน.... แต่ก็เปรียบเสมือน ไม้ช่มน้ำ ไม่ติดไฟ.... .......... ทั้ง 6 ข้อนี้ยังแค่พื้น...ยังไม่ถึงสมาธิเบิ้องใดๆ ....เอาใหม่..... 1. ผู้มีศิลบริบูรณ์ แต่นั่งสมาธิทีไร ร่างกายกลับถูกพยาธิภัยรบกวนไม่อยู่นิ่ง ถึงจะอยู่ปลีกชนก็ไม่เกิดสิ่งใดต่อจิต...เพราะทำลายสัตว์ เบียดเบียนผู้อื่นตั้งแต่ซาติก่อน... 2. ผู้มีศิลบริบูรณ์ กายนิ่งได้แต่จิดกลับฟุ้งซ่าน ว่นวาย คร่นคิด เพราะกรรมตั้งแต่ชาติที่แล้ว ที่ขี้อิจฉา... ปองร้าย พยาบาท ตามมารบกวน... 3. ผู้ไม่มีศิลแต่ กลับมีฤทธิ ระลึกชาติได้ เพราะ 3.1 อดีตเมื่อล้านกว่าชาติ ได้ทำสมาธิไว้ล้านชาติ 3.2 เพราะหมื่นชาติที่แล้ว ได้ทำสมาธิไว้หมื่นชาติ 3.3. เพราะ 10 ชาติที่แล้วได้ทำสมาธิไว้ 3.4 เพราะ 10 ปีที่แล้วได้นี่งสมาธิมาตลอด 10 ปี 3.5 เพราะ 10 นาทีแล้วได้ทำสมาธิได้อย่างอุกริต 3.5 เพราะ 10 วินาทีที่แล้วได้สมาธิอย่างเยี่ยมยอด.... 4. ผู้ไม่มีศิล แต่กลับมีปัญญาหยั่งรู้ถึงความบริสุทธิ์ หรือธรรมมะอันยอด จิตไม่ยึดติดในกายหยาบซึ่งไม่มีฤทธิ์ เมื่อตายจากกายที่ไม่มีฤทธิ์ ก็จึงไม่ได้กลับมายึดกายหยาบ แต่มีสัญญาปรุงแต่งสู่กายที่มีฤทธิ์ด้วยอำนาจปัญญา แต่พอถึงคราวที่มาเกิดในกายไม่มีฤทธิ์อีก เพราะมีสัญญาของอดีตจำฐานจิตของกายมีฤทธิ์ได้ จึงแสดงฤทธิ์ได้.... .... สรุป ปัญญานั่นแหละที่ก่อให้เกิดฤทธิ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอฝึกสมาธิกันเป็นล้านๆชาติ แค่ชาติเดียว ฤทธิ์ก็จะเกิด.... ปุถุชน ควรดำเนิน ศิล สมาธิ เพื่อให้เกิดฤทธิ์ ปัญญาชน พึงดำเนิน ปัญญา เพื่อให้เกิดฤทธิ์ anochabankok (IP:58.10.149.17) มีเว๊ปเกี่ยวกับพุทธศาสนา วิทยาศาสตร์ทางจิต 2 ที่ ที่น่าสนใจ เสนอคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสายใครสายมัน ขอเชิญผู้สนใจแวะเข้าชมครับ http://www.larnbuddhism.com/ http://www.palungjit.com/ ขอขอบคุณอาจารย์นิรันด์และ ท่าน anochabankok ที่กรุณาให้ความเห็น ผมคิดว่าจะเป็นประโยช์กับผู้สนใจที่และเข้ามาอ่านอย่างมากครับ ผมมีปัญหาการฝึกแบบอาจารย์นิรันด์ว่า กิเลสคงหนาเกินไปเลยไม่บรรลุธรรมใด ๆ แม้จะใช้เวลาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม ฝึกแบบไม่มีอาจารย์น่ะครับ แต่สม่ำเสมอเป็นประจำ แต่ก็ได้อานิสงค์มากเป็นอย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่าไม่ผิดเพี้ยนครับ ใจนิ่งขึ้น สมาธินานขึ้น แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่ถึงฌานสักที ทำไมมันยากเย็นนัก ไม่แน่ใจว่าถูกจริตหรือเปล่า แต่ในทางส่วนตัวชอบวิธีกำหนดลมเข้าออก เพราะทำให้เราละเอียดขึ้นไม่เผลอเรอบ่อย แก้นิสัยขี้ลืมเป็นประจำได้ ก็เพิ่งจะทราบว่ามันคืออานาปานุสสตินั่นเอง วิธีนี้ดีครับ แม้ไม่ได้ฌานแต่ก็มีอานิสงค์มาก ท่านอื่น ๆ มีความเห็นอย่างไรครับ ครับ วิธีกำหนดลมหายใจนี้ แม้เป็นวิธีของพุทธแต่จะว่าไปแล้วค่อนข้างเป็นสากล น่าจะใช้ได้กับคนนับถือศาสนาอื่นที่ต้องการฝึกสมาธิถ้าเขาไม่รังเกียจว่าเป็นวิธี (วิถี) พุทธ เพราะไม่มีคำภาวนา อาจารย์บางท่านอาจให้ภาวนาพุท โธ หรือคำอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ว่างเกินไปเนื่องจากกำหนดลมหายใจอย่างเดียว และจากข้อมูลในลิ้งค์ทำให้ทราบว่า อานาปานุสสติเป็นพื้นฐานของกรรมฐาน (เขียนถูกหรือเปล่า) กองอื่น ๆ อีก 39 กอง มีคำถามว่า ถ้าคนที่นับถือศาสนาอื่นอยากฝึกสมาธิแบบนี้บ้างจะได้ไหม โดยไม่มีคำภาวนาหรือเปลี่ยนคำภาวนาให้เหมาะสมกับศาสนานั้น ๆ จะได้ไหม? ผมมีเพื่อนที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ได้เป็นพุทธ เมื่อเขาป่วยสาหัส ผมก็แนะนำให้ทำสมาธิตามแบบอานาปานุสสติ เขาก็ยินดี และก็ทุเลาลงจนสามารถทำงานได้ แต่ก็ใช่ว่าจะช่วยได้ทุกอย่าง หากถูกกระสุนตัดขั้วหัวใจ อะไรก็คงช่วยไม่ได้ ผมไม่สนใจที่จะฝึกอิทธิฤทธิ์ หากเป็นของดี พระพุทธองค์ก็คงไม่บัญญัติห้ามสงฆ์ที่มีอิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์ของท่าน ในความรู้สึกของผม ฤทธิ์ คือดิรัจฉานวิชชา มีได้ก็เสื่อมได้ ไม่ใช่หนทางหลุดพ้น ไม่เหมือนนิพพาน ที่เป็นธรรมชาติที่ทุกคนมีสิทธิบรรลุได้ ไม่จำกัดว่านับถือศาสนาใด เป็นการหลุดพ้นจากกับดักทั้งมวล ท่านพุทธทาสสอนว่า เราอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของโลก ให้อยู่อย่างลิ้นงูในปากงู แม้นเขี้ยวงูจะมีพิษร้ายปานใดก็ไม่สามารถทำร้ายลิ้นได้ ผมจึงมีความเห็นว่า เราสามารถฝึกสมาธิได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าป่า ต่อให้อยู่กลางห่ากระสุนในกองทัพ ก็สามารถสร้างสมาธิได้ การได้ฟังธรรมตามกาล เช่นเปิดวิทยุฟังธรรม การอ่านหนังสือที่สอนการฝึกสมาธิ หนังสือนั้นก็เป็นอาจารย์เรา วิทยุก็ใช่ การเข้าถึงฌาณอาจทำให้เกิดปิติได้แต่ไม่ใช่หนทางหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิง ดังที่พระพุทธองค์ทรงลาอาจารย์ดาบสสององค์ไปแสวงหาหนทางสงบด้วยตนเอง ครับเห็นด้วยในข้อที่ว่า คนฝึกสมาธิไม่จำเป็นต้องเข้าป่า เราฝึกที่จิตนี่ครับ จะอยู่ป่าหรืออยู่เมืองก็จิตดวงนี้ดวงเดียวกัน แต่ในป่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกว่า ถ้าเราหาสภาพแวดล้อมในเมืองที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรทางใจก็คงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นกัน เช่น ไม่มีกิจนิมนต์ คนไม่พลุกพล่าน ไม่ลำบากเรื่องบิณฑบาตร ไม่ต้องทำธุระการก่อสร้างถาวรวัตถุ ไม่ต้องเป็นธุระต้อนรับอาคันตุกะ เป็นต้น สมเด็จพุฒฒาจารย์ (โต) และเจ้าคุณนรรัตน์ ก็เป็นพระเมืองไม่ใช่พระป่า เรื่องห้ามการแสดงฤทธิ์ น่าจะมีสาเหตุ ผมก็อ่าน ๆ มาไม่ทราบชัด การได้ฌานจะได้ฤทธิ์ด้วย ในพุทธประวัติพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หลายครั้งมาก แต่ท่านอนุญาตให้อัครสาวกทั้งสองเท่านั้นที่แสดงฤทธิ์ได้ และอนุญาติเพียงสองครั้งเท่านั้น แต่ภิกษุอื่น ๆ ท่านห้ามโดยเด็ดขาด ท่านเปรียบเทียบว่าพระเจ้าแผ่นดินสามารถเก็บมะม่วงในสวนของพระองค์ได้ แต่คนอื่น ๆ ท่านห้ามเก็บ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ห้ามสาวกแต่ท่านแสดงเองได้ ผมก็เห็นว่าถ้าเราไม่มีวาสนาในทางธรรมเพราะกิเลสยังหนาคงไม่บรรลุธรรมขั้นสูงได้ง่าย ๆ แต่ก็อาจมีประโยชน์ในทางโลกบ้าง เพราะเราเองก็ไม่ใช่ผู้ถือบวชถือศีลบริสุทธ์อาจถือได้บ้างเป็นบางครั้งบางคราวชั่วช้างกระพริบหูชั่วงูแลบลิ้นก็ตอนทำสมาธินี่แหละครับ ถ้าเราฝักใฝ่ทางนี้เราก็ห่างจากบาปได้มาก มโนมยิทธิหรือมีฤทธิ์ทางใจ เป็นอภิญญาหรือความรู้อันยิ่งทางจิต1ใน6ของอภิญญา6 คนที่จะฝึกได้สำเร็จจริงๆมีน้อยมากและการฝึกก็ต้องมีความพยายามมุ่งมั่น ฝึกฝนแบบจริงๆจังๆจึงจะสำเร็จ วิธีการฝึกจะต้องเริ่มต้นฝึกในแนวทางกสิณ40กอง จนกว่าจะบรรลุถึงขั้นฌาน4 พร้อมทั้งมีความชำนาญในการเข้าและออกจากฌานจริงๆจึงจะสามารถอธิษฐานฤทธิ์อันนี้ให้เกิดขึ้นได้ หากสนใจจริงๆให้ไปอ่านหนังสือวิสุทธิมรรคของมหามกุฏราชวิทยาลัยดู สุรพล/surapol.ja@spu.ac.th (IP:203.148.136.67) คำภีร์พระวิสุทธิมรรค ที่แปลโดยพระมหาวงค์ ชาญบาลี แม้แปลเป็นไทยแล้วแต่ภาษาที่แต่งสวยงามเกินไปเยิ่นเย้อเข้าใจยากครับ อยากได้ตำราที่เขียนเป็นภาษาไทยร่วมสมัยอ่านแล้วเข้าใจง่าย ๆ ตรงไปตรงมา มีไหมครับ หาดูตามเว๊ป ก็พอมีครับ ยังไม่ได้ดูละเอีด http://www.kammatthana.com/ ในรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง มีการโฆษณาถึงบุคคลหนึ่งที่สามารถสะกดคนให้เกิดตาทิพย์ได้ สามารถสะกดนักเรียนให้ร้องไห้กันทั้งหอประชุมได้พร้อมกัน ในความเห็นผม นับเป็นมโนมยิทธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน ในความสามารถเข้าไปควบคุมจิตใจของผู้อื่นได้ ผมเคยอยู่ในเหตุการนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ผมต้องการทราบว่า เขาสามารถสะกดให้ผมเห็นอะไรได้หรือเปล่า มีคนอื่นในที่นั้นบางคนถูกสะกดลึกมากจนเมื่อเขาเลิกกิจกรรมแล้วไม่ยอมคืนสติก็มี ต้องปลุกกันอยู่นาน ผมนั่งนิ่ง ๆ สำรวจลมหายใจตัวเอง และฟังคำสั่งเขา แต่ผมก็เป็นตัวเองตลอดเวลา ในขณะที่หลายคนที่นั่งอยู่รอบตัวผมมีอาการแปลก ๆ ดูแล้วก็ไม่ทราบว่าจะเกิดความเสียหายแก่จิตของผู้ที่ถูกสะกดบ้างหรือเปล่า หลายคนแสดงความคิดเห็นออกมาแต่มิได้มีการปฏิบัติในมโนยิทธิอย่างใด ดังนั้นผู้อ่านต้อง พิจารณาก่อน หรือให้ดีต้องปฏิบัติเองดีที่สุด เพื่อให้รู้เฉพาะตนเองนั้นดีที่สุด ยอดชาย (IP:203.209.110.24) "มโนมยิทธิ" แปลว่า ฤทธิ์ทางใจ คือ 1 ในกรรมฐานทั้ง 40 กอง ที่พระพุทธเจ้าได้กำหนดไว้ เผื่อให้พุทธบริษัท ทั้ง 4 ได้ใช้เพื่อตัดกิเลส กรรมฐานทั้ง 40 กอง ถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด ด้วยกัน คือ 1.แบบสุขวิปัสโก (แนว พุทโธ) คือ ไม่สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ แต่สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้ โดยอาศัยเครื่องรู้เป็นตัวตัดกิเลส เครื่องรู้เป็นอย่างไรต้องศึกษาเอาเอง จำไม่ได้แล้วเพราะไม่ได้ฝึกแนวนี้ (แต่เวลาที่ไม่อยากใช้ฤทธิ์ ท่องพุทโธ ก็สงบดี) 2.แบบเตวิชโช (แนว กสิน) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ แต่ไปได้ด้วย "จิต" ไม่สามารถเอากายเนื้อ หรือร่างกาย เรานี่แหละ ไปได้ สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้ 3.แบบฉฬภิญโญ (แนว อภิญญา) คือ สามารถรู้เห็น นรก สวรรค์ ผี เทวดาได้ ไปที่ไหนๆ ก็ได้ ไปแบบ"กายเนื้อ" ด้วย อธิษฐานฤทธิ์ได้ เหาะ เหิน ดำดิน อะไรได้หมด สามารถตัดกิเลสไปพระนิพพานได้ 4.แบบปฏิสัมภิทัปปัตโต​ (ครอบคลุมทั้ง 3 หมวด) มีความสามารถยิ่งยวด คือ ทำได้ทั้ง 3 หมวดข้างต้นหมด และมีความสามารถพิเศษคือ รู้ทุกภาษาในโลก ทั้งคนและสัตว์ สามารถอธิบายในสิ่งที่ยาวให้เข้าใจอย่างสั้นๆ ได้ สามารถขยายความสิ่งที่สั้นๆ ให้เข้าใจอย่างละเอียดได้ "มโนมยิทธิ์" เป็นการปูทาง ทั้ง 3 หมวด คือ เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต ซึ่งผู้ที่ฝึกอย่างถูกต้องนั้นเข้าใจดีว่า "การรู้ การเห็น รวมถึงการ ต่อยอดจากมโนมยิทธิที่ต้องมีการฝึก ญาณ8 (ญาณอันเป็นเครื่องรู้ 8 ประการ เช่น อดีต ปัจจุบัน อนาคต การเกิด การตาย ฯลฯ) ก็เพื่อให้รู้ว่า "พวกเรานั้น เกิดกันมากี่แสนล้านๆๆๆ ชาติแล้ว ในแต่ละชาติ ทำกรรมอย่างไรและได้ผลกรรมอย่างไร ทั้งกรรมดีและกรรมเลว ด้วยเหตุนี้ทำให้เราได้เข้าใจว่า การเกิดนับไม่ถ้วนนั้น เป็นทุกข์ หาความสุขไม่ได้ ตราบใดที่เรายังมีร่ายกายที่เป็นเหมือนบ้านเช่า เมื่อตายจากความเป็นคนไปแล้ว เราก็ต้องไปสู่ภพภูมิที่เราได้ กระทำกรรมใดๆ นั้นมา จึงได้เกิดปัญญา ว่า พระนิพพาน เป็นดินแดนที่ "สูญจากกิเลส" นะ!! ไม่ใช่ นิพพานคือสูญสิ้นทุกอย่าง ว่างเปล่าทุกอย่าง ว่างเปล่าจากกิเลสต่างหาก" "มโนมยิทธิ ทำให้เราสามารถไปนรก สวรรค์ พรหม หรือพระนิพพาน (ถ้าจิตสะอาดพอ) และการไปนี้ไม่ใช่ **สะกดจิต** ถ้าใช้ปัญญาที่ไม่ต้องมาก แต่ไม่อคติ ก็จะคิดได้เองว่าการไปนรกก็เพื่อดูว่า ใครทำกรรมอะไรประเภทอะไรจึงต้องมาอยู่ในนรกขุมไหนๆ ใครทำกรรมดีแบบไหนจึงได้ไปอยู่สวรรค์หรือพรหมชั้น ไหนๆ ต้องทำอย่างไร เราจะไปอยู่นรก (อ้าว) ทำอย่างไรเราจะไปอยู่สวรรค์ พรหม หรือ เลือกพระนิพพาน" ใครที่คิดว่า การฝึกมโนมยิทธิ เป็นการสะกดจิต คงจะบอกได้ว่า ชาตินี้ก็ศึกษาให้มากกว่านี้แล้วกันจะได้เกิดปัญญา คนที่ไม่ต้องการพระนิพพานเท่านั้นแหละถึง บอกว่า มโนมยิทธิคือการสะกดจิต หรือผู้ฝึกนั้นหลงตัวหลงตนคิดเพ้อพกไปเอง จริงอยู่ พบหลายคนอยู่ ที่ชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองฝึกมโนมยิทธิ ชอบเล่าแต่เรื่องนรกสวรรค์ให้คนอื่นฟัง (แม้แต่เราเองก็พูด) แต่เผอิญว่า "ลืมนึก"ไปว่า ไอ้ที่เราเล่าอยู่นะ กิเลสด้านอื่นเรายังไม่ได้ตัดเลย ดันไปเล่าด้านที่คนเชื่อยากซะด้วย เล่าๆ อยู่ยุงกัดเผลอตบเพี๊ย!! เล่าๆ อยู่แม่ด่าไมเอ็งไม่ทำงานบ้าน โกรธแม่ ตวาดใส่แม่ตอบอีก เล่าๆ อยู่ คนอื่นเดินมาชนปากไว้ด่าไป ไอ้บ้าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ "คนฟังก็อึ้งอิมกี่" สิคราวนี้ อ้าววว ไหนว่าไปฝึกกรรมฐาน (ชอบ ใช้กันจังคำนี้) แล้วไมไม่เห็นดีเลย (คนฟังก็น้อ คิดว่าฝึกวันเดียวสองวัน จะตัดกิเลสได้หรอถ้าคนฝึกไม่จริงจัง) ฤทธิ์จริงๆ ก็มีทั้งเสื่อมและไม่เสื่อม เสื่อมก็เพราะไม่ได้ฝึกจนชิน หรือเอาไปใช้ในทางที่ผิดกรณีเป็นพระ อาบัติด้วยมั้งถ้าจำไม่ผิด แต่ฆราวาสอวดฤทธิ์ได้ไม่บาป พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห้าม แต่คงไม่มี ใครที่ไหนอยากอวดให้คนอื่นดูหรอก คงวุ่นวายพิลึก วันๆ คงมาเฝ้าขอหวยลูกเดียว ไม่เสื่อมก็เพราะผู้นั้น ได้ความดีระดับพระอริยเจ้าขั้นพระโสดาบัน (พระโสดาบันแบบ 3 หมวดหลังนะ ถ้าหมวดแรกพุทโธ ท่านก็ไม่ได้มีฤทธิ์ท่านเอาแบบเรียบๆ) ส่วนเรื่องฌาณ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก มโนมยิทธิ จะทำได้ จะเอาจิตไปได้ (แต่ยังสัมพันธ์กับกายเพราะเป็นแบบครึ่งกำลัง) ก็ต้องไปเมื่อถึงฌาณ 4 แต่ เรื่องฌาณนี่ไม่ค่อยสันทัดจะอธิบายเพราะยังไม่เก่ง ตอนไปก็ไม่รู้หรอกว่าฌาณอะไรไปได้ก็แล้วกัน สนตรงไปไหนไปแล้ว แต่ตอนจะไปมันอยู่ฌาณอะไรไม่รู้นะ เราก็ได้ๆ แต่ยังไม่แจ่มใจนักเพราะว่า "ขี้เกียจ"มากๆ (เลวจริงๆ) ไม่ขยันฝึกเลย นี่แหละก็เสื่อมได้เพราะไม่ยอมฝึกจิตให้ชิน (โง่อีกต่างหากพบของดีแล้ว ยังเป็นลิงๆค่างๆ ไม่ค่อยจะบังคับระเบียบวินัยตัวเอง) แต่ไปก็ไปได้ แต่เต็มกำลังยังไม่ได้ได้แค่ครึ่งกำลังนะ "ขอบอก" ว่า "ของแท้" มโนมยิทธิ ทั้งผู้ฝึก และ ครูฝึก ไม่ว่าจะเป็น พระหรือฆราวาส "ไม่มีการเรี่ยไรเงิน" เด็ดขาด เจอที่ไหนว่าฝึกแล้วเรียกเงิน ทำบุญ ทำมากได้บุญมากขอบอกเลยว่า เจอของดี(ปลอมดีๆ)เข้าให้แล้ว เขามีแต่ฝึกเพื่อลดเพื่อตัดกิเลส ฉะนั้น พวกทำแบบนั้น พอไปเจอคนแบบไม่ค่อย จะคิดก็เลยไปกันใหญ่ ฝ่ายหลอกเอาตังก็เก็บตังมันส์เลย ฝ่ายไปเจอแล้วไม่ค่อยใช้ปัญญาคิดก็นึกว่า มโนฯ เป็นอย่างงี้อ่ะหรอ สะกดจิตเอาตังนี่หว่า ก็ไปกันใหญ่ สมัยนี้ กระสือ ปอป กระหัง มันหาดูยากใช่ไหมละ ก็เลยเชื่อกันยากพวกเรื่องนรก สวรรค์ หรือวิชาพิเศษทางพุทธศาสนาว่าสามารถทำได้จริง ถ้าไม่ขี้เกียจ ถ้าใครที่สอนบอกแบบนี้หลอก ก็สอนหลอกเขาอีกทีแหละ คนจริงไม่ว่าจะหมวดไหน เขาไม่โจมตีอีกหมวดกันหรอก เพราะเขารู้ดีว่ามีจริงเพียงแต่จริตใครจริตมัน ว่าจะชอบแบบไหน หมวดไหนเหมาะกับตนเอง จะเรียบๆ หรือจะซุกชน หรือจะอะไร นี่เขาถึงว่าของแท้ ของไม่แท้ดูง่ายนิดเดียว ลองสังเกตุเอาละกันถ้า ไปวัดที่เขามีฝึกกรรมฐานน่ะ คิดนิดนึงก็ได้ว่า ทำไมคนเราเกิดมาหน้าตาไม่เหมือนกัน ตอบแบบวิทยศาสตร์ก็ว่าพันธุกรรมต่างกัน ตอบแบบพุทธศาสตร์ก็ว่าเพราะ กรรมเป็นตัวกำหนด คิดเอานะ เพราะคงต้องแล้วแต่ใครจะอยากศึกษาแค่ไหน อ่านๆ ดูความเห็นด้านบนๆ มีหลายคนที่ยังให้คำตอบ มโนมยิทธิ ผิดๆ อยู่เลย อยากฝึกก็ไปวัดท่าซุง หรือซอยสายลม พหลโยธิซอย8 ก็ได้ แต่ถ้าไปเพราะ อยากลองดูเฉยๆ ไม่มุ่งหวังพระนิพพาน ไปแต่อยากเกิดอีกเพ้อฝันสะสมกิเลสการเกิดอีก ก็อย่าไปให้เสียความเหนื่อยครูฝึกเลย แต่ถ้าอยากฝึกเพราะชอบฤทธิ์ และการใช้ฤทธิ์ที่ถูกต้อง(บางทีมีก็ดีนะ ศึกษาดีๆ แล้วจะรู้ว่ามีประโยชน์โขไม่เบาเลย) หรือต้องการพบพระนิพพาน ให้รู้ว่าการเกิดไม่ดีก็ขอเชิญไปฝึกได้ แนวกรรมฐานอื่น วัดอื่นก็ดี ไม่มีอะไรด้อยหรอก ถ้า "ถูกต้อง" ตามแบบแผนที่ "พระพุทธเจ้าท่านทรงวางกำหนดไว้" ไม่ผิดแน่ แต่ถ้าเจอคนฝึกผิดๆ สอนผิดๆ อันนี้ก็คงช่วยไม่ได้ แล้วฝึกผิดมาไปบอกคนอื่นผิด คนอื่นที่ฟังจากเราไปบอกผิดเชื่อผิด บอกปากต่อปาก คิดดูดิ ว่าเราทำผิดไปแค่ไหน (ไม่เจตนา ก็แล้วไป แต่ถ้าเจตนาแบบไม่ยอมศึกษาเลย ไม่ยอมทำให้ตัวเองฝึกได้จริงแล้วมาโจมตีนี่ บาปเละเลย) ลิงสยาม (IP:203.113.40.7) anochabankok ตอบได้ดีนะครับผมว่า ลืมตอบไปว่า ที่ว่าฝึกเองโดยไม่มีครูได้ไหม ก็ได้ แต่คงต้องหลังจากฝึกจากครูมาหนหนึ่งก่อนแล้ว เพราะจะได้การฝึกสอนที่ถูกต้อง อ่านเองคิดเองเออเองเดาเอง บรรลุเองรึเปล่าล่ะ เรื่องฝึกจนธาตุแตก (อะไรแตกหรอ) ปกติคนเรามันก็ ธาตุ4 อยู่แล้ว ดิน(เนื้อ) น้ำ(เลือด,หนอง) ลม(ลมในร่างกายการหมุนเวียน) ไฟ(การเผา พลาญในร่างกาย) ฝึกธาตุแตก นี่คงเป็นประเภทฝึกแล้วเจอภาพ แล้วยึดภาพนั้น เจอภาพดีก็หลงว่าตนบรรลุ เจอภาพไม่ดีก็กลัวจนสติแตก คงงั้นมั้งที่ชอบพูด กันว่าฝึกจนธาตุแตก (เหมือนหนังกำลังภายในเลย) สงสัยฝึกไม่ถูกแบบ ฝึกเกินพอดี อยากเกินพอดี เคร่งเกินพอดี แต่ไม่มีปัญญาพิจารณา เอาแต่เพ่งรึเปล่า เอาแต่กำหนดลมบ้าบังคับลมฟืดๆๆ ร่างกายที่ไหนจะทนไหว ลองดูก็ได้ ภาพหลอน กับ จิตเป็นทิพย์ มันต่างกันนะ แต่ผมอธิบายไม่ถูก เดี๋ยวจะอธิบายผิดไป แต่มีวิธีพิสูจน์อยู่ ลองหาหนังสือมาอ่านก่อนแล้วกันจำพวกกรรมฐาน 40 อ่านแล้วดูก่อนว่าชอบแบบไหนค่อยฝึกกองนั้น เพราะได้กองไหนแบบแน่นอนแล้ว กองที่เหลือคุณจะได้ทุกกองตามมาเอง (ดีใช่ไหมล่ะ)แล้วก็หาที่ฝึก ฝึกเอง ผมไม่รู้สิ เพราะผมชอบแนวมโนมยิทธิ ผมก็จะฝึกแบบนี้ เริ่มต้นจากครูสอนก่อนแล้วค่อยมาทำเองที่บ้าน มโนมยิทธิ ไม่ได้เริ่มจากกสินนะ ขอแก้ความคิดเห็นข้างบนหน่อย กสินนะ ยากกว่าและเสื่อมง่ายกว่า มโนมยิทธิ อีกด้วย แต่มโนมยิทธิเป็นทางลัดของทั้ง 3 หมวด ที่ผมได้อธิบายไป เบาและไว แต่ถ้าไม่ฝึกให้สม่ำเสมอ ก็เสื่อมเหมือนกัน แต่ผลที่ได้จากการฝึกมันเร็วกว่ากสินมาก ไม่ต้องไปเริ่มกสิน ได้มโนฯ แล้วคุณไปต่อยอดได้เลย ตัดกิเลสด้วย มีฤทธิ์ด้วย คนจะฝึกได้ ต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อย ฉะนั้น ที่ว่าฝึกแล้วมาหลอกคนอื่น ไม่มีทาง ฝึกแล้วกลายเป็นคนหลงตนหลงว่าวิเศษ ก็นั่นเป็นเพราะเขาเป็นอย่าง นั้นอยู่แล้ว ฝึกแล้วแม้จะได้ แต่ไม่ยอมตัดกิเลส หลงตนวิเศษมากๆ (พวกหลงภพหลงชาติเนี่ยมากเลย เช่น เคยเป็นกษัตริย์ เคยเป็นเจ้า เคยเป็นโน่นเป็นนี่ แล้ว เอามาผูกกับชาตินี้แบบผิดๆ เผลอๆ ไปทำทรงเจ้าให้เสียครูอีก นี่แย่) ดูระลึกชาติจะได้รู้ว่าเราก็เคยรวยเคยจนเคยสูงเคยต่ำ แต่ละชาติที่เป็นเพราะทำอะไรมาจึง ต้องเป็นจึงได้เป็น ต่างหากคือสิ่งที่ต้องพิจารณา ชั่วจะได้ไม่ทำอีก จะได้เบื่อการเกิด ตอนฝึก จิตเป็นทิพย์ มีความสะอาด แต่พอออกจากกรรมฐานเลิกฝึก จิตก็เป็นคนธรรมดา อยู่ที่เราควบคุมว่าจะรักษาความดีไว้ได้นานแค่ไหนตลอดเวลาหรือไม่ ไม่ใช่ฝึกครั้งเดียวแล้วจะดีบรรลุเลยเมื่อไหร่ ต้องตัดต้องฆ่ากิเลสไปเรื่อยๆ ต้องควบคุมความดี ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยหรอกว่า ฝึกกรรมฐานแล้วไมขี้โมโหอยู่ ก็เพราะยัง ตัดกิเลสได้ไม่หมดน่ะสิ อย่าเหมารวมว่า คนฝึกกรรมฐานทุกคนจะดีเลิศไปแล้ว พระอริยเจ้าก็มี คนธรรมดาก็มี ทุกคนมีสิทธิ์ "ฝึก" กรรมฐาน ทั้งนั้น ลิงสยาม (IP:203.113.40.7) ไม่รู้หรอกนะแต่ว่าถ้าเกี่ยวกับจิตใจละก็คงต้องทำจิตใจให้สงบดีกว่ามันเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมะได้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ข้อมูลครับ tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111) นายแพทย์ที่ต้องไปรักษาตัวที่สถาบันกัลยาฯที่เป็นข่าวใหญ่กลบทุกข่าวก็ไปฝึกที่คุณ"ลิงสยาม"ชวนนั่นแหละครับ การฝึกฤทธิ์ทางจิตใจนั้น ต้องการครูฝึกที่ดี ไม่ชวนให้ออกนอกลู่นอกทาง หรือชวนให้เอาเงินไปบริจาคสร้างโน่นสร้างนี่ ต้องแยกแยะให้ออกระหว่างภาพจริงหรือลวง อุศเรน (IP:203.113.81.68) มโนยิทธิ คือสำเร็จด้วยการนึกคิดหรือ การนึกคิดที่มีผลเป็นฤทธิ์ต่างๆ ,สำเร็จด้วยใจ มโน = การนึกจินตนาการ ยิทธิ = ผลของการนึกจินตนาการนั้น ถ้าว่าไปตามเรื่อง เหตุ ผลแล้ว อะไรเป็นต้นกำเนิดของ มโนยิทธิ นั้นก็คือ.....ใจ... ใจของ มนุษย์ เป็น ธาตุสำเร็จ มีลักษณะเหมือน แก้วสารพัดนัก ใสเกินใส แต่จะสำเร็จได้ ใจต้องมี....กำลัง.... แล้วอะไร เป็นตัววัดกำลังและเพิ่มพลังของใจ ละ? ที่เหมือน เครื่องวัดไฟฟ้า เป็น โวลต์หรือ แอมป์ และพลังงานไฟฟ้าระดับ สายไฟฟ้าตามบ้าน-ระดับฟ้าผ่า-สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว นั้นก็คือ แสงสว่าง ถ้า ใจ มีแสงสว่างมาก ก็คือมี กำลังมาก เหมือน พลังงานไฟฟ้า เราไม่สามรถเห็น พลังงานไฟฟ้าอ่อนๆนั้นได้ เช่น ในสายไฟ จะรู้ได้ต้องสัมพัส เท่านั้นแต่ไม่เห็นแสงไฟฟ้า ก็คือรู้ว่าสายไฟนั้นมีพลังงานได้ก็คือ .....สัมพัสแล้วโดนดูด..) ใจก็มีพลังงานเช่นกัน ถ้าใจมีพลังระดับอ่อนอยู่-มากพอรู้สึกได้ ก็เช่นสัมพัสได้ด้วยความรู้สึก เช่น ใจเบิกบาน, ใจสู้ตาย เหมือน ไฟใหม้บ้าน ยก ของหนักๆที่ต้องยกหลายคน ได้เพียงแค่เราคนเดียว, ใจเบิกบาน ผลคือตัวของเบาคล้ายกับตัวเราเป็นอากาศ พลังงานระดับสูง คล้ายกับ พลังงานไฟฟ้า ตอนฟ้าผ่าหรือ สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว ที่เราสามารถเห็นด้วยตาจะๆ ด้วยตาเปล่า ใจที่มีพลังงานระดับสูงหรือ ระดับ มโนยิทธิ ก็คือ เราสามารถ เห็นใจของเรามีแสงสว่าง ด้วยตาเนื้อคล้ายกับเห็น ฟ้าผ่า หรือ สายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว หากใครสนใจฝึกฝน หรือต้องการพิสูจน์ แบบ เห็นจะๆด้วยตาเนื้อ แบบ สัมผัสได้จริง เหมือน พลังงานฟ้าผ่า หรือสายไฟฟ้าแรงสูงรั่ว ติดต่อได้ทุกวันหลัง 6 โมงเย็น-2 ทุ่ม ทุกวัน รับเฉพาะผู้สนใจจริงๆเท่านั้น นะครับ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สอนให้ฟรี เห็นผลได้ภายใน 1ชั่วโมง-1วัน สอนแบบไม่ต้องมาเจอกันเท่านั้นนะครับ ธรรมรัตน์/tammaratt@hotmail.com (IP:203.209.124.192) อยากได้รูปภาพ ที่ช่วยฝึกจิต หน้าคอมพิวเตอร์ เช่น ภาพสีหลากหลายสี วิ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลาง หรือภาพการวิ่งของอาวกาศ เป็นต้น ขอบคุณครับถ้ามีก็ขอด้วยครับ จาก อาวิน arewin9@gmail.com (IP:203.113.51.36) คุณ ลิงสยาม คุณ ยอดชาย กล่าวถูกต้องแล้ว สาธอนุโมทามิ ทำสิแล้วจะรู้ (IP:202.91.19.204) |