|
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 1 ม.ค. 2513 ชมแล้ว:
13,307
ตอบแล้ว:
668
vArticle() จำนวน 660 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| -14- 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| 27| 28| 29| 30| 31| 32| 33| 34| เอี๊ยด ผมเหยียบเบรกจอดรถที่หน้าบ้านคนที่ผมรัก ผมมองไปรอบๆบ้านนั้น มันดูทันสมัยเหมาะสำหรับคนกรุงเทพฯจริงๆ หลายปีแล้วนะที่ไม่ได้มาที่นี่ผมพูดกับตัวเองเบาๆ พ่อครับ ผมหันไปมองต้นเสียงนั้น สิ่งที่ผมเห็นคือ เด้กชายตัวเล็กๆ อายุราวๆ 6 ขวบ ใส่เสือสูท ผุกไทด์ วิ่งมาหาผม แต่มันไม่ใช่ตอนนี้เด้กชายคนนั้นได้กลายเป้นเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ใส่สูทผูกไทด์ อ้าว เอโอ้โฮแต่งตัวเสียหล่อเชียว นี่...รู้ไหมพ่อเอาอะไรมาฝากลูก มะม่วงสวนเราไงผมพูดแล้วชูถุงมะม่วงให้ลูกดู เข้าบ้านกันครับพ่อ เอเดินมาเปิดประตูรั้ว ก่อนที่จะถือถุงมะม่วงพาผมเดินเข้าบ้าน ผมมองลูกที่กำลังวุ่นวายอยู่ในบ้านทำให้ผมนึกถึงอดีตที่เขายังเด็ก ๆ อยู่เสมอ พ่อครับแล้วแม่ไม่มาด้วยหรือครับ เอหันมาถามผม อ้อ...แม่เขากำลังตั้งกลุ่มแม่บ้านทำผลิตภัณฑ์แปรรูปมะม่วงแม่เขาก็เลยไม่ว่าง กรี๊ง !! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นก้องบ้าน สวัสดีครับอ้อ...ใกล้เสร็จแล้วครับ ๆ สวัสดีครับ เอพูดกับโทรศัพท์อย่างเร่งรีบ เขาเดินที่บางสิ่งบางอย่างที่ผมไม่รู้จักแล้วนั่งมองมันอย่างเคร่งเครียด เอ...พ่อไปปลอกมะม่วงให้กินนะลูก เอ้! แต่ไงเครื่องนี้เขาเรียกว่าอะไรกันนะลูก คอมพิวเตอร์ครับพ่อมันเจ๋งมากเลยใช่ไม่ครับ เขาตอบ คอม ผิว เตอร์ เอ้อๆ ไม่ใช่ครับพ่อคอมพิวเตอร์ต่างหาก เขาพูดยิ้ม ๆ งั้นพ่อไปปลอกมะม่วงทำน้ำปลาหวานดีกว่า ผมพูดแล้วเดินไปที่ครัวพร้อมถือถุงมะม่วงไปด้วย ผมปลอกมะม่วงแล้วทำน้ำปลาหวานสุดฝีมือเพื่อให้ลูกชายของผมได้กิน นี่!! เสร็จแล้ว ๆ มะม่วงน้ำปลาหวานฝีมือพ่อ ผมวางมะม่วงลงบนโต๊ะ ผมมองไปที่เอซึ่งกำลังนั่งทำงานอย่างขมักเขม็นโดยไม่สนใจผม เอไม่กินหรือลูกอร่อยนะ เดี๋ยวครับพ่อเอยังทำงานไม่เสร็จครับพ่อ ผมเดินไปดูเอที่กำลังนั่งทำงานอยู่สมัยนี้เขาทำงานกันแบบนี้หรือเนี่ยดูวุ่นวายจริง ๆ เอเครื่องนี้มันใช้อย่างไงหรือผมถาม คอมพิวเตอร์ครับพ่อเดี๋ยววันหลังผมจะสอนพ่อใช้ เอ้อ ๆ ผมเดินไปนั่งอ่านหนังสืออยู่นอกระเบียงก่อนจะมองไปที่ท้องฟ้าซึ่งยามนี้ไม่มีพระอาทิตย์เหลืออยู่แล้ว เย็นแล้วหรือเนี่ยโอ้โฮเราคงนั่งอ่านหนังสือไปนานเลยที่เดียวยังไม่ได้ทำกับข้าวเย็นเลย ผมจึงเดินเข้ามาในบ้านและพบกับจานมะม่วงน้ำปลาหวานที่ยังคงเหมือนเดิมและเอที่กำลังนั่งทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ขอโทษครับพ่อเอยังไม่ว่างกินเลย ผมถือจานมะม่วงเข้าไปในครัว แล้วไปใส่ไว้ในตู้เย็น และผมก็เริ่มลงมือทำกับข้าวที่เป็นของโปรดลูกอย่างตั้งใจ เอมากินข้าวเร็วลูกพ่อทำแต่ของที่เอชอบทั้งนั้นเลยดูซิ พ่อกินไปก่อนเถอะครับเดี๋ยวเอไปกิน ผมนั่งกินข้าวคนเดียวจนอิ่ม ก็ยังคงเห็นภาพลูกชายที่กำลังนั่งทำงานอยู่ กินข้าวด้วยนะลูกเดี๋ยวพ่อไปนอนก่อน ครับ ผมเดินขึ้นไปที่ห้องนอนเพื่อทำภาระกิจส่วนตัวก่อนที่จะเข้านอน ผมล้มตัวลงนอนไม่รู้ว่านานเท่าไรก่อนที่จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ผมเดินลงไปข้างล่างภาพที่ผมเห็นคือสำรับข้าวที่ยังคงเหมือนเดิมและลูกชายคนเดี่ยวของผมที่กำลังหลับคาบางสิ่งทที่เขาเรียกว่างานของเขา ผมเดินไปเอาผ้าห่มมาห่มให้เอและเก็บสำรับอาหารที่วางอยู่เข้าครัวก่อนที่จะกลับไปนอนเหมือนเดิม รุ่งเช้าผมตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าให้ลูกชายของผม กรี๊ง ๆๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น สวัสดีครับ ครับด่วนที่สุดแล้วครับ บ่าย ๆ นี้คงจะเสร็จแล้วครับ ครับสวัสดีครับ เสียงเอคุยโทรศัพท์ดังลั่นบ้าน ผมยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาวางที่โต๊ะอาหาร เอกินข้าวลูก ครับพ่อ ผมนั่งกินข้าวคนเดียวเช่นเดิมและภาพที่เอกำลังทำงานเหมือนเดิม เมื่อกินเสร็จแล้วผมจึงเปิดโทรทัศน์ดูเพื่อชมข่าวสารต่าง ๆ และยังคงมองไปที่เอที่ยังคงทำงาน จนเที่ยงผมเดินไปที่โต๊ะอาหารที่ยังคงเหมือนเดิมเช่นเดี่ยวกันผมเก็บจานชามล้างแล้วเดินไปที่เอที่ยังคงโหมงานหนัก เอไงเครื่องนี้มันเรียกว่าอะไรนะทำไม่ลูกถึงใช้เวลาอยู่กับมันนานจังผมถามลูก เอหันมามองผมอย่างเบื่อหน่าย คอมพิวเตอร์ ๆๆ พ่อเข้าใจไหม ผมเงียบแล้วเดินไปที่ระเบียงอย่างเศร้าใจน้ำตาผมมันตื้นขึ้นมาที่ขอบตาของผม ทำให้ผมหวนนึกถึงอดีตตอนที่เขายังเด็ก ๆ พ่อครับ ๆ นี่เขาเรียกว่าอะไรครับ เด็กชายคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสงสัย บิดาของเขาอุ้มเขาขึ้นมาบนตักแล้วมองเด็กชายด้วยความรักใคร่ โทรทัศน์ไงลูกมันมีภาพให้ดู บิดาของเขาตอบ ทอ ทัด ไม่ใช่ลูกโทรทัศน์ต่างหาก ทอ ทัด ครับ ตอนเย็นเด็กชายคนเดิมก็ยังคงถามบิดาว่าสิ่งนั้นเรียกว่าอะไร เป็นเวลานานและหลายรอบ บิดาของเขาก็ยังคงตอบอย่างไม่เบื่อหน่าย ทอ ทัดนั้นคือคำที่เด็กชายพูด โทรทัศน์ สุดท้ายเด็กชายก็พูดถูก แม้ว่าลูกจะถามพ่อสักกี่ร้อยครั้งพ่อก็ยังคงพร้องจะตอบลูกให้ครบร้อยครั้งอย่างไม่เบื่อหน่ายเพื่อลูก ผมร้องไห้ทันที ลูกจะดีจะเลวแค่ไหนพ่อก็รักลูกในสายตาของพ่อยังคงเห็นลูกเป็นเด็กเสมอแม้ว่าลูกจะเติบโตสักแค่ไหนลูกยังคงเป็นลูกที่พ่อรักไม่เปลี่ยนแปลง น้ำตาพ่อมันคงไม่มีค่าสำหรับลูกแต่น้ำตาลูกมันคือความเจ็บปวดของพ่อ... พ่อครับผมขอโทษ ที่ผมให้ความสำคัญกับเจ้าเครื่องที่ผมเรียกว่างาน มากกว่าผู้ที่เป็นพ่อที่มีพระคุณสำหรับผม ไม่ว่าผมจะทำอะไรพ่อก็ยังคงเป็นห่วงผมอยู่เสมอ ผมรักพ่อครับ หลังจากที่อ่านเรื่องนี้แล้วก็อยากจะให้เพื่อนรักพ่อมากขึ้นนะค่ะ... สวัสดีค่า ทุกคน วันนี้เป็นวันพ่อ ก็ขอให้พ่อทุกคน มีความสุขมากๆนะคะ ตอบคำถามของคุณ Jumo ก่อนว่า วันนี้ทำอะไรให้พ่อบ้าง วันนี้บอกรักพ่อค่ะ(ตอนบอกมีน้ำตาซึมนิดๆด้วย) กอดพ่อด้วย(อันนี้ที่จริงทำทุกวันอยู่แล้ว) แล้วก็ซื้อเสื้อให้พ่อ 2 ตัวค่ะ แล้วก็มี โคลงสี่มาฝากกัน (ดัดแปลงจากที่เคยแต่งไว้ก่อหน้านี้นะคะ) อาจจะไม่เพราะมาก แต่แต่งด้วยใจ พระมหากษัตริย์เจ้า ภูมิพล สยามเอย ยกย่องป้องปวงชน ทั่วหล้า แปดสิบปีพระทรงเป็น- มิ่งขวัญ ไทยนา นอบน้อมด้วยไทยข้า ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ แล้วก็ขอบคุณ ดร.นำชัยนะคะที่ชม อิอิ ลอยแล้วค่ะ หน้าจากที่เป็นซาลาเปาอยู่แล้วตอนนี้เป็นกระด้งไปเลยทีเดียว ตอนนี้คิดพล็อตการ์ตูนใหม่ได้แล้วแต่ยังไม่ได้วาดเลยค่ะ อีกอย่างเครื่องสแกนรูปพังซะงั้น เลยไม่รู้ว่าจะไปสแกนทีไหน ถ้ามีเวลาลงรูปใหม่ แล้วจะเอามาโพสต์นะคะ ดร.นำชัยคะ รบกวนช่วยอธิบายเรื่องการหายใจระดับเซลล์ให้หน่อยได้มั้ยคะ คือเรียนที่ห้องแล้วก็รู้เรื่องแต่ตอนที่อยู่ในห้อง พอกลับบ้านมาปุ๊บลืมเลย เอาแบบที่เข้าใจและจำได้ง่ายอ่ะค่ะ รบกวนด้วยนะคะ แล้วก็สวัสดีนะคะ คุณ neverheal อืมมม ของฝากวันนี้ ขำขันด้วยรูป ที่เข้า กับบรรยากาศวันพ่อนะคะ ขอตั้งชื่อว่า Like Father Like Son ![]() แล้วก็ ![]() ![]() ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า รูปน่ารักดีครับ น้อง hopun ... ภาษิตไทยบอกว่า "ดูนางให้ดูแม่" ... สงสัยว่าจะต้องเพิ่มเป็น "ดูนายให้ดูพ่อ"! เรื่อง "หายใจระดับเซลล์" ... ให้ตั้งหลักการเรียนอย่างนี้นะครับ เริ่มจากเรารู้ธรรมชาติว่าเราต้องหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใช้ประโยชน์ ... ที่นี้ อันที่จริงแล้วเอาไปใช้อย่างไรล่ะ วิธีใช้ก็คือ นำเอาออกซิเจนไปใส่รวมกับ "สารที่ให้พลังงาน" ซึ่งก็คือ สิ่งต่างๆ ที่เรากินและนำไปใช้ได้คือ แปลงเป็นรูปง่ายสุดแล้ว (คาร์โบไฮเดรต --> กลูโคส, โปรตีน --> กรดอะมิโน, ไขมัน --> กรดไขมัน เป็นต้น) ::ข้อสังเกต:: กระบวนการ "เผา" ในเซลล์เหมือนกับการเผาทางเคมีที่เราเห็นในชีวิตประจำวันด้วยตานี่แหละครับ (เผาไม้ เผาฟืน) คือ เอาออกซิเจนเข้าไปช่วยเผาให้ได้ "พลังงาน" ในกระบวนการที่ว่า ก็จะมีการถ่ายเทอิเล็กตรอนเป็นทอดๆ ในเส้นทางเป็นสาย หรือบางทีก็เป็น วงกลม (วัฏจักร) ต่างๆ เฉพาะ (ซึ่งก็จะมี "ตัวให้" และ "ตัวรับ" หลายตัว ชื่อประหลาดๆ ซึ่งต้องจำได้ - กรรมของนักเรียน หุ หุ ) ตัวเก็บรักษาพลังงานที่เซลล์นิยมใช้ก็คือ ATP ... ถ้าเปรียบก็เหมือนเงินสกุลดอลลาร์ที่นิยมกันทั่วโลก ... ซึ่งพอมีเงิน (หรือ ATP) ก็เอาไปใช้ "ซื้อหา" หรือ "สร้าง" สิ่งต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ เช่น ซ่อมแซมเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่สึกหรอ (biosynthesis) เคลื่อนย้ายโมเลกุลผ่านเยื่อหุ้มต่างๆ เช่น เยื่อหุ้มนิวเคลียส เยื่อหุ้มเซลล์ (เหมือนเราจ่ายเงินค่ารถเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ ตามลำดับ ...ฮิ ฮิ) ฯลฯ ต้องจำพลังงานที่ ATP มีอยู่ และสามารถเปรียบเทียบกับ "เงินสกุลอื่น" ด้วยนะครับ (เช่น NADPH) ที่เหลือก็จะเป็นรายละเอียดแล้วว่า ... ... การหายใจอาจจะไม่ใช้ออกซิเจนก็ได้ (กล้ามเนื้อบางอย่าง เวลาฉุกเฉิน หรือในสิ่งมีชีวิตที่ไม่อยากใช้ออกซิเจนในชีวิต - anaerobic organisms) ... การย่อยสลายกลูโคสให้ได้พลังงานผ่านกระบวนการที่เรียกว่า ไกลโคไลซิส (Glycolysis) ต้องตั้งต้นอย่างไร ทำปฏิกิริยาอย่างไร ได้อะไรบ้าง ... Citric Acid cycle หรือ Kreb cycle คือ อะไร, มันหมุนเวียนสารและพลังงานในวัฏจักรอย่างไร ตอนผมเรียนนี่ หลับตาเห็นเป็นชาร์ตลอยมาเลยครับ ... พยายามใช้วิธีเขียนลงกระดาษซ้ำๆ จนเคยมือ จะช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น ... ยังมี Oxidative phosphorylation ฯลฯ นอกจากนี้ ยังต้องจำตำแหน่งที่เกิดปฏิกิริยา (แลกเปลี่ยนเงิน) ด้วยว่าเกิดที่ใด เพราะไมโตคอนเดรียจะเป็นแหล่งใช้จ่ายเงินหลักที่เดียว (คล้ายๆ ธนาคารปนซูเปอร์สโตร์!) ขอให้สนุกกับการใช้สมองให้เต็มประสิทธิภาพครับ อืมม์ ... น่าสนใจดีครับ คุณ jumo (ความที่ยาวหน่อย ผมเก็บไว้อ่านทีหลัง ) ... นี่เป็น version ที่ 2 ของเรื่องแบบเดียวกันที่ผมเคยอ่านนะครับ แต่ที่เคยอ่านก่อนหน้านี้ จะใช้การอ่านหนังสือของพ่อแทนที่จะเป็นการเล่นคอมพิวเตอร์ของลูก ... เรียกว่า ปรับสู่ยุค "คุณลูก ออนไลน์" นะครับ น่าสงสารบริษัทโทรคมนาคมนะครับ (ลงทุนเป็นล้าน ) พูดถึงเรื่องเทคโนโลยีนี่ ผมขอโหวต นาโนเทค อันดับ 1 ตามด้วย เทคโนโลยีสีเขียวครับ แล้วก็ที่อยากเพิ่มส่วนตัว ก็คงเป็นทางด้าน IT กับ AI software ครับ <<< ไม่ใช่เทคโนโลยีเท่าใหร่ แต่คิดว่าสำคัญครับ แล้วตอนนี้ ศักยภาพของประเทศไทย อยู่ระดับไหนแล้วครับ แล้วเรื่องการเตรียมความพร้อมบุคลากร (ส่งเสริมเด็กสายวิทย์,โฆษณาให้คนเรียนทางด้านวิทย์&tech ฯลฯ) พร้อมถึงระดับไหนแล้วครับ แล้วก็เรื่อง การกระจายข้อมูลทางวิทย์ที่ถูกต้อง (ไม่เอาพวก วิทย์เทียม นะคับ) ให้แก่ประชาชน รวมถึงการกระตุ้นให้ประชาชน สนใจในศาสตร์ด้านนี้ คิดว่าถึงระดับไหนแล้วครับ เอ่อ..ผมว่า คำถามนี่ เหมือนต้องไปถามรัฐมนตรีเลยนะคับ - -a ปล.เรื่องการสลายอาหารระดับเซลล์นี่ สนุกครับ นั่งวาดภาพเยอะๆ คับ แล้วจะจำได้เอง สวัสดีค่ะ ทุกคน ขอบคุณ ดร.นำชัยนะคะ ที่ช่วยอธิบายเรื่องการหายใจระดับเซลล์ให้ฟัง ก๊อปปี้ ไว้แล้ว แล้วจะไปอ่านอีกที นะคะ วันนี้เวลาน้อย ขอโพสต์ไว้แค่นี้ ก่อน เรื่อง เทคโนโลยี สนใจเรื่องชัววิทยาระบบ จังค่ะ รบกวนช่วยอธิบาย เพิ่มเติมด้วยนะคะ แล้วจะทำตามที่แนะนำนะคะ ที่ว่า เขียนการหายใจระดับเซลล์บ่อยๆ วันนี้ขอพัก ของฝากไว้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ ทุกคน ![]() พี่เจ้เป็นพิธีกรด้วยเหรอครับ ... ต้องเป็นการเสวนาที่มันส์หยดแน่นอน ฮ่าๆๆๆๆ ฝากสวัสดีทั้งสองคนด้วยนะครับ :) สวัสดีค่ะทุกคน โอ้โห เห็นด้วยกับ ดร.นำชัยเลย ใครคิดคะ monk chat ความจริงเรื่องของธรรมะ เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัวเลยอย่างที่ ดร.นำชัยบอกนั่นล่ะ ค่ะ เพราะถ้าบอกจริงๆแล้ว ธรรมะ ก็คือความจริง และสิ่งที่เป็นไปในทางที่ดี แต่ว่าความวุ่นวายของสังคมทำให้เราลืมตรงนี้ไปว่า ที่ๆเราจะอยู่ได้อย่างสงบใจคือวัด หรือการฟังธรรม หรือสนทนาธรรม กับพระภิกษุสงฆ์ ผู้ที่จะชี้ให้เราเห็นความจริง และสิ่งที่ควรเป็นไป ![]() อืม แสดงว่าพระที่วัดนั้นพูดภาษาปะกิดได้หรือครับ ป้ายเชิญชวนฝรั่งซะขนาดนั้น . . . ฮ่าๆๆๆ Just 2 Cam อ่านครบทุกตอนแล้ว ฮาโคตรคับ เผลอแผล็บเดียวมีความคิดเห็นมาเติมอยู่หลายความคิดเห็นเลยนะครับ สำหรับคุณ jumo - ไม่ต้องสงสารเค้าหรอกครับ กำไรไปเยอะแล้ว ตอบคำถามคุณ ArLim - พระท่านพูดภาษาอังกฤษได้ครับ ก็เลยทำให้นึกไปถึงป้าย "I love Farang" ตามรถแท็กซี่ (ใช้ประจำครับ) ... ไม่รู้ทำกันได้ดีขนาดไหนแล้วนะครับ ผมเคยพูดกับคนรอบๆ ตัวว่า อย่าไปกลัว่าฝรั่งจะไม่เข้าใจว่า เราต้องการพูดอะไร - ให้พูดไป ฝรั่งที่มีนิสัยน่ารักและมีสติปัญญาปกติ จะพยายามเข้าใจเองว่า เราพยายามจะพูดอะไร และ "พอที่จะสื่อสารกันได้" ... ลองดูในมุมกลับ เราฟังฝรั่งพูดไทยไม่ชัด แต่เราก็พอจะเดาได้ว่า เค้าอยากพูดอะไร ดังนั้น ส่วนสำคัญของ "การสื่อสาร" คือ "ความต้องการจะสื่อสาร" ครับ ... ถ้าไปเจอฝรั่ง (หรือชาติอื่น เช่น ผมเคยเจอแขก) ที่ "ดัดจริต" ฟังไม่รู้เรื่องตลอดเวลา ... ก็ให้ทำใจครับ จากประสบการณ์ที่เคยเจอคนหลายชาติ "accent" หรือ "สำเนียง" ภาษาอังกฤษของคนไทยไม่นับว่า "แย่" แต่อย่างใด น้อง hopun มีการ์ตูนน่ารักๆ มาฝากตามเคย (น่ารักสุดๆ )... สำหรับชุด Just 2 Cam หรือ "จตุคาม" นี่ก็ผ่านตามาหลายเวอร์ชั่นเต็มที ... และเห็นด้วยกับคุณ neverheal ว่า ฮาสุดๆ และน่ารักน่าชังกันเสียทั้งนั้น เสียดายก็แต่ไม่มีใครผลิต handy drive รูปจตุคามออกมาจริงๆ ... น่าจะขายได้ดีนะครับ ... จองหนึ่งองค์ เอ๊ย หนึ่งอันครับ!น้อง yalie ครับ - ตอนที่โทร. มาคุยก็เดินอยู่กับพี่แป๋งแล้วก็น้องเจ้นั่นแหละครับ ... การเสวนาก็ได้เนื้อหาและเฮฮาพอประมาณครับ เวทีนี้ต้องถือว่าค่อนข้างดีครับ มีคำถามจากอาจารย์และนักศึกษา และเป็นคำถามที่ดีเสียด้วย อ่านคอมเม้นต์ของอาลิ้มแล้วทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อปีก่อน เพื่อนผมคนนึงมาไทย เพราะอยากลองไปปฏิบัติธรรม กว่าจะหาพระพูดภาษาอังกฤษได้ แทบแย่ แต่พอหาได้ก็ทำให้รู้สึกประทับใจไม่น้อยครับที่ได้พบว่ามีพระต่างชาติหลายรูปทีเดียวที่วัดนั้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เยอรมันหรือแม้แต่อเมริกา ... เห็นด้วยกับอาจารย์นำชัยด้วยอีกคนครับ สำเนียงคนไทยพูดอังกฤษฟังง่ายมาก ถ้าเทียบกับหลายๆ ชาติ ผมเคยเข้าประชุมเรื่องงานฟังคนจีนพูดตั้งนาน คิดแล้วคิดอีกว่าหอยทากมันเกี่ยวอะไรกับ membrane fusion กับ synnapsis กว่าจะรู้ว่าเขาพูดถึง SNARE complex ... คนจีนอย่างน้อยห้าคนอ่านสเนล ... เครียด... สวัสดีทุกคน กลับมาแล้วครับ ว่าแต่ทำไมโครงการกาลาปากอส (ภาษาอังกฤษยุ่งเหยิง) ไม่มีคนมาแปลกันบ้างล่ะครับ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิด ณ เมืองปิซา ประเทศอิตาลี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2107 (ค.ศ. 1564) เสียชีวิต ณ เมืออาร์เซทิ (Arcetri) ฟลอเรนซ์ ในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2185 (ค.ศ. 1642) มีบิดาชื่อ วินเซนซิโอ กาลิเลอิ ซึ่งมีอาชีพเป็นนักดนตรี และมีมารดาชื่อ จูเลีย กาลิเลอิ กาลิเลโอ เป็นนักวิทยาศาสตร์ และยัง ถูกขนานนามในชื่อต่างๆ เช่น "father of modern astronomy" (บิดาแห่งวิชาดาราศาสตร์สมัยใหม่), "father of modern physics" (บิดาแห่งวิชาฟิสิกสมัยใหม่) หรือ "father of science" (บิดาแห่งวิทยาศาสตร์) เป็นผู้ค้นพบ ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มากมาย เช่น "กฏแห่งการแกว่งของลูกตุ้ม" และ "กฏการตกของวัตถุ" เหตุที่กาลิเลโอได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ เพราะเขาและโยฮันส์ เคปเลอร์ เป็นผู้ที่ก่อให้เกิด การปฏิวัติวิทยาศาสตร์(Scientific revolution)ขึ้น จริงอยู่ที่ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ เราเรียนรู้ที่จะสร้างอารยธรรมขึ้นมา จากการค้นคว้า ทดลอง และจดบันทึกองค์ความรู้สืบทอดต่อๆกันมา จากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หากพิจารณาจริงๆกระบวนการดังกล่าวก็มีขั้นตอนครบถ้วนตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับในแบบเรียนทุกประการ แล้วจะนับกาลิเลโอจะเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์ ได้อย่างไร ในเมื่อเขาคงก็ไม่ได้เป็นคนแรกแน่ๆที่เริ่มใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในโลกใบนี้ ประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้คงจะเป็นประเด็นเปิดให้ถกเถียง กันอีกยาว แต่หากเรามองอีกแง่มุมหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนกว่า คือจากมุมของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ โดยนับการตีพิมพ์หนังสือPhilosophiae Naturalis Principia Mathematica ของนิวตันเป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ กาลิเลโอก็นับว่าเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะงานในยุคนั้นหลายๆชิ้นที่มีส่วนสำคัญต่อ การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ มีเพียงงานของกาลิเลโอเพียงคนเดียวที่โดดเด่นที่สุดในแง่ของการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อิทธิพลการแสวงหาความรู้ที่มีแม่แบบจากหนังสือ The Elements ของ Euclidทรงพลังมากในสมัยของกาลิเลโอ เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าการวัดจะไม่นำเราคลาดเคลื่อนจากความแท้จริง ยกตัวอย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสามด้านของสามเหลี่ยมมุมฉากจะต้องสอดคล้องกับทฤษฎีบทพีทาโกรัสทุกรูป ? ความจริงข้อนี้คงไม่สามารถหาได้จากการทดลองสร้างสามเหลี่ยมมุมฉากขึ้นมาเป็นหมื่นๆรูปแล้ววัด? หากเราทดลองกับรูปสามเหลี่ยมุมฉากจำนวน 105รูปแล้วพบว่าจริง เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะจริงกับรูปที่105 + 1จะจริงด้วย? ดังนั้นเป็นที่น่าสงสัย(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของกาลิเลโอ)ว่าความจริงที่หาได้จากการทดลองและการวัด กับความจริงที่หาได้การอนุมาน(deduction)จากสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่าจริงอยู่แล้ว อย่างไหนเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือกว่ากัน ซึ่งแน่นอนที่ความจริงแบบเรขาคณิตของEuclid ที่รู้จักกันดีว่าเป็นเรขาคณิตของ"วงเวียนและสันตรง"(สันตรงคือไม้บรรทัดที่ไม่มีเสกลที่ใช้ขีดเส้นตรงได้เพียงอย่างเดียว=ไม่มีการวัดความยาว) ดูจะมีอิทธิพลเหนือกว่าความรู้ที่ได้จากการสังเกต ทดลอง และวัดค่าเป็นตัวเลขออกมาเป็นตัวเลขในแบบของกาลิเลโอ แต่ข้อมูลจากการสังเกต ทดลองวัดค่าเป็นตัวเลขในงานกฏการตกของวัตถุมีส่วนสำคัญที่ทำให้นิวตันค้นพบ ข้อมูลจากวิกิพีเดีย !! มีปัญหามาถามว่า ที่เขาว่ากาลิเลโอตาบอดเนื่องจากดูอาทิตย์จริงหรือเปล่าครับ โดยส่วนตัวคิดว่า กาลิเลโอไม่น่าจะตาบอดเพราะมองดวงอาทิตย์อย่างเดียวครับ แต่น่าจะเป็นการสะสมความล้าของดวงตาไปเรื่อยๆ มากกว่า พอใช้สายตาสำรวจท้องฟ้านานวันเข้า ก็บอดในที่สุดครับ เนื่องจากผมเคยใช้กล้องโทรทัศน์ทำมือ ส่องดูดาวโจร (ไม่ใช่ตลาดหุ้นนะ อิอิ) ปรากฎว่า ดูได้แป๊ปเดียว (ไม่ถีงวินาทีมั้ง) ต้องรีบเอาตาออกจากกล้องครับ เพราะแสงสว่างมันจ้ามากๆ มองแป๊ปเดียวก็ปวดตาจะแย่แล้ว ประสบการณ์อีกครั้งนึงก็คือ ใช้กล้องตัวเดิมส่วงพระจันทร์เต็มดวง (ไม่เข็ด ^^") ที่รู้ๆ กันคือ ดวงจันทร์สว่างกว่าซีรีอุส (เรียกชื่อสากลดีกว่า จะได้ไม่งง) หลายเท่า แม้จะเป็นจันทร์ในคืนขึ้น 1 ค่ำ ก็สว่างกว่าดาวเกือบทั้งท้องฟ้าแล้ว ยิ่งเป็นวันพระจันทร์ขึ้น 15 ค่ำจะยิ่งสว่างขนาดไหน ลองคิดดูละกันครับ ผมจากการส่อง ผมมีอาการตาบอดชั่วคราวครับ (อาการหน้ามืดนั่นเอง?) ผมคิดว่า กาลิเลโอก็คงเคยทำอย่างผมบ้างหละ พอถึงคราวของดวงอาทิตย์ ก็รู้ตัวว่าเจ็บตาอีกแน่ๆ ตรงจุดนี้ ผมว่ากาลิเลโอน่าจะใช้วิธีอื่นใการสำรวจดวงอาทิตย์ครับ อาจจะมีการประดิษฐ์อุปกรณ์อย่างกล้องรูเข็ม หรือใช้เลนส์สร้างดวงอาทิตย์บนฉาก ซึ่งเทียบความล้าของดวงตาแล้ว ถ้ามีการทำอุปกรณ์อย่างที่ว่าจริง ก็คงไม่มากครับ ไม่มากเท่ากับเอากล้องโทรทัศน์ไปส่องดวงจันทร์ตรงๆ แน่! สวัสดีค่ะ ทุกคน โอ้โหมีสามชิกใหม่ด้วย สวัสดีนะคะคุณเนยสด จะว่าไปแล้วจุลินทร๊ย์นี่สุดยอด จริงๆ คุณ Jumo มีสาระน่ารู้มาให้อ่านอยู่เรื่อยเลยนะคะอันที่จริงกาลิเลโอ นี่เจอในหนังสือที่อ่านอยู่บ่อยๆ รวมทั้งหนังสือเรียนด้วย แต่ว่าก็ไม่ได้รู้ประวัติอะไรมากมายนัก ต้องขอขอบคุณ คุณ Jumo จริงๆ อ๊ะ ขอบคุณ คุณเนยสดด้วยที่เพิ่มความรู้ให้อีกของฝากวันนี้คือ sweetchics ฝากมาบอกว่า ... ถ้าท่านรู้เรื่องนี้ ท่านจะดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำเป็นส่วนสำคัญของร่างกาย 75% มีงานวิจัยพบว่าในคน 100 คน ที่ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยให้คน 80 คนลดอาการปวดหลังปวดข้อลงได้ ดื่มน้ำวันละ 5 แก้วลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของลำไส้ใหญ่ได้ถึง 45 % มะเร็งเต้านมได้ 79% และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะได้เกือบ 50% ทีนี้มาลองรู้จักน้ำ "โค้ก" กันหน่อย แน่นอนโค้กรสชาดยอดเยี่ยม แต่ตำรวจทางหลวงจะบรรทุกโค้ก 2 แกลลอนในช่องท้ายรถเพื่อเวลามีรถชนกันสามารถเอา 'น้ำโค้ก' ล้างเลือดบนถนนได้เกลี้ยงเกลา ถ้าเอา T-bone steak ใส่ในชามกะละมังที่มีน้ำโค้กเต็ม จะพบว่าจะถูกละลายไปหมดใน 2 วัน รินโค้ก 1 กระป๋องลงในโถส้วมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงแล้วชักโครกกรดซิตริกในโค้กจะล้างคราบสกปรกในโถส้วมได้สะอาด ถ้าต้องการกัดสนิมที่กันชน ชุมโครเมี่ยมของรถ ให้เอาที่ขัดที่ทำด้วย foil ชุบโค้ก ขัดสนิมจะออกหมด ถ้าจะล้างทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ที่มีคราบกรดเกลือเกาะขาวๆ ให้เทน้ำโค้ก ฟองจะกัดคราบขาวออกได้หมด ถ้าจุดขวดติดแน่น งัดไม่ออก เอาผ้าชุบน้ำโค้กหุ้มไว้หลายๆ นาที จะบิดจุดขวดออกได้โดยง่าย ถ้าจะปิ้ง moist ham ให้เทโค้ก 1 กระป๋อง เทลงในกระทะ ห่อแฮมด้วยอะลูมิเนียมฟอล์ยแล้วปิ้ง 30 นาที ก่อนแฮมจะสุก แกะฟอล์ยออก ปล่อยให้น้ำเนื้อหยดลงไปผสมกับน้ำโค้กในกระทะ ท่านจะได้น้ำเกรวี่สีน้ำตาล การล้างคราบไขมันจากเสื้อผ้า ให้ใช้น้ำโค้ก 1 กระป๋อง ผสมกับผงซักฟอกในปริมาณที่จะใส่ในเครื่องซัก ปล่อยให้ซักด้วยเครื่องตามปกติ โค้กจะช่วยกำจัดคราบไขมันได้สะอาดหมดจด ท่านสามารถผสมโค้ก ลงในน้ำล้างกระจกรถยนต์ ฟอสฟอริคแอซิดในโค้ก จะช่วยทำความสะอาดกระจกได้ดี น้ำโค้กมี pH 2.8 ถ้าตัดเล็บแช่ในน้ำโค้ก 4 วัน จะละลายหมด เวลาขนย้ายน้ำโค้กเข้มข้นเพื่อส่งตามโรงงานทั่วโลก ที่รถ truck จะต้องติดป้ายไว้ว่า "มีวัตถุที่มีกรดกัดกร่อนได้ เป็นอันตราย" บริษัทขายน้ำโค้ก ใช้น้ำโค้กทำความสะอาดเครื่องยนต์ของรถ truck มานานประมาณ 20 ปีแล้ว ท่านยังอยากดื่ม โค้ก หรือดื่มน้ำกัน เลือกเอาเอง แปลโดย ศ.กิตติคุณ นพ.เสก อักษรานุเคราะห์ หน่วยงาน: ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู วันที่ลงบทความ 21 เม.ย.45 นึกว่าเท่ ![]() แล้วกล้าดื่มน้ำประปา"ดื่มได้" กันหรือเปล่าล่ะครับ . . . |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |