|
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 1 ม.ค. 2513 ชมแล้ว:
11,505
ตอบแล้ว:
638
vArticle() จำนวน 630 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| -18- 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| 27| 28| 29| 30| 31| 32| ปรากฏการณ์ที่กินยาปลอมหรือไม่กินยาแต่หายจากโรคได้ ฝรั่งเค้าว่าเป็น "พลาซีโบเอฟเฟคท์ (Placebo Effect)" ครับ ... ไปเจอเอาตอนทดสอบยาชนิดใหม่ๆ ... ปรากฏว่า คนไข้บางคนที่ได้รับผงแป้งที่ใช้ประกอบยาเม็ด แต่เชื่อจริงๆ ว่าเป็นยาจริง บางทีก็หายได้ ... ผลควบคุมของยาบางตัวก็เลยได้ผลการรักษาดีกว่ายาซะงั้น! ความจริงเรื่องนี้น่าสนใจมาก และมีข้อระวังมากด้วย ... คือจะเกิด PE ก็ต่อเมื่อเป็นโรคบางอย่างที่ไม่ร้ายแรงและมักเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันทั่วๆไปของร่างกาย (ร่างกายจึงรักษาตัวเองได้) แต่ถ้าเป็นโรคติดเชื้อ (คือมีไวรัสหรือแบคทีเรียหรือเชื้ออื่นๆ) ละก้อ ... เสร็จทุกรายครับ หวังพึ่ง PE ไม่ได้เลย! ความเห็นเพิ่มเติมที่ 339 24 ม.ค. 2551 (08:57) :) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 340 24 ม.ค. 2551 (18:35) สวัสดีค่ะ ทุกคน พูดถึง placebo effect แล้วนึกขึ้นได้ลองอ่านดูกันนะคะ ผู้ป่วยหญิง มีพฤติกรรมติดยาแก้ปวดกลุ่มเสพติด มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเกร็งท้องอย่างรุนแรง จากประวัติเดิมพบว่าผู้ป่วยมาด้วยอาการนี้บ่อยๆ และมาขอยาแก้ปวดตัวนี้เป็นประจำ แพทย์เลยดัดนิสัยซะ ด้วยการฉีด NSS (น้ำเกลือ) แทน ผล สองสามนาที คนไข้ลุกขึ้นได้เดินกลับไปจ่า่ยเงินเฉยๆ นี่แหละค่ะ ยาหลอกขนาดแท้ เหอๆ จำได้ว่า เรื่อง placebo effect เคยอ่านในวิชาการครั้งนึง เอา link มาให้ค่ะ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=103021 เข้าเรื่องของฝากดีกว่าค่ะ รู้ไหมว่า หางแมวนั้น บอกอารมณ์ หางบอกอารมณ์ ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ ถ้าหางของแมวตั้งตรง โดยที่หาง หรือปลายหางกระดิก หรือสั้นอย่างนุ่มนวล แสดงว่าแมวกำลังแสดงความชอบ ความรัก ถ้าหางของแมวนิ่ง แต่ปลายหางมีการกระตุกอย่างหนัก แสดงว่าแมวกำลังรู้สึกโกรธมาก ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง แสดงว่าแมวกำลังโกรธ ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่มอีก ถ้าหางของแมวทอดตัวต่ำลงและลุกพองออกแสดงว่าแมวกำลังกลัว ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้ ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าหางตั้งตรงและปลายหางตั้งตรงในแนวดิ่ง แสดงว่าแมวกำลังมีอารมณ์ดี รู้สึกเป็นมิตร เมื่อได้พบกัน ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมีความกังวล ทุกข์ ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน แสดงว่แมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว ถ้าหางแมวเหยียดตรงชี้ขึ้น แต่ขนที่หางลุกชัน แสดงว่แมวกำลังดุร้ายก้าวร้าว ถ้าหางของแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และแมวหมอบ หรือย่อตัวอยู่ หรือยกส่วนตะโพกสูงขึ้น แสดงว่าแมวตัวเมียตัวนั้นพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์ ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์โรงพบาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 341 24 ม.ค. 2551 (19:52) เหมียววว ขอบคุณมากครับ เอาไว้เวลาแกล้งแมว จะได้เผ่นทัน ก่อนมันกัด อิอิ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 342 24 ม.ค. 2551 (22:38) สวัสดีพี่น้องแลผองเพื่อน ข้อ 1 ขอบคุณมากครับ จะได้หาวิธีแกล้งแมวได้แบบเจ๋งมากขึ้น (เจอแมวที่ไร ไล่ตะปบมันทันทุกที) ข้อ 2 อ่านไม่ทันจริง ๆ ครับอาจารย์ ต้องเปิดย้อนกลับไปอีก เร็วขึ้นจริง ๆ ข้อ 3 ของฝากครับ ของฝาก ไม่ทราบว่าใครเคยอ่านมาบ้างครับ . ห้ามลอดซุ้ม ระยะแรกราวปี พ.ศ.2498 เป็นต้นมา คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล นั้น จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดารย่านหัวหิน หนองพลับแก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง ทำนองเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ห้า โดยที่ราษฎรไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าทรงมาถึงแล้ว วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงยังบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตบแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอย่างสนุกสนานครื้นเครง และไม่คาดคิดว่าเป็นรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ ต้องให้ในหลวงเสด็จฯ ก่อนแล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้.. "วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ เพราะขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ.. ทรงขับ รถพระที่นั่ง เบี่ยงข้างทาง ไม่ลอดซุ้มดังกล่าว" วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพาร ผู้ติดตามและทรงมีพระดำรัสทักทายกับชายผู้นั้นที่เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง..คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ.." 2. นกสามตัว อีกครั้งหนึ่งที่ภาคอีสาน เมื่อเสด็จขึ้นไปทรงเยี่ยมบนบ้านของราษฎรผู้หนึ่งที่คณะผู้ตามเสด็จทั้งหลาย ออกแปลกใจในการกราบบังคมทูลที่คล่องแคล่วและใช้ราชาศัพท์ได้อย่างน่าฉงน เมื่อในหลวงมี พระราชปฏิสันฐาน ถึงการใช้ราชาศัพท์ได้ดีนี้ จึงมีคำกราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าเป็นโต้โผลิเกเก่า บัดนี้มีอายุมากจึงเลิกรามาทำนาทำสวน พระพุทธเจ้าข้า.." มาถึงตอนสำคัญที่ทรงพบนกในกรงที่เลี้ยงไว้ที่ชานเรือน ก็ทรงตรัสถามว่า เป็นนกอะไรและมีกี่ตัว.. พ่อลิเกเก่ากราบบังคมทูลว่า "มีทั้งหมดสามตัว พระมเหสี มันบินหนีไป ทิ้ง พระโอรส ไว้สองตัว ตัวหนึ่งที่ยังเล็ก ตรัสอ้อแอ้อยู่เลย และทิ้งให้ พระบิดา เลี้ยงดูแต่ผู้เดียว" เรื่องนี้ ดร.สุเมธเล่าว่าเป็นที่ต้องสะกดกลั้นหัวเราะกันทั้งคณะไม่ยกเว้นแม้ในหลวง 3. จับดี ๆ หน่อยสิ มีเรื่องนึงเคยฟังจากผู้ใหญ่เล่าเมื่อนานมาแล้ว มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จมา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นในหลวง ก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็น ก็บอกว่า "เฮ้ย จับดี ๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง" ในหลวงทรงจับบันไดให้ เค้าก็บอกว่า "เออ ดี ๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง" (สงสัยคงจะเพิ่งเข้ามาทำงานยังไม่ผ่านโปร) พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อน จะตกบันได รีบลงมาก้มกราบ ในหลวงทรงตรัสกับช่างว่า "แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย" 4. เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์ เมื่อครั้งท่าน พระชนม์มายุ 72 พรรษา มีการผลิตเหรียญที่ระลึกออกมาหลายรุ่น เจ้าของกิจการนาฬิกายี่ห้อหนึ่ง ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตนำ พระบรมฉายาลักษณ์ ของท่านมาประดับที่หน้าปัดนาฬิกาเป็นรุ่นพิเศษ ท่านทราบเรื่องแล้วตรัสกับเจ้าหน้าที่ว่า "ไปบอกเค้านะ เราไม่ใช่มิกกี้เมาส์ " 5. ชื่อเดียวกัน เรื่องการใช้ ราชาศัพท์ กับในหลวง ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครต่อใครเกร็งกันทั้งแผ่นดิน เพราะเรียนมาตั้งแต่เล็กแต่ไม่เคยได้ใช้เมื่อออกงานใหญ่จึงตื่นเต้นประหม่า ซึ่งเป็นธรรมดาของคนทั่วไป และไม่เว้นแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายรายงาน หรือกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทในพระราชานุกิจต่าง ๆ นานัปการ ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ เคยเล่าให้ฟังว่า ด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมีมากล้นจนบางคน ถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูล จึงมีผิดพลาดเสมอ แม้จะซักซ้อมมาอย่างดีก็ตาม ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า "ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลรายงาน ฯลฯ" เมื่อคำกราบบังคมทูล ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า "เออ ดี เราชื่อเดียวกัน..." ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าต้องซ่อนหัวเราะขำขันกันทั้ง ศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้รายงานตื่นเต้นจนจำชื่อตนเองไม่ได้ 6. เชื้อโรคตายหมด เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับท่านให้เพื่อน ๆ ฟังตั้งหลายเรื่อง วันนี้เริ่มเรื่องนี้ก่อนแล้วกันนะ เรื่องมีอยู่ว่า เหตุการณ์เมื่อปี 2513 วันนั้นท่านทรงเสด็จไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหดพร้าว เชียงใหม่ ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็ทรงเสด็จ ตามเขาเข้าไปบ้านซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับประทับ แล้วรินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่ไม่ค่อยจะได้ล้างจน มีคราบดำ ๆ จับ ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วง เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยมีคราบ จึงกระซิบทูลว่า ควรจะทรงทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยมาพระราชทานผู้ติดตามจัดการเอง แต่ท่านก็ทรงดวดเอง กร้อบเดียวเกลี้ยง ตอนหลังทรงรับสั่งว่า "ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้นเชื้อโรคตายหมด" ซึ้งไหมหล่ะ 7. เหมือนในหลวงจัง เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งพ่อหลวงทรงเสด็จไปที่ ตลาดสด ทรงแวะไปเสวยก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว เห็นก็สงสัย จึงทูลถามท่านว่า "ทำไมหน้า เหมือนในหลวงจัง?" ท่านไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้ม ๆ ทรงจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยว แล้วตรัสชมว่าก๋วยเตี๋ยวอร่อย ส่วนแม่ค้ามารู้ที่หลังว่าเป็นท่านก็ได้แต่ปลื้ม 8. พระหมด เคยมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า ในหลวงเสด็จไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านทรงแจก พระเครื่อง ให้กับราษฎรจนหมดแล้ว ราษฎรผู้หนึ่งจึงกราบบังคมทูล ขอรับพระราชทานพระเครื่องว่า "ขอเดชะ ขอพระหนึ่งองค์" ในหลวงทรงตรัสว่า "ขอเดชะ พระหมดแล้ว" 9. คนในแบงค์ ช่วงนั้นเพื่อนได้เข้ารับถวายงานพยาบาลต่อทูลกระหม่อมฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ช่วงเช้าตรู่มีโทรศัพท์ดังขึ้นใน ห้องบรรทม ของพระองค์ท่าน เพื่อนรับสายก็มีเสียงพูดมาว่า ขอสายฟ้าหญิง เพื่อนได้ถามกลับไปว่า ขอประทานโทษค่ะใครจะเรียนสายด้วยคะ บอกเขาว่าคนในแบงค์โทร.มา อีกฝ่ายตอบกลับ เพื่อนก็ถามกลับไปอีกว่า ธนาคารไหนคะ (ก็ยังเช้าตรู่อยู่นี่นา....เพื่อนคิดในใจโทร.มาเรื่องอะไรแต่เช้า) เพื่อนก็ออกอาการ งง อยู่ช่วงครู่ ..... เดินไปทูลฟ้าหญิง พอกลับมานั่งทบทวน........คนในแบงค์โทร.มา.... ถึงกับตื่นเต้นตกใจขนลุกขนพองเพราะคนในแบงค์ คือ ในหลวง ท่านทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่เป็นนิจ ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ถ้างงว่าทำไมผมมาดึก อธิบายได้ครับ ทำรายงานจนดึกดื่นครับ (ดินพอกหางหมู -_-') สวัสดีและขอบคุณ คุณ sineenart ที่มาส่งยิ้ม (เงียบๆ) ขอบคุณน้อง hopun (สาวน้อยขาประจำ) ที่มาเล่าความลับของน้องแมวให้อ่านกัน ... ที่บ้านผมช่วงนี้ มี 2 ตัวมาวนเวียนขออาหารและเล่นด้วยตอนเช้า-เย็น เอาไว้วันไหนว่างจัด จะเอารูปมาโชว์ว่าน่ารักหนักหนาขนาดไหน ... ขอบคุณน้อง neverheal (ขาประจำชั้นดีอีกคน) ที่เข้ามาส่งเสียงเป็นเพื่อน ... ท่าทางจะเอ็นดูน้องแมวไม่น้อย และสุดท้าย ขอบคุณน้อง jumo (ขาประจำ ประจ้ำ ประจ้ำ) ที่เอาเรื่องน่ารักน่าประทับใจมาฝาก ... สุขสันต์วันหยุดสุดสัปดาห์ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 344 25 ม.ค. 2551 (18:45) สวัสดีค่ะ ทุกคน คุณ Jumo เรื่องเล่าประทับใจจังค่ะ พระองค์ท่านอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยและนึกถึง คนไทยตลอดเวลาจริงๆค่ะ หือๆๆ ต้องบอก ว่าคนไทยอยู่ในพระทัยของพระองค์มาตลอดด้วย เหอๆ เรื่องของดร.นำชัยก็ใช่ย่อย น้อยๆเสียที่ไหนล่ะคะนั่นน่ะ เครือข่ายจุลินทรีย์แห่งชาติและมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ก่อตั้งเองเลยค่ะ ด็อกเตอร์คะ เหอๆ จะได้มีที่ให้คนทำงานเพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานจะได้น้อยลง ทางเลือกที่จะเรียนต่อ ก็เพิ่มขึ้นด้วย เหอๆ ของฝากค่ะ สัญลักษณ์ซีเกมส์ค่ะ มาเลศ มาเลศแมวพันธุ์นี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ คือ แมวโคราช แมวมาเลศ หรือแมวดอกเลา ต้นกำเนิดพบที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา หรือที่รู้จักกันในนามว่าโคราช มีหลักฐานบันทึกเกี่ยวกับแมวโคราชในสมุดข่อยที่เขียนขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1350-1767 หรือประมาณ พ.ศ. 1893-2310 ในบันทึกได้กล่าวถึงแมวที่ให้โชคลาภที่ดี 17 ตัวของประเทศไทย รวมถึงแมวโคราชด้วย ปัจจุบันสมุดข่อยนี้ถูกเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร แมวเพศผู้มีสีเหมือนดอกเลา จึงเรียกแมวสีดอกเลา โดยจะต้องมีขนเรียบ ที่โคนขนจะมีสีขุ่น ๆ เทา ในขณะที่ส่วนปลายมีสีเงิน เป็นประกายคล้ายหยดน้ำค้างบนใบบัว หรือเหมือนคนผมหงอก ชื่อแมวโคราช เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 5 โดยใช้แหล่งกำเนิดของแมวเป็นชื่อเรียกพันธุ์แมว มีเรื่องเล่ามากมายหรือเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับแมวโคราช รวมถึงตำนานพื้นบ้านที่กล่าวถึงการที่แมวโคราชมีหางหงิกงอมากเท่าไหร่จะมีโชคลาภมากเท่านั้น (แม้ว่าลักษณะหางหงิกงอไม่ใช่มาตรฐานพันธุ์ตามหลักของ CFA ก็ตาม) แต่คนไทยบางกลุ่มจะเรียกแมวโคราชว่า แมวสีสวาด แมวโคราชได้ถูกนำไปเลี้ยงในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกโดย Cedar Glen Cattery ในมลรัฐโอเรกอน โดยได้รับมาจากพี่น้องชื่อ นารา (Nara) และ ดารา (Darra) ในวันที่ 12 มิถุนายน ปี พ.ศ. 2502 ประมาณเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2509 นักผสมพันธุ์แมวโคราชและแมวไทย (วิเชียรมาศ) ชาวรัฐแมริแลนด์ ได้นำแมวโคราชประกวดในงานประจำปีและ ได้รับรางวัลชนะเลิศและเป็นที่รู้จัก ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 345 26 ม.ค. 2551 (10:15) สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับของฝากที่กินไม่ได้ของคุณ hopun ครับ ก็พูดถูกนะครับ ที่ว่า "พระองค์ท่านอยู่ในใจของปวงชนชาวไทยและนึกถึงคนไทยตลอดเวลาว่าและคนไทยอยู่ในพระทัยของพระองค์มาตลอดด้วย" หน้าที่ 289 ขอบคุณสำหรับเรื่องดีที่เอามาให้อ่านครับ ผมชอบตรงที่ "พ่อคือขุนเขา แม่คือดวงตะวัน" อย่างมาก ให้ความคิดแก่คนทุกคนในโลกา แมวมาเลศน่ารักน่าเอ็นดูจังเลยครับ น้อง hopun ... ดีใจที่น้อง jumo ชอบเรื่องในหน้า 289 (ดูจากบางเรื่องในบล็อกของน้อง jumo และนิสัยชอบแต่งกลอน... ดูท่าจะชอบเรื่องซาบซึ้งกินใจและเป็นคนโรแมนติกเอาเรื่องเลยนะครับ ;-P) ผมอยากรู้ว่าทำไมคนดังถึงตายเร็วนะครับ เรื่องยาเสพติดเนี่ยชัวร์อยู่แล้วว่าทำไมถึงตายเร็ว หรือว่าเขาทำงานหนักจนดังเลยตายเร็ว อ้อ ! อีกอย่างหนึ่งครับ ผมชอบทำปากขมุบขมิบท่องกลอนที่โรงเรียน ทำให้โดนเอ็ดเลยครับ นี่แหละหนาข้อเสียของการทำทุกวัน (และมากเกินไป ;-p) และของฝากอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนพึงรู้ไว้คือ............. http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5 สาระความรู้สักนิดหน่อยครับ เรื่องอะไรก็ไม่รู้ เพราะผมลืมหัวเรื่องไป แต่ทว่าน่าจะเกี่ยวกับไบโอเทคนั่นแหละครับ ลาตอน 18:11 น. ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 348 28 ม.ค. 2551 (21:01) แหม.. อย่างนี้เขาเรียก ตายในหน้าที่ครับ อิอิ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 349 28 ม.ค. 2551 (22:17) สวัสดีค่ะ ทุกคน ซึ้ง คิดถึงพ่อกับแม่ เลยค่ะ ดร.นำชัย คุณ jumo ของฝากค่ะ ของฝาก Top 10 World Food Cities Guangzhou, China Despite the transformation from Silk Road outpost to modern center of foreign commerce, the Guangzhou of today is a mishmash of culinary styles and flavors. If you cannot find it in Guangzhou, it simply does not exist in China. Bologna, Italy With Venice to the north and Florence to the south, one would hardly blame Bologna for harbouring an inferiority complex. But make no mistake, the city has a proud food tradition. Try the sausage, the cheese, the wine, and the gelato: it's all buon! Cape Town, South Africa Pop quiz: What do you get when you take one elegant mountain backdrop, superb beaches, a venerable wine culture, and almost 5 million ethnically diverse residents within a 180-square mile area? Cape Town of course, a superlative food city. Lyon, France While unfair perhaps to single out one city in France that outshines others in gastronomy, why not Lyon? With an ability to cater to gourmands of all budgets with gorgeous local cuisine and produce, Lyon has much to boast about. Singapore Mere words cannot do justice to the eclectic jumble that is this posh city-state of 4 million people. Singapore is a wonderful mess of cultures, tastes, religions, and languages that all converge to produce some incredible cuisine. Oaxaca, Mexico The state of Oaxaca and in particular, the cosmopolitan capital city, is unlike any other place in misunderstood Mexico. From a culinary standpoint, it is where a rich indigenous food heritage meets colonial Spanish traditions. Melbourne, Australia This metropolis of 4 million people has undergone a renaissance in the last decade. Residents of this asylum for the avant-garde can lay claim to some of the most inventive cuisine in the world, from the beautiful city center to the sleepy suburbs. New York City, USA The hyperactive uber-metropolis is home to just about every kind of cuisine imaginable. But to truly appreciate The Big Apple as a food city, you have to adopt an incremental approach. Think neighborhoods: Tribeca, West Village, SoHo, Harlem. Montreal, Canada Montreal is the love child of Old World charisma and the cultural mosaic sensibility of North America. The result is a city huge on taste, sophistication and culinary pleasures. Residents have a proud maniacal obsession with food and drink. San Francisco, USA The swanky NoCal despot of West Coast chic is home to some of the best chefs and restaurants in the world. San Francisco is a paradise for food lovers and presents a feast of impossible choices to gourmands game enough to take on the challenge. เอารูปสัตว์หายากมาฝากค่ะ หุหุคิดว่าคงจะไม่ค่อยได้เห็นกัน ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 350 28 ม.ค. 2551 (22:22) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 351 28 ม.ค. 2551 (22:23) และอีกรูป ![]() เข้าใจว่าคนดังน่าจะมี "ความเครียดสูง" นะครับ คุณ jumo ... ไหนจะต้องโดนจับตามอง เดี๋ยวนี้พวกปาปาร้าคี่ เอ๊ย ปาปารัชชี่ - ยิ่งเยอะๆ อยู่ด้วย นอกจากนี้ ไหนยังจะต้องคิดพล็อตไว้ตอบคำถาม เพราะไม่อยากตอบตามจริง - พูดสั้นๆ ก็ "โกหก" นั่นแหละครับ ... ผมมีคนรู้จักที่ขนาดไม่ได้เป็นคนดังอะไร ยังต้อง "สร้างภาพ" และ "โกหกไฟแลบ" เลยครับ ... ดูแล้วเลยเข้าใจว่า ดาราสาวคนนั้นทำไมต้องเกิดกรณีเบนโล - คิดแล้วก็เศร้าครับ โกหกกันเป็นว่าเล่นขนาดนี้ ชีวิตนี้จะหาคนซื่อสัตย์ - ความซื่อตรงได้ยากขึ้นทุกทีๆ คุณ hopun ... รูปนกยูงเผือกงามมากเลยครับ ธรรมชาตินี่น่ามหัศจรรย์จริงๆ เลยนะครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 353 30 ม.ค. 2551 (22:21) สวัสดีค่ะ ทุกคน ขอคำปรึกษาหน่อยได้มั้ยคะ คือว่าสอบติด มหาวิทยาลัย บูรพา คณะเทคโนโลยีทางทะเล แต่ว่าอยากจะลองยื่นคะแนนดูเพราะคิดว่าอาจจะทำได้ดีกว่านี้ก็ได้ค่ะ (อยากเข้าคณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตร หรือ มหิดลค่ะ เพราะตัดสินใจแล้วว่า ถึงจะเรียนคณะไหนก็เรียนภาษาได้ทุกคณะนั่นล่ะ อีกอย่างคือชอบชีวะ กับเคมีด้วยค่ะ) จะทำยังไงดีคะ ปัญหาอีกอย่าง คือ แม่ไม่อยากให้เรียนไกลบ้าน เพราะเป็นห่วงค่ะ แต่ว่าหนูดื้อ เพราะหนูอยากเรียน ทำยังไงดีคะ ( TT_TT ) เครียดค่ะ น่าเห็นใจน้อง hopun จังเลยครับ ... ผมไม่ค่อยเข้าใจระบบการสอบของยุคนี้เท่าไหร่แล้ว เพราะเปลี่ยนไปมากและซับซ้อนขึ้นมากจริงๆ เมื่อเทียบกับยุคที่ผมสอบ เรื่องคุณแม่ก็ลองคุยกันถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ให้มากที่สุดนะครับ ... น่าจะพอหาจุดลงตัวได้อยู่ (หวังว่านะครับ) ถ้าในอนาคตจำเป็นต้องไกลบ้าน - ก็หมั่นโทร. หมั่นแวะกลับไปหานะครับ อย่าเครียดต่อเนื่องนานๆ นะครับ ... คุยแล้วหาข้อสรุปให้ได้แล้ว - เดินหน้า (อย่างเดียว) ต่อไป ตอนที่ผมตัดสินใจจะรับทุน พสวท. ก็นอนไม่หลับอยู่หลายวันเหมือนกันครับ เพราะอนาคตมันไม่ชัดเจนเอาเสียเลย (ผมรับทุน ป.ตรี รุ่นที่ 2 - ก็เป็น "หนูลองยา" ชัดๆ นั่นแหละครับ) ... แต่พอตัดสินใจจะรับทุนแล้ว ก็ไม่มีเกียร์ถอยแล้ว เดินหน้าลุยอย่างเดียวครับ ... ตอนนี้แฮปปี้ดีที่ตอนนั้นตัดสินใจถูก ถ้าตอนนั้นเลือกไปสอบเพื่อเรียนหมอ ... อาจมีชะตาชีวิตอีกแบบ และอาจเป็นหมอเฉาๆ คนหนึ่งก็ได้ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 355 31 ม.ค. 2551 (12:14) พี่งไปอ่านที่คุณ Jumo ลิงก์ไปเรื่องไบโอดีเซล เหมือนย้อนรำลึกความหลังยังไงไม่รู้... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 356 31 ม.ค. 2551 (17:05) ฮ่า ก๊าก ! ไบโอดีเซลหรือเนี่ย ผมจำได้ว่าเกี่ยวกับไบโออะไรนี่แหละ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 357 1 ก.พ. 2551 (08:11) เดจาวูรายวันหรือครับ คุณ yalie |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |