|
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 1 ม.ค. 2513 ชมแล้ว:
19,193
ตอบแล้ว:
684
vArticle() จำนวน 674 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3- 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| 27| 28| 29| 30| 31| 32| 33| 34| สวัสดีครับ อ.นำชัย เมื่อวานผมนั่งอ่านมาจากเดอะเนชั่น เขาว่ากันว่าขอทานเด็กได้เงินเยอะกว่าเงินเดือนขั้นต่ำของพวกมนุษย์เงินเดือนบางจำพวกเสียอีก ... ทำให้อึ้งไปได้ไม่น้อยเลยครับ ... เรื่องจตุคำ ... เห็นข่าวเมื่อคืนบอกว่า ตอนนี้ผลิตไม่ทันขายเสียแล้วครับ ... อยากได้มาคุ้มครอง (กระเพาะ ) คงต้องไป (หรือฝากใครไป) ที่วัดสวนแก้วกระมังครับ ดร.จ้อเรื่องปรากฎการณ์จตุคามฯ ก็เป็น "อาการป่วย" ที่แสดงออกมาของสังคมไทยแบบหนึ่งนั่นเองครับ ... ถ้ายังกังวลไม่พอ ก็ให้ดู "อาการป่วย" อย่างสุดโต่งอีกข้าง คือ ท่านทั้งหลายที่อดข้าวอดปลาประท้วงกันจะเป็นจะตาย เพราะอยากให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ (แหม ... ไม่ขอให้เป็น "ศาสนาประจำใจ" ... จะไปสนับสนุนด้วย) ... ทำไมผมจึงว่าสุดโต่งไปอีกข้างน่ะหรือครับ ... เรื่องนี้คงต้องนึกถึงหลักอนิจจังกันให้หนักไว้ครับ ... ลองนึกดูว่า ถิ่นกำเนิดศาสนาพุทธคือ ประเทศอินเดียเอง ศาสนาพุทธก็เกิดอาการถดถอยจนกลายเป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อยลงทุกทีๆ ... ศรีลังกาซึ่งไทยเคยไปรับศาสนาพุทธมาจนลงหลักปักฐานเป็นแผ่นดินในร่มพระพุทธศาสนานั้น ศาสนาพุทธเองก็เคยถดถอยจนต้องอารธนาพระผู้ใหญ่จากเมืองไทยให้ไปบวชพุทธบุตรที่นั่นมาแล้วเช่นกัน ที่ถดถอยนั้น "เหตุผลหลัก" ไม่ใช่การโจมตีจากศาสนาอื่นใด ... แต่เป็นเพราะพุทธบริษัท (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ในแห่งหนนั้น ย่อหย่อนในศรัทธา ขาดวิริยะและไม่ปฏิบัติตามมรรคในพระธรรมวินัยนั่นเอง ประเทศไทยเองก็ส่อไปในทางนั้นไม่น้อยครับ (เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่า เนื้อส่วนใดเป็นพุทธ เป็นไสย์ เป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องแต่ง ฯลฯ) เรื่องนี้ทำให้ผม (ซึ่งเริ่มพบว่าตัวเองแก่แล้วจริงๆ) นึกไปถึงสุภาษิตไทยอีกแล้วว่า "ใกล้เกลือกินด่าง" และ "จวักไม่รู้รสแกง" ... ไปนั่นทีเดียว! สวัสดีครับ คุณ yalie ... เราอาจจะต้องพยายามมองโลกในแง่ดีว่า ... อย่างน้อยที่สุดก็มี "ตัวชี้วัด" ว่า อย่างน้อยคนไทยก็ยังมีเมตตาและกรุณาอยู่มาก ส่วนที่ว่าจะทำบุญ "เป็น" แล้วจะ "ได้บุญ" เพียงใดนั้น หรือควร "ทำบุญ" กันอย่างไรนั้น ... คนไทยไม่ค่อยคิดหรือศึกษาพระธรรมวินัยให้กระจ่างใจเท่าใดนัก อันที่จริงแล้ว อย่าได้ไปอิจฉาพวกเค้า หรือเกิดนึกน้อยใจอยู่เลยครับ ... พ้นไปจากปัจจัย 4 แล้ว คนเรายังต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเรามีคุณค่า และได้ยังชีพอยู่ด้วยการทำสิ่งที่มีประโยชน์ด้วยครับ ... ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่อาจหาได้จากการเป็น "ขอทาน" หรอกนะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านที่ได้รับโนเบลเศรษฐศาสตร์ปีล่าสุดนั้น ... ท่านทำโครงการเรียกว่า microcredit และช่วยให้ "ขอทาน" หลายร้อยคนในประเทศของท่านเลิกขอทาน แต่หันมาทำงานอาชีพสุจริตได้ ... ดังนั้น "ขอทาน" บางคนก็อาจจะไม่ได้อยากทำอาชีพนี้สักเท่าไหร่หรอกนะครับ ความจริงเรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย ถ้ามีโอกาสอาจจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ ฟังแล้วน่าเจ็บใจดีครับ แต่ก็อย่างนี้แหละครับอาจารย์ ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ ถือซะว่าเป็นโชคที่ทำให้เราเก่งมาจนทุกวันนี้แล้วกันครับ :) อันที่จริงผมอโหสิให้ไปหมดแล้วครับ คุณ yalie อย่างที่ว่าครับ ในทางอ้อมกลับทำให้เราได้ดีด้วยซ้ำไป (ควรจะขอบคุณ?) แต่ผมเป็นคนที่คิดว่า ประสบการณ์ชีวิตเราควรจำให้ดีครับ ... คนไทยลืมเรื่องที่ไม่ควรลืมเก่งเกินไป (อโหสิส่วนอโหสิครับ แต่ไม่ควรลืม) ทำให้ต้องพบกับปัญหาเก่าๆ ซ้ำๆ อยู่เรื่อยๆ อย่าให้ต้องยกตัวอย่างเลยครับ ... เห็นกันอยู่ทนโท่ ขอแสดงความเสียใจจากการจากไปของคุณแม่ของพี่นำชัยด้วยครับ ![]() (ภาพจากเว็บ flowers3.com) ขอบคุณ น้องจ้อ และคุณ sineenart ครับ (พวงหรีดสวยจังเลยครับ ขอบคุณแทนคุณแม่ด้วยครับ) พึ่งทราบข่าวครับ ขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ ครับ ขอบคุณ คุณ yalie ครับ ก็ขอแสดงความเสียใจการจากไปของคุณแม่ของคุณนำชัยด้วยครับ ขอบคุณ คุณครู..ชิต ครับ ![]() ยินดีต้อนรับครับ คุณ hopun ขอบคุณสำหรับคำชมนะครับ มีคำถามเรื่องเรียนก็สอบถามได้ครับ ... ถ้าพอจะรู้บ้าง จะช่วยตอบให้นะครับ (รูปที่เห็นเนี่ย วาดเองหรือเปล่าครับ - ลายเส้นน่ารักดีครับ) Blog นี้ให้ความรู้จริงๆครับ ขอบคุณ คุณ jumo ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นครับ ฝากบอกต่อคนรู้จักด้วยนะครับ ... จะได้เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น น่าสนใจสำหรับ เรื่อง 9 ความเชื่อ: เด็กๆ ล้วนแล้วแต่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เล่นเกมส์ ผมอยากได้ข้อมูลจริงๆเหมือนกันครับ สำหรับเด็กไทย ว่ากี่เปอร์เซนต์ที่ใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมส์ เล่น MSN แล่น Camfrog หาข้อมูล ฯลฯ เรื่องเด็กไม่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์นี่ ไม่รู้จะลำเอียงเข้าข้างตัวเองไปหรือเปล่า สำหรับผมวิทยาศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชีวะ ฟิสิกส์ เคมี แต่มันยังรวมเข้าไปสู่ วิชาพวก ประวัติศาสตร์ สังคม และเรื่องอื่นๆด้วย อย่างน้อยกระบวนการคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกือบทุกสาขาวิชา โดยส่วนตัวแล้วถ้าสอนให้เด็กมีความคิดแบบวิทยาศาสตร์ได้ ถือว่าประสบความสำเร็จครับ (comment หน้า 149) เห็นด้วยกับ อ.จ้อ ครับ เรื่องวิทยาศาสตร์แทรกเข้าไปอยู่ในทุกวิชาได้ และกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อวาน ผมอ่านหนังสือเรื่อง To Think Well is Good To Think Right is Better ของสฤณี อาชวานันทกุล (สำนักพิมพ์ OpenBooks) มีบทหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการนำวิทยาศาสตร์เข้าไปประยุกต์เพื่ออธิบายเรื่องประวัติศาสตร์โดย Jared Diamond ในหนังสือของเขาเรื่อง Gun, Germs and Steel (เล่มนี้ดังมากๆ ... คนกล่าวขวัญถึงเยอะจริงๆ และมีฉบับแปลไทยแล้วด้วย) ... อ่านแล้วตื่นตาตื่นใจครับ มีสักกี่คนที่จะคิดว่า 3 สิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าอารยธรรมมนุษย์คือ ปืน, เชื้อโรค และเหล็กกล้า ลองไปหาอ่านดูครับ (ทั้ง 2 เล่ม) แต่การเหยียบไหล่ของนักวิทยาศาสตร์ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของจรรยาบรรณ ที่จะไม่ scoop คนอื่น หรือแม้เเต่ plagiarize หรือขโมยผลงานคนอื่นใช่ไหมล่ะครับ ? เรื่องเหยียบไหล่ยักษ์ที่ อ นำชัยเขียนทำให้ผมนึกถึงเรื่องของการอ้างอิง (Citation) ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเหยียบไหล่ยักษ์ ผมเคยเข้าฟังเลคเชอร์ของ ศ ร๊อด แมคคินนอน (Rod Mackinnon) ที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2003 เขากล่าวไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเลคเชอร์เลยว่าตัวเขานั้นจะไม่มีวันนี้ได้หากว่าไม่มีงานของนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ ที่เคยทำมาก่อน ทุกครั้งที่เขาพูดถึงงานใคร เขาก็จะอ้างชื่อคนทำเสมอ ไม่ได้พูดเอาดีเข้าตัวให้คนฟังสับสนคิดว่าเป็นงานของเขาเอง ... ซึ่งทำให้ผมรู้สึกค่อนข้างประทับใจในตัวเขามากทีเดียว มันก็แค่เป็น random thought ที่หลุดเข้ามาในหัว หลังจากอ่านนะครับ จริงๆ ก็แค่อยากจะบอกว่า ตามความเห็นผม การจะเป็นนักวิทย์ที่ดีนั้นควรจะตระหนักไว้ 1 ข้อ นั่นก็คือ "จะเหยียบไหล่ใครหรือยักษ์ที่ไหนก็ต้องมีจรรยาบรรณและให้เกียรติยักษ์ที่ถูกเหยียบ โดยการจารึกชื่อ (ให้เครดิต) คนที่โดนเหยียบเอาไว้ด้วย" อ. คิดว่าไงครับ?? พอจะทราบหรือเปล่าครับว่า ชุดอวกาศ แบบใหม่นี่มีการใส่ระบบ exomuscle เข้าไปด้วยหรือเปล่าครับ ?? (comment หน้า 151) อย่างที่คุณ yalie บอกนั่นแหละครับ เค้าให้ "เหยียบไหล่" ได้ แต่เป็นการเหยียบแบบคณะสิงโตต่อตัวกัน แต่ไม่ได้อนุญาตให้ "เหยียบหัว" จนคนข้างล่างคอเคล็ด คอหัก หรือ "ฉกฉวย" กันไปแอบอ้างหรอกครับ การอ้างอิงผลงาน (citation) จึงเป็นทั้งมรรยาทและจริยธรรมในการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ครับ แต่ลองสังเกตดูดีๆ นะครับ คนที่เก่งจริงๆ นั้น เค้าไม่อยาก "ลอก" ใครหรอกนะครับ ... คนที่ลอกคนอื่นนั้น มักจะเก่งแบบครึ่งๆ กลางๆ ... แต่มักจะ "เล่นละคร" เก่งครับ (แต่ก็โดนจับได้ในที่สุดทุกทีนั่นแหละครับ) (comment หน้า 152) เรื่องชุดอวกาศ ลองดูที่รูปวาดจะเห็นชิ้นส่วนเบอร์ 4 และ 5 ที่เป็นกรอบแข็ง ซึ่งใช้ใส่สวมทับท่อนอกและช่วงล่างด้วยครับ (อาจจะเรียกว่าเป็น exomuscle ก็คงได้มังครับ) เรียกว่า ปฏิวัติแต่ยังมีร่องรอยรัฐธรรมนูญเดิมอยู่ครับ (หุ หุ หุ) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |