|
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ปริมาณอาหารในมหาสมุทรลดลงและคุกคามระบบนิเวศในทะเล
โพสต์เมื่อ:
11:39 วันที่ 22 ม.ค. 2550 ชมแล้ว:
37,348
ตอบแล้ว:
0
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > วิทย์ทั่วไป
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ชีววิทยา วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ธรณีวิทยา
นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่า (NASA) สรุปผลการศึกษาว่า เมื่อโลกร้อนขึ้น ปริมาณอาหารขั้นปฐมภูมิในมหาสมุทรได้ลดลง ซึ่งอาจคุกคามการประมงและระบบนิเวศ
สืบเนื่องจากการศึกษาอย่างต่อเนื่องเกือบสิบปี ที่นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบข้อมูลจากดาวเทียมของพื้นมหาสมุทรทั่วโลกกับข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพบว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจำนวนพืชและแพลงตอนพืชในมหาสมุทรจะลดลง แต่เมื่ออุณหภูมิลดลงผลผลิตของพืชทะเลก็กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้คาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตหากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากปริมาณแก๊สกรีนเฮาส์ในชั้นบรรยากาศ แพลงตอนพืชเป็นผู้ผลิตแรกและเป็นจุดเริ่มของห่วงโซ่อาหารในทะเล ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและการเจริญเติบโตของแพลงตอนพืช ก็จะกระทบต่อผลผลิตด้านการประมง ประชากรนกทะเล และลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะถูกดึงมาจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งนั่นจะทำให้สภาพภูมิอากาศค่อย ๆ ร้อนขึ้น เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลที่ได้บันทึกไว้อย่างต่อเนื่องได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นและลดลงของกิจกรรมทางชีวภาพ (biological activity) หรือผลผลิตทางชีวภาพ (productivity) ทั้งรายเดือนและรายปี ทั้งนี้ได้เริ่มการบันทึกหลังจากปรากฏการณ์ เอล นิโญ (El Nino) ครั้งใหญ่ที่พบการเปลี่ยนแปลงผลผลิตทางชีวภาพอย่างชัดเจนเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว เอล นิโญ (El Nino) และ ลา นิน่า (La Nina) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากโลกมีสภาพอากาศร้อนและเย็นตามลำดับ ซึ่งเกิดขึ้นทุก ๆ 3-7 ปี ในฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก และได้ทำให้รูปแบบของสภาพอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลง นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลการเพิ่มและลดของพืชในมหาสมุทรกับการปัจจัยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ที่มีผลต่อสภาพของมหาสมุทร เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ผิวน้ำและลม ผลการศึกษาที่ได้สนับสนุนการทำนายของแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งแสดงว่าสภาพภูมิอากาศจะร้อนยาวนานขึ้น ทั้งนี้มีการเจริญเติบโตของพืชในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1977-1999 ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศเย็น ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปรากฏการณ์ เอล นิโญ และ ลา นิน่า แต่นับตั้งแต่ ค.ศ. 1999 เป็นต้นมา สภาพภูมิอากาศกลับร้อนขึ้นซึ่งเห็นได้จากการลดลงของพืชในทะเล ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสภาพภูมิอากาศกับความหนาแน่นของน้ำในมหาสมุทร ก็สามารถอธิบายได้ว่าสาเหตุที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อพืชในมหาสมุทรนั้น เนื่องมาจากเมื่ออากาศร้อนขึ้น อุณหภูมิของผิวด้านบนของมหาสมุทรก็เพิ่มขึ้นด้วย ทำให้มวลน้ำที่เย็นกว่าจมอยู่ด้านล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้น้ำในมหาสมุทรเกิดการแยกชั้น (stratification) สารอาหารที่อยู่ด้านล่างไม่สามารถหมุนเวียนขึ้นมาด้านบนได้ และทำให้แพลงตอนพืชขาดอาหาร อ้างอิง http://www.terranature.org/oceanFoodReduction.htm http://www.nasa.gov/home/hqnews/2006/dec/HQ_06364_Ocean_Food_Chain.html http://www.sflorg.com/earthnews/en120706_01.html ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม
|
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |