ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 6 ธ.ค. 2544 (00:51) พระภูริทัต
พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระภูริทัต
ทรงบำเพ็ยศีลบารมี
พระนางสมุททชา พระธิดาของพระเจ้าพรหมทัต ได้อภิเษกกับพญานาคฐตรฐแห่งนาคพิภพ มีพระโอรส 4
พระองค์ คือ สุทัสสนกุมาร ทัตตกุมาร สุโภคกุมาร และอริฏฐกุมาร ทัตตกุมารฉลาดกว่าผู้อื่น บิดาจึงมอบหมาย
งานให้ทำมากกว่า คราวหนึ่ง ทัตตกุมาร ได้ติดตามพระบิดาและท้าววิรูปักษ์เข้าเฝ้าท้าวสักกเทวราช ทัตตกุมาร
ได้แสดงความสามารถให้ท้าวกักกะโปรดปราน จึงตั้งชื่ให้ว่า ภูรทัตตกุมาร (พระกุมารผู้มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน) ภูริทัตตกุมารหมั่นรักษาศีล เพราะรู้ว่าผลของการรักษาศีลจะได้เกิดเป็นเทพบนสวรค์ ครั้งหนึ่งพระองค์
ขออนุญาตพระบิดาพระมาร ดามารักษาศีลบนโลกมนุษย์ พระองค์รักษาศีลอย่างเคร่องครัด อธิษฐานจิตไว้มั่น
คงว่า หนัง เอ็น กระดูก เลือดเนื้อ หากผู้ใดต้องการก็จง เอาไปเภิด ไม่ปกป้อง ไม่หวงยินดีสละให้
พรานเนื้องชาวเมืองพาราณสีสองพ่อลูก ออกล่าเนื้อมาถึงริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ใกล้บริเวณที่ภูริทัตตกุมารจำศีลอยู่
เมื่อเห็นภูริทัตตกุมาร ก็เข้าไปสอบถาม พระภูริทัตบอกตามความจริงแล้วพาพรานทั้งสองไปเที่ยวเสวยสุขในนาค
พิภพ เวลาผ่านไป 1 ปีพรานทั้งสอง ลาพระภูริทัตกลับโลกมนุษย์ ต่อมา มีพราหมณ์คนหนึ่ง เรียนมนต์จับงูจาก
ฤาษีตนหนึ่ง มนต์นั้นชื่อ มนต์อาลัมพายน์ คนทั่วไปจึงเรียกเขาว่า พราหมร์อาลัมพายน์ อำนาจมนต์ช่วยให้ได้
แก้ววิเศษจากพวกนางนาค พรานผู้เป็นพ่อเห็นเข้าต้องการได้ จึงแลกเปลี่ยนด้วยการบอกที่รักษาศีลของพระ
ภูริทัต และทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ พระภูริทัตไม่ยอมไม่ยอมให้ความโกรธเกิดขึ้น เพราะต้องการรักษาศีล
พราหมณ์อาลัมพายน์ได้นำ พญานาคภูริทัตไปแสดงกลเรี่ยไรเงินได้จำนวนมาก
พระนางสมุททชาทรงฝันร้าย และไม่เห็นพระภูริทัตมาเฝ้าดังเคย จึงแน่พระทัยว่าพระโอรสประสบภัย พระโอรส
ทั้งสามพระองค์ รับอาสาออกติดตาม สุทัสสนกุมารแปลงตัวเป็นฤาษี ติดตามไปจนพบพราหมณ์อาลัมพายน์
กำลังเปิดแสดงที่ประตูพระราชวังพาราณสี พญานาคภูริทัตเห็นฤาษีแปลงก็เลื้อยเข้ามาซบ ร้องไห้แทบเท้าพี่ชาย
ฤาษีแปลงวางแผนช่วยเหลือ โดยท้าให้สู้กับพิษของเขียดซึ่งเป็นนาง นาคแปลง พิษร้ายนั้นได้ถูกผิวหนัง
พราหมณ์อาลัมพายน์จนกลายเป็นโรคเรื้อน เขาตกใจ ยอมปล่อยพญานาคภูริทัต สุทัสสนกุมารและ พระภูริทัต
เข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสี กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่า เป็นพระโอรสของพระนางสมุททชาพระขนิษฐาของพระองค์ พระภูริ ทัตกลับไปพักรักษาพระองค์ แล้วได้กล่าวว่า พราหมณ์กับผู้ครองเรือนปุถุชนทั่วไปยังหมกมุ่นใน
กามคุณ ยังต้องการทรัพย์สิน ข้าว บ่าวไพร เหมือนกัน
การทำความดีนั้นอาจมีอุสรรคมาทดสอบแต่สุดท้ายก็จะประสบชัยชนะ
พระจันทกุมาร
พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายจันทกุมาร
ทรงบำเพ็ญขันติบารมี
เจ้าชายจันทกุมาร เป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชแห่งเมืองปุปผวดี พระบิดาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอุปราช ทำ
หน้าที่ว่าราชการ แทน พระเจ้าเอกราชมีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อ กัณฑาหาละทำหน้าที่ถวายคำแนะนำและตัดสินคดี
ความ เข้าทำหน้าที่ดีในตอนแรก ๆ ต่อมารับ สินบน จนเจ้าชายจันทกุมารทรงทราบเรื่อง และช่วยพลิกคดีให้เจ้า
ทุกข์ที่ได้รับความอยุติธรรม เมื่อพระเจ้าเอกราชทรงทราบ จึงแต่งตั้ง ให้เจ้าชายจันทกุมารเป็นผู้พิพากษา แทน
ปุโรหิตกัณฑหาละ ทำให้กัณฑหาละโกรธแคนหาทางทำลายล้างเจ้าชายจันทกุมารตลอดมา
คืนหนึ่ง พระเจ้าเอกราชทรงฝันเห็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เห็นท้าวสักกเทวราชประทับในปราสาทแวดล้อมด้วย
เทพธิดาความฝันทำ ให้พระองค์ปราถนาไปเที่ยวสวรรค์ กัณฑหาละเห็นเป็นโอกาส จึงทูลแนะนำให้บูชายัญด้วย
พระมเหสี พระโอรส พระธิดา ถวายเทพเจ้า พระเจ้าเอกราชทรงเบาปัญญาเชื่อกัณฑหาละ รับสั่งให้นำพระมเหสี
4 พระองค์ พระโอรส 5 พระองค์ พระธิดา 4 พระองค์ รวมทั้งเศรษ ฐีประจำแคว้น 4 คนมารวมกันไว้ นอกจากนี้
พระองค์ให้นำพาหนะสำคัญ มีทั้งช้าง ม้า โค อุสุภราช (วัวตัวผู้ลักษณะดี) มาบูชายัญด้วย พระบิดาพระมารดา
ของพระเจ้าเอกราชเสด็จมาขอร้องก็ไม่ทรงยอม ต้องเสด็จกลับไปด้วยความเสียพระทัย
เจ้าชายจันทกุมารทรงทราบว่าพระองค์เป็นต้นเหตุเพราะไปขัดแย้งกับปุโรหิตกัณฑหาละ จึงเป็นหน้าที่ที่พระองค์
ต้องแก้ไข พระองค์ ทรงขอร้องพระบิดาจนพระทัยอ่อน ยินยอมปล่อยทุกคนถึง 3 ครั้ง แต่ทุกครั้งปุโรหิตกัณฑหา
ละกราบทูลทัดทาน จนพระเจ้าเอกราชรับสั่ง ให้จับทุกพระองค์เป็นครั้งที่ 4 แล้วพาออกนอกพระนคร ชาวเมือง
ร้องไห้คร่ำครวญทั่วพระนคร บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เจ้า ชายจันทกุมารประทับยืนอยู่ปากหลุม
บูชายัญ วิงวอนพระบิดาเป็นครั้งที่ 4 พระนางจันทาชายาของเจ้าชายจันทกุมารได้ช่วยวิงวอนด้วย แต่พระเจ้า
เอกราชไม่พระทัยอ่อน ยืนยันจะบูชายัญ
ก่อนที่เจ้าชายจันทกุมารจะถูกประหารด้วยคมดาบของกัณฑหาละ ท้าวสักกเทวราชถือตะบองเหล็กเสด็จมา
ทำลายพิธีตรัสตำหนิ พระเจ้าเอกราชอย่างรุนแรง พระเจ้าเอกราชตกพระทัยกลัว รับสั่งให้ปล่อยทุกคนและสัตว์
ทั้งหลาย ชาวเมืองได้โอกาสเข้ารุมทุบตีปุโรหิต กัณฑหาละ จนถึงแก่ความตาย จากนั้นจะเข้าปลงพระชนม์พระ
เจ้าเอกราช เจ้าชายจันทกุมารเข้าขัดขวาง และอ้อนวอนขอชีวิต ชาว เมืองยอมยกให้ แต่ให้เนรเทศไปอยู่ในหมู่
บ้านคนจัณฑาล แล้วอภิเษกเจ้าชายจันทกุมารเป็นกษัตริย์ พระองค์เสด็จไปเยี่ยมพระบิดาอยู่ เนืองๆ และ
ปกครองเมืองปุปผวดีให้ผาสุกสืบมา
การฟังเรื่องราวใด ต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบมิฉะนั้นจะหลงเชื่อและกระทำผิดเสียหายได้
พระนารทพรหม
พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระนารทพรหม
ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
พระเจ้าอังคติราชเป็นกษัตริย์ซึ่งทรงทศพิธราชธรรมแห่งเมืองมิถิลา พระองค์มีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง พระนาม
ว่ารุจา และมี อำนาตย์ใหญ่ที่รับใช้ใกล้ชิดอยู่ 3 คน คือ วิชัยอำมาตย์ สุนามอำมาตย์และอลาตอำมาตย์
คืนหนึ่งเป็นคืนวันเพ็ย เดือน 12 ท้องฟ้าแจ่มใส พระเจ้าอังคติราชตรัสปรึกษากับอำมาตย์ทั้ง 3 ว่า ควรทำอะไรจึง
จะเป็นประโยชน์ อลาตอำมาตย์กราบทูลแนะนำให้ยกทัพไปตีเอาบ้านเมือง สุนามอำมาตย์กราบทูลให้จัดงาน
เลี้ยง ขับร้องฟ้อนรำให้สนุกสนาน ส่วนวิชัย อำมาตย์กราบทูลให้เสด็จไปสนทนาธรรมกับสมณพราหมณ์ พระเจ้า
อังคติราชตกลงพระทัยไปสนทนากับคุณาชีวก ซึ่งเป็นนักบวชที่มีชื่อ เสียง มีคนนับถือมากในเวลานั้น
พระองค์ตรัสถามถึงหนทางไปสู่สวรรค์ หนทางไปสู่นรกและการปฏิบัติต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ บุตรภรรยา
ผู้เฒ่าผู้แก่ สมณพราหมณ์ พลพาหนะและบ้านเมือง คุณาชีวกตอบตามความรู้ความเข้าใจของตนว่า ไม่มีบุญ
ไม่มีบาป บิดามารดาไม่มี สัตว์คน เสมอกัน จะได้ดีได้ชั่วเอง เวียนว่ายตายเกิด 64 กัปป์ก็บริสุทธิ์เอง อลาต
อำมาตย์กล่าวสนับสนุนในด้านไม่มีบาปไม่มีผลของบาป เขา ระลึกได้ว่า ชาติที่แล้วเขาเป็นคนฆ่าวัว ในชาตินี้
เขากลับได้มาเกิดในตระกูลขุนนาง วีรกะ เป็นชายเข็ญใจผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในที่นั้นกล่าวสนับ สนุนคำสอนที่ว่า บุญ
และผลของบุญไม่มี เขาระลึกได้ว่า เขาเคยเกิดเป็นเศาษฐี ทำความดีไว้มาก แต่ชาตินี้เขากลับมาเกิดเป็นคนเข็ญ
ใจ คนทั้งสองนี้ระลึกชาติได้เพียงชาติเดียวจึงหลงผิด พระเจ้าอังคติราชหลงผิดเชื่อตามคำสอนของคุณาชีวกจึง
เปลี่ยนพระจริยาวัตร เลิกทำความดี หันมาใช้ชีวิตอย่างสำราญ เลิกศึกษา ข้อธรรมต่าง ๆ ไม่สนพระทัยในราชกิจ
และประชาชนทั้งปวง พระธิดารุจาทรงทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของพระบิดา พระธิดาเสด็จเข้าเฝ้าพระเจ้าอังคติ
ราช ตรัสติงในมิจฉาทิฏฐินั้นแม้ว่าพระ ธิดาจะตรัสอธิบายอย่างไร พระเจ้าอังคติราชก็ไม่ทรงฟัง พระธิดารุจาทรง
อ้อนวอนต่อเทพพรหมผู้ทรงธรรมทั้งหลายได้โปรดมาช่วยกลับ พระทัยของพระบิดาให้ถูกต้องด้วย
ท้าวมหาพรหมองค์หนึ่ง นามว่า นารทะ ทรงได้ยินคำอ้อนวอนเกิดเมตตา จึงแปลงเป็นฤาษีเหาะมาอยู่เฉพาะพระ
พักตร์ทั้งสอง พระองค์ นารทพรหมพยายามอธิบายและพรรณนาถึงโทษของนรกขุมต่างๆ พระเจ้าอังคติราชค่อย
พิจารณาตาม จนกลับมามีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกต้องดุจเดิมพระธิดารุจาดีพระทัยมาก แคว้นวิเทหะกลับมามี
ความสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ควรคบและเชื่อฟังคนพาล ควรคบแต่นักปราชญ์ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม
พระวิธูรบัณฑิต
พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นวิธูรบัณฑิต
ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี
พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะครองเมืองอินทปัตย์แคว้นกุรุวันหนึ่งพระองค์ทรงแสวงหาความ สงบสุขในมิคาชินอุทยานพระองค์ได้ พบแปลง 3 คน คือ ท้าวสักกะ พญาครุฑ พญานาค คนทั้ง 4 หาที่วิเวกรักษาอุโบสถศีล เมื่อ
ได้พบกันถูกชะตากัน เพราะเคยเป็นเพื่อน กันมาแต่อดีตชาติ พระองค์ได้สนทนากันว่า ใครรักษาศีลได้ดีกว่ากัน
เมื่อตกลงกันไม่ได้ พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะจึงพาชายแปลงทั้ง 3 คนมาหาวิธูรบัณฑิต ซึ่งเป็นบัณฑิตประจำราช
สำนัก วิธูรบัณฑิตวินิจฉัยให้ทั้ง 4 พระองค์ ทำความดีสนับสนุนศีลให้สมบูรณ์เสมอกัน ถ้ามีพร้อมใหนบุคคลใด ก็
เป็นเหมือนกำเกวียนที่รวมมั่นอยู่ในดุมเกวียน จะทำให้สงบระงับบาปได้
เมื่อพญานาคกลับถึงนาคพิภพ ได้เล่าให้นางวิมลามเหสีฟัง นางมีความศรัทธาใคร่ได้ฟังธรรมจากวิธูรบัณฑิต
นางแสร้งป่วย และบอกพญานาคว่า ต้องการหัวใจของวิธูรบัณฑิต นางอิรันทตีซึ่งเป็นธิดาของพญานาคกับนาง
วิมลา มีรูปร่างสวยงาม ฉลาด เมื่อ ทราบถึงความต้องการมารดา ก็รับอาสาและขึ้นมาสู่โลกมนุษย์ เหาะไปที่
ภูเขากาลคีรี แล้วขับร้องเพลงซึ่งมีเนื้อความว่า ผู้ใดนำหัวใจ วิธูรบัณฑิตมาได้ นางจะยอมเป็นภรรยา
ขณะนั้นปุณณกยักษ์ควบม้าเหาะผ่านมา เห็นนางอิรันทตีก็เกิดหลงรัก จึงเข้ารับอาสา ปุณณกยักษ์แปลงเป็น
หนุ่มน้อย เข้าไป ท้าเล่นสกากับพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ซึ่งกำลังเป็นประธานในที่ประชุมกษัตริย์ทั่วทั้งชมพูทวีป
ในที่สุดปุณณกยักษ์เป็นฝ่ายชนะ ขอสิ่ง พนัน คือ วิธูรบัณฑิต พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะไม่ทรงยินยอม เมื่อทั้งสอง
ตกลงกันไม่ได้ก็ไปหาวิธูรบัณฑิตตัดสิน วิธูรบัณฑิตตัดสินให้ปูณณกยักษ์เป็นฝ่ายถูกวิธูรบัณฑิตแสดงธรรมถวาย
พระเจ้าธนัญชัย และร่ำลาบุตรภรรยา สั่งสอนให้บุตรชายทั้ง สอง รู้ถึงข้อวัตรปฏิบัติที่ดีของข้าราชการ ต่อจากนั้นก็เดินทางไปกับปุณณกยักษ์ ระหว่างทาง ปุณณกยักษ์พยายามฆ่าวิธูรบัณฑิตครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ด้วยบุญบารมี
ของวิธูรบัณฑิต ทำให้แคล้วคลาดจากความตาย มาตลอด วิธูรบัณฑิตได้แสดงธรรมแก่ปุณณกยักษ์ ปุณณก
ยักษ์เกิดความเลื่อมใส จึงพาไปนาคพิภพ วิธูรบัณฑิตได้แสดงธรรมแก่พญานาค และนางวิมลา ให้ทั้งสองมี
เมตตาจิตต่อนาคบริวาร ปรารถนาให้เขาทั้งหลายมีความสุขพญานาคกับนางวิมลายกนางอินันทตีให้ปุณณก
ยักษ์ ตามสัญญา ปุณณกยักษ์ปลาบปลื้มใจมาก และนำวิธูรบัณฑิตกลับสู่เมืองอินทปัตถ์
ผู้มีสัจจะต่อตนเองและผู้อื่นเป็นคนดี เมื่อประสบภัยย่อพ้นภัยได้
พระเวสสันดร
พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร
ทรงบำเพ็ญทานบารมี
เทพธิดาผุสดี อัครมเหสีของท้าวสักกเทวราช ได้รับพร 10 ประการเมื่อต้องจุติมาปฏิสนธิเป็นมนุษย์ พรประการ
หนึ่ง คือ ให้มี โอรสที่ทรงพระเกียรติยส พระนางได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้าสัญชัยแห่งแคว้นสีพี และประสูติพระ
โอรสที่ตรอกพ่อค้าขณะเสด็จประพาส พระนคร จึงขนานพระนามว่า พระเวสสันดร (ผู้เกิดท่ามกลางพ่อค้า)
พระเวสสันดรครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ 16 พรรษา อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี เจ้าหญิงแห่งแคว้นมัททะ มี
พระโอรสและพระ ธิดา คือ เจ้าชายชาลี กับเจ้าหญิงกัณหา พระเวสสันดรมีพระทัยกระหายการให้ทาน จึงสร้าง
โรงทานถึง 6 แห่งต่อมาได้พระราชทาน ช้างปัจจัยนาค ซึ่งเป็นช้างมงคลคู่พระนครให้แก่ทูตของแคว้นกาลิงคะ
ชาวเมืองสีพีไม่พอใจ พากันไปกราบทูลพระเจ้ากรุงสัญชัยให้เนรเทศ พระเวสสันดรได้เสด็จออกบวชเป็นฤาษีที่
เขาวงกต โดยพระนางมัทรี เจ้าชายชาลี เจ้าหญิงกัณหาติดตามไปด้วย ในแคว้นกาลิงคะ พราหมณ์ชราชูชก มี
ภรรยาสาวชื่อนางอมิตตาคา นางให้ชูชกไปขอพระกุมารชาลีกัณหามารับใช้ชูชกออกเดินทาง ไปเขาวงกต ได้พบ
กับพรานเจตบุตร ซึ่งพระเจ้าเจตราชทรงตั้งไว้ถวายการอารักขาพระเวสสันดร ชูชกอ้างว่าตนเป็นทูตจากแคว้นสีพี
มา ทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีและพระโอรสธิดากลับเมือง จึงผ่านไปได้ และเพื่อทราบทางเข้าสู่เขาวงกต
ชูชกไปยังพระอาศรมของ พระเวสสันดร ได้กล่าวกับพระอัจจุตฤาษีว่าจะมาสนทนาธรรมกับพระเวสสันดร ชูชก
รอให้รุ่งเช้า พระนางมัทรีออกไปหาผลไม้ จึงเข้าไป ขอสองกุมาร พระเวสสันดรทรงยินดียกให้ พร้อมทั้งคาดค่าตัว
ไว้ด้วย ชูชกรีบนำสองกุมารไปก่อนที่พระนางมัทรีเสด็จกลับ ท้าวสักกะเกรงว่าจะมีผุ้มาขอพระนางมัทรี จึงแปลง
เป็นพราหมณ์มาขอทูลขอ แล้วถวายคืน แล้วได้ถวายพร 8 ประการ ก่อนเสด็จกลับ ดาวดึงส์
ชูชกพาพระกุมารชาลีกัณหามาถึงทางสองแพร่ง ด้วยบุญบารีของพระกุมาร จึงบันดาลให้ชูชกตัดสินใจไปเมือง
เชตุดรเข้าเฝ้าพร พระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดีทรงไถ่พระนัดดา แล้วพระองค์ตรัสสั่งให้จัดกระบวน
ข้าราชบริพาร ไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรี ที่เขาวงกต เมื่อกษัตริย์ทั้ง 6 พระองค์ ทรงพบกัน ก็ดีพระทัย
จนสลบลง ขณะนั้นได้เกิดฝนโบขรพรรษ ต้องพระวรกาย ช่วยให้ทุกพระองค์ และทุกคนได้สติฟื้นขึ้นมา แล้วเสด็จ
กลับสู่พระนคร
การให้ทานเป็นบารมีแก่ตนอย่างยิ่ง