วิชาการดอทคอม ptt logo

ช่วยแปลกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าหน่อยค่ะ-*-

โพสต์เมื่อ: 20:11 วันที่ 23 ก.พ. 2550         ชมแล้ว: 285,719 ตอบแล้ว: 218
วิชาการ >> กระทู้ >> การบ้านแบบฝึกหัด >> ภาษาไทย

ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้
เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี
สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย
ช่วยหน่อยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ



ทามไม่ได้(124.157.171.111)





จำนวน 72 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 31 พ.ค. 2550 (10:46)
ตัวหยิ่งคือตัวอะไรค่ะ
อยากรู้ (IP:222.123.164.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 31 พ.ค. 2550 (18:58)
พี่ก้อไม่รู้แน่ชัดนะคะ

แต่ความคิดของพี่ "ตัวหยิ่ง"น่าจะหมายถึง ความรู้สึกที่คิดไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

ขอโทษนะคะ ไม่รู้เลยอ่ะ T^T
บูรินจัง
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 154 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 มิ.ย. 2550 (13:19)
สกุลเอ๋ยสกุลสูง

ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี

อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์

ความงามนำให้มีไมตรีกัน

ความรำรวยอวยสุขให้ทุกอย่ง

เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์

วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

แต่ล้วนผันมาประจบหลุบศพ เอย.
ยา (IP:125.24.133.97)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 13 มิ.ย. 2550 (21:58)
ตัวหยิ่ง ณ ที่นี้ คือ ตัวคิด ตัวฟุ้งซ่าน ตัวชอบเปรียบเทียบ จึงเกิดกิเลส ไม่รู้จบ

ฟากหนึ่งเห็นคนจน ก็ไปดูแคนเขาไม่มีของที่ระลึกงานศพ

อีกฟากเห็นคนตายรวยก็อิจฉาเสียอีก ที่ทำOverไว้มากจนถึงสร้างตึกสร้างศาลา เป็นอนุสรณ์สถาน

อีกฟากหนึ่ง ฉันเองอยากให้เธอคิด ณ เวลานั้น ถ้าสถานะของเธอมีหรือไม่มีเงินเพียงพอต่อการกระทำสิ่งนั้น เธอจะฟุ้งซ่านทำไมเล่า ทำเท่าที่เธอทำได้ แล้วจะลืม ตัวหยิ่ง(ความฟุ้งซ่าน) นั้นเอง
bad&good
ร่วมแบ่งปัน553 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 17 ก.ค. 2550 (20:09)
ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย

ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง

ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ

หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.



แปลไม่ได้เลยคะ อยากจัง

ถ้าวาดรูปก็คิดไม่ออกเหมือนกันอะ
คนคิดไม่ออก (IP:203.107.198.63)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 26 ก.ค. 2550 (19:06)

ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิ้งซึ่งวิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย


แปลไม่ได้เลยคะ ยากจัง
ถ้าวาดรูปก็คิดไม่ออกเหมือนกันค่ะ


*-* (IP:203.113.51.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 15 ต.ค. 2550 (12:26)
ช่วยถอดคำประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งนาใคร่

เกิดเราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นฟื้นแผ่นดิน

เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น

ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย
mai-ngop@hotmail.com (IP:203.113.57.70)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 12 พ.ย. 2550 (20:15)
ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย

ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง

ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ

หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.





บทนี้แปลว่า...



คนเราเมื่อกลายไปเป็นวิญญาณแล้ว ก็จะละทิ้งที่ที่เคยสุขสบาย(โลกของเรานั่นแหละ) และจะไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป ไม่มีทางกลับมาได้อีกเลย



........................................



สกุลเอ๋ยสกุลสูง

ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี

อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์

ความงามนำให้มีไมตรีกัน

ความรำรวยอวยสุขให้ทุกอย่ง

เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์

วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

แต่ล้วนผันมาประจบหลุบศพ เอย.



บทนี้ถ้าหากแปลแบบสั้นๆได้ใจความแล้วก็...



ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ไม่ว่าจะมีอำนาจสักเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นใคร...ก็ต้องจบลงที่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น...
... (IP:58.64.71.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 27 พ.ย. 2550 (18:49)
[tex][tex]1.เสียงระฆังตีย่ำดังหง่างแหง่ง มาทำให้เกิดความวังเวงใจยิ่งนักในขณะที่ฝูงวัวควายก็เคลื่อนจากท้องทุ่งลาเวลากลางวันเพื่อมุ่งกลับยังถิ่นที่อยู่ของมัน ฝ่ายพวกชาวนาทั้งหลายรู้สึกเหนื่อยอ่อนจากการงานต่างก็พากันกลับถิ่นพำนักของตนเมื่อตะวันลับขอบฟ้าก็ไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดทั้วบริเวณและทิ้งให้ข้าพเจ้าเปล่าเปลี่ยวอยู่แต่เพียงลำพังผู้เดียว

ขี้เกียจแว้ว !ไปแล้วนะ[/tex][/tex]
ไม่บอก (IP:222.123.205.251)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 28 พ.ย. 2550 (11:12)
ดวงเอ๋ยดวงมณี

มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา

หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา

ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน

บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น

อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์

ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน

ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย





แปลให้หน่อยนะคะ................
ซี (IP:117.47.205.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 6 ธ.ค. 2550 (21:56)
แปลบทที่10-12ให้หน่อยครับ(จำเป็น)

บทที่10

ตัวเอยตัวหยิ่ง

เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้

เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ

ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี

ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง

เครื่องแสดงเกีตรติเลิศประเสริฐศรี

สร้างสถานการบุญหนุนพลี

เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย

บทที่11

ที่เอ๋ยที่ระลึก

ถึงอธึกงามลบในภพพื้น

ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน

เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย

เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น

จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย

ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย

ชูเกียรติญาติไปกายภาคหน้าเอย

บทที่12

ร่างเอยร่างกาย

ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม

อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม

อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล

อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ

แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตรืย์ใหญ่

ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย

ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอย





ขอบคุณครับ
เด็กคนหนึ่ง (IP:58.64.40.149)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 6 ม.ค. 2551 (18:58)
ดวงเอ๋ยดวงมณี

มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา

หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา

ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน

บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น

อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์

ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน

ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย



ของมีค่าถ้าอยู่ในภูเขาหรือใต้มหาสมุทรก็ไม่มีใครต้องการ เหมือนกับดอกไม้ถ้าอยู่ในป่าลึกก็ย่อมหล่นโดยไม่มีใครไปสนใจ
นิรนาม (IP:117.47.209.180)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 6 ม.ค. 2551 (19:07)
บทที่11

ที่เอ๋ยที่ระลึก

ถึงอธึกงามลบในภพพื้น

ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน

เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย

เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น

จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย

ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย

ชูเกียรติญาติไปกายภาคหน้าเอย



ถึงจะทำที่ลึกหรือชื่นชมความดีของผู้ตายก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายได้ยินได้ แต่จะเป็นคุณให้กับบรรดาญาติซึ่งยังไม่ตายไดเชิดหน้าชูตาในสังคม

บทที่12

ร่างเอยร่างกาย

ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม

อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม

อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล

อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ

แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตรืย์ใหญ่

ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย

ณ สมัยก่อนกาลบุราณเอย



อย่าดูถูกว่าที่แห่งนี้เป็นที่ไม่ดี อาจจะเป็นที่ที่เคยเจริญรุ่งเรืองในสมัยก่อน หรืออาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพขององค์กษัตริย์ในสมัยโบราณก็ได้
นิรนาม (IP:117.47.209.180)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 6 ม.ค. 2551 (19:14)
บทที่ 15

ซากศพบางซากอาจจะเป็นนักรบเช่นชาวบ้านบางระจันกับเหล่าพม่าที่มาตีกรงศรีอยุธยา หรือไม่ก็เป็นกวีเช่นศรีปราชญ์ หรือผู้กู้บ้านเมือง มาสิ้นชีวิตนะที่นี้
นิรนาม (IP:117.47.209.180)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 8 ม.ค. 2551 (18:07)
แปลบทที่ 6 ให้หน่อย

ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง

ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า

ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา

ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์

ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ

เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์

เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ

สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย

ขอขอบพระคุณมาก
นะจ๊ะ (IP:203.113.71.103)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 23 ม.ค. 2551 (22:10)
บทที่10

ตัวเอยตัวหยิ่ง

เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้

เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ

ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี

ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง

เครื่องแสดงเกีตรติเลิศประเสริฐศรี

สร้างสถานการบุญหนุนพลี

เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย

ช่วยแปลให้หน่อยนะค่ะจะเป็นบุณอย่างมากเลยนะค่ะ(ขอร้องล่ะ)
nhoynha_naruto@hotmail.com (IP:125.25.218.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 23 ม.ค. 2551 (22:40)
บทที่6กะ10น่ะน่ะ

แปลให้หน่อย

บทที่ 6 ให้หน่อย

ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง

ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า

ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา

ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์

ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ

เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์

เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ

สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย

ขอขอบพระคุณมาก



บทที่10

ตัวเอยตัวหยิ่ง

เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้

เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ

ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี

ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง

เครื่องแสดงเกีตรติเลิศประเสริฐศรี

สร้างสถานการบุญหนุนพลี

เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย



แปลให้เราหน่อยน่ะ

ขอบคุณมาก
nhoynha_naruto@hotmail.com (IP:125.25.218.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 27 ม.ค. 2551 (15:28)
[tex]บทที่ 6

กล่าวถึง การทอดทิ้งที่แน่นอน เมื่อคนเราตายไปแล้วก็ต้องทอดทิ้งหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งเพื่อน ทิ้งลูก ทิ้งเมีย ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ



บทที่ 10

กล่าวถึง บุคคลผู้เย่อหยิ่งทั้งหลายว่า อย่าได้ตำหนิติติงซากศพผู้ยากไร้ว่าถูกฝังอย่างน่าสลด ที่ระลึกอะไรสักอย่างก็ไม่มีเลย แม้ไม่เหมือนกับศพบางศพที่ญาติตกแต่งด้วยเครื่องแสดงถึงเกรียติยศมากมาย สร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่บวงสรวงบูชาก็ตาม เพราะถึงอย่างไรต่างก็ได้ชื่อว่าคนที่ตายไปแล้วเหมือนกัน[/tex]
cooky92@hotmail.com (IP:58.136.94.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 28 ม.ค. 2551 (22:51)
บางทีถ้าลองแปลเองอาจจะเร็วกว่าก็ได้นะ ลองฝึกดูสิ

ถ้าคนอื่นเขาไม่มาแปลให้แล้วมันจะเป็นเหตุผลข้ออ้างที่ส่งไม่ทันว่า

เขามาแปลให้ช้า หรือ ขอไปแล้วเขาไม่มาแปลให้ซะที งั้นเหรอ

การขอความช่วยเหลือก็(น่าจะ)เป็นสิ่งที่ดี แต่การลองทำเองไม่เป็นสิ่งที่ดีกว่าเหรอ

...แล้วนี่คืองานของเธอใช่รึเปล่าล่ะเนี่ย!?...

สรุปแล้วเป็นความรับผิดชอบของใครกัน....
MuLkonGjuU (IP:203.113.44.84)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 1 ก.พ. 2551 (18:10)
ปรับที่ใจ Adjust your mind

ปรับที่ใจ ปรับที่ใจ ใช่ที่ภาพ รับทราบไว้

เหมือนปรับกล้อง ส่องทางไกล ภาพก็เจ๋ง

ค่อยค่อยหยุด ค่อยค่อยนิ่ง เดี๋ยวปิ๊งเอง

เป็นการเร่ง ภาพให้ชัด ถูกวิธี

Adjust your mind, not your eye.

As binoculars that can makes picture clear and fine.

Slowly stop slowly still and it will shine.

This is the right way to clear your mind.
~๐พายุ๐~ (IP:58.147.71.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 3 ก.พ. 2551 (15:17)
บทที่ 6 ยามหนาวเธอนั่งพิงไฟแต่ก็ต้องมาทิ้งเพื่อนยากทิ้งแม่เรือนที่คอยหุงหาอาหารให้กิน ทิ้งลูกน้อยที่พอเห็นหน้าพ่อก็ดีใจนั้นคือต้องทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแม้เราไม่อยากจะไป
mimi (IP:124.121.34.182)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 4 ก.พ. 2551 (17:27)
<P><FONT face="arial, helvetica, sans-serif" size=3>ช่วยถอดคำประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า<BR>กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งนาใคร่<BR>เกิดเราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นฟื้นแผ่นดิน<BR>เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น<BR>ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย</FONT></P>

<P><FONT face=Arial size=3>ช่วยแปลให้ทีนะครับ</FONT></P>
อัษฎาวุธ (IP:125.25.101.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 15 ก.พ. 2551 (12:35)
ช่วยแปลคำนีหน่อยคับ

ริษยา หมายถึง

อุปถัมภ์ หมายถึง

อโหสิกรรม หมายถึง

แสร้งสรร หมายถึง

ปวัคน์ หมายถึง
kamol_kai@hotmail.com (IP:61.19.108.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 6 มี.ค. 2551 (20:09)



ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้
เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี
สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย


 



Arrogant you arrogant don’t condemn a poor corpse.
Wither, burial in the ground and no memorial to recall.
Merely don’t like some dead body the honor things bestly heavenly decor.
And merit place was to build to reinforce as majestic monument at all.


 


ไม่รู้จะพอได้ไหมนะ


~๐พายุ๐~ (IP:58.147.71.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 3 ม.ค. 2552 (16:11)

ใครหนอช่างสร้างบาปให้ตน คนเขาหาความรู้อยู่ดี ๆ� เพื่อนคุณที่เสียชีวิต เพราะเขาหมดเวรกรรมต่างหาก คุณเองกำลังสร้างกรรมอันใหญ่หลวงกับคนที่เขาแสวงหาความรู้ ฉันเชื่อเรื่องกรรม คุณกำลังสร้างกรรมระวังจะตามเพื่อนทั้ง 5 ของคุณไปนะ� คุณจงระวัง�� ระวัง��� ตัวคุณเองคนต่อไป.......


กรรมตามคุณ (IP:202.149.25.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 5 ม.ค. 2552 (11:26)

ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความนักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย.


jimmy_ann@hotmail.com (IP:118.172.244.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 25 พ.ค. 2552 (21:47)

ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย แปลให้หน่อยนะคะ................


similan_m@hotmail.com (IP:124.120.139.110)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 27 พ.ค. 2552 (19:19)

      พอเอ๋ยพอเพียง
หนูเป็นเด็กไร้เดียง(สา)โปรดช่วยหนู
หนูพิการหูหนวกใบ้ไร้ตาดู
พอมีเพียงลอกส่งครูก็เพียงพอ


ไข่มุกราณี (IP:58.9.174.107)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 30 ส.ค. 2552 (18:34)


���� ๑๓. ความเอ๋ยความรู้ ����������������เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว


���� หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป������ ������ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน


�� อันความยากหากให้ไร้ศึกษา�� ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น


���� หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน�����กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย

�ช่วยแปลหั้ยหน่อยน่ะ


ning_oOo@hotmail.com (IP:125.24.129.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 30 ส.ค. 2552 (18:43)

 ๑๓. ความเอ๋ยความรู้                  เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว


     หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป                ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน


     อันความยากหากให้ไร้ศึกษา         ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น


     หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน         กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย
แปลให้หน่อย


nan_12@windowslive.com (IP:125.24.129.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 21 ก.ย. 2552 (11:16)
1. อ่านแล้วเข้าใจอย่างไรก็เขียนไปตามนั้น
2. ไม่เข้าใจคำศัพท์ใด เปิดพจนานุกรมครับ จะได้เพิ่มปัญญาและความรู้แก่ตน
3. อย่าหวังพึ่งคนอื่นในเมื่อตนเองยังทำได้อยู่ หาไม่แล้ว เมื่อพึ่งใครไม่ได้ ก็จะทำอะไรไม่เป็น
4. บทกลอนต่าง ๆ แต่ละบท แต่ละบาท ใช้เวลาเท่าไรหรอกครับ
แก่แล้ว (IP:122.154.11.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 12 พ.ย. 2552 (18:14)

        ๑๘.  มักเอ๋ยมักใหญ่                   ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย
      อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย      ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง
      มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น           คือความฟูมฟายสิ้นลิ้นโอหัง
      ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง       เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบเอย 

ช่วยแปลหน่อยค่ะ


เปรี้ยว (IP:118.175.130.41)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 21 พ.ย. 2552 (12:14)

ต้นเอ๋ยต้นไทร����������������� �สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า
และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา���� �มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป
ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้��� �ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้
แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ�� �เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวันเอย
แปลหน่อยนะ(เร็วๆ)


ช่วยหน่อยนะ (IP:113.53.108.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 21 พ.ย. 2552 (15:29)

ช่วยแต่งกลอนดอกสร้อยเทิดพระคุณพ่อ ให้  2 บทได้ไหมคะ  ต้องรีบส่งคุณครูค่ะ
ขึ้นต้นด้วย ความเอ๋ยความรัก  ก็ได้ค่ะ


Kganokgarn@hotmail.com (IP:125.24.151.165)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 25 พ.ย. 2552 (20:19)

ขอบคุณมากนะคะที่สละเวลามาช่วยแปล

ขอบคุณจริงๆค่ะ

*************************************************

ร่วมกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องค่ะ


อุ้ม/um.lovekao@hotmail.com (IP:180.180.41.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 30 พ.ย. 2552 (17:28)

ห่วงเอ๋อห่วงอะไร   ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท   ก็ยังคิดเข้าได้เมื่อใกล้ตาย


Nunineka.@hotmail.com (IP:119.31.36.30)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 1 ธ.ค. 2552 (10:39)

           เด็กเอ๋ยเด็กในสมัยนี้         ใยไม่มีมานะกันเลยหนา
เที่ยววอนใครให้ช่วยแปลน่าระอา      ชอบพึงพาผู้อื่นเป็นอาจินต์
แล้วต่อไปเติบใหญ่ในภายหน้า        จะนำพาชีพเยี่ยงไรให้ถวิล
คงไม่มีปัญญาจะหากิน                 เลี้ยงชีวินด้วยขอทานแท้แน่เอย.


supachai70@hotmail.com (IP:118.173.154.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 1 ธ.ค. 2552 (19:46)

บทที่33(บทสุดท้ายเลย)
แต่เอ๋ยแต่นี้   เป็นหมดที่ใฝ่จิตริษยา
เป็นหมดที่อุปถัมภ์  เป็นนับว่าอโหสิกรรมกัน
เขาจะมีดีชั่วติดตัวไป  เป็นวิสัยกรรมแต่งและแสร้งสรรค์
เรารู้ได้แต่ปวัตติ์ปัจจุบัน  ซึ่งทิ้งอยู่คู่กันกับนามเอย


ขอบคุณค่ะ (IP:112.142.130.239)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 14 ม.ค. 2553 (20:45)

ช่วยแปลกลอนดอกสร้อยหั๊ยน่อยค่ะ !


          ศพเอ๋ยศพไพร่        ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน


ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน    ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ


ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ     ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์


พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ    เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวชเอย


ค่ะ ขอบคุนค่ะ ! ช่วยน่อยนะคะ


dear_0910@hotmail.com (IP:58.9.252.152)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 17 ม.ค. 2553 (17:44)
สวัสครับ ผมขอรวบกวนพี่ๆช่วยแปลให้หน่อยนะครับ พอดีว่าแปลแล้ว งง ครับ



"น้ำเอ๋ยน้ำใจ ซึ่งเนาในร่างกายผู้ตายนี้

ล้วนสุภาพผ่องใสด้วยไมตรี อีกโอบอ้อมอารีมีในคน

คุณนี้นำชำร่วยอวยสนอง บำเหน็จมองมูนมากวิบากผล

คือห่วงใยยั่วหยัดอัสสุชล จากฝูงคนผู้ใฝ่อาลัย เอย.








ขอขอบคุณพี่ๆล่วงหน้าเลยนะครับ
wheel_2538@hotmail.com (IP:111.84.121.117)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 25 ม.ค. 2553 (20:51)
มีกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าที่แปลอีกไหมคับ
เด็กโย (IP:124.122.4.73)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 1 ก.พ. 2553 (19:02)
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าในป่าช้ามาจากกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy written in a country churchyard ของโทมัส เกรย์ (Thomas Gray) มีชีวิตอยู่ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ กล่าวกันว่าเขียนขึ้นที่สุสานเก่าแก่ของเมืองสโตกโปจส์ (Stoke poges) ในมณฑลพักกิงแฮมเชอร์ (Buckingham shire) เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๒๘๕
พระยาอุปกิตศิลปะสาร หรือนิ่มกาญจนาชีวะ เป็นผู้ท่ายทอด Elegy written in a country churchyard มาเป็นกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า เป็นกวีสำคัญคนหนึ่งในสมัยรัชกาลที่๖ - รัชกาลที่๗ พระยาอุปกิตศิลปสารได้ประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าจากต้นฉบับแปลเสถียรโกเศศ โดยแต่งเป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน ๓๓ บทเพิ่มขึ้นจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษหนึ่งบท

การแต่งดัดแปลงให้เข้ากับสกุลไทย

เป็นการมุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์โดยการเสนอแนวคิดหลักว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือชนสามัญไม่มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้ โทมัส เกรย์ได้ปรับเปลื่ยนการอ้างอิงถึงพืชพพรณและสัตว์ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวัฒนธรรมตะวันตกให้เป็นพืชและสัตว์ในเมืองไทยได้อย่างสอดคล้องกลมกลืนเช่น เปลื่ยนต้นไอวี (Ivy) เป็นต้นเถาวัลย์, เปลื่ยนต้นเอมม์ (Elm) เป็นต้นโพธิ์, แมลงบีทเทิล (Beetle) เป็นต้นจิ้งหรีดเรไร

ความงดงามทางวรรณศิลปของกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า

คุณค่าของกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าไม่ได้อยู่ที่ความเข้มข้นของเนื้อหาอยู่ที่ความงดงามทางวรรณศิลป์ด้วยในการใช้ภาษาพระยาอุปกิตศิลปสารได้มีการใช้ถ้อยคำง่ายง่ายซื้อความได้ชัดเจน
จากการที่วิเคราะห์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้านักเรียนคงเข้าใจว่าการศึกษาทางวรรณคดีที่มาจากภาษาต่างประเทศนอกจากจะต้องพิจารณาคุณค่าอันเป็นสากลของเนื้อหาแล้วยังต้องศึกษาการปรับเปลื่ยนทางวรรณศิลป์เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและรสนิยมของผู้อ่านชาวไทยด้วย หลังจากการอ่านบทวิเคราะห์แล้ว นักเรียนควรพินิจด้วยบทประพันธ์อย่างละเอียดด้วยตนเอง เพื่อการประเทืองปัญญาและได้ฝึกค้นคว้าคุณค่าของวรรณกรรมร้อยกลองโดยอิสระ
Deaw1444@hotmail.com (IP:113.53.127.187)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 10 ก.พ. 2553 (21:05)
หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย
ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง
อยู่ตามโรงมุมฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง
โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุกเอย
"ช่วยถอดคำประพันธ์บทนี้หน่อยนะคะ" Y_Y...
immiz_pinkkybabyboom@hotmail.com (IP:118.174.8.203)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 15 ก.พ. 2553 (20:13)
ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย
ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง
ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.


บทนี้แปลว่า...

คนเราเมื่อกลายไปเป็นวิญญาณแล้ว ก็จะละทิ้งที่ที่เคยสุขสบาย(โลกของเรานั่นแหละ) และจะไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป ไม่มีทางกลับมาได้อีกเลย

........................................

สกุลเอ๋ยสกุลสูง
ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี
อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์
ความงามนำให้มีไมตรีกัน
ความรำรวยอวยสุขให้ทุกอย่ง
เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์
วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น
แต่ล้วนผันมาประจบหลุบศพ เอย.

บทนี้ถ้าหากแปลแบบสั้นๆได้ใจความแล้วก็...

ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ไม่ว่าจะมีอำนาจสักเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นใคร...ก็ต้องจบลงที่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น...
ครสอนภาษาไทย (IP:117.47.210.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 3 มี.ค. 2553 (19:48)
๏ ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง
มีก็แต่จังหรีดกระหรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย

ใครก้อได้ช่วยถอดบทประพันธ์นี้ให้หนูหน่อย

น่าน่ะ

ขอบพระคุณอย่างสูง

ช่วยหน่อยเหอะ...ขอร้อง
Billjung_lovely_loveyou@hotmail.com (IP:118.173.42.25)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 10 มี.ค. 2553 (18:50)
ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมือ่ใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสีใดได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดนไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย
vendetta_1776@hotmail.com (IP:125.27.107.223)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 1 ต.ค. 2553 (18:50)
ประวัติที่มาของเรื่อง

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Writen in a Country Churchyard ของทอมมัส เกรย์ (Thormas Gray)กวีอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง(กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 Elegy หมายถึงโคลงที่กล่าวไว้อาลัยหรือคร่ำครวญถึงผู้ที่จากไป โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)
ได้ประพันธ์จากต้นฉบับแปลของเสฐียรโกเศศ เป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน 33 บท(ในที่นี้คัดมาเพียง 21 บท)
คุณค่า

มุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิต โดย เสนอแนวคิดหลักว่า มนุษย์ทุกผู้ทำนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือสามัญชนไม่ มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้
ลักษณะคำประพันธ์

กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ เพียงแต่ขึ้นต้นด้วย เอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย คณะ 1 บทมี 8 วรรค ดังแผนผัง





๑. วังเอ๋ยวังเวง

หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล

ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ

ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล

และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย.
ถอดความ

เสียงระฆังดังหง่างเหง่ง ในเวลาใกล้ค่ำทำให้เกิดความวังเวง ฝูงวัวควายก็ เคลื่อนจากท้องทุ่งเพื่อกลับถิ่นของมัน ฝ่ายชาวนาที่เหนื่อยอ่อนจากการทำงาน ก็กลับที่อยู่ของตน ตะวันลับขอบฟ้าไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดมิดและทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่ เพียงผู้เดียว


๒. ยามเอ๋ยยามนี้

ปถพีมืดมัวทั่วสถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล

สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง
มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง!

เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง

รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย.
ถอดความ
ในเวลานี้ทั่วแผ่นดินมืดมิด อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นเวลากลางคืน ป่าใหญ่ แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และก็ได้ยินเสียงเกราะรัว จากคอกวัวควาย ดังแว่วมาแต่ไกล

๓. นกเอ๋ยนกแสก

จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ
อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์

มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา
เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู

คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา
ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา


ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมัน เอย.
ถอดความ
เสียงนกแสกร้องขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ นกแสกมันจับอยู่บนหอระฆังที่บัง แสงจันทร์และมีเถาวัลย์รุงรังพันถึงหลังคา เหมือนกับมันจะฟ้องให้ดวงจันทร์ หันมาดูผู้คนที่มาอยู่ในที่ที่มันรักษาไว้(ป่าช้า) ซึ่งถือเป็นที่เฉพาะส่วน ตัวของมันมานาน ทำให้มันไม่มีความสุข


๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร

สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า
และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา

มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป
ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้


ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้
แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ

เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย.
ถอดความ
มีต้นไทรสูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธิ์ที่เป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไปโดย รอบ ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซึ่งเป็นที่ฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนนิ่ง อยู่ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุม นั้นเช่นกัน

๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง

หมดดวงวิญญาณลาญสลาย
ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย

เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง
อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น

ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง
โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง


พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย.
ถอดความ
หมดห่วง เนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยามเช้าจะพัดให้สด ชื่น เตือนนกนางแอ่นให้เคลื่อนออกจากรังและส่งเสียงร้องไปตามโรงนา ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยปลุกร่างของผู้ที่นอนเรียงรายในหลุม ฝังศพให้ตื่นขึ้นแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน

๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง

ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า
ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา

ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์
ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ

เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์
เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ

สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย.
ถอดความ
ยามหนาวเคยนั่งผิงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ต้องมาทิ้งเพื่อนทิ้งแม่เรือนที่คอย หุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น ทิ้งลูกน้อยที่เมื่อเห็นหน้าพ่อกลับมาก็ ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง แต่แล้วก็ต้องทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป

๗. กองเอ๋ยกองข้าว

กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร

ใครเล่าไถคราดพื้นฟื้นแผ่นดิน
เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ

สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น
ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์

หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย.
ถอดความ
เห็นกองข้าวสูงราวโรงนาช่างน่ายินดี กองข้าวนี้เกิดจากการเก็บเกี่ยวจาก เคียวของใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ เช้าก็ต้อนวัวควายและ ถือคันไถออกไปยังท้องนาอย่างสำราญใจ จับหางไถไถไปในทิศทางต่าง ๆ ตามใจตน

๘. ตัวเอ๋ยตัวทะยาน

อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน
ดูถูกกิจชาวนาสารพัน

และความครอบครองกันอันชื่นบาน
เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด

มีปวัฒน์เป็นไปไม่วิตถาร
ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน

ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตู เอย.
ถอดความ
ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบานของ เขา เพราะชาวนาต่างเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความเป็นไปอย่างปกติ ขออย่าง ได้พูดจาเยาะเย้ยดูหมิ่นการเป็นอยู่ของเขา

๙. สกุลเอ๋ยสกุลสูง

ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี
อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์

ความงามนำให้มีไมตรีกัน
ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง

เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์
วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย.
ถอดความ
คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจพองโตขึ้นคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีเหนือผู้อื่น คน มีอำนาจนำความสง่างามมาให้ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะร่ำรวยย่อมหาความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียว กัน วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดล้วนมารวมกันที่หลุมฝังศพ

๑๐. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง

เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้
เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ

ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง

เครื่องแสดงเกียรติยศเลิศประเสริฐศรี
สร้างสานการบุญหนุนพลี

เป็นอนุสาวรีย์สง่า เอย.
ถอดความ
ผู้ที่เย่อหยิ่งทั้งหลาย อย่าได้ตำหนิซากศพผู้ยากไร้ แม้ศพเหล่านี้จะนอนจม ดินน่าสลดใจและที่ไม่สามารถระลึกถึงสิ่งใดได้เลยก็ตาม ไม่เหมือนอย่างบางศพ ที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดี โดยการสร้างอนุสาวรีย์อัน สง่างามเพื่อเคารพบูชา

๑๑. ที่เอ๋ยที่ระลึก

ถึงอธึกงามลบในภพพื้น
ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน

เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย
เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น

จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย
ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย


ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้า เอย.
ถอดความ
ที่ระลึกที่สร้างขึ้นถึงแม้จะงามเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมา ได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณงามความดีของผู้ตาย ผู้ตายก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่

๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย

ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม
อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม

อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล
อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ

แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่
ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย

ณ สมัยก่อนกาลบุราณ เอย.
ถอดความ
ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พื้นดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถิ่นที่นี้ว่าไม่ ดี เพราะอาจจะเป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการในสมัยโบราณก็ได้


๑๓. ความเอ๋ยความรู้

เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว
หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป

ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา

ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น
หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน


กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย.
ถอดความ
ความรู้เป็นเครื่องชี้ทางไปสู่ความก้าวหน้า แต่ตอนนี้หมดโอกาสแล้ว จำต้องละความห่วงใยทั้งหมดไปสู่ความตาย ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ได้รับความรู้อยู่เฉพาะในท้องถิ่นของ ตน และขณะนี้ก็หมดทุกข์เกี่ยวกับการทำมาหากินเพราะวิญญาณนั้นคงหยุดอยู่ เพียงเท่านี้

๑๔. ดวงเอ๋ยดวงมณี

มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา
หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา

ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน
บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น

อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์
ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน


ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมาย เอย.
ถอดความ

แก้วมณีสิ่งที่มีค่ามักอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ภูเขา ท้องทะเลลึก สุดตายตาไม่มีใครสามารถมองเห็น ทำ ให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไม่มีผู้ใดได้ชื่นชม เปรียบเสมือนกับดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมแต่อยู่ห่างไกล เช่น ในป่า ไม่มีใครได้เห็นหรือเชยชมสักคน ย่อมบานแล้วหล่นไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย

๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ

อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ

กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์

นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา

อาจจะมานอนจมถมดิน เอย.
ถอดความ

ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางระ จันที่สู้รบกับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่


๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่

ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย
อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย

ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง
มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น

คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง
ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง

เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบ เอย.
ถอดความ

พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งที่ตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ไม่เปิดเผย สิ่งที่ไม่ควรอายก็อาย แสดงให้เห็นว่าภายนอกดูดี ใช้จ่าย ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ พูดจาอวดดีเพื่อแสดงความมีเกียรติของตนให้ผู้อื่นเห็น อันเป็นการปกปิดความจริงที่ไม่ดีงามของตนไว้


๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล

ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา
แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา

ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป
เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก

ร่มเชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล
สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ

ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่า เอย.
ถอดความ
ขอให้อยู่ห่างพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดูความมักน้อยของชาวนาเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเพื่อรักษาความสบายใจและ ความวิเวกร่มเย็นเหมือนอยู่ในป่าเขา ควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ตามแบบของชาวนาจะทำให้จิตใจเยือกเย็น


๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่

ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน
ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน

ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ
ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ

ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์
พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ

เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวช เอย.
ถอดความ
ศพของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักไม่ใครยกย่อง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนินทา เพราะไม่ได้จารึกสิ่งใดไว้ แม้บางครั้งจะมีการยกย่องในคุณงามความดีบ้าง แต่ ก็ไม่เต็มที่ ทำพอเป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดีหรือเพื่อเป็นเครื่องหนุน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ที่ตายไปเท่านั้น


๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง

เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์
จารึกคำสำนวนชวนสักการ

ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ
ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน

จากรึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์
อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์


ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผี เอย.
ถอดความ

ศพบางศพมีคำจารึกที่จูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ ต่างจากชาวนาหรือคนธรรมดาซึ่งจารึกเพียงชื่อวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีชื่อเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายที่ชื่อนั้นชื่อนี้


๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร

ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท

ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข

เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย


โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัย เอย.
ถอดความ
ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ ยังคิดถึงชีวิตของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี


๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต

ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย
ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย

เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง
ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต

ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง


ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.
ถอดความ
ขอให้ดวงจิตจงลืมกิจการงานทั้งหลาย ที่เคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดาย เคยวิตก และเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่เคยให้ความสุขซึ่งเคยคิดเป็นเจ้าของ ขอให้หมด วิตก หมดเสียดาย หมดความปรารถนา โดยไม่หันหลังเหลียวมองมันอีก

จาก:palika.igetweb.com/index.php?mo=3&art=257144ค่ะ
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า (IP:125.25.185.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 9 พ.ย. 2553 (21:21)
ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านนางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้นท่านกวีีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถทดินเอย


ถอดบทกลอนนี้ออกมาได้ว่า ...



ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ
เช่น ชาวบ้านบางระจันที่สู้รบ กับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา
หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา
หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่นๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่
PAM* (IP:125.26.194.217)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 24 พ.ย. 2553 (18:21)
ขอบคุนมากกกกกกกกกกกกกกก
mozazaSunshineกฺขโ (IP:118.172.244.161)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 24 พ.ย. 2553 (20:39)
ขอบคุณมากเลยนะค่ะ
ที่ช่วยแปลให้........
คือพรุ่งนี้ต้องออกไปพูดที่หน้าชั้นเรียนนะคะ
ขอบคุณจากใจเลยนะคะ
ขอบคุณจริงๆค่ะ !!
น้องบิ๋ม303/Noo_Bim_Zaa@hotmail.com (IP:222.123.28.28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 194 24 พ.ย. 2553 (21:19)
ช่วยถอดความให้หน่อยได้ไหม

ซากเอ๋ย ซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้น ท่านกวีศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมือง เรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย.

ถ้าถอดความให้ จะดีใจมากเลย ขอบคุณล่วงหน้า !
ละอ่อน 201 (IP:222.123.28.28)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 27 พ.ย. 2553 (10:05)

           ซากเอ๋ยซากศพ              อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ     กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้นท่านกวีศรีปราชญ์           นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา           อาจจะมานอนจมถมดินเอย

คำยากเช่น
รำบาญ  หมายถึง รบหรือการรบ
ม่าน      หมายถึง   พม่า
เล่ห์       หมายถึง   เปรียบ, เหมือนกับ

ที่เหลือก็น่าจะแปลได้แล้วนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27132 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 11 ธ.ค. 2553 (21:20)
ต่อเอ๋ยต่อมา ณ เวลาวันใหม่มิได้เห็น
ทั้งกลางนากลางเนินเผอิญเป็น ใต้ต้นกร่างว่างเว้นเช่นเมื่อวาน
เห็นคนหนึ่งเดินไปใจว่าเขา แต่ไม่เข้ากลางนามาสถาน
ที่เขาเคยพักผ่อนแต่ก่อนกาล ทั้งไม่ผ่านป่าเล่าผิดเขา เอย
แปลไม่ได้เลยอะค่ะTT งงมากเลย ช่วยหน่อยนะคะ
T^T (IP:115.87.88.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 13 ธ.ค. 2553 (13:35)
ขอบคุณมากๆนะคะ

อ่านแล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ
จอจาน (IP:202.28.78.139)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 21 ธ.ค. 2553 (19:23)
แต่เอ๋ยแต่นี้ เป็นหมดที่ใฝ่จิตริษยา
เป็นหมดที่อุปถัมภ์ เป็นนับว่าอโหสิกรรมกัน
เขาจะมีดีชั่วติดตัวไป เป็นวิสัยกรรมแต่งและแสร้งสรรค์
เรารู้ได้แต่ปวัตติ์ปัจจุบัน ซึ่งทิ้งอยู่คู่กันกับนามเอย



แปลให้หน่อยนะคะ
thanit_581@hotmail.com (IP:27.130.184.197)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 199 27 ธ.ค. 2553 (18:03)
ผู้คนเย่อหยิ่งทั้งหลายอย่าตำหนิว่าซากศพผู้ยากไร้เหล่านี้เลย แม้เห็นจมดินน่าสลดใจ ไม่มีของประดับสักอย่าง ไม่เหมือนศพที่ญาติตบแต่งอย่างดี สร้างอนุสาวรีย์อันสง่างามเพื่อเป็นการบูชา
55@hotmail.com (IP:113.53.43.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 200 28 ธ.ค. 2553 (16:24)
แปลบท1-23ให้ได้ไมครับ
chonlthee@hotmali.com (IP:124.122.108.188)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 201 10 ม.ค. 2554 (18:10)
ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง
มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย.












แปลให้หน่อยค่ะ
Raihaan3333@hotmail.com (IP:223.206.79.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 202 22 ม.ค. 2554 (10:15)
ช่วยแปลให้หน่อยคับ

ถึงทุ่งขวางกลางย่านบ้านกระบือ ที่ลมอื้อนั้นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง
ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง ต้องแยกทางสองแควกระแสชล
ปางบุรำคำบุราณขนานนาม ราชครามเกาะใหญ่บ้านไพรสณฑ์
ในแนวทางกลางย่านกันดารคน นาวาดลเดินเบื้องบูรพา
โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า
ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา นี่ฤาคนจะมิน่าเป็นสองใจ
คั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล
โอ้นาถเหนื่อยน่าระอาใจ ถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน
เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม เป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน
ปักษาโบกปีกบินลงเดิน มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา
นกยางเลียบเหยีบปลาขาหยิก เอาปลาจิกบินฮือขึ้นเวหา
กระทุงน้อยลอยทวนยาวามา โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยไปถึงไหน
หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไหน
มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตระกุมริมวุ้ม*วน
ศีรษะเตี่ยนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม เหนี่ยงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน
โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวง
sazacoolz@hotmail.com (IP:183.88.58.238)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 203 2 มี.ค. 2554 (20:45)
กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า
ประวัติที่มาของเรื่อง

กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Writen in a Country Churchyard ของทอมมัส เกรย์ (Thormas Gray)กวีอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง(กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 Elegy หมายถึงโคลงที่กล่าวไว้อาลัยหรือคร่ำครวญถึงผู้ที่จากไป โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ)
ได้ประพันธ์จากต้นฉบับแปลของเสฐียรโกเศศ เป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน 33 บท(ในที่นี้คัดมาเพียง 21 บท)
คุณค่า

มุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิต โดย เสนอแนวคิดหลักว่า มนุษย์ทุกผู้ทำนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือสามัญชนไม่ มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้
ลักษณะคำประพันธ์

กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ เพียงแต่ขึ้นต้นด้วย เอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย คณะ 1 บทมี 8 วรรค ดังแผนผัง





๑. วังเอ๋ยวังเวง

หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล

ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ

ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล

และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย.
ถอดความ

เสียงระฆังดังหง่างเหง่ง ในเวลาใกล้ค่ำทำให้เกิดความวังเวง ฝูงวัวควายก็ เคลื่อนจากท้องทุ่งเพื่อกลับถิ่นของมัน ฝ่ายชาวนาที่เหนื่อยอ่อนจากการทำงาน ก็กลับที่อยู่ของตน ตะวันลับขอบฟ้าไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดมิดและทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่ เพียงผู้เดียว


๒. ยามเอ๋ยยามนี้

ปถพีมืดมัวทั่วสถาน
อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล

สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง
มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง!

เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง

รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย.
ถอดความ
ในเวลานี้ทั่วแผ่นดินมืดมิด อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นเวลากลางคืน ป่าใหญ่ แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และก็ได้ยินเสียงเกราะรัว จากคอกวัวควาย ดังแว่วมาแต่ไกล

๓. นกเอ๋ยนกแสก

จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ
อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์

มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา
เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู

คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา
ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา


ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมัน เอย.
ถอดความ
เสียงนกแสกร้องขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ นกแสกมันจับอยู่บนหอระฆังที่บัง แสงจันทร์และมีเถาวัลย์รุงรังพันถึงหลังคา เหมือนกับมันจะฟ้องให้ดวงจันทร์ หันมาดูผู้คนที่มาอยู่ในที่ที่มันรักษาไว้(ป่าช้า) ซึ่งถือเป็นที่เฉพาะส่วน ตัวของมันมานาน ทำให้มันไม่มีความสุข


๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร

สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า
และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา

มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป
ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้


ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้
แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ

เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย.
ถอดความ
มีต้นไทรสูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธิ์ที่เป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไปโดย รอบ ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซึ่งเป็นที่ฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนนิ่ง อยู่ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุม นั้นเช่นกัน

๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง

หมดดวงวิญญาณลาญสลาย
ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย

เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง
อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น

ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง
โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง


พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย.
ถอดความ
หมดห่วง เนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยามเช้าจะพัดให้สด ชื่น เตือนนกนางแอ่นให้เคลื่อนออกจากรังและส่งเสียงร้องไปตามโรงนา ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยปลุกร่างของผู้ที่นอนเรียงรายในหลุม ฝังศพให้ตื่นขึ้นแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน

๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง

ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า
ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา

ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์
ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ

เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์
เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ

สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย.
ถอดความ
ยามหนาวเคยนั่งผิงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ต้องมาทิ้งเพื่อนทิ้งแม่เรือนที่คอย หุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น ทิ้งลูกน้อยที่เมื่อเห็นหน้าพ่อกลับมาก็ ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง แต่แล้วก็ต้องทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป

๗. กองเอ๋ยกองข้าว

กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่
เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร

ใครเล่าไถคราดพื้นฟื้นแผ่นดิน
เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ

สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น
ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์

หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย.
ถอดความ
เห็นกองข้าวสูงราวโรงนาช่างน่ายินดี กองข้าวนี้เกิดจากการเก็บเกี่ยวจาก เคียวของใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ เช้าก็ต้อนวัวควายและ ถือคันไถออกไปยังท้องนาอย่างสำราญใจ จับหางไถไถไปในทิศทางต่าง ๆ ตามใจตน

๘. ตัวเอ๋ยตัวทะยาน

อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน
ดูถูกกิจชาวนาสารพัน

และความครอบครองกันอันชื่นบาน
เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด

มีปวัฒน์เป็นไปไม่วิตถาร
ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน

ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตู เอย.
ถอดความ
ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบานของ เขา เพราะชาวนาต่างเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความเป็นไปอย่างปกติ ขออย่าง ได้พูดจาเยาะเย้ยดูหมิ่นการเป็นอยู่ของเขา

๙. สกุลเอ๋ยสกุลสูง

ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี
อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์

ความงามนำให้มีไมตรีกัน
ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง

เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์
วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น

แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย.
ถอดความ
คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจพองโตขึ้นคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีเหนือผู้อื่น คน มีอำนาจนำความสง่างามมาให้ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะร่ำรวยย่อมหาความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียว กัน วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดล้วนมารวมกันที่หลุมฝังศพ

๑๐. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง

เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้
เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ

ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง

เครื่องแสดงเกียรติยศเลิศประเสริฐศรี
สร้างสานการบุญหนุนพลี

เป็นอนุสาวรีย์สง่า เอย.
ถอดความ
ผู้ที่เย่อหยิ่งทั้งหลาย อย่าได้ตำหนิซากศพผู้ยากไร้ แม้ศพเหล่านี้จะนอนจม ดินน่าสลดใจและที่ไม่สามารถระลึกถึงสิ่งใดได้เลยก็ตาม ไม่เหมือนอย่างบางศพ ที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดี โดยการสร้างอนุสาวรีย์อัน สง่างามเพื่อเคารพบูชา

๑๑. ที่เอ๋ยที่ระลึก

ถึงอธึกงามลบในภพพื้น
ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน

เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย
เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น

จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย
ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย


ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้า เอย.
ถอดความ
ที่ระลึกที่สร้างขึ้นถึงแม้จะงามเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมา ได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณงามความดีของผู้ตาย ผู้ตายก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่

๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย

ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม
อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม

อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล
อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ

แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่
ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย

ณ สมัยก่อนกาลบุราณ เอย.
ถอดความ
ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พื้นดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถิ่นที่นี้ว่าไม่ ดี เพราะอาจจะเป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการในสมัยโบราณก็ได้


๑๓. ความเอ๋ยความรู้

เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว
หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป

ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน
อันความยากหากให้ไร้ศึกษา

ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น
หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน


กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย.
ถอดความ
ความรู้เป็นเครื่องชี้ทางไปสู่ความก้าวหน้า แต่ตอนนี้หมดโอกาสแล้ว จำต้องละความห่วงใยทั้งหมดไปสู่ความตาย ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ได้รับความรู้อยู่เฉพาะในท้องถิ่นของ ตน และขณะนี้ก็หมดทุกข์เกี่ยวกับการทำมาหากินเพราะวิญญาณนั้นคงหยุดอยู่ เพียงเท่านี้

๑๔. ดวงเอ๋ยดวงมณี

มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา
หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา

ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน
บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น

อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์
ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน


ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมาย เอย.
ถอดความ

แก้วมณีสิ่งที่มีค่ามักอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ภูเขา ท้องทะเลลึก สุดตายตาไม่มีใครสามารถมองเห็น ทำ ให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไม่มีผู้ใดได้ชื่นชม เปรียบเสมือนกับดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมแต่อยู่ห่างไกล เช่น ในป่า ไม่มีใครได้เห็นหรือเชยชมสักคน ย่อมบานแล้วหล่นไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย

๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ

อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ

กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์

นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา

อาจจะมานอนจมถมดิน เอย.
ถอดความ

ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางระ จันที่สู้รบกับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่


๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่

ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย
อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย

ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง
มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น

คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง
ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง

เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบ เอย.
ถอดความ

พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งที่ตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ไม่เปิดเผย สิ่งที่ไม่ควรอายก็อาย แสดงให้เห็นว่าภายนอกดูดี ใช้จ่าย ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ พูดจาอวดดีเพื่อแสดงความมีเกียรติของตนให้ผู้อื่นเห็น อันเป็นการปกปิดความจริงที่ไม่ดีงามของตนไว้


๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล

ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา
แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา

ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป
เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก

ร่มเชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล
สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ

ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่า เอย.
ถอดความ
ขอให้อยู่ห่างพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดูความมักน้อยของชาวนาเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเพื่อรักษาความสบายใจและ ความวิเวกร่มเย็นเหมือนอยู่ในป่าเขา ควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ตามแบบของชาวนาจะทำให้จิตใจเยือกเย็น


๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่

ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน
ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน

ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ
ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ

ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์
พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ

เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวช เอย.
ถอดความ
ศพของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักไม่ใครยกย่อง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนินทา เพราะไม่ได้จารึกสิ่งใดไว้ แม้บางครั้งจะมีการยกย่องในคุณงามความดีบ้าง แต่ ก็ไม่เต็มที่ ทำพอเป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดีหรือเพื่อเป็นเครื่องหนุน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ที่ตายไปเท่านั้น


๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง

เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์
จารึกคำสำนวนชวนสักการ

ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ
ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน

จากรึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์
อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์


ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผี เอย.
ถอดความ

ศพบางศพมีคำจารึกที่จูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ ต่างจากชาวนาหรือคนธรรมดาซึ่งจารึกเพียงชื่อวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีชื่อเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายที่ชื่อนั้นชื่อนี้


๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร

ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต
แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท

ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย
ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข

เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย
ใครจะยอมละแดนแสนสบาย


โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัย เอย.
ถอดความ
ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ ยังคิดถึงชีวิตของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี


๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต

ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย
ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย

เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง
ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต

ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ
หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง


ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย.
ถอดความ
ขอให้ดวงจิตจงลืมกิจการงานทั้งหลาย ที่เคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดาย เคยวิตก และเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่เคยให้ความสุขซึ่งเคยคิดเป็นเจ้าของ ขอให้หมด วิตก หมดเสียดาย หมดความปรารถนา โดยไม่หันหลังเหลียวมองมันอีก
Suchada_da42@hotmail.cim (IP:182.52.183.160)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 204 31 มี.ค. 2554 (15:30)
ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ - คนเราไม่ควรดูถูกแม้ซากศพที่ดูน่าสังเวช
เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี - เห็นจมอยู่ในดินน่าสมเพชแม้เครื่องประดับใด ๆก้อไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี - ไม่เหมือนบางศพที่มีญาติคอยดูแลอย่างดี
สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย - ถึงกับจัดงานบุญและสร้างอนุสาวรีย์ให้



ผมว่าน่าจะประมาณ
คนเราแม้ร่ำรวยหรือยากจนต่างกัน
แต่สุดท้ายก้อตายเหมือนกัน ฉะนั้นอย่าดูแคลนคน



คิดเอาเองอ่ะคับไม่แน่ใจ
stoneyoma@hotmail.com (IP:14.207.203.118)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 205 19 ต.ค. 2554 (15:30)
ลูกยา จงดูเยี่ยงปักษาในไพรสณฑ์
แสวงเหยื่อเผื่อคู่บินวู่วน พอได้ผลพาร่อนมาป้อนนาง
แปลให้หน่อยนะค่ะ
Only_You_1121@hotmail.com (IP:125.27.132.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 207 11 ก.พ. 2555 (11:51)
ชาวเอ๋ยชาวนา วาสนากั้นไว้ไม่วิตถาร
ไม่ชั่วล้นดีล้นพ้นประมาณ สองประการนี้แหละขวางทางคระไล
คือไม่ลุยเลือนั่งบรรลังก์ราช นำพินาศนรชนพ้นนิสัย
แต่ปิดทางกรุณาอันพาไป ยังคุณใหญ่ยิ่งเลิศประเสริฐ เอย.
tag (IP:119.42.116.233)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 209 15 พ.ย. 2555 (22:12)
ธรรมดาไฟย่อมไม่พักพอไหม้เชื้อ
ทะเลใหญ่ไม่ปรากฏว่าเบื่อน้ำ
มฤตยูไม่เคยอิ่มหนำประชาสัตว์
นางผู้งามจำรัสก็ไม่รู้สึกจุใจในผู้ชาย
(หิโตปเทศ:เสฐียร นาคะประทีป)
nantaphorn@hotmail.com (IP:1.4.159.222)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 210 21 ม.ค. 2556 (20:47)
ทุกคนนนนนนนน ช่วยเราด้วยย คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ
แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย
แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้ชีวิตปลิดถวาย
ไว้ปวัตน์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือ เอย. ช่วยแปลอันนี้ให้หน่อยยากมากเลย เปนบทประพันที่ไม่มีในหนังสืออ่ะ ช่วยทีนะขอร้องงง
เฟิร์น (IP:27.55.166.113)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 211 9 ก.พ. 2556 (12:47)
อยากให้มีภาพประกอบด้วยค่ะ

namtal_fluk@hotmail.com (IP:1.1.197.85)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 212 19 ส.ค. 2556 (14:54)
ช่วยตีความให้หน่อยนะ

เมื่อเจ้าของรังเกียจแมว แน่นอน หนูย่อมเข้ามากัดกินเสื้อผ้า
เมื่อรังเกียจเพื่อนบ้าน รั้วบ้านย่อมถูกทำลาย
เมื่อรังเกียจเกลือ เขาย่อมรับประทานแกงรสจีด
ateam_sale@yahoo.co.th (IP:171.98.253.72)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 213 19 ส.ค. 2556 (14:56)
ช่วยตีความให้หน่อย
ถึงในโกศยศมาก็ซากผี โกศเป็นศรีศพในใครก็เหม็น
สวยแต่โบสถ์โฉดชีโกศผีเป็น กระท่อมเย็นปราชญ์อยู่ยิ่งดูงาม
ateam_sale@yahoo.co.th (IP:171.98.253.72)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 214 19 ส.ค. 2556 (14:59)
แปลความให้ด้วยค่ะ

ธรรมดาไฟย่อมไม่พักพอไม้เชื้อ ทะเลใหญ่ไม่ปรากฎว่าเบื้อน้ำ
มฤตยูไม่เคยอิ่มหนำประชาสัตว์ นางผู้งามจรัสก็ไม่รู้สึกจุใจในผู้ชาย
ateam_sale@yahoo.co.th (IP:171.98.253.72)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 215 18 ก.ย. 2556 (20:25)
ขอจงอย่าขึ้งเครียดรังเกียจเขา
ขอจงเคารพงามตามวิสัย
มัจจุราชรับพาเขาคลาไคล
ทิ้งร่างไว้ทวงเคารพผู้พบเอย
aurn_fluk@hotmail.com (IP:49.231.102.189)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 216 21 ก.พ. 2557 (20:11)
ทุกคนนนนนนนน ช่วยเราด้วยย คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ
แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย
แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้ชีวิตปลิดถวาย
ไว้ปวัตน์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือ เอย. ช่วยแปลอันนี้ให้หน่อยยากมากเลย เปนบทประพันที่ไม่มีในหนังสืออ่ะ ช่วยทีนะขอร้องงง
fa_fe_@hotmail.com (IP:110.77.208.106)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 217 31 พ.ค. 2557 (07:33)
ช่วยแปลกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าด้วยนะคะ

"ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ
เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา
ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา
หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย
34447.bangger@gmail.com (IP:101.51.82.33)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม