ช่วยแปลกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าหน่อยค่ะ-*-

ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้
เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี
ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี
สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย
ช่วยหน่อยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ



ความคิดเห็นที่ 8


26 ก.ค. 2550 19:06
  1. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งวิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัยเอย แปลไม่ได้เลยคะ ยากจัง ถ้าวาดรูปก็คิดไม่ออกเหมือนกันค่ะ


ความคิดเห็นที่ 44

23 ม.ค. 2551 22:10
  1. บทที่10 ตัวเอยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกีตรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย ช่วยแปลให้หน่อยนะค่ะจะเป็นบุณอย่างมากเลยนะค่ะ(ขอร้องล่ะ)

ความคิดเห็นที่ 46

23 ม.ค. 2551 22:40
  1. บทที่6กะ10น่ะน่ะ แปลให้หน่อย บทที่ 6 ให้หน่อย ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย ขอขอบพระคุณมาก บทที่10 ตัวเอยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกีตรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย แปลให้เราหน่อยน่ะ ขอบคุณมาก

ความคิดเห็นที่ 49

28 ม.ค. 2551 22:51
  1. บางทีถ้าลองแปลเองอาจจะเร็วกว่าก็ได้นะ ลองฝึกดูสิ ถ้าคนอื่นเขาไม่มาแปลให้แล้วมันจะเป็นเหตุผลข้ออ้างที่ส่งไม่ทันว่า เขามาแปลให้ช้า หรือ ขอไปแล้วเขาไม่มาแปลให้ซะที งั้นเหรอ การขอความช่วยเหลือก็(น่าจะ)เป็นสิ่งที่ดี แต่การลองทำเองไม่เป็นสิ่งที่ดีกว่าเหรอ ...แล้วนี่คืองานของเธอใช่รึเปล่าล่ะเนี่ย!?... สรุปแล้วเป็นความรับผิดชอบของใครกัน....

ความคิดเห็นที่ 51

1 ก.พ. 2551 18:10
  1. ปรับที่ใจ Adjust your mind ปรับที่ใจ ปรับที่ใจ ใช่ที่ภาพ รับทราบไว้ เหมือนปรับกล้อง ส่องทางไกล ภาพก็เจ๋ง ค่อยค่อยหยุด ค่อยค่อยนิ่ง เดี๋ยวปิ๊งเอง เป็นการเร่ง ภาพให้ชัด ถูกวิธี Adjust your mind, not your eye. As binoculars that can makes picture clear and fine. Slowly stop slowly still and it will shine. This is the right way to clear your mind.

ความคิดเห็นที่ 60

4 ก.พ. 2551 17:27
  1. <P><FONT face="arial, helvetica, sans-serif" size=3>ช่วยถอดคำประพันธ์กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า<BR>กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งนาใคร่<BR>เกิดเราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดฟื้นฟื้นแผ่นดิน<BR>เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น<BR>ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย</FONT></P> <P><FONT face=Arial size=3>ช่วยแปลให้ทีนะครับ</FONT></P>

ความคิดเห็นที่ 62

15 ก.พ. 2551 12:35
  1. ช่วยแปลคำนีหน่อยคับ ริษยา หมายถึง อุปถัมภ์ หมายถึง อโหสิกรรม หมายถึง แสร้งสรร หมายถึง ปวัคน์ หมายถึง

ความคิดเห็นที่ 64

6 มี.ค. 2551 20:09
  1. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มีไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรีสร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย

     

    Arrogant you arrogant don’t condemn a poor corpse.Wither, burial in the ground and no memorial to recall.Merely don’t like some dead body the honor things bestly heavenly decor.And merit place was to build to reinforce as majestic monument at all.

     

    ไม่รู้จะพอได้ไหมนะ


ความคิดเห็นที่ 125

3 ม.ค. 2552 16:11
  1. ใครหนอช่างสร้างบาปให้ตน คนเขาหาความรู้อยู่ดี ๆ� เพื่อนคุณที่เสียชีวิต เพราะเขาหมดเวรกรรมต่างหาก คุณเองกำลังสร้างกรรมอันใหญ่หลวงกับคนที่เขาแสวงหาความรู้ ฉันเชื่อเรื่องกรรม คุณกำลังสร้างกรรมระวังจะตามเพื่อนทั้ง 5 ของคุณไปนะ� คุณจงระวัง�� ระวัง��� ตัวคุณเองคนต่อไป.......


ความคิดเห็นที่ 127

5 ม.ค. 2552 11:26
  1. ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความนักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย.


ความคิดเห็นที่ 141

25 พ.ค. 2552 21:47
  1. ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย แปลให้หน่อยนะคะ................


ความคิดเห็นที่ 142

27 พ.ค. 2552 19:19
  1.       พอเอ๋ยพอเพียงหนูเป็นเด็กไร้เดียง(สา)โปรดช่วยหนูหนูพิการหูหนวกใบ้ไร้ตาดูพอมีเพียงลอกส่งครูก็เพียงพอ


ความคิดเห็นที่ 144

30 ส.ค. 2552 18:34
  1. ���� ๑๓. ความเอ๋ยความรู้ �����������������เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว

    ���� หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป������ ���������ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน

    ���� อันความยากหากให้ไร้ศึกษา�� ������ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น

    ���� หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน� �������กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย�ช่วยแปลหั้ยหน่อยน่ะ


ความคิดเห็นที่ 145

30 ส.ค. 2552 18:43
  1.  ๑๓. ความเอ๋ยความรู้                  เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว

         หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป                ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน

         อันความยากหากให้ไร้ศึกษา         ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น

         หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน         กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอยแปลให้หน่อย


ความคิดเห็นที่ 149

21 ก.ย. 2552 11:16
  1. 1. อ่านแล้วเข้าใจอย่างไรก็เขียนไปตามนั้น 2. ไม่เข้าใจคำศัพท์ใด เปิดพจนานุกรมครับ จะได้เพิ่มปัญญาและความรู้แก่ตน 3. อย่าหวังพึ่งคนอื่นในเมื่อตนเองยังทำได้อยู่ หาไม่แล้ว เมื่อพึ่งใครไม่ได้ ก็จะทำอะไรไม่เป็น 4. บทกลอนต่าง ๆ แต่ละบท แต่ละบาท ใช้เวลาเท่าไรหรอกครับ

ความคิดเห็นที่ 152

12 พ.ย. 2552 18:14
  1.         ๑๘.  มักเอ๋ยมักใหญ่                   ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย      อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย      ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง      มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น           คือความฟูมฟายสิ้นลิ้นโอหัง      ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง       เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบเอย ช่วยแปลหน่อยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 155

25 พ.ย. 2552 20:19
  1. ขอบคุณมากนะคะที่สละเวลามาช่วยแปลขอบคุณจริงๆค่ะ*************************************************ร่วมกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องค่ะ


ความคิดเห็นที่ 167

25 ม.ค. 2553 20:51
  1. มีกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าที่แปลอีกไหมคับ

ความคิดเห็นที่ 171

10 ก.พ. 2553 21:05
  1. หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง อยู่ตามโรงมุมฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุกเอย "ช่วยถอดคำประพันธ์บทนี้หน่อยนะคะ" Y_Y...

ความคิดเห็นที่ 173

15 ก.พ. 2553 20:13
  1. ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย. บทนี้แปลว่า... คนเราเมื่อกลายไปเป็นวิญญาณแล้ว ก็จะละทิ้งที่ที่เคยสุขสบาย(โลกของเรานั่นแหละ) และจะไม่มีความวิตกกังวลอีกต่อไป ไม่มีทางกลับมาได้อีกเลย ........................................ สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำให้มีไมตรีกัน ความรำรวยอวยสุขให้ทุกอย่ง เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุบศพ เอย. บทนี้ถ้าหากแปลแบบสั้นๆได้ใจความแล้วก็... ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยยิ่งใหญ่สักเพียงไหน ไม่ว่าจะมีอำนาจสักเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นใคร...ก็ต้องจบลงที่ความตายด้วยกันทั้งสิ้น...

ความคิดเห็นที่ 176

3 มี.ค. 2553 19:48
  1. ๏ ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่จังหรีดกระหรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่วเอย ใครก้อได้ช่วยถอดบทประพันธ์นี้ให้หนูหน่อย น่าน่ะ ขอบพระคุณอย่างสูง ช่วยหน่อยเหอะ...ขอร้อง

ความคิดเห็นที่ 190

1 ต.ค. 2553 18:50
  1. ประวัติที่มาของเรื่อง กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Writen in a Country Churchyard ของทอมมัส เกรย์ (Thormas Gray)กวีอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง(กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 Elegy หมายถึงโคลงที่กล่าวไว้อาลัยหรือคร่ำครวญถึงผู้ที่จากไป โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ประพันธ์จากต้นฉบับแปลของเสฐียรโกเศศ เป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน 33 บท(ในที่นี้คัดมาเพียง 21 บท) คุณค่า มุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิต โดย เสนอแนวคิดหลักว่า มนุษย์ทุกผู้ทำนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือสามัญชนไม่ มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้ ลักษณะคำประพันธ์ กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ เพียงแต่ขึ้นต้นด้วย เอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย คณะ 1 บทมี 8 วรรค ดังแผนผัง ๑. วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย. ถอดความ เสียงระฆังดังหง่างเหง่ง ในเวลาใกล้ค่ำทำให้เกิดความวังเวง ฝูงวัวควายก็ เคลื่อนจากท้องทุ่งเพื่อกลับถิ่นของมัน ฝ่ายชาวนาที่เหนื่อยอ่อนจากการทำงาน ก็กลับที่อยู่ของตน ตะวันลับขอบฟ้าไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดมิดและทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่ เพียงผู้เดียว ๒. ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย. ถอดความ ในเวลานี้ทั่วแผ่นดินมืดมิด อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นเวลากลางคืน ป่าใหญ่ แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และก็ได้ยินเสียงเกราะรัว จากคอกวัวควาย ดังแว่วมาแต่ไกล ๓. นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมัน เอย. ถอดความ เสียงนกแสกร้องขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ นกแสกมันจับอยู่บนหอระฆังที่บัง แสงจันทร์และมีเถาวัลย์รุงรังพันถึงหลังคา เหมือนกับมันจะฟ้องให้ดวงจันทร์ หันมาดูผู้คนที่มาอยู่ในที่ที่มันรักษาไว้(ป่าช้า) ซึ่งถือเป็นที่เฉพาะส่วน ตัวของมันมานาน ทำให้มันไม่มีความสุข ๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย. ถอดความ มีต้นไทรสูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธิ์ที่เป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไปโดย รอบ ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซึ่งเป็นที่ฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนนิ่ง อยู่ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุม นั้นเช่นกัน ๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย. ถอดความ หมดห่วง เนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยามเช้าจะพัดให้สด ชื่น เตือนนกนางแอ่นให้เคลื่อนออกจากรังและส่งเสียงร้องไปตามโรงนา ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยปลุกร่างของผู้ที่นอนเรียงรายในหลุม ฝังศพให้ตื่นขึ้นแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน ๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย. ถอดความ ยามหนาวเคยนั่งผิงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ต้องมาทิ้งเพื่อนทิ้งแม่เรือนที่คอย หุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น ทิ้งลูกน้อยที่เมื่อเห็นหน้าพ่อกลับมาก็ ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง แต่แล้วก็ต้องทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ๗. กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่ เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดพื้นฟื้นแผ่นดิน เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย. ถอดความ เห็นกองข้าวสูงราวโรงนาช่างน่ายินดี กองข้าวนี้เกิดจากการเก็บเกี่ยวจาก เคียวของใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ เช้าก็ต้อนวัวควายและ ถือคันไถออกไปยังท้องนาอย่างสำราญใจ จับหางไถไถไปในทิศทางต่าง ๆ ตามใจตน ๘. ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน ดูถูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชื่นบาน เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัฒน์เป็นไปไม่วิตถาร ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตู เอย. ถอดความ ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบานของ เขา เพราะชาวนาต่างเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความเป็นไปอย่างปกติ ขออย่าง ได้พูดจาเยาะเย้ยดูหมิ่นการเป็นอยู่ของเขา ๙. สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำให้มีไมตรีกัน ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย. ถอดความ คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจพองโตขึ้นคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีเหนือผู้อื่น คน มีอำนาจนำความสง่างามมาให้ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะร่ำรวยย่อมหาความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียว กัน วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดล้วนมารวมกันที่หลุมฝังศพ ๑๐. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติยศเลิศประเสริฐศรี สร้างสานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่า เอย. ถอดความ ผู้ที่เย่อหยิ่งทั้งหลาย อย่าได้ตำหนิซากศพผู้ยากไร้ แม้ศพเหล่านี้จะนอนจม ดินน่าสลดใจและที่ไม่สามารถระลึกถึงสิ่งใดได้เลยก็ตาม ไม่เหมือนอย่างบางศพ ที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดี โดยการสร้างอนุสาวรีย์อัน สง่างามเพื่อเคารพบูชา ๑๑. ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้า เอย. ถอดความ ที่ระลึกที่สร้างขึ้นถึงแม้จะงามเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมา ได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณงามความดีของผู้ตาย ผู้ตายก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ ๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุราณ เอย. ถอดความ ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พื้นดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถิ่นที่นี้ว่าไม่ ดี เพราะอาจจะเป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการในสมัยโบราณก็ได้ ๑๓. ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย. ถอดความ ความรู้เป็นเครื่องชี้ทางไปสู่ความก้าวหน้า แต่ตอนนี้หมดโอกาสแล้ว จำต้องละความห่วงใยทั้งหมดไปสู่ความตาย ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ได้รับความรู้อยู่เฉพาะในท้องถิ่นของ ตน และขณะนี้ก็หมดทุกข์เกี่ยวกับการทำมาหากินเพราะวิญญาณนั้นคงหยุดอยู่ เพียงเท่านี้ ๑๔. ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมาย เอย. ถอดความ แก้วมณีสิ่งที่มีค่ามักอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ภูเขา ท้องทะเลลึก สุดตายตาไม่มีใครสามารถมองเห็น ทำ ให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไม่มีผู้ใดได้ชื่นชม เปรียบเสมือนกับดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมแต่อยู่ห่างไกล เช่น ในป่า ไม่มีใครได้เห็นหรือเชยชมสักคน ย่อมบานแล้วหล่นไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย ๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดิน เอย. ถอดความ ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางระ จันที่สู้รบกับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่ ๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบ เอย. ถอดความ พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งที่ตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ไม่เปิดเผย สิ่งที่ไม่ควรอายก็อาย แสดงให้เห็นว่าภายนอกดูดี ใช้จ่าย ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ พูดจาอวดดีเพื่อแสดงความมีเกียรติของตนให้ผู้อื่นเห็น อันเป็นการปกปิดความจริงที่ไม่ดีงามของตนไว้ ๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มเชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่า เอย. ถอดความ ขอให้อยู่ห่างพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดูความมักน้อยของชาวนาเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเพื่อรักษาความสบายใจและ ความวิเวกร่มเย็นเหมือนอยู่ในป่าเขา ควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ตามแบบของชาวนาจะทำให้จิตใจเยือกเย็น ๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวช เอย. ถอดความ ศพของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักไม่ใครยกย่อง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนินทา เพราะไม่ได้จารึกสิ่งใดไว้ แม้บางครั้งจะมีการยกย่องในคุณงามความดีบ้าง แต่ ก็ไม่เต็มที่ ทำพอเป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดีหรือเพื่อเป็นเครื่องหนุน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ที่ตายไปเท่านั้น ๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคำสำนวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จากรึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผี เอย. ถอดความ ศพบางศพมีคำจารึกที่จูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ ต่างจากชาวนาหรือคนธรรมดาซึ่งจารึกเพียงชื่อวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีชื่อเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายที่ชื่อนั้นชื่อนี้ ๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัย เอย. ถอดความ ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ ยังคิดถึงชีวิตของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี ๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย. ถอดความ ขอให้ดวงจิตจงลืมกิจการงานทั้งหลาย ที่เคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดาย เคยวิตก และเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่เคยให้ความสุขซึ่งเคยคิดเป็นเจ้าของ ขอให้หมด วิตก หมดเสียดาย หมดความปรารถนา โดยไม่หันหลังเหลียวมองมันอีก จาก:palika.igetweb.com/index.php?mo=3&art=257144ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 191

9 พ.ย. 2553 21:21
  1. ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านนางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถทดินเอย ถอดบทกลอนนี้ออกมาได้ว่า ... ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางระจันที่สู้รบ กับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่นๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่

ความคิดเห็นที่ 192

24 พ.ย. 2553 18:21
  1. ขอบคุนมากกกกกกกกกกกกกกก

ความคิดเห็นที่ 193

24 พ.ย. 2553 20:39
  1. ขอบคุณมากเลยนะค่ะ ที่ช่วยแปลให้........ คือพรุ่งนี้ต้องออกไปพูดที่หน้าชั้นเรียนนะคะ ขอบคุณจากใจเลยนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ !!

ความคิดเห็นที่ 195

นิรันดร์
27 พ.ย. 2553 10:05
  1.            ซากเอ๋ยซากศพ              อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญเช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ     กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยาไม่เช่นนั้นท่านกวีศรีปราชญ์           นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษาหรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา           อาจจะมานอนจมถมดินเอยคำยากเช่นรำบาญ  หมายถึง รบหรือการรบม่าน      หมายถึง   พม่าเล่ห์       หมายถึง   เปรียบ, เหมือนกับที่เหลือก็น่าจะแปลได้แล้วนะครับ


ความคิดเห็นที่ 196

11 ธ.ค. 2553 21:20
  1. ต่อเอ๋ยต่อมา ณ เวลาวันใหม่มิได้เห็น ทั้งกลางนากลางเนินเผอิญเป็น ใต้ต้นกร่างว่างเว้นเช่นเมื่อวาน เห็นคนหนึ่งเดินไปใจว่าเขา แต่ไม่เข้ากลางนามาสถาน ที่เขาเคยพักผ่อนแต่ก่อนกาล ทั้งไม่ผ่านป่าเล่าผิดเขา เอย แปลไม่ได้เลยอะค่ะTT งงมากเลย ช่วยหน่อยนะคะ

ความคิดเห็นที่ 199

27 ธ.ค. 2553 18:03
  1. ผู้คนเย่อหยิ่งทั้งหลายอย่าตำหนิว่าซากศพผู้ยากไร้เหล่านี้เลย แม้เห็นจมดินน่าสลดใจ ไม่มีของประดับสักอย่าง ไม่เหมือนศพที่ญาติตบแต่งอย่างดี สร้างอนุสาวรีย์อันสง่างามเพื่อเป็นการบูชา

ความคิดเห็นที่ 201

10 ม.ค. 2554 18:10
  1. ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย. แปลให้หน่อยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 202

22 ม.ค. 2554 10:15
  1. ช่วยแปลให้หน่อยคับ ถึงทุ่งขวางกลางย่านบ้านกระบือ ที่ลมอื้อนั้นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง ต้องแยกทางสองแควกระแสชล ปางบุรำคำบุราณขนานนาม ราชครามเกาะใหญ่บ้านไพรสณฑ์ ในแนวทางกลางย่านกันดารคน นาวาดลเดินเบื้องบูรพา โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา นี่ฤาคนจะมิน่าเป็นสองใจ คั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล โอ้นาถเหนื่อยน่าระอาใจ ถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม เป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน ปักษาโบกปีกบินลงเดิน มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา นกยางเลียบเหยีบปลาขาหยิก เอาปลาจิกบินฮือขึ้นเวหา กระทุงน้อยลอยทวนยาวามา โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยไปถึงไหน หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไหน มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตระกุมริมวุ้ม*วน ศีรษะเตี่ยนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม เหนี่ยงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวง

ความคิดเห็นที่ 203

2 มี.ค. 2554 20:45
  1. กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้า ประวัติที่มาของเรื่อง กลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้ามาจากบทกวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Writen in a Country Churchyard ของทอมมัส เกรย์ (Thormas Gray)กวีอังกฤษผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง(กลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 Elegy หมายถึงโคลงที่กล่าวไว้อาลัยหรือคร่ำครวญถึงผู้ที่จากไป โดยพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ได้ประพันธ์จากต้นฉบับแปลของเสฐียรโกเศศ เป็นกลอนดอกสร้อยจำนวน 33 บท(ในที่นี้คัดมาเพียง 21 บท) คุณค่า มุ่งแสดงความจริงเกี่ยวกับชีวิต โดย เสนอแนวคิดหลักว่า มนุษย์ทุกผู้ทำนามไม่ว่าจะเป็นบุคคลสำคัญหรือสามัญชนไม่ มีผู้ใดหลีกหนีความตายไปได้ ลักษณะคำประพันธ์ กลอนดอกสร้อย ซึ่งมีลักษณะเหมือนกลอนสุภาพ เพียงแต่ขึ้นต้นด้วย เอ๋ย ลงท้ายด้วยเอย คณะ 1 บทมี 8 วรรค ดังแผนผัง ๑. วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย. ถอดความ เสียงระฆังดังหง่างเหง่ง ในเวลาใกล้ค่ำทำให้เกิดความวังเวง ฝูงวัวควายก็ เคลื่อนจากท้องทุ่งเพื่อกลับถิ่นของมัน ฝ่ายชาวนาที่เหนื่อยอ่อนจากการทำงาน ก็กลับที่อยู่ของตน ตะวันลับขอบฟ้าไม่มีแสงสว่าง ทำให้ท้องทุ่งมืดมิดและทิ้งให้ข้าพเจ้าอยู่ เพียงผู้เดียว ๒. ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่าใหญ่ไร้สำเนียง มีก็แต่เสียงจังหรีดกระกรีดกริ่ง! เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะแปะ ! เพียง รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ว เอย. ถอดความ ในเวลานี้ทั่วแผ่นดินมืดมิด อากาศหนาวเย็น เพราะเป็นเวลากลางคืน ป่าใหญ่ แห่งนี้เงียบสงัด มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และก็ได้ยินเสียงเกราะรัว จากคอกวัวควาย ดังแว่วมาแต่ไกล ๓. นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยู่บนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู่ซ่องพักมันรักษา ถือเป็นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมัน เอย. ถอดความ เสียงนกแสกร้องขึ้นมาทำให้ข้าพเจ้าเสียขวัญ นกแสกมันจับอยู่บนหอระฆังที่บัง แสงจันทร์และมีเถาวัลย์รุงรังพันถึงหลังคา เหมือนกับมันจะฟ้องให้ดวงจันทร์ หันมาดูผู้คนที่มาอยู่ในที่ที่มันรักษาไว้(ป่าช้า) ซึ่งถือเป็นที่เฉพาะส่วน ตัวของมันมานาน ทำให้มันไม่มีความสุข ๔. ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์พุ่มแจ้แผ่ฉายา มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิ่งใกล้หลุมนั้นทุกวัน เอย. ถอดความ มีต้นไทรสูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้าและต้นโพธิ์ที่เป็นพุ่มแผ่ร่มเงาออกไปโดย รอบ ที่ใต้ต้นไม้มีเนินหญ้าซึ่งเป็นที่ฝังศพของคนในเขตนั้น ศพที่นอนนิ่ง อยู่ในหลุมลึกดูแล้วรู้สึกสลดใจ และตัวข้าพเจ้าเองก็ใกล้จะได้นอนอยู่ในหลุม นั้นเช่นกัน ๕. หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสำเนียง อยู่ตามโรงมุงฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งดุเหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปลุกร่างกายนอนรายเรียง พ้นสำเนียงที่จะปลุกให้ลุก เอย. ถอดความ หมดห่วง เนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยามเช้าจะพัดให้สด ชื่น เตือนนกนางแอ่นให้เคลื่อนออกจากรังและส่งเสียงร้องไปตามโรงนา ไก่ก็ขันแข่งกับนกดุเหว่า เหมือนจะช่วยปลุกร่างของผู้ที่นอนเรียงรายในหลุม ฝังศพให้ตื่นขึ้นแต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ได้ยิน ๖. ทอดเอ๋ยทอดทิ้ง ยามหนาวผิงไฟล้อมอยู่พร้อมหน้า ทิ้งเพื่อนยากแม่เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็นนิรันดร์ ทิ้งทั้งหนูน้อยน้อยร่อยร่อยรับ เห็นพ่อกลับปลื้มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้งทุกสิ่ง เอย. ถอดความ ยามหนาวเคยนั่งผิงไฟอยู่พร้อมหน้า แต่ต้องมาทิ้งเพื่อนทิ้งแม่เรือนที่คอย หุงหาอาหารให้รับประทานเช้าเย็น ทิ้งลูกน้อยที่เมื่อเห็นหน้าพ่อกลับมาก็ ดีใจกอดคอฉอเลาะด้วยเสียงที่น่าฟัง แต่แล้วก็ต้องทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป ๗. กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิ่งน่าใคร่ เกิดเพราะการเก็บเกี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่าไถคราดพื้นฟื้นแผ่นดิน เช้าก็ขับโคกระบือถือคันไถ สำราญใจตามเขตประเทศถิ่น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใคร เอย. ถอดความ เห็นกองข้าวสูงราวโรงนาช่างน่ายินดี กองข้าวนี้เกิดจากการเก็บเกี่ยวจาก เคียวของใคร หรือใครเป็นคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ เช้าก็ต้อนวัวควายและ ถือคันไถออกไปยังท้องนาอย่างสำราญใจ จับหางไถไถไปในทิศทางต่าง ๆ ตามใจตน ๘. ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อย่าบันดาลดลใจให้ใฝ่ฝัน ดูถูกกิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกันอันชื่นบาน เขาเป็นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัฒน์เป็นไปไม่วิตถาร ขออย่าได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ่นการเป็นอยู่เพื่อนตู เอย. ถอดความ ความทะเยอทะยาน ขออย่าบันดาลใจให้ดูถูกชาวนาและครอบครัวอันชื่นบานของ เขา เพราะชาวนาต่างเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย มีความเป็นไปอย่างปกติ ขออย่าง ได้พูดจาเยาะเย้ยดูหมิ่นการเป็นอยู่ของเขา ๙. สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตฟูชูศักดิ์ศรี อำนาจนำความสง่าอ่าอินทรีย์ ความงามนำให้มีไมตรีกัน ความร่ำรวยอวยสุขให้ทุกอย่าง เหล่านี้ต่างรอตายทำลายขันธ์ วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดนั้น แต่ล้วนผันมาประจบหลุมศพ เอย. ถอดความ คนมีชาติตระกูลสูง ทำให้จิตใจพองโตขึ้นคิดว่าตนมีศักดิ์ศรีเหนือผู้อื่น คน มีอำนาจนำความสง่างามมาให้ชีวิต คนมีหน้าตางดงามทำให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะร่ำรวยย่อมหาความสุขได้ทุกอย่าง แต่ทุกคนต่างก็รอความตายเช่นเดียว กัน วิถีแห่งเกียรติยศทั้งหมดล้วนมารวมกันที่หลุมฝังศพ ๑๐. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติยศเลิศประเสริฐศรี สร้างสานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่า เอย. ถอดความ ผู้ที่เย่อหยิ่งทั้งหลาย อย่าได้ตำหนิซากศพผู้ยากไร้ แม้ศพเหล่านี้จะนอนจม ดินน่าสลดใจและที่ไม่สามารถระลึกถึงสิ่งใดได้เลยก็ตาม ไม่เหมือนอย่างบางศพ ที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดี โดยการสร้างอนุสาวรีย์อัน สง่างามเพื่อเคารพบูชา ๑๑. ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดชูคุณผู้ตาย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่าหมาย ล้วนเป็นคุณแก่ผู้ยังไม่วางวาย ชูเกียรติญาติไปภายภาคหน้า เอย. ถอดความ ที่ระลึกที่สร้างขึ้นถึงแม้จะงามเพียงใดก็ไม่สามารถทำให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมา ได้ เสียงชื่นชมเชิดชูในคุณงามความดีของผู้ตาย ผู้ตายก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ทุกอย่างล้วนเป็นคุณแก่ญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ ๑๒. ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม อย่าดูถูกถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล อาจจะเป็นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุราณ เอย. ถอดความ ร่างกายของคนตายจมอยู่ใต้พื้นดินมากมาย ขออย่าได้ดูถูกถิ่นที่นี้ว่าไม่ ดี เพราะอาจจะเป็นสถานที่มีชื่อเสียงมาก่อน อาจเป็นเจดีย์ หรือที่ฝังศพของ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่อันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการในสมัยโบราณก็ได้ ๑๓. ความเอ๋ยความรู้ เป็นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากรู้ลงสู่ดิน อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความรู้อยู่แค่ถิ่น หมดทุกข์ขลุกแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้น เอย. ถอดความ ความรู้เป็นเครื่องชี้ทางไปสู่ความก้าวหน้า แต่ตอนนี้หมดโอกาสแล้ว จำต้องละความห่วงใยทั้งหมดไปสู่ความตาย ความยากจนทำให้ไม่ได้รับการศึกษา ได้รับความรู้อยู่เฉพาะในท้องถิ่นของ ตน และขณะนี้ก็หมดทุกข์เกี่ยวกับการทำมาหากินเพราะวิญญาณนั้นคงหยุดอยู่ เพียงเท่านี้ ๑๔. ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอยู่ในภูผา หรือใต้ท้องห้องสมุทรสุดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บุปผชาติชูสีและมีกลิ่น อยู่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมาย เอย. ถอดความ แก้วมณีสิ่งที่มีค่ามักอยู่ในที่ลี้ลับ เช่น ภูเขา ท้องทะเลลึก สุดตายตาไม่มีใครสามารถมองเห็น ทำ ให้กลายเป็นสิ่งไร้ค่าไม่มีผู้ใดได้ชื่นชม เปรียบเสมือนกับดอกไม้ที่มีสีสวย กลิ่นหอมแต่อยู่ห่างไกล เช่น ในป่า ไม่มีใครได้เห็นหรือเชยชมสักคน ย่อมบานแล้วหล่นไปเปล่า ๆ อย่างน่าเสียดาย ๑๕. ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดิน เอย. ถอดความ ซากศพทั้งหลายเหล่านี้ อาจเป็นซากศพของนักรบผู้กล้าหาญ เช่น ชาวบ้านบางระ จันที่สู้รบกับกองทัพพม่าที่มาโจมตีกรุงศรีอยุธยา หรือศพกวีศรีปราชญ์ที่นอน นิ่งไม่พูดจา หรือศพผู้ที่กู้บ้านเมืองหรือผู้มีปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจนอนถมจมดินอยู่ ๑๘. มักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ฝันฟุ้งตามมุ่งหมาย อำพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิดบัง มุ่งแต่โปรยเครื่องปรุงจรุงกลิ่น คือความฟูมฟายสินลิ้นโอหัง ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบ เอย. ถอดความ พวกมักใหญ่ใฝ่สูงจะทำในสิ่งที่ตนมุ่งหมายไว้และปิดบังความจริงบางอย่างไว้ ไม่เปิดเผย สิ่งที่ไม่ควรอายก็อาย แสดงให้เห็นว่าภายนอกดูดี ใช้จ่าย ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ พูดจาอวดดีเพื่อแสดงความมีเกียรติของตนให้ผู้อื่นเห็น อันเป็นการปกปิดความจริงที่ไม่ดีงามของตนไว้ ๑๙. ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อนรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มเชื้อเฉกหุบเขาลำเนาไศล สันโดษดับฟุ้งซ่านทะยานใจ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่า เอย. ถอดความ ขอให้อยู่ห่างพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ซึ่งทำแต่สิ่งเหลวไหลใส่ตัวเอง โดยไม่ดูความมักน้อยของชาวนาเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเพื่อรักษาความสบายใจและ ความวิเวกร่มเย็นเหมือนอยู่ในป่าเขา ควรถือสันโดษไม่ฟุ้งซ่านทะเยอทะยาน ตามแบบของชาวนาจะทำให้จิตใจเยือกเย็น ๒๐. ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเครื่องหนุนนำเหตุสังเวช เอย. ถอดความ ศพของบุคคลธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักไม่ใครยกย่อง ไม่ต้องกลัวว่าใครจะนินทา เพราะไม่ได้จารึกสิ่งใดไว้ แม้บางครั้งจะมีการยกย่องในคุณงามความดีบ้าง แต่ ก็ไม่เต็มที่ ทำพอเป็นเครื่องเตือนใจในการทำความดีหรือเพื่อเป็นเครื่องหนุน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ที่ตายไปเท่านั้น ๒๑. ศพเอ๋ยศพสูง เป็นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคำสำนวนชวนสักการ ผิดกับฐานชาวนาคนสามัญ ซึ่งอย่างดีก็มีกวีเถื่อน จากรึกชื่อปีเดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้แก่ผี เอย. ถอดความ ศพบางศพมีคำจารึกที่จูงใจให้เลื่อมใสและสักการะ ต่างจากชาวนาหรือคนธรรมดาซึ่งจารึกเพียงชื่อวันเดือนปีที่ตายไป เพื่อจะได้มีชื่อเรียกในการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายที่ชื่อนั้นชื่อนี้ ๒๒. ห่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิ่งใหญ่เท่าห่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท ก็ยังคิดขึ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ้งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่อาลัย เอย. ถอดความ ห่วงอะไรก็ไม่เท่าห่วงชีวิตของตนเอง แม้จะลืมที่ใดไปหมดแต่เมื่อใกล้ตายก็ ยังคิดถึงชีวิตของตนเอง ใครจะยอมละทิ้งความสุขความสบายไปโดยไม่อาลัยไยดี ๒๓. ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่สำราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่เฝ้าเป็นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซ้ำ เอย. ถอดความ ขอให้ดวงจิตจงลืมกิจการงานทั้งหลาย ที่เคยสุขสนุกสบาย เคยเสียดาย เคยวิตก และเคยปกครอง ละทิ้งถิ่นที่เคยให้ความสุขซึ่งเคยคิดเป็นเจ้าของ ขอให้หมด วิตก หมดเสียดาย หมดความปรารถนา โดยไม่หันหลังเหลียวมองมันอีก

ความคิดเห็นที่ 204

31 มี.ค. 2554 15:30
  1. ตัวเอ๋ยตัวหยิ่ง เจ้าอย่าชิงติซากว่ายากไร้ - คนเราไม่ควรดูถูกแม้ซากศพที่ดูน่าสังเวช เห็นจนดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรก็ไม่มี - เห็นจมอยู่ในดินน่าสมเพชแม้เครื่องประดับใด ๆก้อไม่มี ไม่เหมือนอย่างบางศพญาติตบแต่ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี - ไม่เหมือนบางศพที่มีญาติคอยดูแลอย่างดี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็นอนุสาวรีย์สง่าเอย - ถึงกับจัดงานบุญและสร้างอนุสาวรีย์ให้ ผมว่าน่าจะประมาณ คนเราแม้ร่ำรวยหรือยากจนต่างกัน แต่สุดท้ายก้อตายเหมือนกัน ฉะนั้นอย่าดูแคลนคน คิดเอาเองอ่ะคับไม่แน่ใจ

ความคิดเห็นที่ 205

19 ต.ค. 2554 15:30
  1. ลูกยา จงดูเยี่ยงปักษาในไพรสณฑ์ แสวงเหยื่อเผื่อคู่บินวู่วน พอได้ผลพาร่อนมาป้อนนาง แปลให้หน่อยนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 207

11 ก.พ. 2555 11:51
  1. ชาวเอ๋ยชาวนา วาสนากั้นไว้ไม่วิตถาร ไม่ชั่วล้นดีล้นพ้นประมาณ สองประการนี้แหละขวางทางคระไล คือไม่ลุยเลือนั่งบรรลังก์ราช นำพินาศนรชนพ้นนิสัย แต่ปิดทางกรุณาอันพาไป ยังคุณใหญ่ยิ่งเลิศประเสริฐ เอย.

ความคิดเห็นที่ 209

15 พ.ย. 2555 22:12
  1. ธรรมดาไฟย่อมไม่พักพอไหม้เชื้อ ทะเลใหญ่ไม่ปรากฏว่าเบื่อน้ำ มฤตยูไม่เคยอิ่มหนำประชาสัตว์ นางผู้งามจำรัสก็ไม่รู้สึกจุใจในผู้ชาย (หิโตปเทศ:เสฐียร นาคะประทีป)

ความคิดเห็นที่ 210

21 ม.ค. 2556 20:47
  1. ทุกคนนนนนนนน ช่วยเราด้วยย คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้ชีวิตปลิดถวาย ไว้ปวัตน์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือ เอย. ช่วยแปลอันนี้ให้หน่อยยากมากเลย เปนบทประพันที่ไม่มีในหนังสืออ่ะ ช่วยทีนะขอร้องงง

ความคิดเห็นที่ 212

19 ส.ค. 2556 14:54
  1. ช่วยตีความให้หน่อยนะ เมื่อเจ้าของรังเกียจแมว แน่นอน หนูย่อมเข้ามากัดกินเสื้อผ้า เมื่อรังเกียจเพื่อนบ้าน รั้วบ้านย่อมถูกทำลาย เมื่อรังเกียจเกลือ เขาย่อมรับประทานแกงรสจีด

ความคิดเห็นที่ 213

19 ส.ค. 2556 14:56
  1. ช่วยตีความให้หน่อย ถึงในโกศยศมาก็ซากผี โกศเป็นศรีศพในใครก็เหม็น สวยแต่โบสถ์โฉดชีโกศผีเป็น กระท่อมเย็นปราชญ์อยู่ยิ่งดูงาม

ความคิดเห็นที่ 214

19 ส.ค. 2556 14:59
  1. แปลความให้ด้วยค่ะ ธรรมดาไฟย่อมไม่พักพอไม้เชื้อ ทะเลใหญ่ไม่ปรากฎว่าเบื้อน้ำ มฤตยูไม่เคยอิ่มหนำประชาสัตว์ นางผู้งามจรัสก็ไม่รู้สึกจุใจในผู้ชาย

ความคิดเห็นที่ 215

18 ก.ย. 2556 20:25
  1. ขอจงอย่าขึ้งเครียดรังเกียจเขา ขอจงเคารพงามตามวิสัย มัจจุราชรับพาเขาคลาไคล ทิ้งร่างไว้ทวงเคารพผู้พบเอย

ความคิดเห็นที่ 216

21 ก.พ. 2557 20:11
  1. ทุกคนนนนนนนน ช่วยเราด้วยย คุณเอ๋ยคุณเหลือ ผู้เอื้อเฟื้อเกื้อชาติซึ่งอาจหาญ แน่วนับถือซื่อสัตย์ต่อรัฐบาล ไม่เห็นการส่วนตัวไม่กลัวตาย แสวงชอบกอบคุณอุดหนุนชาติ กษัตริย์ศาสน์แม้ชีวิตปลิดถวาย ไว้ปวัตน์แก่ชาติญาตินิกาย ได้อ่านภายหลังลือระบือ เอย. ช่วยแปลอันนี้ให้หน่อยยากมากเลย เปนบทประพันที่ไม่มีในหนังสืออ่ะ ช่วยทีนะขอร้องงง

ความคิดเห็นที่ 217

31 พ.ค. 2557 07:33
  1. ช่วยแปลกลอนดอกสร้อยรำพึงในป่าช้าด้วยนะคะ "ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช่นชาวบ้านบางระจันขันรำบาญ กับหมู่ม่านมาประทุษอยุธยา ไม่เช่นนั้นท่านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กู้บ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น