|
โพสต์เมื่อ:
21:54 วันที่ 1 มี.ค. 2550 ชมแล้ว:
378,966
ตอบแล้ว:
1,229
วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > vEnergy
วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > vEnergy > พลังงานชีวภาพ วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > vEnergy > พลังงานทดแทน
จากกระทู้นี้ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=60235
ความเห็นในกระทู้เดิมพุ่งเกิน 600 ความเห็นไปแล้ว เลยขออนุญาติเปิดกระทู้ใหม่ให้ชาวไบโอดีเซลได้สังสรรค และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันที่กระทู้ใหม่นี้ครับ ขออนุญาติประชาสัมพันธ์นิดหน่อยนะครับ เนื่องจากตอนนี้สมาชิกของวิชาการดอทคอมสามารถเผยแพร่ประสบการณ์ผ่านบล็อกของตัวเองได้ หลายท่านที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญเรื่องไบโอดีเซล อาจจะอยากรวบรวมคำถามที่ถามกันบ่อยๆไว้ในบล็อกของตัวเอง ทั้งนี้เพื่อให้ความรู้ด้านนี้แพร่หลายยิ่งขึ้น การเขียนบล็อก (Blog) ไม่ยากครับ เหมือนโพสต์บทความบนกระทู้และสามารถแก้ไขได้ถ้าโพสต์ผิด ทุกท่านสามารถทดลองใช้ได้ โดยล็อกอินเข้าไปยังหน้าสมาชิก จะมีเมนูเพิ่มบล็อกอยู่ทางด้านซ้ายมือครับ ขออภัยที่ขัดจังหวะการสนทนาครับ จำนวน 1172 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| 27| 28| 29| 30| 31| 32| 33| 34| 35| 36| 37| 38| 39| 40| 41| 42| 43| 44| 45| 46| 47| 48| 49| 50| 51| 52| 53| 54| 55| 56| 57| 58| 59| หากท่านใดมีข้อแนะนำ หรืออาจจะอยากสอบถาม หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้บล็อก สามารถส่งมาให้ทีมงานได้นะครับทางอีเมล์ smile@vcharkarn.com หรือ อาจจะเขียนไว้ในเว็บบอร์ดก็ได้ครับ ขอต้อนรับทุกท่านสู่...ไบโอดีเซลภาค 3 กระดานเผยแพร่ความและสะท้อนปัญหาการพัฒนาการผลิตไบโอดีเซลในประเทศเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม... ขอเชิญสมาชิกเครือข่ายผู้ผลิตไบโอดีเซลและผู้สนใจทุกท่าน สรรหาชุมชุนที่เข้มแข็งจะอยู่ภาคใดก็ได้ในประเทศไทย และส่งข้อมูลชุมชนนี้ พร้อมบรรยายรายละเอียดพร้อมกับให้เหตุผลว่า ..ทำไมชุมชนที่ท่านแนะนำนี้ จึงเหมาะสำหรับได้รับเครื่องผลิตไบโอดีเซลขนาดการผลิต 150 ลิตรเครื่องนี้ ส่งเหตุผลของท่านมาที่ผม ..suppachai.klungkaew@gmail.com ทั้งนี้ผมได้รับบริจาคเครื่องผลิตไบโอดีเซลขนาด 150 ลิตร จำนวน 1 ชุด และต้องการสรรหาชุมชนที่เข้มแข็งเพื่อจะผลิตไบโอดีเซลสำหรับพึ่งพาตัวเองอย่างจริงจัง จึงถือได้ว่า นี่เป็นกิจกรรมหนึ่งของเครือข่ายพวกเราเพื่อสนับสนุนแนวทางจุดยืนที่พวกเราได้มุ่งมั่นตีหลักตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนนี้ครับ.. ผมมี KOH ขายในราคาถูก เป็น KOH ชนิด 90% made in france สมาชิกท่านใดสนใจโปรดติดต่อ 0813778257 ครับ. เผื่อจะช่วยกันลดต้นทุนในการผลิตบ้างนะครับ. SuperGold (IP:222.123.109.241) สวัสดีทุกท่านครับ ขอถามท่าน Thongma ที่เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทดลองใช้น้ำมันพืชเก่าผสม ดีเซล 20 % ว่าตอนนี้เป็นไงบ้าง อัตราเร่งดีปกติหรือไม่ การทำงานของเครื่องยนต์ปกติหรือไม่ น้ำมันที่กรองเสร็จดำหรือไม่ และการผสมระหว่างดีเซลกับน้ำมันเข้ากันง่ายหรือไม่ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณท่านศุภชัย ล่วงหน้าครับ เรื่อง VCD ผมเองและสมาชิกในกลุ่มน้องใหม่อีกหลายคนยังรอ เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ครับ ขอบคุณครับ สายธาร (IP:202.143.151.242) ตอนนี้ผมยังทดลองใช้งานน้ำมันพืชเก่า ผสมดีเซล 20% อยู่ครับ รอบเครื่องยนต์ยังนิ่งเรียบ เหมือนเดิมครับ ที่แตกต่างก็คงเป็นตอนสตาร์เครื่องยนต์เท่านั้น ที่ติดยากกว่าไบโอดีเซล ซึ่งเป็นปกติของการใช้น้ำมันพืชไม่ว่าใหม่หรือเก่า การรวมตัวของดีเซลกับน้ำมันพืชเก่าเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันได้ดีครับ โดยช่วงผสม ผมอุ่นน้ำมันเล็กน้อยเพื่อให้ส่วนที่เป็นไขละลาย และผสมผ่านน้ำหอยโข่งเหมือนกับการผสมเมทานอล ผสมกันเรียบร้อยก็ปั๊มผ่านตัวกรอง 1 ไมครอนเข้าถังเก็บน้ำมัน สีของน้ำมันที่ผสมแล้วก็คงไม่แตกต่างกับยังไม่ผสมเท่าไรหรอกครับตามสภาพของน้ำมันพืชเก่านั้นแหละ ส่วนความหนืดก็ดีขึ้นมาหน่อย ตอนนี้ก็เข้ามา กม. ที่ 3,000 แล้ว ครับ ขอบคุณคุณสารธารที่พูดถึงครับ จริงๆแล้ว VCD.บรรยายพิเศษของอาจารย์ทั้ง 2 ท่านนั้นไม่ใช่เหมาะสำหรับ กลุ่มน้องใหม่ตามที่เข้าใจเท่านั้นหรอกครับ แต่จะเหมาะกับผู้ที่เปิดกว้างทางความคิดที่จะยอมรับ เทคนิคใหม่ที่อาจารย์ทั้ง 2 ท่านได้ร่วมกันเปิดเผยให้พวกเราเป็นแนวทางในการปรับปรุงการผลิตให้ได้มาตรฐานนั่นเองครับ ผมขอยืนยันว่าแนวทางนี้ จะเป็นเทคนิคที่จะสามารถแก้ข้อกล่าวหาต่างๆนานาที่เคยกล่าวหาพวกเรา ไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐานนั้นได้อย่างแน่นอนครับ โดยพวกเราอาจจะมีความความสามารถในทางปฏิบัติที่จะส่งทดสอบได้เพียงหัวข้อ MONO DI TRI Glyceride หัวข้อนี้เท่านั้น เพราะหัวข้อนี้เป็นตัวชี้ได้ว่า การผลิตของเรามีคุณภาพผ่านเกณฑ์หรือไม่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเราจะปฏิเสธในมาตรฐานข้ออื่นๆตามที่ประกาศไว้ได้ เพียงแต่พวกเราเชื่อว่า ข้ออื่นๆนั้นเป็นควรหน้าที่ ของกระทรวงพลังงานจะต้องให้การสนับสนุนพวกเราอย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตไบโอดีเซลของชาติต่างหากล่ะ ท่านคิดว่าผมพูดถูกหรือไม่ครับ ท่านปิยะสวัสดิ์ อมรนันทน์ หรือว่าท่านตั้งเป้าหมายให้ความสำคัญทางวัตถุโดยการแจกเครื่องผลิตไบโอดีเซล 400 เครื่องต่อปี แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็เป็นเศษเหล็ก และท่านก็ปล่อยให้ชุนชนที่พึ่งพาตัวเองเหล่านั้น ถูกท่านกล่าวหาว่า ไม่มีมาตรฐานและ เป็นเหตุทำให้เครื่องยนต์พัง ถ้าสมมุติว่า..พวกเราหรือพวกเขาเหล่านั้น เป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าวหาว่า เป็นผู้ผลิตไบโอดีเซลกลุ่มที่ผลิตไม่ได้มาตรฐาน เป็นกลุ่มที่ผลิตต้นเหตุทำให้รถยนต์พังจริงๆ ..ผมขอถามจริงๆเถอะครับว่า ...ตามวิสัยทัศน์ที่แสนจะเก่งกาจฉลาดเฉลี่ยวเป็นถึง ดร.ของท่านจะมองไม่เห็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ..จริงหรือไม่ครับ ว่าท่านควรมีส่วนรับฟังและรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ด้วย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มาถึงตรงนี้ ..ไหนๆถามแล้วขอถามต่ออีกเถอะครับว่า ..ท่านจะรับฟังและรับผิดชอบต่อเรื่องนี้โดยท่านจะเลือกทำในวิธีไหน ระหว่างการกวาดล้าง ลงโทษ ต่อผู้ผลิตไบโอดีเซลที่ไม่ได้มาตรฐานเหล่านั้น หรือท่านจะเลือกทางที่เป็นประโยชน์ต่อชาติมากที่สุดโดยการสนับสนุนการผลิตเพื่อให้เกิดมาตรฐานอันหนึ่งอันเดี่ยวกัน ให้เป็นประโยชน์และเป็นพลังงานทดแทนอย่างแท้จริงของชาติต่อไป...นั่นก็คือท่านควรจะสร้าง LAB กลางเพื่อรับทดสอบไบโอดีเซลเพื่อสนุบสนุนการผลิตไบโอดีเซลให้ได้มาตรฐานนั่นเอง ปัญหาก็อยู่ที่มุมมองของท่านครับว่า...ท่านจะเห็นผู้ผลิตไบโอดีเซลรายย่อยแบบพึ่งพาตัวเองนั้น เป็นกลุ่มคนแบบไหนในสายตาของท่านครับ... ขอความรู้ครับ ในการเผากลีเซอรีนที่ผลิตจากน้ำมันพืช,สัตว์ที่ใช้แล้ว มีความอันตรายมากหรือน้อยกว่า กลีเซอรีนที่ผลิตจากอย่างอื่น เช่น ปาล์ม , มะพร้าว ฯ ขอบคุณครับ สมชาย (IP:222.123.37.185) มีหลายท่านให้ความเห็นเกี่ยวกับการเผากลีเซอรีนแล้วมีแก๊สพิษเป็นอันตราย ซึ่งก็ได้รับแจ้งจากอาจารย์ท่านหนึ่งท่านได้ทดลองเผาแล้วพบว่า มีพิษจริงแต่พิษอยู่ในระดับระคายเคืองเท่านั้น ท่านจึงได้สั่งเตาจากผม ซึ่งผมก็ยังไม่ได้ส่งท่าน กำลังทำอยู่ เพื่อท่านจะได้นำไปทดลองอีกครั้งว่า ถ้าหากการเผาใหม่โดยให้อากาศช่วยแบบการใช้งานจริงที่ผมทำอยู่นี้จะเป็นอันตรายหรือไม่อย่างไร คงต้องรอข้อมูลนี้มายืนยันอีกครั้งครับ ในส่วนตัวผมคิดว่า การเผากลีเซอรีนจากน้ำมันพืชใช้แล้วหรือ กลีเซอรีนจากปาล์มนั้น ถ้าหากการเผาใหม่ไม่สมบูรณ์ก็คงเกิดแก๊สพิษได้เหมือนๆกันครับ แต่ในน้ำมันพืชใช้แล้วจะเกิดตะกรันเขม่าที่สูงกว่า เนื่องจากมีสิ่งตกค้างที่ติดมาจากน้ำมันพืชใช้แล้วนั่นเองครับ ปิยสวัสดิ์ บีบผู้ค้าน้ำมันเพิ่มส่วนต่างโซฮอล์-เบนซินให้สูงขึ้น โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มีนาคม 2550 18:37 น. รมว.พลังงานแนะผู้ใช้น้ำมันลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการใช้แก๊สโซฮอล์ ระบุผู้ค้าน้ำมันน่าจะปรับส่วนต่างแก๊สโซฮอล์กับน้ำมันเบนซินให้สูงขึ้นกว่า 1.80 บาทต่อลิตร ด้านผู้บริหารบางจากฯ ระบุแนวโน้มต้องปรับขึ้นราคาเบนซิน เนื่องจากค่าการตลาดติดลบ 10 สตางค์ต่อลิตรแล้ว >>>> http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9500000025379 ----------------------------------- ผู้ค้าประกาศขึ้นราคาเบนซิน-แก๊สโซฮอล์อีก 40 สต./ลิตรมีผลพรุ่งนี้ตี 5 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 มีนาคม 2550 19:06 น. ผู้ค้าน้ำมันประกาศขึ้นราคาเบนซิน-แก๊สโซฮอล์มีผลพรุ่งนี้ตี 5 โดยเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ 91 ขึ้น 40 สต./ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ขึ้น 20 สต./ลิตร ระบุแนวโน้มราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นอีก เนื่องจากค่าการตลาดยังต่ำอยู่ ด้าน กบง. เตรียมลดเก็บเงินไบโอดีเซลเข้ากองทุนน้ำมันอีก 20 สต. ล่อใจผู้บริโภคหันมาใช้มากขึ้น >>>> http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9500000025534 -------------------------------- ข่าวพลังงาน 2 ข่าวนี้เกิดขึ้นแค่ต่างกันคนล่ะวัน แต่ออกเสียงไปในทางเดียวกัน ปรับได้อย่างทันอกทันใจ พระเดชพระคุณท่านอะไรขนาดนั้น * ข่าวแรกบอกว่า คุณปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ส่งสัญญาณให้ผู้ค้าน้ำมันปรับส่วนต่างของ เบนซินกับแก๊สโซฮอล์ ให้ถ่างห่างขึ้น กะเพื่อจูงใจให้เกิดการใช้แก๊สโซฮอล์มากขึ้น * เอาแค่ข้ามคืน ข่าวที่ 2 ผู้ค้าน้ำมันขานรับทันที ออกมาสารภาพว่า ขณะนี้ค่าการตลาดสูงอยู่ (หมายความว่าได้กำไรมาก) สามารถปรับราคา ให้ถ่างห่างกันตามท่านได้ไกด์มาเมื่อวานนั้นได้สบาย แล้วยังแถมให้อีก ดีเซลกับไบโอดีเซล B5 ที่เคยต่าง 50 สตางค์ เอาต่างสัก 70 สตางค์ก็ยังได้ ... >>>> นายวิทยา หวังจิตรารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บมจ.ปตท. กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้ว แต่ค่าการตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเบนซินเหลือประมาณ 20-30 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซลอยู่ในอัตราไม่ถึง 1 บาท/ลิตร ซึ่งหากราคาน้ำมันตลาดโลกไม่ปรับลดลงฮวบฮาบ ก็คาดว่าจะต้องมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันไปอีก เพราะล่าสุดราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับขึ้นไม่หยุดหย่อน โดยปิดตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์วานนี้ เบนซิน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ไปอยู่ที่ 77.08 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ดีเซล ขึ้น 0.23 ดอลลาร์สหรัฐ ไปอยู่ที่ 77.08 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 95 ห่างกัน 2 บาท/ลิตร ก็นับเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคว่าควรจะหันมาใช้แก๊สโซฮอล์ เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าได้มาก ซึ่งจากผลสำรวจของกระทรวงพลังงานที่พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่นิยมใช้แก๊สโซฮอล์ ในขณะนี้ ผู้ค้าน้ำมันกำลังทำแผนร่วมกับกระทรวงเพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่น ซึ่งจะรวมไปถึงการประกันความเสียหายจากเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สโซฮอล์ด้วย นายวีรพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้ติดตามกำกับดูแลตลาดน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งพบว่าค่าการตลาดของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีอัตราที่สูงกว่าน้ำมันเบนซิน ประมาณ 20 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่เปิดโอกาสให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถนำค่าการตลาดนี้ ไปปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันแก๊สโซฮอล์ให้มีราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ได้ประมาณ 2 บาทต่อลิตร และประมาณ 1.70 บาทต่อลิตร สำหรับออกเทน 91 เพื่อเป็นการจูงใจด้านราคาให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์มากยิ่งขึ้น โดยสาเหตุที่ส่วนต่างเพิ่มขึ้นก็เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ประกาศปรับสูตรเอทานอลในประเทศใหม่ ทำให้ราคาเอทานอลลดลง ในขณะที่ราคาเบนซินปรับขึ้นตามภาวะตลาดโลก นายวีรพล ยังกล่าวด้วยว่า ตามที่มติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เห็นชอบการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วกับดีเซลหมุนเร็วบี 5 ซึ่งกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 ถูกกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 50 สตางค์ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 5 เพิ่มขึ้นนั้น ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าราคาขายปลีกที่ต่างกัน 50 สตางค์ ยังเป็นระดับที่ไม่จูงใจพอ กระทรวงพลังงานจึงเห็นสมควรกำหนดให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 ถูกกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็วมากกว่า 50 สตางค์ โดยการลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 ลงอีก 20 สตางค์ ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 ถูกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 70 สตางค์ ซึ่งจะมีการออกประกาศ กบง.ในวันอังคารนี้ (6 มี.ค.) และปั๊มน้ำมันจะต้องมีการประกาศส่วนต่างราคาใหม่นี้ในวันพุธที่ 7 มี.ค >>> อะไรจะรวดจะเร็วทันอกทันใจพระเดชพระคุณท่านขนาดนั้น....."..ถูกต้องครับพี่ ดีครับผม..เหมาะสมครับท่าน.." ดีเซลค้าส่ง เมื่อวันที่2มีนาคม2550 ====> 22.45 ดีเซลค้าปลีก เมื่อวันที่2มีนาคม2550 ====> 23.34 ไบโอดีเซลค้าส่ง/ปลีก 21.00-21.50 น้ำมันพืชใช้แล้วค้าส่ง 12.50-14.80/กก เมทิลแอลกอฮอล์ค้าส่ง 22.20-23.50/กก โปแตสเซียม 39-42/กก ค่าไฟ ค่าแรง ค่าน้ำ 1-2.35/กก (?) ด้านบนเป็นคือข้อมูลพื้นฐานจากการสำรวจจากผู้ผลิตไบโอดีเซล 5 ภาค จากกลุ่มผู้ผลิตรายย่อย ( <3000ล/กะ) เหนือ อิสาน อิสานใต้ กลาง ตะวันออก และใต้ตอนบน มีข้อมูลเพิ่มเติมโปรดบอกด้วยนะครับ จะได้เก็บเป็นสถิติไว้ให้พวกเราดูและเผื่อใช้เป็นบรรทัดฐาน เอกสารข้อมูลผู้ผลิตกำลังตรวจสอบอยู่ครับ น่าจะเสร็จเร็วๆนี้ ![]() จะพิสูจน์อย่างไรว่า พังเพราะแก๊สโซ่ฮอล์ จะพิสูจน์อย่างไรว่า พังเพราะเติมมาจากปั้มไหน เพราะสิ่งเหล่านี้..ถึงเวลารับผิดชอบจริงก็ต้องไปทะเลาะกันต่อ หรือจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติเพื่อรับผิดชอบตามข้อรับประกันนั้น..แต่ในเมื่อพิสจน์ในทางปฏิบัติยากแล้ว .. ถามหน่อยเถอะครับ...เป็นการรับกันตามภาษาทางการฑูตหรือเปล่า.. หรือว่านี่คือทางออกที่ต้องการอุ้มผู้ผลิตแก๊สโซฮอล์กันแน่... ถามหน่อยเถอะครับ...ปัญหาที่เขาว่า ใช้แก๊สโซฮอล์แล้ว เร่งไม่ขึ้น อยู่ในส่วนรับประกันนี้หรือเปล่า... ----------------------- ปัญหาของแก๊สโซฮอล์พวกเราชาวไบโอดีเซล ไม่อยากจะยุ่งแต่ก็ต้องเอาคิดเป็นทางการพัฒนาการใช้พลังงานทดแทน ในเรื่องท่าทีของกระทรวงพลังงานที่มีต่อ แก๊สโซฮอล์ และมีต่อ ไบโอดีเซล ดูชัดๆเหมือนพวกเราเป็นประชาชนชั้น 2 ยังไงก็ไม่รู้ รัฐบาลได้ประกาศราคากลางให้ ปตท.และบางจากรับซื้อไบโอดีเซลที่ผ่านมาตรฐานทั้ง 23-24 ข้อ ตามกรมธุรกิจพลังงานกำหนด เพื่อนำไปผลิตเป็น B5 แต่ปรากฎว่า พอไปเสนอขายจริงๆ ก็ได้รับคำตอบว่า โค้วเต็มหมดแล้ว แล้วทีนี้ทางของไบโอดีเซลจะไปอย่างไร... เอาไปผสม B5 ขายก็ผิดกฎหมาย.... ขายเป็น B100 ก็ผิดกฎหมายอีก... หรือว่าจะให้ขายกับเครื่องยนต์สูบเดียวแกนนอนเท่านั้น... ถามหน่อยเถอะครับ...ปัญญาของท่านมีอยู่แค่นี้เองหรือ แล้วท่านจะส่งเสริมการพึ่งพาเอง ส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทนไปเพื่ออะไรล่ะ ..ลองๆใช้อวัยวะส่วนใดที่ท่านถนัด ก่ายหน้าผากตรองดูเถอะครับ... -------------------------------- มาเรื่องการพัฒาคุณภาพการผลิตไบโอดีเซลบ้าง... หลังจากเราได้ประชุมกันวันนั้นพวกเรามีเทคนิคใหม่มาช่วยในการผลิต โดยเฉพาะอย่างการล้าง ภาพที่เห็นเปรียบเทียบการล้างแบบปกติในขวดกับล้างด้วยดินฟอกสี แตกต่างกันมากครับ เทคนิคเหล่านี้ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากอาจารย์ทั้ง 2 ท่านวันนั้น (รายละเอียดดูจากกระทู้ ไบโอดีเซลภาพ 2 ) ผมกำลังทำแผ่น VCD สำหรับแจกให้กับผู้เข้าร่วมประชุมฟรี รออีกหน่อยนะครับ เพราะผู้ในขั้นตอนการจัดทำ) ส่วนท่านที่ไม่ได้เข้าร่วมและผู้สนใจทั่วไป ผมมีแนวความคิดว่า อาจจะขอจำหน่ายเพื่อหาทุกเข้ามาใช้ในกิจกรรมของเครือข่าย ถือว่าเป็นการบริจาคช่วยๆกันนะครับ พอดีหาข้อมูลเกี่ยวกับไบโอดีเซลอยู่นะครับเจอข้อมูลเลยนำมาฝาก ครับ และมีข้อสงสัยครับว่า การใช้ไบโอดีเซลB100 หรือ สัดส่วนที่สูง จะทำให้มีปัญหากับระบบสายส่งและปะเก็นใช่มั้ยครับ และ มีปัญหากับแหวนลูกสูบหรือเปล่าครับ ส่วนเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมตรงนี้ผมคิดว่าอย่าเพิ่งใจร้อนกันนะครับ คือถ้าหากเราขายไบโอดีเซลให้กับลูกค้าแล้วเกิดเครื่องยนต์เค้าเสียหายจะเป็นผลลบนะครับ เพราะ เราไม่สามารถควบคุมมาตรฐานได้นะครับ แต่ถ้าหากอยากขายน่าจะรวมกลุ่มกันขายให้กับลูกค้าภายในชุมชนก่อนครับ การเปลี่ยนน้ำมันปาล์มไปเป็นเมธิลเอสเทอร์โดยใช้เบสอลูมินาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา CONVERSION OF PALM OIL IN TO METHYLESTER USING BASIC ALUMINA AS A CATALYST เรืองวิทย์ สว่างแก้ว* ,วิไลพรรณ สีหมากสุก ,สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ และสไบทิพย์ ตุงคะมณี Ruengwit Sawangkeaw*, Vilaipane Seemaksuk, Surin Laosuksatit and Sabaithip Tungkamani Department of Industrial Chemistry, Faculty of Applied Science, King Mongkuts Institutes of Technology North Bangkok 11000, Thailand บทคัดย่อ: การนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์มีปัญหาหลักคือความหนืดที่สูงเกินมาตรฐาน ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันปาล์มให้เป็นเมธิลเอสเทอร์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาการใช้อลูมินาที่ดูดซับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ไว้ที่ผิวหน้าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทรานซ์เอสเทอริฟิเคชันระหว่างน้ำมันปาล์มและเมธานอล สภาวะของปฏิกิริยาที่ใช้ คือ ปริมาณน้ำมันปาล์มต่อเมธานอลในอัตราส่วนคงที่ 1:1 โดยปริมาตร และตัวเร่งปฏิกิริยาเตรียมโดยให้โซเดียมไฮดรอกไซด์ดูดซับบนผิวของอลูมินาในสัดส่วนที่ดีที่สุด จากการทดลองพบว่า โซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกดูดซับบนผิวของอลูมินา 3.5 4.5 % และสัดส่วนน้ำมันปาล์มต่ออลูมินา เท่ากับ 9.8 ต่อ 1 โดยน้ำหนัก สามารถให้ร้อยละของ เมธิลเอสเทอร์ดีที่สุดถึง 94 % นอกจากนี้ยังเห็นว่าการใช้อลูมินาเป็นสารรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยให้จำนวนครั้งในการล้างผลิตภัณฑ์ลดลง เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาที่ใช้เบสโซเดียมไฮดรอกไซด์ wee (IP:203.155.179.11) เพิ่มเติม...อีกหน่อยได้ไหมค่ะ..เรื่อง เบส อลูมิน่า แล้วจะรออ่านค่ะ arejiab@hotmail.com (IP:203.151.199.162) การเปลี่ยนน้ำมันปาล์มไปเป็นเมธิลเอสเทอร์โดยใช้เบสอลูมินาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา CONVERSION OF PALM OIL IN TO METHYLESTER USING BASIC ALUMINA AS A CATALYST เรืองวิทย์ สว่างแก้ว* ,วิไลพรรณ สีหมากสุก ,สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ และสไบทิพย์ ตุงคะมณี Ruengwit Sawangkeaw*, Vilaipane Seemaksuk, Surin Laosuksatit and Sabaithip Tungkamani Department of Industrial Chemistry, Faculty of Applied Science, King Mongkuts Institutes of Technology North Bangkok 11000, Thailand บทคัดย่อ: การนำน้ำมันปาล์มมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์มีปัญหาหลักคือความหนืดที่สูงเกินมาตรฐาน ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันปาล์มให้เป็นเมธิลเอสเทอร์จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาการใช้อลูมินาที่ดูดซับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ไว้ที่ผิวหน้าเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทรานซ์เอสเทอริฟิเคชันระหว่างน้ำมันปาล์มและเมธานอล สภาวะของปฏิกิริยาที่ใช้ คือ ปริมาณน้ำมันปาล์มต่อเมธานอลในอัตราส่วนคงที่ 1:1 โดยปริมาตร และตัวเร่งปฏิกิริยาเตรียมโดยให้โซเดียมไฮดรอกไซด์ดูดซับบนผิวของอลูมินาในสัดส่วนที่ดีที่สุด จากการทดลองพบว่า โซเดียมไฮดรอกไซด์ถูกดูดซับบนผิวของอลูมินา 3.5 4.5 % และสัดส่วนน้ำมันปาล์มต่ออลูมินา เท่ากับ 9.8 ต่อ 1 โดยน้ำหนัก สามารถให้ร้อยละของ เมธิลเอสเทอร์ดีที่สุดถึง 94 % นอกจากนี้ยังเห็นว่าการใช้อลูมินาเป็นสารรองรับตัวเร่งปฏิกิริยาช่วยให้จำนวนครั้งในการล้างผลิตภัณฑ์ลดลง เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาที่ใช้เบสโซเดียมไฮดรอกไซด์ Abstract: The major problem of using palm oil as engine fuel is its high viscosity. Conversion of palm oil into its methyl ester solves the problem. This research was aimed to study the transesterification of palm oil and methanol using sodium hydroxide adsorbed on alumina as a catalyst. The transesterification was carried out under the condition that the ratio of palm oil to methanol was kept constant at 1 : 1 by volume, The amount of sodium hydroxide adsorbed on alumina was varied to give the best result. The result from the reaction showed that the appropriate ratio of sodium hydroxide adsorbed on alumina surface were 3.5 - 4.5 % and ratio of palm oil to alumina was 9.8 : 1 by weight. This condition gave methyl esters up to 94 % yield. The result also showed that use of alumina as a catalyst support material decreased the number of washing times comparing to the reaction using only sodium hydroxide. Methodology: A portion of transesterificstion catalyst was prepared by mixing alumina powder and solution of NaOH under magnetic stirrer at room temperature for 30 minute. The designed catalyst was carried out by varying amount of alumina and NaOH. The amount of alumina was varied from 4, 6, 8, and 10 g, while the amount of sodium hydroxide was varied from 1, 2, 3, and 4 g in 100 mL of distillated water then an excess of NaOH solution and wet powder of alumina was filtered off. The amount NaOH adsorbed was conducted by titration. An alumina adsorbed NaOH catalyst was dried in an oven at 110 °C for 1 hour. The catalyst obtained in this state was ready for the reaction. The catalyst and 100 mL of methanol were added in a 3-necked flash equipped with a separation funnel and equipped with a condenser and a drying tube. The mixture was stirred and heated one hour, then palm oil 100 mL contained in a separation funnel was added dropwise. During the reaction, sample was drawn for 30 minutes to analyze by HPLC, IR and TLC. After 4 hours, catalyst was separated from product. The product obtained was separated by separation funnel and washed with distilled water. The product was separated. The aqueous layer was washed with distilled water until the pH of solution reached 7. Similar procedures were carried on for the catalyst prepared in difference ratios of alumina to base. Results, Discussion and Conclusion: According to the result, it was found that NaOH adsorbed on alumina could be used as a transesterification reaction catalyst. Transesterification between palm oil and methanol over base alumina produces mainly methyl esters. The product obtained was characterized by HPLC, TLC, and IR. TLC result shows the similar Rf values between product and standard methylpalmitate. The result obtained from IR shows peak at 1744 cm-1, representing the ester group. Moreover, HPLC and TLC results show that production of methyl esters continued and reached the highest. This indicates that the reaction reached equilibrium within 2 hours. A plot between the amount of alumina used at the constant amount of NaOH and the percent yield of methyl esters shows that the production yield of methyl esters is not affected appreciably by increasing amount of alumina. However, a plot between amount of NaOH at the constant amount of alumina by weight versus the yield of methyl esters shows an opposite effect. It to be that an optimum loading of NaOH and alumina would enhance the methyl ester production. The best condition for the preparation of the catalyst is the ratio of alumina to NaOH 10 : 2 g. The reaction over this catalyst gave the percentage yield as high as 94 %. Use of the basic alumina catalyst not only increases the product yield, but also enhances efficiency of washing of the product. This indicated by a decrease in the number of washing times. Result from the experiment lead to the conclusion that transesterification reaction over NaOH adsorbed on alumina catalyst can proceed faster and more efficient than NaOH without using alumina as catalyst support. References: (1) ULF Schuchardt, Ricado Serchei, and Rogério Matheus Vargas, J. Braz. Chem. Soc., 9, 199-210, 1998. (2) Gabor A. Somorjai. Introduction of Surface and Catalytic Chemistry, 1st Ed, John Wiley&Sons Inc., New York, 1994. ThongMa (IP:124.120.29.218) ขอขอบคุณคุณwee ที่นำข้อมูลมาฝากครับ แต่ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่เก่ามากแล้วครับ เพราะเครื่องยนต์ดีเซลบ้านเราได้พัฒนาการใช้ปะเก็นจากยางธรรมชาติมาเป็นยางสังเคราะห์มากว่า 10 ปีแล้ว จึงแก้ปัญหาการสึกหร่อของยางได้มานานแล้วครับ ถ้าเป็นไปได้รบกวนคุณ wee กรุณาแจ้งที่อยู่ Mail มาให้ผมที่ suppachai.klungkaew@gmail.com ผมจะส่งผลงานการวิจัย และ VCD การบรรยายของท่าน รศ.ดร.กุลเชษฐ์ เพียรทอง ผอ.ศูนย์บริการวิชาการและพลังงาน ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ท่านมีผลงานการทดสอบการใช้ไบโอดีเซล B100 กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยจดบันทึกถึง 1000 ชั่วโมง มี Load 70-80% แล้วถอดลูกสูบและแหวนมาดูแล้วยืนยันว่า B100สามารถใช้ได้ อย่างแน่นอน และไม่ทำให้เครื่องยนต์สึกหร่อแต่อย่างใด ส่วนเรื่องที่ว่า " คือถ้าหากเราขายไบโอดีเซลให้กับลูกค้าแล้วเกิดเครื่องยนต์เค้าเสียหายจะเป็นผลลบนะครับ" ผมเห็นด้วยครับ ผมมองว่า ปัญหาการส่งเสริมการผลิตให้ได้มาตรฐานนั้น เป็นปัญหาระดับมหภาคซึ่งกระทรวงพลังงานจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมและสนับสนุนและแก้ปัญหานี้โดยหน้าที่ โดยความรับผิดชอบโดยตรง เพียงแต่กระทรวงพลังงานควรจะเปิด LAB กลาง รับทดสอบตัวอย่างไบโอดีเซลจากผู้ผลิตทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผลิตไบโอดีเซลที่เป็นกองทัพมดที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งผลิตรวมกันมากกว่าแสนลิตรต่อวันหรือมากกว่านั้นก็จะเข้าระบบ กระทรวงพลังงานก็จะสามารถควบคุมคุณภาพได้ แต่ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ เพียงแต่บอกว่า เราไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ ปัญหาก็คือ ..ถึงเวลาหรือยังที่กระทรวงพลังงานจะมี Lab กลางควบคุมคุณภาพน้ำมันด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าทำได้แบบนี้ กระทรวงพลังงานก็จะสามารถควบคุมคุณภาพได้ทั้ง น้ำมันปิโตรเลี่ยมทุกประเภท ไหนๆกำลังเตรียมเข้าสู่มาตรฐานยูโร 4 แล้ว แต่กระทรวงพลังงานยังไม่มี LAB ของตัวเอง ต้องไปพึ่งพา LAB ของ ปตท. ถามจริงๆเถอะครับ ..กระทรวงพลังงานจะมีอิสระในการบริหารจัดการคุณภาพเชื้อเพลิงของประเทศได้อย่างไร พวกเราเครือข่ายผู้ผลิตไบโอดีเซลไม่ได้นิ่งนอนใจและยินดีให้ความสำคัญกับมาตรฐานและยังรับผิดชอบต่อคุณภาพการผลิตไบโอดีเซลตามสมควร โดยพวกเราจะให้ความสำคัญ ทดสอบคุณภาพ 3-4 ข้อนี้ พวกเราเชื่อว่า ผ่าน 3 -4ข้อนี้จะไม่มีสร้างความเสียใดๆกับเครื่องยนต์ (มีผลงานทางวิชาการรับรอง)ได้แก่ 1.ทดสอบ Mono Di Tri Glyceride ตามมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงานกำหนด ข้อนี้พวกเราเชื่อจะทำให้ข้ออื่นๆอีกหลายข้อผ่านตามไปด้วย นั่นคือการผลิตของพวกเรามีคุณภาพและได้มาตรฐาน 2.ทดสอบ Acid Valve ค่าความเป็นกรด ตามมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงานกำหนด ข้อนี้พวกเราเชื่อว่า จะไม่ทำให้เครื่องยนต์สึกหร่อในระยะยาว 3.ทดสอบน้ำ ตามมาตรฐานกรมธุรกิจพลังงานกำหนด ข้อนี้พวกเราเชื่อว่า จะไม่ทำให้ระบบทางเดินน้ำมัน ถังน้ำมัน กัดกร่อนในระยะยาว 4.ถ้าต้องพักไบโอดีเซลไว้นาน พวกเราก็จะให้ความสำคัญโดยเติม Additive - Antioxidant เพื่อรักษาคุณภาพไบโอดีเซลเป็นไปตามมาตรฐานของ กรมธุรกิจพลังงานกำหนด สิ่งที่เราทำได้คือการให้ความสำคัญต่อมาตรฐานและรับผิดชอบต่อคุณภาพการผลิต ถ้าหากอยากพวกเราทดสอบในหัวข้ออื่นๆ ตามข้อกำหนดแล้ว ทางกระทรวงพลังงานควรจะให้ความสำคัญในการสนับสนุนเพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพการผลิตพลังงานทดแทนของชาติ แต่ถ้าหากกระทรวงพลังงานยังอ้างว่า ไม่สามารถควบคุมคุณภาพการผลิตไบโอดีเซลได้อีกนั้น แล้วจะสร้างความเสียหายกับผู้ใช้ไบโอดีเซล เป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะขอรับผิดชอบต่อความเสียหายเหล่านี้เอง เช่นเดียวกับผู้ค้าน้ำมันที่ประกาศรับผิดชอบต่อผู้ใช้แก๊สโซฮอล์ .. แบบนี้แพร์ไหมครับ ขอเสนออีกหน่อยนะครับ คือถ้าเรื่องรับประกันผมเห็นว่าควรที่จะรวมกลุ่มกันแล้วสร้างตรายี่ห้อ พร้อมกับเก็บเงินส่วนหนึ่งเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการรับประกับความเสียหาย อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องสืบว่าเครื่องยนต์เสียหายจากไบโอดีเซลจริงหรือไม่ สุดท้ายครับผมได้ยินมาว่า ไบโอดีเซลมีราคาใกล้เคียงกับดีเซลมาก และ ราคารับซื้อ จาก ปตท ก็สูงกว่า ราคาดีเซล ดังนั้น ผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ยากนะครับสำหรับการเลือกใช้ไบโอดีเซล แต่ข้อมูลของผมอาจจะผิด อย่างไรอยากขอความรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยครับ เพราะมีความเสี่ยงด้านเครื่องยนต์เสียหายแต่ผลประหยัดไม่มากพอนะครับ Wee (IP:203.155.179.11) มาถึงภาค 3 แล้ว ยังติดตามอยู่ครับผม หลายต่อหลายกรณีที่ผมเองได้ทดลองด้วยตัวเองถึงขนาดลองลงทุนใช้กับรถในบริษัททั้งหมดคือเครื่องยืนยันและแถมพ่วงบทวิจัยของทางนักวิชาการอีกทำให้ผมเชื่อมั่นว่าหลักประกันความเสียหายจากน้ำมันไบโอดีเซลกับเครื่องยนต์นั้นไม่มีความจำเป็น สรุปได้ดังที่กล่าวข้างต้นเพราะหากทำด้วยศักยภาพที่ผมมีหนึ่งปีที่ผ่านมาซึ่งก็ลุ่มบ้างดอนบ้างแต่ก็ยังไม่มีอะไรพังคามือคาเท้าลูกน้องที่ใช้ รถที่ใช้ก็ไม่มีทั้งใหม่ถอดด้าม โตโยต้า อีซูซุ นิสสัน ฮีโน่ ถ้าท่านติดตามข่าวตลอดจากภาคหนึ่งถึงปัจจุบันจะเห็นวิวัฒนาการของเราชาวไบโอดีเซล ยังคงมีอีกหลายท่านที่ไม่โพสไม่ออกความคิดเห็น หลายท่านที่ยังคงยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงเช่นคุณศุภชัยและอีกหลายท่าน เราจะใช้ไบโอดีเซล จะผลิตไบโอดีเซล จนกว่า....น้ำมันพืชและน้ำมันสัตว์จะหมดไป คุณภาพคือสิ่งที่เราล้วนไขว่ขว้าหาครับ...แต่เส้นทางที่มุ่งมั่นนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค. ![]() ![]() >>> http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=60235&page=12 พบว่า ..การสะสมและให้ความร้อนเร็วมากครับ ผมลองต้มไล่ความชื้น 1200 ลิตร ใช้เตากลีเซอรีน ใช้เวลาไม่ถึง ชั่วโมงความร้อนขึ้นไปถึง 52 องศา C น้ำมันก็ไส่แล้วครับ เสียดายถ่ายภาพมือสั่นไปหน่อยเลยได้ภาพไม่ค่อยชัด |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |