|
อะไรสำคัญกว่า
โพสต์เมื่อ:
12:20 วันที่ 6 มี.ค. 2550 ชมแล้ว:
769 ตอบแล้ว:
11
ระหว่างความรู้ กับ กระบวนการหาความรู้
คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน หรือสำคัญเท่ากัน ลองเสนอแนวคิดมาครับ เป็นการแลกเปลี่ยนประการณ์กัน จำนวน 11 ความเห็น, หน้า่ | -1- คิดว่ากระบวนการหาความรู้ค่ะ เพราะว่าจะสามารถนำไปใช้ได้ อย่างถ้าเรามีเรื่องสสงสัยแล้วไปค้นคว้าเอาเองเราก็จะได้รู้ทั้งเรื่องที่เราต้องการ และเรื่องอื่นๆที่ได้จากการค้นคว้า เรื่องที่ใกล้เคียงกกันและเรื่องที่เกี่ยวข้องกันด้วย แต่ถ้าเราไม่ไปค้นคว้าดูเอาแต่ถามคนอื่น เราจะได้แต่คำตอบเฉพาะส่วนนั้น แล้วเวลาเกิดข้อสงสัยเราก็จะต้องมาถามอีกอย่างนี้เรื่อยๆไปเพราะเราไม่ได้รู้เรื่องนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นแล้ว ก็หมายความว่า ต้องมีความรู้ เกี่ยวกับ "กระบวนการหาความรู้" ก่อน เสร็จแล้วเราค่อยมาใช้กระบวนการหาความรู้ มาหาความรู้อีกที่ แปลว่า ความรู้ก็ยังสำคัญกว่า กระบวนการหาความรู้ ผมเข้าใจถูกหรือไม่ อย่าเถียงกันไปเลยครับ เสียเวลาทำมาหากิน หัวข้อทำนองนี้มีเยอะ เช่น มีทรัพย์ กับมีปัญญา อย่างไนจะดีกว่ากัน มันก็อาจจะมีอย่างใดอย่างหนึ่งที่ดีกว่า แต่คนเถียงมันไม่ยอมนี่สิครับ Np (IP:202.57.179.163) ความรู้คืออาหารที่พร้อมเสริฟ ในขณะที่วิธีหาความรู้คือก็คือวิธีที่จะได้มาซึ่งอาหาร คนเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยอาหารเพียงมื้อเดียว ดังนั้นความรู้อาหารจานด่วนที่ต้องกินเมื่อหิว คือความจำเป็นเร่งด่วนหรือความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่วิธีการหาความรู้เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวและเป็นวิธีที่จะทำให้มีอาหารกินสม่ำเสมอตลอดไป อะไรมันสำคัญกว่ากันหล่ะ เมื่อท้องหิวคุณจะกินอาหารก่อนหรือไปหาอาหารก่อน เมื่อกินอิ่มแล้วคุณรอจะกินบุญเก่าหรือไปหาอาหารมาเพิ่ม อ้าว เป็นงั้นไป ไม่ได้มาเถียงกับใครนะครับ เพียงแต่ว่า อยากจะทราบว่า เวลาเราสอนนักเรียน มันมีอยู่ 2 ส่วน คือ ให้เค้ามีความรู้ กับให้เค้า มีกระบวนการหาความรู้ ซึ่งทั้งสองอย่าง ผมมีความเห็นว่า วิธีสอนมันต่างกัน ผมก็แค่อยากทราบว่า เราควรจะสอนนักเรียนให้มีความรู้ก่อนแล้วค่อยสอนทำให้เค้าเกิดกระบวนหาความรู้ หรือว่า เราควรสอนให้เค้าเกิดกระกระบวนการหาความรู้ก่อน แล้วให้เค้าหาความรู้เอาเอง แล้วพวกท่านทั้งหลาย ใช้วิธีไหนกันบ้าง ที่เคยคุยกัน บางกลุ่มก็บอกว่า ความรู้มันมีมาก สอนกันไม่หมดหรอก สอนกระบวนการหาความรู้ก่อนดีกว่าเค้าจาได้เอาไปใช้วิชาอื่นได้ด้วย วิธีสอนแบบนี้มักเริ่มค้นด้วยการตั้งคำถาม หรือสร้างสถาณะการณ์ แล้วให้นักเรียนสืบเสาะเอาเอง ไม่ให้ความสำคัญกับคำตอบมากนัก ให้ความสำคัญกับวิธีคิดมากกว่า นักเรียนกลุ่มนี้เมื่อจบไป สอบอะไรไม่ค่อยได้ เค้าบอกว่า ถ้าอยากให้เขารู้ ขอหนังสือ เอกสาร เครื่องคิดเลข ขอเวลา เดี๋ยวจะหาคำตอบให้ เท่าที่สังเกตที่เค้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา ตอนแรกแรกก็ร่อแร่ แต่ตอนหลังประสบผลสำเร็จทั้งเรียน และงาน อีกกลุ่มหนึ่งบอกว่า ความรู้เบื้องต้นมันจำเป็น ให้เขารอบรู้มากๆ กระบวนการหาความรู้เดี่๋ยวก็เกิดขึ้นเองได้ นักเรียนกลุ่มนี้เค้าจะบอกว่า อยากให้รู้อะไรก็บอกมา อย่าทำอะไรให้เสียเวลาเลย แสดงให้ดู เดี๋ยว จะทำตาม นักเรียนกลุ่มนี้ เคร่งเครียด ชอบอยู่คนเดียว สอบครั้งใดไม่ผิดหวัง ได้คณะดีๆ ชอบแข่งขันเอาชนะ เมื่อเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา แรกๆก็ประสบผลสำเร็จดี เรียนจบ แต่ ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเรื่องงานเท่าใด ข้อสังเกตนี้ สังเกตจากนักเรียนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง เท่านั้นคงเอาไปอ้างอิงอะไรมิได้ แต่เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ที่ผมสอนอยู่ ประมาณว่า นักเรียนประมาณ 50% เป็น 2 กลุ่มนี้ 5% เประผลสำเร็จไปทุกอย่าง วิธีสอนแบบไหนรับได้หมด อีก 45 % แค่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ บางที่ถ้าทราบว่า แนวคิดแบบไหนเหมาะสม หรือเราควรจะใช้ทั้งสองวิธีประสมประสานกันในรูปแบบต่างๆ จะได้ เข็น พวก 45 % ให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง และอาจเป็นแนวทางให้ครูท่านอื่นนำไปประยุกต์ใช้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ผมเชื่อว่ายังคงมีนักเรียนของคุณครูหลายคนที่เป็นเหมือนกับพวก 45 % นี้ และครูเหล่านั้นทำแบบไหน ผมอยากรู้ เอาแบบที่ปฏิบัติได้จริงๆจากประสบการณ์ของท่านนี่แหละ แค่นั้นจริงๆ ครับ (ต้องขออภัยที่ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด ในตอนต้น ) ขอบคุณท่าน thawankesmala ทุกอย่างมีที่ที่มันควรจะอยู่ เอาสบู่ไปแปรงฟันก็คงไม่ได้ และจะเอายาสีฟันมาล้างหน้าก็คงไม่เข้าที การพยายามยกอะไรให้สำคัญกว่าอะไร ในกรณีที่เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นความเข้าใจที่ผิด เมื่อเข้าใจผิด เราก็จะเกิดทุกข์ และพลอยทำให้คนอื่นทุกข์ไปด้วย ทำนองเดียวกันกับที่บอกว่า "ผู้เรียนสำคัญที่สุด" ผู้สอน ก็เลยเป็นงง ? แทนที่จะมีอะไรดีขึ้นจริงๆ ก็ต้องไปเสียเวลา อธิบาย สิ่งที่ไม่ควรนำมาใช้ทื่อๆ ใช้กันตามตัวอักษร โดยไม่ได้พิจารณาสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันให้รอบคอบ อันนี้ก็เข้าทำนอง ลอกตำราฝรั่งมาตรงๆ ทื่อๆ นั่นเอง ความรู้ก็เหมือนเป็นจุดหมาย กระบวนการหาความรู้เป็นการเดินทาง จุดหมายของเราอาจจะไม่สำคัญเท่าสิ่งที่เราเจอระหว่างทาง นั่นน่ะซี ครับ ถ้าตั้งกระทู้เพื่อจะเถียงกัน รับรองไม่จบแน่ๆ แต่ถ้าจะหาเหตุผลมาแลกเปลี่ยนกัน ไม่มีการตัดสินชี้ขาดว่าฝ่ายโน้นถูก ฝ่ายนี้ผิด ผู้อ่าน อ่านไปแล้วใช้วิจารณญาณของตัวเองแล้วนำไปใช้เอง อย่างนี้ ดี ครับ <<<ระหว่างความรู้ กับ กระบวนการหาความรู้ คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน >>> ผู้ที่เรียนมาทางครู มักจะได้รับการกรอกหูมาจนเต็มปรี่ ว่า อย่ายัดเยียดความรู้ให้แก่เด็ก แต่สอนให้เด็กแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ตำราเล่มไหนๆ ก็ไม่เคยบอกให้ครูป้อนความรู้ให้แก่เด็ก แม้ในแผนการสอน(แผนการจัดการเรียนรู้) ผู้ตรวจมักจะมองหาจุดที่จะตี คือ "ครูบอกเด็ก","ครูอธิบายให้เด็กฟังว่า.." ถ้ามีข้อความทำนองนี้ แผนการสอนนั้น ไม่ผ่าน ครับ ถ้าจะถามครูทุกคน ร้อยทั้งร้อยก็ต้องตอบว่า กระบวนการหาความรู้ สำคัญกว่า แต่ในทางปฏิบัติ ครูก็ใช้วิธีบอกความรู้ให้เด็กโดยตรง เพราะมันเป็นวิธีที่ง่าย ประหยัดเวลา สอบครบเนื้อหาตามแผน ขอยกตัวอย่างสถานการณ์สมมติ ครูจะสอนเรื่องแม่น้ำในประเทศไทย ครูให้เด็กจดตามคำบอกพร้อมทั้งปิ้งแผ่นใสให้ดูด้วย จบแล้วให้เด็กท่องจำและทำแบบฝึกหัด คาบเดียวก็จบ ทดสอบแล้วผ่านทุกคน อีกวิธีหนึ่ง ครูให้เด็ก(ทำงานกลุ่ม)ไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำในประเทศไทยจากตำรา หนังสือ วารสารต่าง ๆ และจากอินเทอร์เน็ตแล้วเขียนรายงานส่งและรายงานปากเปล่าหน้าชั้นอีก อย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 คาบ(แต่คนละวัน) เมื่อทำการทดสอบ เด็กก็ทำข้อสอบไม่ค่อยได้ เพราะมัวแต่ไปค้นคว้าหาความรู้ เตรียมเขียนรายงานและเตรียมรายงานหน้าชั้น เรื่อง แม่น้ำสายที่ 1 ไม่ได้ค้นคว้าเรื่องแม่น้ำสายอื่น ความรู้จากการรายงานหน้าชั้นที่กลุ่มอื่นรายงาน(เรื่องแม่น้ำสายอื่น) ก็ได้กระท่อนกระแท่น จึงทำให้ทำข้อสอบไม่ได้ วิธีการนี้นอกจากจะใช้เวลามากแล้ว เด็กยังทำข้อสอบไม่ได้อีก แถมด้วยจะสอนไม่จบตามแผนอีกต่างหาก ครู(บางท่าน)จึงไม่นิยมใช้วิธีนี้ การที่เด็กจะรายงานเรื่อง แม่น้ำในประเทศไทยเพียงสายเดียว นั้นจะต้องค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ แล้วต้องมาเขียน(เรียบเรียง)เป็นตำรา(รายงานจากการค้นคว้า) แถมจะต้องมาอ่าน ทำความเข้าใจ ท่อง-ซักซ้อม เพื่อรายงานหน้าชั้นอีก อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับแม่น้ำสายนี้ที่คิดว่าเพื่อน(หรือครู)จะซักถาม ก็ต้องเตรียมค้นคว้าหาคำตอบไว้ (เช่นเดียวกับการที่ครูเตรียมการสอนเพื่อจะไปสอนเด็ก) ทำให้เด็กมีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญพอที่จะเป็นครูสอนเรื่องแม่น้ำสายหนึ่ง(สายเดียว)ได้ เพียงเท่านี้ คิดว่าเด็กน่าจะทำได้ และครูก็น่าจะพอใจแล้ว ใช้เวลา 2 วัน ได้ความรู้เรื่องแม่น้ำสายเดียว เมื่อครูฟังจากการรายงาน สังเกตการร่วมกันทำงาน วิธีการแสวหาความรู้ของเด็ก แล้วเติมเต็มในส่วนที่ขาด ต่อจากนั้นก็มอบหมายให้เด็กไปศึกษาหาความรู้เรื่องแม่น้ำสายอื่นๆจนครบทุกสาย ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถึงเรื่องภูเขา-สภาพภูมิประเทศ-ภูมิอากาศ-ทรัพยากร-ขนบธรรมเนียมประเพณี-วัฒนธรรม ก็ให้เด็กแสวงหาความรู้โดยใช้วิธีเดียวกันนี้ ครูก็ไม่ต้องเหนื่อย และไม่ต้องกังวลว่าจะสอนไม่จบตามแผน เด็กก็ได้ความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าครูไปแสวงหาความรู้มาป้อนให้เด็ก สมมติว่าได้มา 100 % เมื่อป้อนให้เด็ก ครูก็ทำหกเรี่ยราดกว่าจะถึงเด็กก็จะเหลือแค่ 80 % แล้วตัวเด็กเองจะรับได้ถึง 40% (ของที่เหลือ)หรือเปล่าก็ไม่รู้ สถานการณ์ที่ 2 ครูจะสอนเรื่องการสร้างจดหมายเวียน (วิชาคอมพิวเตอร์) ครูให้นักเรียนศึกษาเองจากหนังสือหลายๆเล่ม จากอินเทอร์เน็ต และจากการใช้เครื่อง(ดูจาก Help)วิธีนี้ ขอท้า. . .5 คาบ ทำไม่ได้ ครูบอกให้เด็กจด ให้ท่องจำและทำความเข้าใจ. . . .ข้อท้า เช่นกัน ครู ทำให้เด็กดู อธิบายเป็นขั้นเป็นตอน(ใช้วิธีป้อนความรู้ให้เด็ก) แล้วให้เด็กทำตาม แล้วให้เด็กทำเองอีกครั้ง วิธีนี้ 2 คาบ ก็เหลือกิน ครับ พอจะมองเห็นหรือยังว่า การป้อนความรู้ให้เด็ก หรือ สอนวิธีการศึกษาหาความรู้ แบบไหน จะดีกว่ากัน np (IP:202.57.179.163) ไหนๆจะเถียง ... หรือแลกเปลี่ยนกัน ก็ขอแจมด้วยคน เริ่มแรกต้องมาให้นิยามความหมายของ "ความรู้" กับ "กระบวนการหาความรู้" ผมขอตั้งคำถาม เพื่อที่จะให้เราพอมองเห็นนิยาม หรือความหมาย ในทิศทางที่น่าจะเป็น(ร่วมกัน) คำถามที่ 1 : เราจะรู้ได้อย่างไรว่า กระบวนการนั้นๆ จะนำไปสู่ความรู้ที่เราต้องการจริง คำถามที่ 2 : สิ่งที่ปรากฎเป็นตัวหนังสือ ภาพ เสียง สื่อต่างๆ เป็นความรู้ หรือเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของความรู้ คำถามที่ 3 : แล้วความรู้อีกมากมาย ความรู้จริงๆที่เราต้องการ มันซุกซ่อนอยู่ที่ไหน มันอยู่ในรูปแบบใดบ้าง แล้วเราจะเข้าถึงได้อย่างไร คำถามที่ 4 : สิ่งที่เราเรียนรู้ได้เอง (ถ้ารู้วิธี และและใฝ่รู้) กับสิ่งที่ต้อง มีผู้รู้ มีครูคอยแนะบ้าง มีเส้นขีดแบ่งกั้นแน่นอนเสมอไปหรือไม่ คำถามที่ 5 : ความรู้ที่ static กับ ความรู้ที่ dynamic กับความรู้ประเภท "รู้ได้เฉพาะตน ต้องเข้าถึงเอง" เราจะอธิบายคลุมไปพร้อมๆกันได้เลยเชียวหรือ คำถามที่ 6 : ถ้าเราเน้น ความรู้ที่ dynamic เราจะแยก "ความรู้" กับ "กระบวนการหาความรู้" ได้เชียวหรือ เพราะกระบวนการหาความรู้ที่ static ย่อมไม่ก้าวตามทัน ความรู้ที่ dynamic เราก็จึงจำต้องนำความรู้ที่ dynamic มาปรับกระบวนการหาความรู้ ดังน้นทั้งสองอย่างนี้จึงต้องอิงอาศัยกัน จะแยกว่าใครสำคัญกว่าใครได้เชียวหรือ (เห็นด้วยกับ คหพ#2 ) เหอ ๆ เจอคำถามคุณมนุษย์คณิตศาสตร์ ผมก็มึนเหมือนกันขอถอยไปตั้งหลักก่อนล่ะครับ ขอเชิญท่านอื่น ๆ ก่อน ดูท่าว่ากระทู้นี้อาจอยู่ได้เป็นปี เพราะแต่ละข้อมันก็มีประเด็นที่ต้องพูดถึงเยอะ แถมอีกข้อ เป็นข้อที่ 7 ความรู้หรือปัญญา พอจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้สักกี่ประเภท (นอกเหนือจากไดนามิค สเตติก และรู้ได้เฉพาะตน) หมายถึงว่ามันแบ่งได้แค่นี้หรือว่ายังแบ่งวิธีอื่นได้อีก ใช้เกณฑ์ใดแบ่งได้บ้าง และความรู้แต่ละประเภทมีกระบวนการหาความรู้เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |