วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
จีนและอินเดีย ตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
โพสต์เมื่อ: 10:30 วันที่ 19 มี.ค. 2550         ชมแล้ว: 368,899 ตอบแล้ว: 30
จีนและอินเดีย ตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก

จีนและอินเดีย สองประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชียในทศวรรษนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนี่อง ค่าแรงราคาถูกและมีคุณภาพทำให้การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของสองประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่งได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ มลพิษทางอากาศในรูปของเขม่าควันและละอองซัลเฟตจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึงเป็นผลพลอยจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจนี้ได้ถูกพัดเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศในวงกว้างได้


Renyi Zhang ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งมหาวิทยาลัย เท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นหลักฐานสำคัญพิสูจน์ว่า มลพิษจากมนุษย์มีผลต่อการเคลื่อนตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่สำคัญของซีกโลกเหนือในช่วงฤดูหนาว

จากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมและคอมพิวเตอร์โมเดล ศาสตราจารย์ Zhang พบว่า ปริมาณ convective cloud (เมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง เช่น เมฆคิวมูลัสหรือเมฆคิวมูโลนิมบัส มักก่อให้เกิดฝน- ผู้แปล) ในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มขึ้นถึง 20-50% ในช่วงปี 1994-2005 เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณที่วัดได้ในปี 1984-1994 ซึ่งมีผลต่อการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก และเนื่องจากความหลากหลายด้านสภาพอากาศ มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือจึงได้รับผลกระทบจากละอองของเหลวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว ละอองของเหลวเหล่านี้จะส่งผลต่อลักษณะหยดน้ำและการเปลี่ยนแปลงภายในก้อนเมฆ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการก่อตัวของพายุได้ มลพิษเหล่านี้จะถูกพัดสู่ด้านตะวันตกของแคนาดาและสหรัฐฯ ก่อนที่จะเดินทางไปยังส่วนต่างๆของโลกส่งผลต่อสภาพอากาศโลกโดยรวม

เขม่าควันซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็คือคาร์บอนที่เผาไหม้ไม่หมด จะถูกลมพัดพาไปตกรวมกันบนก้อนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก สีดำของคาร์บอนช่วยดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์มาละลายน้ำแข็งให้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา

การเปลี่ยนแปลงเส้นทางพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกส่งผลกระทบโดยตรงกับสภาพอากาศของโลก นอกจากความเสียหายที่เกิดจากพายุและฝนตกอย่างรุนแรงแล้ว บางพื้นที่ของโลกจะเผชิญกับปัญหาความแห้งแล้งอีกด้วย นอกจากปริมาณพายุที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ระดับความรุนแรงของพายุที่ก่อตัวขึ้นนั้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

เส้นทางพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสภาพอากาศโลก การกระทำของมนุษย์กำลังเป็นตัวการสำคัญที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสภาพอากาศได้

นวัต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 41 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 185 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 24 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 มี.ค. 2550 (14:25)
การพัฒนาอเมริกาเป็นประเทศที่บริโภคพลังงานมากที่สุด เป็นตัวการปล่อยของเสียมากที่สุด รวมทั้งไม่เคยลงนามในสนธิสัญญาต่างๆที่รักษาสิ่งแวดล้อมเลย แล้วไปโทษ จีนกับอินเดียมองแล้วไม่มีความเป็นทำเลย
W.prem@thaimail.com (IP:203.113.77.36)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 19 มี.ค. 2550 (19:15)
เห็นด้วยครับ สหรัฐตัวการสำคัญ
thadax (IP:203.172.201.1)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 19 มี.ค. 2550 (20:28)
สหรัฐอะครับ สุดๆอยู่แล้ว จีนกับอิเดีย กำลังเจริญรอยตามครับ
โลกจะไม่น่าอยู่อีกต่อไป
ต้นกล้า (IP:203.113.15.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 20 มี.ค. 2550 (20:56)
สหรัฐเป็นตัวการปล่อยสารมลพิษสูงที่สุดในโลกครับ อย่าเข้าใจผิด ทั้ง Co2 SO2
Man (IP:58.9.123.56)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 21 มี.ค. 2550 (12:04)
เราก็ว่า อเมริกานะที่เป็นเหตุ อเมริกาบริโภคพลังงานมากกว่า 25% ของพลังงานที่ใช้ทั้งโลก แล้วเจ้าโรงงานต่างๆที่ไปตั้งยังประเทศอื่นๆ ก็สาวกอเมริกาทั้งนั้น จีนและอินเดีย รวมถึงประเทศอื่นๆที่มีค่าครองชีพต่ำกว่าอเมริกาก็เป็นเพียงเหยื่อเท่านั้น
ขอคิดด้วยคน (IP:58.137.44.124)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 21 มี.ค. 2550 (17:46)
ถึง ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย
เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ ฯลฯ

ใช่สิ พวกประเทศคุณๆเร่งทำลายโลก
จนตัวเองเติบโตเอาตัวรอดไปแล้วนี่
แล้วกลายเป็นว่าของเสียที่พวกคุณทำไว้
ดันส่งผลกระจายกระทบไปทั้งโลก
พอมาตอนนี้
จีนกับอินเดียจะเจริญรอยตาม
เพราะพวกเค้าอยากพัฒนาบ้าง
ก็ออกมาโวยวาย

แล้วก็อย่าลืมสิคะ
ว่า ไอ้คนที่นำ "ระบบทุนนิยม" มาแนะนำ
และกระตุ้น ป่าวประกาศจนมันแพร่หลายอย่างนี้น่ะ ใคร!?

(ขออภัยที่ใส่อารมณ์มากไปหน่อย
ทั้งๆที่รู้อ่ะนะ ว่าขุดเรื่องอดีตมาพูด ก็แก้ไขอะไรไม่ได้
แต่มันอดไม่ได้นี่นา...)

ป.ล. เราไม่ได้หมายความว่า จีน กับ อินเดีย ทำถูกนะ
เราแค่อยากจะบอกว่า
นี่ไม่ใช่เวลามากล่าวว่าว่าประเทศโน้นทำไม่ดี ประเทศนี้ทำไม่ถูก
เราควรร่วมมือกันดูแลโลกด้วยกัน
โดยรับผิดชอบดูแลประเทศของเราให้ดีต่างหาก

ประเทศไทยเองก็ยัง
ไม่มีมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพเหมือนกันนั่นแหละ
เกโดโกะ (IP:161.200.255.162)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 21 มี.ค. 2550 (23:47)
ใส่อารมณ์ไปเลยครับ โลกกำลังขาดจิตสำนึก ที่บ้านผมตอนนี้ใครเผาอะไรก็ไม่รู้ตอนกลางคืน ควันลอยต่ำเหม็นไปทั่วบ้านเลย
เบื่อครับ เบื่อ
ต้นกล้า (IP:125.26.145.98)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 23 มี.ค. 2550 (15:06)
สหรัฐนั่นแหละ ตัวการสำคัญ
ใส่อารมณ์เต็มที่ไปเลยค่ะ
ขาดจิตสำนึกอย่างรุนแรง โลกเรา เฮ่อ..=_=
Poylittlegirl เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 61 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 155 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 24 มี.ค. 2550 (11:36)
ถูกครับ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างพวกเขาก็ได้แต่ดูถูกประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างพวกเราเท่านั้นแหละครับ มีอะไรก็โทษแต่พวกเราพวกประเทศที่กำลังพัฒนา
toya makoto เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 25 มี.ค. 2550 (20:51)
พี่อเมริกาไม่ใช่เหรอตัวการปล่อยมลพิษอันดับ 1 ของโลก
แล้วไปว่าจีนกะอินเดีย

ส่อเจง ๆ

จาว่าอะไรดูตัวเองเสียก่อน
ทั่นบารอน (IP:203.113.46.9)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 26 มี.ค. 2550 (13:41)
การพัฒนาประเทศเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง จีน-อินเดีย เป็นเพียงการเจริญรอยตามอดีตของบางประเทศทางตะวันตกเท่านั้น ผลงานการวิจัยของสิ่งแวดล้อม/บรรยากาศของโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อ 200 ปี ที่ผ่านมา ศักยภาพในการแก้ไข/บรรเทา ก็เป็นสิ่งที่บางประเทศสามารถกระทำได้เท่านั้น การร่วมมือและจริงใจในการแก้ปัญหาเป็นสัญญาที่สำคัญ ดีกว่ากีดกันกันและกันนะครับ
Surfing เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 35 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 26 มี.ค. 2550 (21:39)
ขอโทษดัวยนะครับ ไม่ได้อ้างอิงข่าวอันนี้ ข่าวอันนี้มาจากเว็บของสหรัฐอเมริกานะครับ อาจจะเข้าข้างตัวเองไปบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง
อ้างอิง: http://www.sciencedaily.com/releases/2007/03/070306101319.htm

March 07,2007
นวัต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 41 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 185 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 27 มี.ค. 2550 (22:04)
เวลานี้ ผมว่าควรหันมาจับมือกันดีกว่าโยนความผิดนะครับ เพื่อโลกของพวกเราทุกคน
คนเดินดิน (IP:125.24.23.83)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 31 มี.ค. 2550 (05:29)
คงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ให้ถูกต้องนะครับ

ไม่เห็นด้วยกับบทความข้างต้นเพราะว่าประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ สหรัฐอเมริกา รองลงมาคือสหภาพยุโรป การที่ไปกล่าวโทษจีนและอินเดียนั้นเห็นจะไม่ถูกต้องนักเนื่องจากว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะถูกปล่อยจากจีนและอินเดียนั้น เป็นเพียงปริมาณที่ได้รับการคาดการณ์ในอนาคตของชาติตะวันตกเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเท่านั้น ดังนั้น จากผลการศึกษาที่ได้มาจากการจำลองสถานการณ์นี้ ถ้ามองในแง่ดีจะทำให้จีนและอินเดียหันมาใส่ใจกับสภาพแวดล้อมมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทั้งหลาย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสหรัฐอเมริกาควรที่จะหันมาเอาใจใส่ประเทศของตนเองเสียก่อน เพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้สหภาพยุโรปได้มีการเริ่มดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยรวมก็ยังมากอยู่

ผมดีใจที่เห็นบางคนเอาใจใส่ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบตัวเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเผาขยะ ฯลฯ แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องที่อยากจะให้รับทราบเพื่อการแก้ปัญหาอย่างถูกจุดก็คือ การแก้ปัญหาที่ภาคการคมนาคมและการขนส่ง ทั้งทางบก นำ และอากาศ เมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมแล้วมีค่ามากกว่าหลายเท่าตัวนัก ส่วนภาคการผลิตอื่นๆ นั้นถือได้ว่าน้อยมากจนไม่ต้องคำนึงถึง ดังนั้น ในปัจจุบัน หลายๆคนจึงอาจจะเคยได้ยินเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในรถยนต์ยังไงล่ะครับ

การที่แต่ละคนหันมาเอาใจใส่กับปัญหาสภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หากแต่มันจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย (บางคนอาจจะคิดเห็นขัดแย้งว่าคนหลายๆ คนรวมกันก็สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ไม่มากก็น้อย ผมอยากให้กลับไปอ่านย่อหน้าที่ผ่านมาให้ดีๆ เพราะนี่คือความจริงและข้อเท็จจริง) ถ้าหากผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายที่อยู่ในรัฐบาลในแต่ละประเทศไม่มีความจริงใจ ตระหนัก และรับรู้เพื่อกำหนดแนวนโยบายที่เหมาะสมมาใช้ในการแก้ปัญหานี้
European committee (IP:86.205.122.243)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 4 เม.ย. 2550 (16:51)
การพัฒนาของทางด้านอุตสาหกรรม มีผลดีต่อมนุษย์ แต่ทำร้ายธรรมชาติ
Jameskrab (IP:81.53.70.137)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 เม.ย. 2550 (13:15)
เห็นด้วยกัยความเห็นที่ 14 ครับ
เพราะผู้ที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดคือ อเมริกา
แต่ตอนนี้อเมริกาเริ่มหันมาใช้เอทานอลแล้ว (แต่ทำไมไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต หรือหาวิธีที่ดีกว่านี้?!?)
pepino (IP:61.91.35.40)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 13 เม.ย. 2550 (20:15)
เรายังแค้น อังกฤษไม่หายเลย - -" (ไม่รับผิดชอบ)
มันขนขยะสารพิษกับกัมนตรังสีที่ไม่ใช้แล้วอ่ะ มาทิ้งที่
ประเทศไทยอ่ะ คิดดูสิ ที่ท่าเรือคลองเตย นานแล้วล่ะ><
(ขนส่งทางเรือ)
Colodinate Colvalent เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1133 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 233 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 14 เม.ย. 2550 (11:24)
อยากได้แต่เงิน เพื่อธุรกิจ เศรฐกิจกับบ้านเมือง แล้วเป็นไงล่ะที่นี้ผลที่ตามมา ดูอย่างประเทศภูฎานสิ เป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก พวกเขาอยู่กันอย่างพอเพียง อากาศดี ไม่ต้องการเงินก็อยู่ได้กับโลกธรรมชาติที่สวยงาม ..................
skibble (IP:203.113.56.7)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 17 เม.ย. 2550 (14:14)
แหม! อย่าไปโทษแต่จีนหรืออินเดียเลย ถ้าไปสำรวจให้ดีๆจะรู้ว่าไอ้โรงงานทั้งหลายส่วนใหญ่ก็เป็นโรงงานของต่างชาติทั้งนั้นเพราะแรงงานถูก แล้วพอมีมลพิษเยอะขึ้น โลกร้อนขึ้น ฯลฯ ก็จะโยนให้ 2 ชาตินี้อย่างเดียว นักวิจัยชาวสหรัฐน่าจะไปศึกษาให้ลึกกว่านี้ด้วยว่ามลพิษมาจากไหน เช่นโรงงานในพื้นที่หรือโรงงานต่างชาติมากว่ากัน แม้แต่พอน้ำมันแพงก็ยังโทษแต่ประเทศที่มีประชากรโลกมากที่สุด แต่อย่าลืมว่าเค้าไม่ได้ใช้นำมันในการคมนาคม หรือให้ความอบอุ่นอย่างเดียว แต่อุตสาหกรรมหนักและโรงงานก็ใช้น้ำมันและสร้างมลพิษได้สูงอย่างมาก แล้วก็เป็นของทั้งต่างชาติเองด้วย เบื่อฝรั่งจริ๊งงงง.... เก่งนักเชียวเรื่งโทษคนอื่นเนี่ย!
smiling__angel@hotmail.com (IP:203.156.85.173)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 17 เม.ย. 2550 (21:45)
ขอให้ทุกคนใส่ใจสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การใช้ฟืน ใช้ถ่าน การเผาขยะ การทิ้งขยะมีพิษ และสารเคมีโดยการเผา ล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายชั้นบรรยากาศ อากาศหายใจไม่บริสุทธิ์ ดูอย่างอากาศเชียงใหม่ปีนี้ซิ คนป่วยกันมากเลย
เลิกได้ควรเลิกทำ อย่ากล่าวอ้างว่าเป็นประเพณี วิถีชีวิต ควรร่วมกันรณรงค์ ให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และมีบทลงโทษให้หลาบจำ เจ้าหน้าที่ต้องเอาจริง และเข้มงวดตลอดปี และทุกตารางนิ้วของประเทศไทย
ทุกเทศบาล ทุกหมู่บ้าน ควรมีเครื่องบดอัดเศษหญ้า ใบไม้ กิ่งไม้ แล้วนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป อย่าเผาทิ้งกันเลยนะ ขอร้องเถิด
จากผู้ป่วยโรคหืดหอบ
หืดหอบ/nijjasin@hotmail.com (IP:124.157.162.39)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.