วิชาการดอทคอม ptt logo

ลูกมีเสมหะอยู่ในคอต้องทำยังไง

โพสต์เมื่อ: 13:01 วันที่ 27 มี.ค. 2550         ชมแล้ว: 169,919 ตอบแล้ว: 33
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
เวลาดูดนมแล้วมีเสียงคล้ายเสมหะอยู่ในคอ ต้องพาไปหาหมอหรือเปล่าเพราะเป็นมานานเกือบ 2 อาทิตย์แล้ว มีคนแนะนำให้ดื่มน้ำหลังจากดูดนมเสร็จ ก็ทำตามแต่ยังไม่หาย อย่าได้คำแนะนำจากผู้รู้


modang_1@hotmail.com(124.157.145.252)





จำนวน 33 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 27 มี.ค. 2550 (15:16)
ไปหาหมอเป็นคำตอบสุดท้ายค่ะ
บัวอื่น
ร่วมแบ่งปัน953 ครั้ง - ดาว 395 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ก.ค. 2550 (11:38)
45916
การเคาะปอดเพื่อระับายเสมหะในเด็กเล็ก http://www.thaipedlung.org/mustknow_mar21032007.php





หลักการทั่วไป

การจัดท่า เพื่ออาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้เสมหะไหลออกจากหลอดลมเล็กส่วนปลายเข้าสู่หลอดลมใหญ่ตรงกลาง เมื่อเด็กไอเสมหะจะถูกขับออกมาได้มากขึ้น

การเคาะ ใช้อุ้งมือ (ดังรูป) ไม่ควรใช้ฝ่ามือ ควรทำมือให้เป็นลักษณะคุ้ม นิ้วชิดกัน ที่เรียกว่า cupped hand เคาะบริเวณทรวงอกส่วนที่ต้องการระบายเสมหะ

ใช้ผ้ารองบนส่วนที่จะเคาะ

การเคาะแต่ละท่าควรใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมา 1-3 นาที หรือนานกว่านั้นถ้ายังมีเสียงเสมหะมากอยู่

ขณะเคาะหากเด็กไอ ควรใช้ การสั่นสะเทือนช่วย โดยใช้มือวางราบ พร้อมทั้งเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและหัวไหล่ทำให้มือสั่น ในระหว่างที่กำลังไอหรือช่วงที่เด็กหายใจออก

ฝึกการไอ ให้มีประสิทธิภาพ (ทำได้เฉพาะเด็กที่ รู้เรื่อง สามารถเข้าใจและทำตามคำอธิบายได้) ฝึกได้โดยให้เด็กหายใจเข้าเต็มที่ช้า ๆ กลั้นไว้สักครู่ และไอออกมาโดยเร็วและแรง

ควรทำการระบายเสมหะ ก่อนมื้อนมหรืออาหาร หรือขณะท้องว่าง หรืออย่างน้อย 2 ชั่วโมง หลังอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักและอาเจียน
maeada_wai
ร่วมแบ่งปัน277 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 26 ม.ค. 2552 (22:04)

ลูกชายตอนนี้อายุ1ขวบก็เป็นเสมหะเสียงดังอยู่ในลำคอหาหมอหลายครั้งแล้วไม่หายไม่รุ้จะทำไงดี เป้นมานานเหมือนกัน


แก้มณี รู้ประมาณ jumper166@gmail.com (IP:125.27.195.108)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 มี.ค. 2552 (16:47)
เอาข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเลื่อยๆนะค่ะ
icerattanawadee@hotmail.com (IP:222.123.125.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 18 ก.ย. 2552 (11:46)

ตอนนี้ลูกสาวของดิฉันอายุ 2 ขวบ 9เดือนค่ะ เค้ามีเสมหะที่ลำคอมาเป็นเวลา 2เดือนเต็มๆแล้วค่ะ
ดิฉันพาไปหาหมอแล้วคุณหมอก็ให้ยาละลายเสมหะมาท่านค่ะแต่ดูเหมือนไม่มีอะไนเกิดขึ้นเลย
แม่ของดิฉันจึงใช้วิธีโบราณคือเอาหอมแดงให้แกท่านแล้วดูเหมือนจะดีขึ้นเพียงแค่ 3-4วันแล้วหลังจากนั้นก็เหมือนเดิม ดิฉันทำตามคำแน่นำของหมอเช่นกัน โดยใช้วิธี cupped hand แต่ดูเหมือนไม่มีอะไรขึ้นเลยค่ะ
ถ้าถามว่าแล้วดิฉันให้ลูกดื่มน้ำอุ่นหรือเปล่าตอบอย่างมั้นใจเลยค่ะว่าดิฉันไม่เคยให้ลูกดื่มน้ำเย็นเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไง เลยเขียนมาถามเพื่อคุณแม่ท่านอื่นและคุณหมอมีข้อแนะนำดีๆ
ขอขอบคุณร่วงหน้า สำหรับทุกคำตอบค่ะ


wani.sara@hotmail.com (IP:203.146.146.184)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 ต.ค. 2552 (13:11)
ลูกคุนน้าหายหรือยังครับแล้วถ้าหายหายเพราะอะไรครับ
te_kiral@hotmail.com (IP:58.8.150.99)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 27 ต.ค. 2552 (12:32)
เคยเจอปัญหาแบบนี้เหมือนกันค่ะ
narak-rd@hotmail.com (IP:222.123.49.209)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 27 ต.ค. 2552 (12:34)
พาลูกไปหาหมอค่ะ
mj_jess@hotmail.com (IP:222.123.49.209)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 16 ธ.ค. 2552 (09:22)

ให้ลูกดื่มน้ำที่เราผสมให้อุ่นๆพอดี ต้องอุ่นๆนะ น้ำธรรมดาช่วยไม่ได้เท่าไหร่ค่ะ  ดื่มบ่อยๆค่ะ  ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ทานยาละลายเสมหะ แต่ต้องให้คุณหมอตรวจก่อน เพราะคุณหมอจะต้องฟังปอดน้อง เพราะเสมหะอาจจะลงปอดได้ค่ะ และดูคอด้วยว่าทอลซิลแดงมั้ย  ถ้ายาที่หมอเคยให้หรือที่น้องเคยทานแล้วอาการไม่ดีขึ้นต้องแจ้งคุณหมอนะคะ หมอจะได้เปลี่ยนยาตัวอื่นให้  ยาละลายเสมหะที่ลูกสาวทานแล้วได้ผลดีก็เป็นยี่ห้อ fluifort  ฟลูอิฟอร์ท ถ้าไอร่วมด้วยก็ต้องทานยาขยายหลอดลมร่วมด้วยค่ะชื่อยา asmasal   ยาแต่ละตัวก็ให้ผลตอบรับดีแตกต่างกันนะคะ


veevy (IP:180.183.115.27)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 3 ก.พ. 2553 (00:06)
'น้ำผึ้ง' บรรเทาอาการไอและช่วยให้หลับง่าย
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 52

หากจะพูดเรื่องของน้ำผึ้งคงไม่มีวันจบสิ้นเพราะมีคุณค่าสารพัดประโยชน์เหลือเกิน จนทุกวันนี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับน้ำผึ้งออกมาอยู่เรื่อย ๆ เช่น วิจัยพบน้ำผึ้งแท้สามารถบรรเทาอาการไอจากหวัดได้ดีกว่ายาแก้ไอที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ช่วยให้นอนหลับง่ายในเด็กที่ป่วยเป็นหลอดลมส่วนบนติดเชื้อ ซึ่งเป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สเตท (The Pennsylvania State University) ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการไอของน้ำผึ้งกับยาแก้ไอสามัญ dextromethorphan (DM) ที่อนุญาตให้จำหน่ายตามร้านขายยาและใช้กันมากที่สุด

อย่างไรก็ดี นักวิจัยกล่าวว่า น้ำผึ้งนั้นไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ และน้ำผึ้งที่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สเตท นี้ศึกษาเป็นน้ำผึ้งชนิดสีเข้มซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระด้วย และนักวิจัยระบุว่าเหตุที่น้ำผึ้งสามารถช่วยบรรเทาอาการไอได้นั้นก็เพราะว่ามันทำให้ลื่นคอและรู้สึกผ่อนคลายที่ลำคอ

ในเรื่องที่น้ำผึ้งช่วยบรรเทาอาการไอนั้น เรารู้กันมานานแล้ว แต่การที่มีงานวิจัยออกมาเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า น้ำผึ้งสามารถลดการไอได้จริง สำหรับคนไทยอาจใช้น้ำผึ้งผสมน้ำมะนาวบรรเทาอาการไอ ในเรื่องการแก้ไอของน้ำผึ้ง นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ได้ตอบข้อมูลสำหรับผู้ถามปัญหาสุขภาพใน www.doctor.or.th ว่า ให้ผสมน้ำผึ้ง 3-4 ส่วน กับน้ำมะนาว 1 ส่วน ควรเคี่ยวน้ำผึ้งบนเตาไฟให้เดือดก่อน เมื่อปล่อยให้เย็นแล้วค่อยเติมน้ำมะนาวลงไป สามารถเก็บใส่ขวด แบ่งจิบแก้ไอได้บ่อย ๆ เหมาะสำหรับคนทุกวัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก และผู้ที่มีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย นอกจากใช้แก้ไอแล้ว ยังให้พลังงานแก่ร่างกายแทนข้าวได้อีกด้วย และคุณหมอยังได้แนะไว้ว่า...

“น้ำผึ้งมีขายในท้องตลาดหลายยี่ห้อ เช่น น้ำผึ้งจากเกสรลำไย เกสรลิ้นจี่ ดอกทานตะวัน ดอกสาบเสือ เป็นต้น ในแต่ละชนิดสีสันแตกต่างกันไป ที่สำคัญพยายามหลีกเลี่ยงน้ำผึ้งปลอม หรือน้ำผึ้งที่ผสมน้ำตาลทราย เพราะน้ำผึ้งปลอมใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ไม่ได้”

สำหรับน้ำผึ้งผสม (น้ำ) มะนาวนี้ นอกจากจะแก้ไอได้แล้วบางคนยังนำมาพอกหน้าด้วย เขาบอกว่าจะทำให้ใบหน้าสดชื่น เปล่งปลั่ง นุ่มนวล ผ่องใส...แต่ต้องเป็นน้ำผึ้งแท้นะ เพราะหากเป็นน้ำผึ้งปลอมที่เพียงแต่เปิดฝาขวดออกมา มีกลิ่นน้ำอ้อยโชยมาแตะจมูกละก็...มิใช่น้ำผึ้งแท้อย่างแน่นอน

น้ำผึ้งแท้และมีคุณภาพดีจะดูอย่างไร มีวิธีมาบอก โดย หทัยพร ศิรินามารัตนะ แห่งภาควิชาเภสัชเวท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกไว้ว่า น้ำผึ้งที่ดีควรมีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ระบุไว้บนฉลากข้างขวดน้ำผึ้ง เช่น น้ำผึ้งลำไยก็ควรมีกลิ่นของลำไย เป็นต้น น้ำผึ้งต้องมีความหนืด แม้ในอากาศร้อนหรืออุณหภูมิห้อง น้ำผึ้งที่ดีต้องมีสีอ่อนตามธรรมชาติที่ได้เก็บเกี่ยวมา ถ้าน้ำผึ้งมีสีเข้มมากจนดำ แสดงว่าเป็นน้ำผึ้งที่เก็บมานานแล้ว ซึ่งน้ำผึ้งที่เก็บมานานจะมีคุณประโยชน์ลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้นควรดูวันหมดอายุที่ข้างขวด แต่อาจเป็นข้อมูลที่ไม่เที่ยงตรงนัก เพราะน้ำผึ้งอาจถูกเก็บไว้นานเป็นปีก่อนนำมาขาย น้ำผึ้งที่ดีต้องไม่แยกชั้น ต้องอยู่เป็นเนื้อเดียวกัน แม้ในบางครั้งอาจพบน้ำผึ้งเกิดการตกผลึกได้เนื่องจากน้ำผึ้งที่ได้จากการเลี้ยงด้วยดอกไม้ต่างชนิดกัน แต่น้ำผึ้งแท้ที่ตกผลึกนั้นจะมีผลึกเป็นแท่งเหลี่ยมแหลมเปราะบาง และถ้าน้ำผึ้งนั้นตกผลึกทั้งขวดจะมองเห็นสีผลึกเป็นสีเดียวกันทั้งขวดไม่เป็น สีเข้มปนสีอ่อนตกผลึกอยู่ที่ก้นขวด เหนือผลึกขึ้นมาเป็นของเหลวเป็นส่วนมากและสีของเหลวนั้นมักมีสีเข้มกว่าผลึกอย่างเห็นได้ชัด เราจะเรียกน้ำผึ้งลักษณะนี้ว่าน้ำผึ้งตกตะกอน และสามารถทดสอบน้ำผึ้งที่ตกตะกอนนี้ได้โดยการนำน้ำผึ้งมาแช่ตู้เย็นจะเห็นได้ชัดเจนและรวดเร็วขึ้น น้ำผึ้งต้องสะอาดไม่มีสิ่งเจือปนอื่น ถ้ามีแสดงว่าวิธีการเก็บเกี่ยวไม่ดี ดูแล้วไม่น่าบริโภค ถ้าดูน้ำผึ้งไม่เป็นเลยก็อาจดูจากฉลาก บริษัทผู้ผลิตว่าน่าเชื่อถือหรือไม่ ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางในการเลือกซื้อน้ำผึ้งได้

“น้ำผึ้ง” ที่คนทั่วไปอาจมองแต่เพียงด้านเดียวคือให้คุณประโยชน์ในด้านความหวาน ต่อไปนี้คงได้เห็นถึงคุณค่าและรู้จักใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้งให้มากยิ่งขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 20 มกราคม 2552
วิวัฒน์ ว. (IP:124.157.215.89)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 ก.ย. 2553 (23:54)
การที่ลูกมีเสมหะเยอะ ให้สังเกตว่าตอนกลางคืนนอนกรนด้วยหรือเปล่าค่ะ เป็นไปได้ว่าลูกอาจจะแพ้นมวัวค่ะ
แม่น้องเหนือและหนุน (IP:61.90.80.10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 20 ก.ย. 2553 (14:20)
ลูกของดิฉันทั้งไอทั้งมีเสมหะและมีน้ำมูก เวลาไอก็จะไอมากจนอาเจียนออกมาแทบจะทุกครั้ง ตอนนี้เขาอายุ 6 เดือนค่ะทานยาที่หมอสั่งก็แล้วไม่ไม่ดีขึ้น
ต้องทำยังไงดีคะ
kee_ja@hotmail.com (IP:182.232.121.81)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 27 ก.ย. 2553 (20:37)
ตอนนี้ลูกของดิฉันอายุ 1 ขวบ 7 เดือน ช่วงนี้กำลังมีเสมหะอยู่ในลำคอทานอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกหมดและสงสารแกเวลากลางคืนต้องนอนไอทั้งคืนมีวิธีที่ไม่ใช้ยามั๊ยคะเพราะใช้ยามานานแล้ว
amonrat_959@hotmail.com (IP:182.52.35.15)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 26 ม.ค. 2554 (15:12)
ลูกเป็นภูมิแพ้คะ อาจจะแพ้อากาศ แพ้นมวัว ทำให้รักษายากไม่หายซักที ตอนกลางคืนควรปิดแอร์นะคะ อาหารที่ควรงด ขนมขบเคี้ยวที่ไม่มีประโยชน์ ของทอด

นม เนย ขนมปังที่มีส่วนผสมนมเนย นมเปรี้ยว และอื่นๆที่มีส่วนผสมจากนมวัว การรักษาแผนปัจจุบันไม่หายก็ต้องหาทางเลือกอื่นอย่าปล่อยให้เด็กเป็นนานเดี๋ยวจะเลี้ยงไม่โต น้ำหนักไม่ขึ้น ลองไปรักษาที่บัลวีแนวธรรมชาติ ยาที่รักษาเด็กส่วนใหญ่จะเป็นวิตามินไม่เป็นอันตรายกับเด็ก โทรนัดกับคุณหมอลลิตา ท่านรักษาเด็กที่มีอาการอย่างนี้มาเยอะแล้วคะ ถ้ายังไม่หายก็กวาดยาร่วมด้วยก็ได้นะคะ
เด็กเล็กไปกวาดยากันเยอะคะ ที่ร้านขายยาหน้าวัดพิชัย แถวแยกนิด้าตรงไปแล้วกลับรถร้านอยู่ไต้สะพาน ใครก็รู้จักคะหาง่าย วัดพิชัย
a-charn@hotmail.com (IP:125.25.111.147)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 20 เม.ย. 2554 (12:35)
ลูกชายอายุ 1ปี 3เดือน ค่ะ ตอนนี้กินนมป้องกันภูมิแพ้อยู่ด้วย ส่วนมากที่นได้ชัดเลยคือ ไข่ขาว เพราะเวลากินอะไรที่มีส่วนผสม
ของไข่ขาว จะมีอาการ แดงรอบๆ ปาก และคันร่วมด้วย พอดีคุณหมอให้ยาแก้แพ้ไว้ เวลามีอาการก็ทานยา ไม่นานก็หาย
แต่ตอนนี้ไอ มีเสมหะด้วย นอนตอนกลางคืนน่าสงสารมาก ดิ้นไปมา นอนไม่หลับ เพราะหายใจ ไม่สดวก กลืนน้ำลายไม่ได้
เพราะน่าจะมีเสมหะเหนียวข้นติดอยู่ที่ลำคอ
มีวืธีแก้ไขยังไงดีคะ ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำค่ะ
รอรับคำตอนอยู่ที่นี่นะคะ memejung_13@hotmail.com
คอบคุณค่ะ
memejung_13@hotmail.com (IP:118.172.204.29)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 28 พ.ค. 2554 (17:24)
เมื่อก่อนลูกเราเสมหะเยอะมาก ตอนนี้ไม่ค่อยมีแล้วค่ะ อายุ 3 ขวบ ให้ทานน้ำผึ้งประจำ ช่วยได้มากเลยนะคะ ใส่น้ำผึ้งผสมกับนมเลยค่ะ ลองดูนะคะ
แม่ MM (IP:58.8.81.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 23 ส.ค. 2554 (14:08)
ลูกสาวอายุ 1 เดือน 8 วัน เวลาดูดนมจะมีเสียงเหมือนมีอะไรติดในลำคอ และเวลาตื่นมากินนมรอบดึกสังเกตุดูน้ำลายเค้าจะเหนียวๆ ควรทำอย่างไรดี?
Ken_pan2432@hotmail.com (IP:115.67.171.128)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 22 ม.ค. 2555 (12:22)
ลูกสาวผม 4 เดือน ครึ่ง

เข้า ร.พ. มา สอง รอบ แล้ว เพราะ เสมหะ ไป อุด หลอด ลม หาย ใจ ไม่ ออก อาการ น่า กลัว มาก

ตา จะ เหลือก ๆ + เหลือบ ๆ มือ จะ กำ เน้น น้ำ ลาย ไหล

ลูก ผม ไม่ มี อาการ บอก ก่อน เลย ว่า เค้า มี ไข้ หรือ มี น้ำ มูก

คือ เค้า เหมือน เดก ปกติ ที่ สบาย ดี ไม่ เจบ ไข้ ได้ ป่วย

ที่ โพส นี้ เพราะ อยาก จะ ให้ พ่อ แม่ หลาย ๆ คน คอย ดู ลูก ตัว เลก ๆ อย่าง ใกล้ ชิด

คอย เอา มือ ไป จับ อก เค้า ตอน เข้า หาย ใจ สังเกตุ ดู ว่า มี เสมหะ หรือ ไม่

ถ้า มี ก้อ ยอม เสีย เงิน เลก ๆ น้อย ๆ เข้า ร.พ. เพื่อ ที่ จะ ให้ เค้า ดูด เสมหะ ออก

ด้วย ความ ปราถนา ดี จาก " พ่อลูกอ่อน .. "
nsz.twnk@hotmail.com (IP:124.122.154.104)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 23 ม.ค. 2555 (00:01)
ลูก10เดือน ไอมีเสมหะมีน้ำมูกไปหาหมอแล้วค่ะแต่ยังไม่หาย 1 อาทิตย์แล้ว
ควรไปหาหมอคนเดิมหรือเปล่าคะ เวลาไอสงสารลูกค่ะ
Ying_num@hotmail.co.th (IP:110.49.225.175)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 30 ม.ค. 2555 (13:19)
ตอนนี้ลูก 6เดือนแล้วเค้ามีเสมหะมาตลอดพาไปหาหมอหมอให้ยาละลายเสมหะมากินก็ไม่หาย กินน้ำผึ้งรวงแล้วก็ไม่หาย กินน้ำอุ่นก็ไม่หาย บางทีน้องมีการเหมือนหายใจติดขัด ทำให้เราตกใจอยู่บ่อย ๆ จะทำยังไงดีช่วยบอกหน่อยค่ะ
paint-mn@hotmail.com (IP:49.49.66.90)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 16 ก.พ. 2555 (00:23)
ลูกก็เป็นหลอดลมตีบค่ะ ตั้งแต่เล็กแทบไม่ได้ทานน้ำเย็น วันไหนอากาศชื้น และเย็นเวลาเช้ามืด และกลางคืนจะมีอาการไอหลอดลม(ไอแรงกว่าไอปกติ) ทำให้นอนไม่ได้ สงสารลูกมากค่ะ ถ้าเป็นหวัดจะหายใจเสียง หวีดหวีด และไอหลอดลมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากหลอดลมจะตอบสนองไวโดยจะผลิตเสมหะออกมามากกว่าปกติ เสมหะจะไปอุดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก พาไปหาหมอภูมิแพ้ ให้ยาพ่นมา ลูกไม่ยอมให้พ่นค่ะ จึงพาไปหาหมอคลีนิคให้ยาแก้อักเสบ ยาละลายเสมหะ ยาแก้ไอหลอดลม ก็ทำให้เขานอนได้ดีขึ้นและก็เป็นๆหายๆ หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้ชนิดหนึ่งค่ะ และบางทีเชื้อโรคก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีเสมหะมาก บางครั้งมีไข้ บางครั้งก็ไม่มีไข้ ไม่หายขาด โตขึ้นภูมิต้านทานก็จะดีขึ้น อาจหายได้ค่ะ เวลาลูกมีอาการไอหลอดลม และมีเสมหะมาก คุณแม่จะให้ทานยาขยายหลอดลม และยาละลายเสมหะเบื้องต้นค่ะ ในกรณีไม่มีไข้ หากมีอาการไอติดต่อกัน 2 วันขึ้นไป อาการไม่ดีขึ้น ควรพาไปหาหมอค่ะ ตอนนี้ 7 ขวบแล้วค่ะ ก็ยังไม่หายขาด แต่เป็นไม่บ่อยเหมือนเดิมค่ะ ในช่วงที่ลูกเข้าโรงเรียนใหม่ๆจะไม่สบายบ่อยเป็นเรื่องปกติค่ะ ไม่ต้องกังวล จากที่เล่ามานี้อาจเป็นประโยชน์กับคุณแม่ท่านอื่นๆไม่มากก็น้อยนะคะ
mananyapan@yahoo.co.th (IP:124.121.189.27)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 31 มี.ค. 2555 (20:25)
ต้องการกำจัดเสลดให้หายขาด ดูได้ที่....

Tayai Shop
tayai (IP:223.206.34.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 14 เม.ย. 2555 (22:09)
ลูกไอแล้วมีเสหมะ ทำเหมือนท่าข้างบนมันได้ผลจริงหรอคร่ แต่ลูกดิฉันพึ่งได้แค่ 3เดือนเองคร่
tantan16_s@hotmail.com (IP:110.49.248.163)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 20 มิ.ย. 2555 (07:01)
ดิฉันมีลูกชายสองคนเป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ แพ้ไรฝุ่นกับนมวัว. เวลาเป็นมากๆ จะไอแบบมีเสมหะในหลอดลม บางที่ก็หอบจนต้องพ่นยา บางทีก็ติดเชื้อไวรัส ไซนัสบ้าง หลอดลมอักเสบบ้าง คออักเสบ สารพัดฯ รักษากันเป็นเดือนกว่าจะหายได้ในละครั้งที่อาการกำเริบขึ้นมา แต่ก็ไม่หายขาด ยิ่งถ้าเป็นช่วงเข้าอนุบาลใหม่ๆ ให้แม่มือใหม่ทำใจล่างานล่วงหน้าได้เลย. ทุกวันนี้ก็จัดยาให้ลูกทานเอง ถ้าลูกไม่มีไข้สูงจนน่ากังวล เพราะมีประสบการณ์มา4ปี. ตอนสองปีแรก ไปนอนโรงพยาบาลจนพยาบาลเบื่อหน้า. เพราะรู้หมดทุกอย่างว่าจะต้องดูแลลูกยังไง แต่พอไข้สูงทีไรก็กลัวทุกที เอาไกล้หมอไว้ก่อนสบายใจกว่า. แต่ทุกวันนี้ ถ้าไข้ลูกไม่ถึง39. กินยาเช็ดตัวลดไข้3วันไข้ลงก็ทำเอง แต้กรณีนี้ก็แล้วแต่นะคะว่าน้องมีการติดเชื้อร่วมด้วยหรือปล่าว ถ้าไอมากไข้สูงด้วยก็ไปหาหมอดีกว่า. ถ้าไข้อย่างเดียวก็ไม่เป็นไร. ยาที่ใช้ประจำสำหรับเด็กที่แพ้นมวัวก็เป็นพวกยาละลายเสมหะ. เจ้าตัวเล็กอายุ3ขวบ แพ้คะแต่ชอบกินชีส พิซซ่า นมเปรี้ยว เนยนมต่างๆที่เขาแพ้. ชอบหมด บ้างครั้งก็ห้ามไม่ได้เพราะน้องเริ่มโต บ้างทีก็อดใจอ่อนไม่ได้. แต่เด็กจำพวกนี้จะไม่แสดงอาการ เลย จะค่อยๆสะสม คุณแม่ท่านอื่นลองสังเกตุดู ถ้าเขาแพ้นมจะมีอาการตอนกลางคืน จะมีเสียงหายใจครืดคราดในอก อต่ตอนกลางวันไม่มี จะเป็นแบบนี้สัก 3-5วัน ก็จะเริ่มไอขึ้นมา. ถ้าเป็นเพราะแพ้นมอย่างเดียวก็หายง่ายวิธีการ คือหยุดทานผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยนมวัวทังหมด ให้เด็กทานน้ำอุ่นวันละลายๆลิตร เด็กไม่ยอมก็ต้องคอย ใช้ไซริงค์อัดน้ำใส่กันไป. รายไหนเริ่มขึ้นจมูกก็ใช้น้ำเกลืิอล้างจมูก ดูวิธีล้างได้มีทั่วไปในยูทูป
ยาที่ให้ทาน ก็มี ฟลูอิฟอร์ด เป็นยาละลายเสมหะ ที่ใช้ได้ผลกับตัวเล็กมากที่สุด แต่ถ้าไอมากในเวลกลางคืนแบบเสมหะอุดตัน ก็ให้ยาขยายหลอดลม ชื่อMeptin เมพติน แต่ถ้าโชคร้ายเกิดหลอดลมอักเสบ ติดเชื้อกันขึ้นมาก็ยุ่งยากหน่อย น้องจะมีอาการไอมากชนิดที่นอนกันไม่หลับเลย หายใจเสียงดังชัดเจน ไอจนอาเจียนเป็นมูกเหนียว บางคนหายใจเร็ว ฟังเสียงที่ปอดถ้าเป็นเบบี้จะดังวี๊ดๆ แต่ถ้าเป็นเด็กโตจะฟังง่ายหน่อย ตอนแรกๆก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอาการหอบมันเป็นไง. มีอยู่ครั้งนึงลูกหายใจจนชายโครงบุ๋มคราวนั้นนอนร.พกัน เป็นอาทิตย์ เพราะเชื้อลงปอดเลย เพราะความไม่รู้ปล่อยให้ลูกเป็นมาก
ถ้ามีอาหารหอบก็ใช้เครื่องพ่นยา แบบร.พ ใช้ยาแวนโทลินผสมน้ำเกลือ ใครหอบประจำก็ซื้อเครื่องติดบ้านไว้เลยค่ะ เวลาลูกไอมากจนหน้าแดงจนเหนื่ิอยหอบเวลากลางคืนช้วยได้มากไม่ต้องมาหอบของไปร.พกันตอนดึก พ่นเสร็จอย่าลืมล้างจมูกตามด้วยการเคาะปอด เวลาไปร.พ พยายามสังเกตุด้วยว่าพยาบาลทำอะไรบ้างกะลูก แล้วเราก็จำกลับมาปฐมพยาบาลลูกเร็วเองได้. แต่มีบางอย่างเราก็ทำไม่ได้นะ ถ้าเป็นเด็กอายุ น้อยกว่า3 ขวบ ที่มีมูกเหนียวติดหลอดลมมากๆหมอจะให้ดูกเสมหะ. วิธีคือใช้สายยางเส้นเล็กๆ สอดลงไปในโพรงจมูกและก็หยอดน้ำเกลือลงไป. และก็เปิดเครื่องดูด. มันออกมา อันนี้ชอบมาก วิธีการที่ลูกหน้อยหวาดกลัวที่สุด แต่ช่วยเขาหายใจได้สะดวกที่สุด เพราะจะได้ดูดไอ้มูกเจ้าปัญหาที่ไปติดคอติดหลอดลมลูกออกมาแบบเห็นกันจะจะเลยทีเดียว. คุณจะเห็นมันไหลผ่ายสายยาง บ้างคนก็เขียวค้นยิ่งกว่าสังขยา บางคนใสขุ่นเหมืิอนกับกาวยู๊ฮู พวกนี้แหละตัวการร้ายที่เกาะหลอดลมลูกเรา ถ้าเป็นมากขอหมอดูดเลยค่ะลูกกลับบ้านจะได้หลับได้สบายหน่อย แตก็ขึ้นอยู่กะหมอบางท่านนะคะ ว่าเข้าใจอาการลูกเราไหม ถ้าไม่ลูกเราก็ซวยไป เพราะบางครั้งหมอก็ไม่ชอบคุณแม่ที่รู้ดี กว่าหมอเหมือนกัน แบบดิฉันทำเป็นไม่รู้เรื่อง บอกอาการให้หมอรักษา จ่ายยาตามอาการ คุณจ่ายเงินสองพันกว่าๆ แล้วก็พาลูกกลับบ้าน อีกสีวันไปหาหมอใหม่่ ไม่หายก็เปลี่ยนยาแก้อักเสบกินยาต่อ ฉันทำแบบนี้อยู่นาน. จนแบบว่าจะไปทำไมให้เสียตังค์ เราก็จ่ายยาเบื้องต้นให้ลูกเองได้. แต่ต้องแน่ใจในเรื่องยา กับอาการลูกนะคะ ถ้าลูกมีการติดเชื้อที่ต้องใช้ยาแก้อักเสบก็ต้องดูคอกับจมูกลูกว่าบวมแดงมากไหม ถ้าไม่มากก็จ่ายsia-mox ถ้ามากก็อ๊อกเมนทิน ถ้ามากกว่านั้นก็ซิโธรแมกซ์ ก็พวกนี้แหละค่ะที่ไปร.พทีไรก็ได้มาทุกที หมอจะให้แบบเวียนๆไป เพราะถ้าให้ซ้ำๆจะดื้อยา ไว้ต่อคราวหน้านะคะลูกๆตื่นแล้ว
rungnapajitnoom@hotmail.com (IP:124.122.133.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 20 มิ.ย. 2555 (22:28)
ต่อจากแม่ลูกสองค่ะ
การใช้ยากับเด็กเล็กแม่คนไหนๆก็กลัวกันทั้งนั้นแหละค่ะยิ่งถ้่าเป็นแม่มือใหม่ด้วยแล้ว. แทบไม่กล้าใช้ยากับลูกเลย. ตัวอย่างลูกชายคนแรกของฉันเลี้ยงกันแบบปลอดเชื้อ ใช้ยาจากที่หมอจ่ายให้เท่านั้น มีไข้หน่อยก็ขอนอนร.พ กลัวๆกลัวไปหมด จนไม่เข้าใจอาการลูกให้หมอวินิจฉัยอย่างเดียว จนลูกอาการมากขึ้นเรื่ิอยๆ จากแค่เป็นหวัดบ่อยๆ จมูกเปียกตลอด กินยาลดน้ำมูก กะยาละลายเสมหะ ตัวเดียวกันติดต่อกันเป็นปีๆ โดยที่ลูกอาการไม่ดีขึ้นเลย ทุกครั้งที่มีอาการก็จะมีไข้ร่วมด้วยก็หอบกันไปนอนร.พทุกที จนลูกหลอดลมอักเสบ แล้วก็หอบ โพรงจมูกอักเสบคออักเสบ บ้าง สลับกันไป โดยที่ไม่รู้ว่าลูกเป็นภูมิแพ้. อะไร บ้านก็เก็บกวาดตามที่คนเป็นโรคภูมิแพ้เขาแนะนำกัน ก็ดีขึ้นมานิดนึง จนมารู้ทีหลังว่าน้องแพ้ทั้งไรฝุ่น สุนัข ดอกหญ้า น้ำหอม. ที่รู้เพราะอ่านหนังสือบ้าง ดูตามกระทู้บ้าง เลยข้อร้องให้คุณหมอทำสกินส์เทสให้ แต่หมอไม่อยากทำให้เพราะน้องอายุยังน้้อยผลอาจไม่ชัดเจน. แต่นาทีนั้นฉันต้องการอะไรก็ได้ที่พอจะชี้นำให้ลูกฉันอาการดีขึ้นมาบ้าง. พอทราบผล ฉันก็หลีกเลี่ยงทุกอย่างที่คิดว่าลูกจะแพ้. ลูกก็ดีขึ้นเรื่ิอยๆ ไม่หอบอีกเลย และก็ภูมิต้านทานของลูกจะดีขึ้นตามอายุเขาด้วย
แต่ทุกวันนี้็ยังคงล้างจมูกให้ทุกวันใช้ยาพ่นจมูกทุกวัน. ยาพ่นจมูกฉันไม่อยากใช้เลย แต่น้องจะแย่ถ้าไม่ใช้. เพราะกว่าฉันจะรู้ว่าลูกเป็นอะไรมันก็สายไปแล้ว ลูกจึงต้องใช้ยาพ่นตลอดฉันหวังว่าสักวันเมื่ิอลูกอายุมากขึ้นเขาจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น จนเลิกใช้ยาพวกนี้ได้. ที่บรรยายมาซะยาวเพราะอยากให้แม่มือใหม่รับมือกับลูกที่ไม่ค่อยแข็งแรงได้เข้าใจว่า เราต้องเข้าใจอาการลูก
ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง อย่าฟังคนอื่นมากเกินไป เพียงเหตุผลที่ว่าเราไม่ได้เรียนมาเหมือนอย่างเขา ถ้ารักษาแล้วลูกไม่ดีขึ้นก็หาหมอเฉพาะทาง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกุมารแพทย์ที่ประจำตัวเด็กแต่แรกเกิด ไม่ต้องเกรงใจหมอ เพราะหมอไม่ใช่เทวดาที่รักษาช่วยชีวิตได้ทุกคน คุณจะได้ไม่พลาดเหมือนลูกชายคนโตของฉัน. อาจมีอารมณ์กันบ้างเพราะนึกถึงอดีตทีไรของขึ้นทุกที
ฉันจะเล่าถึง วิธีรักษากับการใช้ยากับเด็กกลุ่มที่มีเสมหะมากตั้งแต่เกิดให้ ก็แล้วแต่แม่ท่านใด ที่รักษากับหมอที่ไม่เรื่องจนท้อใจลองทำลองใช้กันดู แต่ขนาดยาต้องตามน้ำหนักตัวกับอายุเด็กนะคะ
สำหรับลูกชายคนเล็กเป็นเด็กมีเสมหะมากมาแต่เกิด บวกกับการแพ้นมวัว
อาการ. - เมื่อทานอาหารที่มีส่วนผสมของนมวัว จะมีน้ำมูกมากๆแต่ไม่ไหล จะเกาะอยู่ที่หลอดลม ล้างจมูกก็ไม่ออก แต่ตอนกลางคืนหรือเวลาหลับ จะแสดงอาการมาก. โดยเฉพาะนอน
ห้องแอร์เย็นประมาณ25องศา
รักษาโดย- ให้ยาละลายเสมหะ. ยาขยายหลอดลม ยาต้านฮีสตามินยาแก้แพ้. ได้แก่. ฟลูอิฟอรด์ เมพทีน เซอเทค ใช้น้ำเกลือสวนล้างจมูกหลังตื่นนอน บ่อยๆก่อนอาหาร
ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ หมอจะมีเต้นท์น้ำเกลือให้นอน เพื่อช่วยให้น้ำมูกอ่อนตัวลง ในกรณีน้ำมูกเป็นสีเขียว โพรงจมูกอักเสบ หรือคอแดง จะใช้ยาแก้อักเสบร่วมด้วย
ใช้ยา sia-mox. หรือ อ๊อกเมนทิน ซิโธรแม๊กซ์ แล้วแต่อาการมาก็ใช้ควบคู่กัน หมอเคยจ่ายไซม๊อคกับอ๊อกเมนทินให้. ก็ok
หลีกเลี่ยงห้องแอร์. อุ่นน้ำเกลือก่อนใช้ก็ดีลูกจะได้ไม่ละคายเคืมากขึ้น
Rungnapa (IP:124.122.133.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 21 มิ.ย. 2555 (21:36)
ขอเพิ่มเติมอีกหน่อยนะคะ
มียาที่ช่วยเรื่องน้ำมูกเหนียวลดการแพ้อีกตัว. ชื่อยาซิงกูแลร์เป็นยาผงอันนี้ดี แต่ต้องทานติดต่อกันหลายวันเหมือนกันค่ะ.(และก็สำหรับเบบี๊ต้องใช้ยาชนิดหยดเพื่อละลายน้ำมูกก่อนนอนช่วยได้เหมือนกันค่ะ ชื่อยาอิลิอาดิน แต่ห้ามใช้ติดต่อกันหลายวัน). แต่ถึงทานยาดีแค่ไหนแต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่ลูกแพ้ได้ก็แย่หน่อยค่ะ เด็กจำพวกนี้เลี้ยงห้องแอร์ไม่ดีค่ะ ต้นไม้มากๆอากาศชื้นๆแบบฤดูฝนก็ไมดี. เชื้อราที่ต้นไม้เด็กบางคนแพ้ได้เหมือนกัน. ที่อยากแนะนำคืออากาศแบบชายทะเลเหมาะกับเด็กกลุ่มภูมิแพ้มากที่สุด. ใครสามารถย้ายบ้านไปอยู่แถบนั้นได้ดีเลยค่ะ ส่วนตัวไม่สามารถทำได้. บางทีสถานที่อยู่อาศัยก็เป็นตัวแปรสำคัญสำหรับลูกน้อยเช่นกัน

สำหรับลูกชายคนโต เขาจะแตกต่างจากน้อง ตรงที่ไม่มีเสมหะเหนียวข้นมาก แพ้พวกไรฝุ่น เกสรดอกหญ่าดอกไม้ สุนัข พอติดเชื้อเขาจะรับเชื้อไว้ มากแบบว่าเริ่มจามวันนี้พรุ่งนี้ตัวร้อนน้ำมูกเขียว คออักเสบเลย
เยื่อโพรงจมูกเขาจะบวมแดงตลอดเวลา ขยีจมูก24ชัวโมง ใต้ตาคล่ำเหมือนคนติดยา. อารมณ์รุนแรงหงุดหงิดง่าย เพราะร่างกายเขาไม่เตยสดใสเลยสักวัน
ทานยาลดน้ำมูกสูโด ยาแก้แพ้Zytec ทุกเดือนตั้งแต่อายุ 1ขวบกว่า พออายุ2ขวบกว่าก็ใช้ยาพ่นจมูก Nasonex. พอ3ขวบใช้ยาพ่นจมูก Avamys. ยาแก้แพ้ Aerius. ทุกวัน.
ถ้ามีไอร่วมด้วยก็ใช้ยาโรบิทัสซิลme. ตอนนี้ห้ามจำหน่ายแล้ว ช่วงนี้เลยหายช้าหน่อย เพราะต้องมิกซ์ระหว่างยาแก้ไอกะยาลดน้ำมูกตัวอื่นแทน
ถ้าหากหยุดยา. จะมีน้ำมูกไหลทุกวัน เคยลองปล่อยไม่ให้ยาดู เรื่องใหญ่เลยหลอดลมอักเสบ เพราะติดเชื้อไวรัส
ล้างจมูกเช้าเย็นทุกวัน หลีกเลี่ยงทุกอย่างให้ลูกแพ้น้อยที่สุด ก็ไม่หายค่่ะ แต่ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ เพราะเขาจะ5ขวบแล้ว สรุปว่ายาที่ใช้ทุกวันนี้แค่ช่วยบรรเทา แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
เคยถามหมอตกลงลูกฉันต้องให้ยาพวกนี้ตลอดชีวิต กินยากันจนตับไตวายเลยไหม หมอบอกว่าแล้วแต่เด็กคะ บางคนหายได้เมื่ออายุ7-12ขวบ เพราะร่ายกายสร้างภูมิขึ้นมาได้เองแต่ว่าอาจมีเด็กบางคนโชคร้ายต้องรักษากันตลอดไป. ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่ทุกท่านให้ผ่านกับวันร้ายๆไปได้ พอลูกๆโตขึ้นเขาจะสร้างภูมิขึ้นมาได้เองค่ะ
ช่วงนี้ก็ต้องใช้ยาตามที่หมอสั่ง และลองทำตามวิธีกลุ่มภูมิแพ้แนะนำดูค่ะ. ต้องมีสักวิธีที่ได้ผล
Rungnapa (IP:124.120.205.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 17 ก.ย. 2555 (09:03)
ลูกมีเสลดติดคอเยอะมาก ตอนนี้น้องอายุ 2 เดือน และเป็นมานานแล้วมำไงก็ไม่หาย เป็นมาตั้งแต่เกิด ต้องมำไงดีคะ ช่วยบอกหน่อยค่ะ
พี (IP:110.49.242.213)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 21 เม.ย. 2556 (20:31)
ลูก5เดือนเต็็มไอมากมีเสมหะกินนมแล้วอ้วกทุกครั้งหมอให้ยาแก้ไอมากินก็ยังไม่หายกินนมชง s26gloกลางคืนก็ตื่นไอทั้งคืนน้ำหนักลดจาก7ลดเหลือ6แล้ว
jaenam_sea@hotmail.com (IP:27.55.138.101)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 24 เม.ย. 2556 (17:35)
ขอสอบถามหน่อยครับ เวลาไอกระผมจะมีแสมหะออกมาเป็นก้อนเล็กๆออกมาทีละก้อนใสๆ ไม่มีกลิ่น จะเป็นเฉพาะเวลาไอแต่ไม่ได้ไอแรงๆ จะเหมือนว่าเวลาคันคอมันก็จะไอออกมา ไม่ทราบว่าอาการแบบนี้จะเป็นเพราะอะไรครับ คือตัวกระผม สูบบุหรี่ นอนดึก ไม่ดื่มเหล้าเบียร์ แต่่ก่อนหน้านี้จะมีอาการแน่นหน้าอกด้านขวาอยู่ เป็นได้วันเดียวแล้วก็หายเลยโดยไม่ได้รับประทานยาใดๆเลยครับ รบกวนหน่อยนะครับ
fixedtrick@gmail.com (IP:124.122.106.232)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 25 เม.ย. 2556 (11:47)
++++ น้ำปัสสาวะ บำบัดโรค ++++

ดร.อัสเบิร์ต เซนต์ กีออร์กี นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบลทดลองใช้สาร methyl gloxal ซึ่งพบในปัสสาวะรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งและได้ผลเป็นที่น่าพอใจในหลายราย
สารต่างๆ เหล่านี้แม้จะมีปริมาณน้อยในปัสสาวะแต่พบว่าอยู่ในรูปแบบที่มีศักยภาพสูง เมื่อดื่มเข้าไปจะซึมผ่านเยื่อบุกระเพาะอย่างรวดเร็วและเกิดผลต่อร่างกาย
งานวิจัยชิ้นใหญ่ของ นพ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดียได้ทดลองให้ผู้ป่วยจำนวน 200 คน ดื่มน้ำปัสสาวะของตนเองและติดตามผลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด ได้ข้อสรุปดังนี้

1. เมื่อดื่มน้ำปัสสาวะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้น และอัตราเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้น
2. การดื่มน้ำปัสสาวะจะช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ในผู้ป่วยทุกราย และปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดก็สูงขี้นด้วย เขาเชื่อว่าข้อสรุป 2 ประการนี้สำคัญมาก ช่วยให้เกิดการบำบัดรักษาโรคและอาการเจ็บป่วยได้หลายกรณี ด้วยกลไกของเอนไซม์ ฮอร์โมนและเกลือแร่และช่วยให้ภูมิต้านทานดีขึ้นอีกด้วย
การวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาว Australia 2 คน พบว่า เมื่อดื่มปัสสาวะจะทำให้มีสมาธิ จิตใจสดชื่นอารมณ์ดีขึ้น แจ่มใสเพราะในปัสสาวะมีฮอร์โมน ชื่อ Melatonin ซึ่งพบในปัสสาวะตอนเช้า

ในงานวิจัยค้นพบว่าปัสสาวะของแต่ละคนจะมีผลต่อการทำงานในร่างกายของแต่ละคน โดยจะทำหน้าที่เป็นวัคซีนธรรมชาติ เป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส ต่อต้านสารก่อมะเร็ง ทำให้เกิดความสมดุลกับฮอร์โมนและช่วยเรื่องภูมิแพ้ (ปัสสาวะทำหน้าที่เป็น natural vaccine, antibacterial, antiviral, anti-cancer agents, hormone balance, allergy relievers)


วิธีการใช้ปัสสาวะบำบัด มี 2 แบบ คือ

1. แบบใช้ภายใน
ดื่ม ดื่มปัสสาวะตอนเช้า ช่วงกลางของปัสสาวะ โดยเริ่มต้นจาก 5-10 หยด ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มจนถึง 1 แก้ว ประมาณ 100 cc. มีประโยชน์ในการรักษาโรคทั่วไป
ล้างพิษ ดื่มปัสสาวะตลอดทั้งวัน (ยกเว้นตอนเย็น) และดื่มน้ำสะอาดด้วย เป็นการล้างพิษออกจากร่างกาย โดยทำให้เลือดสะอาดขึ้น พิษจะถูกกำจัดออกจากร่างกายทางอุจจาระ เหงื่อ และทางหายใจ
กลั้วคอ เมื่อมีอาการเจ็บคอ ปวดฟัน และเมื่อมีอาการไอเป็นหวัด
สวนทวาร (Detoxification) โดยการสวนปัสสาวะเข้าไปในทวาร เพื่อล้างลำไส้และเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย หยอดหู, ตา เมื่อมีอาการหูและตาอักเสบ โดยการใช้ปัสสาวะผสมกับน้ำสุกที่สะอาดหยอดหูและตา
สูดเข้าจมูก สูดเอาปัสสาวะสดๆ ตอนเช้าเข้าจมูกทั้งสองข้าง เพื่อล้างโพรงจมูก สำหรับคนที่เป็นไซนัส เป็นหวัด ภูมิแพ้ (น้ำมูกไหลเป็นประจำ)
2. แบบใช้ภายนอก
ทาและนวดผิวหนัง โดยการนวดร่างกายทั้งหมดหรือบางส่วนทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออก จะช่วยรักษาโรคผิวหนังได้หรือผิวหนังที่โดนแดดเผา
ล้างเท้า กรณีมีปัญหาที่ผิวหนังและเล็บเท้า
สระผม ช่วยทำให้ผมสะอาด นุ่มสลวย และทำให้ผมดกขึ้น
ปัสสาวะสามารถรักษาอาการปวดหลัง แผล แผลไฟไหม้ ภูมิแพ้ หืดหอบ ไมเกรน มะเร็ง ผิวหนังผื่นแพ้ กามโรค ปวดตามข้อ โรคเก๊าส์ ท้องผูก มาลาเรีย หวัด ตับอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ความดันโลหิตสูง ฯลฯ
การประเมิน

1. ด้านความปลอดภัย (Safety) นักวิจัยเชื่อว่าปัสสาวะโดยธรรมชาติเป็นน้ำสะอาดปราศจากเชื้อ และมีสารประกอบพิเศษมากมายที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ไม่เคยมีรายงานว่าคนดื่มน้ำปัสสาวะแล้วตาย และการดื่มน้ำปัสสาวะไม่มีผลข้างเคียง
2. ด้านประสิทธิผล (Efficacy) โรคที่ได้ผลดีจากปัสสาวะบำบัด

- โรคหอบหืดและภูมิแพ้
- ท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ
- พวกบิดเรื้อรังจากเชื้ออมีบา
- โรคมะเร็งบางรายขึ้นกับระยะของโรค
- โรคทั่วไป เช่นโรคผิวหนัง, โรคหวัด, ไอเรื้อรัง, หลอดลมอักเสบ, ไข้จากเชื้อไวรัส และแเบคทีเรีย




การรักษา สุขภาพ ข้อมูล โรค






1/6/55
nopphadon


บันทึก #1 1 มิ.ย. 2555, 12:25:26

ตัวอย่างผู้ป่วยใช้ปัสสาวะบำบัด

ผู้ป่วยรายแรก เป็นชายอายุ 40 ปี ป่วยเป็นหอบหืดมาตั้งแต่เด็ก แพทย์แนะนำให้ใช้ปัสสาวะบำบัด และผู้ป่วยรายนี้ได้กินอาหารแบบธรรมชาติบำบัดร่วมด้วย ผู้ป่วยรายนี้หายจากการเป็นหอบหืดในเวลา 10 เดือน
ผู้ป่วยรายที่สอง เป็นชายป่วยด้วยโรคสะเก็ดเงิน เขาได้ใช้ปัสสาวะบำบัดอาการเริ่มดีขึ้นใน 6 สัปดาห์ และหายดีในระยะเวลา 4 เดือน
ผู้ป่วยรายที่สาม มาร์ธา คริสตี้ เธอป่วยเป็นเวลานานด้วยการอักเสบในอุ้งเชิงกราน เป็นแผลในลำไส้ใหญ่ อ่อนเพลีย เรื้อรัง โรค Hashimoto’s และ โรค Mononucleosis ติดเชื้อในไตเรื้อรัง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นเชื้อราในช่องคลอด มีเนื้อเยื่อมดลูกเจริญผิดที่ มีภาวะต่อมหมวกไตทำงานน้อยกว่าปกติ หูชั้นกลางและไซนัสอักเสบ และยังแพ้อาหารและสารเคมีอีกหลายอย่าง ซึ่งอาการป่วยของเธอที่เล่ามานี้ยังไม่ได้ครึ่งของโรคต่างๆที่เธอเป็น มาร์ธาได้รับการรักษาและผ่าตัดหลายครั้งหมดค่ารักษาทั้งสิ้นนับแสนดอลลาร์ แต่อาการป่วยของเธอก็คงเดิม
วันหนึ่งสามีของเธอซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับวิธีรักษาทางธรรมชาติที่แปลกประหลาดและเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งมีคนที่รักษาแล้วหายเธอเริ่มทดลองรักษาตัวเองในวันแรกนั้น อาการท้องผูกเรื้อรังและอาการปวดท้องรุนแรงและปวดในอุ้งเชิงกรานก็หายไป ต่อมาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบการติดเชื้อราทั้งภายนอกและภายในก็ค่อยๆหายไป ภาวะแพ้อาหาร อาการเหนื่อยง่าย และอาการทางลำไส้ก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังการรักษาตนเองอยู่ 2-3 เดือน การเจ็บคอบ่อยๆ และเป็นหวัดง่ายก็เริ่มดีขึ้น เส้นผมที่หลุดร่วงเป็นกำๆ ภายหลังจากการผ่าตัดครั้งที่ห้าของเธอก็เริ่มจะมีเส้นผมที่งอกใหม่จนเธอมีเส้นผมที่ดกและเงางามอีกครั้งหนึ่ง น้ำหนักเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่ภาวะปกติมีเรี่ยวแรง ซึ่งโรคที่รุมเร้าเธอมา 30 ปี ก็หายไปหมดสิ้น
วิธีรักษาที่แปลกประหลาดซึ่งเธอทำอยู่ก็คือการดื่มน้ำปัสสาวะ มาร์ธาได้เขียนคำอธิบายไว้ในหนังสือ “Your Own Perfect Medicine”และสอนผู้อื่นให้บำบัดโรคด้วยปัสสาวะ

3. ด้านความสมประโยชน์ (Cost – effectiveness) จากการศึกษาทางวิชาการพบว่าปัสสาวะบำบัดให้ประโยชน์แก่ผู้รับการบำบัดซึ่งไม่มีผลเสีย และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ การใช้ประโยชน์ในประเทศต่างๆ ประวัติของปัสสาวะมีมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ซึ่งมีชาวกรีกบางคนใช้ปัสสาวะเพื่อบำบัดรักษานางแบบโดยเฉพาะ แพทย์อังกฤษชื่อแซลมอนได้พิมพ์ตำราแพทย์ในปี ศ.ศ.1695 เรื่อง Salmon’s English Physician ระบุถึงการใช้ปัสสาวะเพื่อรักษาแผลและรักษาอาการป่วยอย่างอื่นๆ อีกมากมาย และเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว ที่ชาวยิปซีในยุโรป ทราบถึงคุณสมบัติของปัสสาวะในการรักษาโรค และยังมีโยคีและพระลามะในธิเบตต่างก็มีอายุยืนยาวเพราะดื่มปัสสาวะของตัวเอง
จอห์น ดับบลิว อาร์มสตรอง เป็นชาวอังกฤษซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนปัสสาวะบำบัด เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Water of Life: A Treatise On urine Therapy หรือน้ำแห่งชีวิต ในหนังสือนี้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน วัณโรค โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจ โรคไบรท์ มีปัญหาที่กระเพาะปัสสาวะ มาลาเรีย ไข้ แผล แผลไฟลวก โรคเกี่ยวกับหลอดลม และ โรคอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรักษาให้หายได้ด้วยการอดอาหารหลังดื่มปัสสาวะ ระหว่างการอดอาหารนั้น การดื่มปัสสาวะจะช่วยเสริมสร้างและปรับสภาพอวัยวะที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งลำไส้ ปัสสาวะบำบัดใช้รักษาทุกโรคด้วยวิธีการอย่างเดียวกันหมด
หลักฐานในเอนซัยโคลพีเดียของเยอรมัน (Johann Heinrich Zedler’s Grossen Vollst Indigen Universallexikon, ค.ศ.1747) ซึ่งบอกว่าในน้ำปัสสาวะของทั้งคนและสัตว์มีสารที่มีประโยชน์หลายชนิด ปัสสาวะของคนมีผลเสริมสร้างความแข็งแรงและรักษาโรค ปัจจุบันมีหนังสือที่เขียนและตีพิมพ์ในเยอรมัน ซึ่งเขียนโดย นักบำบัดบ้าง แพทย์บ้าง ที่กล่าวถึงข้อดีของปัสสาวะบำบัด

บันทึก #2 1 มิ.ย. 2555, 12:25:38

มีการประชุม The First World Conference on Urine Therapy เมื่อ ค.ศ.1996 ที่อินเดีย และใน 3 ปีต่อมา มีการประชุม The Second World Conference on Urine Therapy ที่เยอรมัน ใน ค.ศ.1999 การประชุมทั้ง 2 ครั้ง มีทั้งนักวิทยาศาสตร์และแพทย์เข้าร่วมประชุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ศาสตร์โบราณที่เกือบถูกลืมเลือนไปได้กลับมาเป็นที่สนใจของวงการสุขภาพระดับโลกอีกครั้งหนึ่ง
การแพทย์ตะวันออกหลายชาติใช้น้ำปัสสาวะเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรค การแพทย์แผนจีนเชื่อว่าน้ำปัสสาวะของเด็กทารกเป็นยาบำรุงอย่างดีสำหรับคนผอมแห้งแรงน้อยเป็นตาลขโมย การแพทย์แผนไทยใช้น้ำปัสสาวะเป็นกระสายยาดองเภสัชสมุนไพรหลายชนิด อินเดียนิยมการดื่มน้ำปัสสาวะทั้งส่งเสริมสุขภาพและรักษาโรค ซึ่งวิชาโยคะมีกระบวนการสร้างเสริมสุขภาพกระบวนการหนึ่งเรียกว่า อมาโรลิ ซึ่งมีขั้นตอนการปฎิบัติอันละเอียดรอบคอบ เพื่อล้างพิษ เป็นการรักษาโรคและเสริมสุขภาพได้อีกด้วย มักจะทำร่วมไปกับการอดเพื่อสุขภาพ สำหรับประเทศญี่ปุ่นมี น.พ.เรียวอิจิ นากาโอะ เป็นบุคคลสำคัญในการริเริ่มเผยแพร่ให้คนดื่มปัสสาวะในประเทศญี่ปุ่น ผลงานที่สำคัญคือช่วยชุบชีวิตของคนป่วยที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์และสิ้นหวัง ได้พ้นทุกข์พบความสุขโดยไม่ต้องเสียเงินในการรักษา คือ การใช้ปัสสาวะบำบัด

บันทึก #3 1 มิ.ย. 2555, 12:26:18

ยาว จิงแหะ !!
เอกสารอ้างอิง
1. สุวิชญ์ ปรัชญาปารมิตา, การแพทย์นอกระบบ 177 ทางเลือกไปสู่สุขภาพ(กรุงเทพ:หจก.ภาพพิมพ์,2541) หน้า 179-182.
2. บรรจบ ชุณสวัสดิกุล, วิทยาศาสตร์ว่าด้วยน้ำปัสสาวะบำบัดโรค(กรุงเทพ:สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, 2546) หน้า 12-14,18, 34-37,40,60-62,69-71.
3. บัวใต้น้ำ, ท้าพิสูจน์ดื่มปัสสาวะรักษาโรค ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ) หน้า18-19
SI (IP:27.254.10.130)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 15 ส.ค. 2556 (05:12)
บางทีก็เหมือนอยากตายแต่กลัวความตาย
"การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"
เซ็ง (IP:49.231.98.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 29 ก.ย. 2556 (14:41)
นำฝักราชพกฤษ์แช่น้ำให้พองแล้วขูดออกผสมกับน้ำผึ้งแท้นำมาเคี้ยวจนแห้งแล้วนำมาป้อนให้ลูกกินวันละ2ครั้งเช้า-เย็นลูกจะถ่ายออกมาเป็นเสมหะแล้วลูกจะค่อยๆหายไปเองยาที่เหลือเก็บไว้ในตู้เย็น
ธัญพิชชา (IP:171.6.248.68)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 9 พ.ย. 2556 (06:22)
ลูกดิฉัน1ขวบแล้วชอบไอเฉพาะตอนกลางคืนไอมีเสมหะไอเสียงดังจนบางครั้งก็ร้องไห้แต่น้องยังกินนมแม่อยู่
แม่แนน (IP:223.206.114.191)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม