Home School

ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ Home School ในเมืองไทยค่ะ


ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 11 

I love my child
12 ม.ค. 2551 14:12
  1. ใครเคยจัดhomeschool ให้ลูกบ้างคะ ช่วยเล่าประสบการณ์จริงให้ทราบหน่อย



ความคิดเห็นที่ 1

wimma
15 ม.ค. 2545 08:10
  1. เคยมีกระทู้พูดถึงเรื่องนี้อยู่ค่ะ




    http://www.vcharkarn.com/snippets/board/show_message.php?dtn=dtn25&ID=CT7



    http://vcharkarn.com/snippets/board/show_message.php?dtn=dtn25&ID=CT459



    http://vcharkarn.com/snippets/board/show_message.php?dtn=dtn25&ID=CT130



    เผอิญเก็บเรื่องราวและบทความไว้พอสมควร ค่ะ ส่วนใหญ่พอเจอจะเซฟเก็บไว้




    จาก กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2542


    พ.ร.บ.การศึกษาเปิดทางโฮมสกูล


    นักวิชาการ การศึกษาชี้ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ช่วยคลายความแข็งตัวของระบบราชการ ที่เคยปัญหาสำหรับการศึกษาไทย รวมทั้ง เปิดช่องให้โฮมสกูลเป็นไปได้ โดยมีกฎหมายรองรับ เชื่อมั่นโฮมสกูลจะเป็นตัวแข่งที่สำคัญ และส่งผลให้ระบบการสอนในโรงเรียนต้องพัฒนาตัวไปพร้อมกัน




    น.พ.พร พันธุ์โอสถ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวในการสัมมนาเรื่อง "Home School : กระแสหรือทางเลือกใหม่ของการศึกษาไทย" ณ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วานนี้ (21 ธ.ค.)ว่า การศึกษาในระบบของไทยเป็นระบบการผลิตแบบ Mass production ที่ครูหนึ่งคนจะสอนเด็กกว่าร้อยคนต่อหนึ่งชั้นเรียน ทำให้กว่าจะรู้จักเด็กครบทุกคนก็หมดเทอม เด็กจึงถูกละเลยขาดความเอาใจใส่ที่ดี จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา




    น.พ.พร ชี้ว่า เด็กในส่วนที่เอาตัวรอดได้ คือ กลุ่มเด็กเรียนดี เพราะการศึกษาในระบบมุ่งสร้างความสัมฤทธิผลทางวิชาการ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เด็กเพียงกลุ่มเดียว จึงเกิดเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้มีการจัดการศึกษาตรงกับความต้องการภายใน หรือจิตสำนึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเสียงจากคนกลุ่มน้อย แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการคิดระบบพัฒนาการศึกษาในรูปแบบที่ดีกว่าได้




    นอกจากนี้ การศึกษาของไทยผูกพันกับระบบราชการสูง จนเรียกได้ว่าแข็งตัวเป็นระบบราชการแล้ว ดังนั้น การขยับตัวปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ จึงดำเนินการได้ยาก ทั้งนี้ เมื่อเริ่มต้นสร้างระบบการศึกษาเพื่อหวังสร้างคนเป็นข้าราชการ รองรับการบริหารประเทศด้วยระบบราชการ แต่ในอดีตการผลิตข้าราชการ และครูจะได้คนที่มีคุณภาพเหมาะกับการทำงาน ทั้งยังมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ แต่เมื่อระบบธุรกิจเข้ามาปรับเปลี่ยนสภาพสังคม ทำให้ความต้องการทรัพยากรมนุษย์เป็นไป ต้อง การคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ดังนั้นการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่เป็นเพียงกระแสภายในวงการการศึกษาเท่านั้น คนในภาคธุรกิจก็สนใจที่จะมีส่วนร่วม




    น.พ.พร กล่าวต่อไปว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีส่วนช่วยคลายความแข็งตัวของการศึกษาไทย โดยในมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.ได้ระบุว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทำให้การศึกษามีความยืดหยุ่นหลากหลาย




    อย่างไรก็ตาม น.พ.พร เห็นว่า Home School ไม่มีสิทธิเป็นเสียงข้างมากในระบบการศึกษา แม้ในเดนมาร์ก ประเทศที่ออกกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการศึกษาทางเลือกมานานกว่า 150 ปี ยังจัดการศึกษาในระบบกว่า 70-80 % และจัดการศึกษาภาคเอกชน 12 % ซึ่ง Home School รวมอยู่ในภาคเอกชนดังกล่าวด้วย แต่ Home School จะกลายเป็นคู่แข่งทางการพัฒนาการศึกษากับโรงเรียนในระบบ ส่งผลเป็นการผลักดันให้ระบบการศึกษาในโรงเรียน มีการพัฒนาศักย ภาพตนเอง เพราะหากมีทางเลือกให้ผู้ปกครองหลายรูปแบบ การแข่งขันก็จะเกิดขึ้น




    ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานการศึกษาจะเป็นตัวประสานที่สำคัญให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง



ความคิดเห็นที่ 2

wimma
15 ม.ค. 2545 08:19
  1. วันพุธที่12 มกราคม พ.ศ.2543




    'โฮม สคูล' พลังทดลองของสังคม







    เจษฎา ไพศาลพิจิตรสดใส




    กระแสการศึกษาแนวใหม่ กำลังเป็นที่สนใจของประชาชน เนื่องจากเป็น การศึกษาทางเลือก ให้กับผู้ปกครองบางส่วน ที่เริ่มเบื่อหน่ายกับความล้มเหลว ของการศึกษาในระบบ ซึ่งสะท้อนออกมา ในสภาพของปัญหาสังคม ที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มเด็กติดยา กระโดดตึกฆ่าตัวตาย ฯลฯ ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากความเครียด เพราะปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ มีปัญหาเรื่องการเรียน




    ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาวิจัยเรื่อง Home School หนึ่งในรูปแบบของการศึกษาทางเลือก กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ Home School ในต่างประเทศ เริ่มดำเนินการมาประมาณ 10-20 ปี ซึ่งขณะนั้นไทยยังไม่มีกระแสผลักดันเรื่องแนวคิดการศึกษาทางเลือกนี้ จนเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนเริ่มเห็นถึงความล้มเหลวของการศึกษา และระบบการศึกษามากขึ้น อีกทั้งการศึกษายังกดดันให้เด็กมุ่งเน้นการแข่งขันอย่างเดียว จึงเริ่มเห็นความชอบธรรมของทฤษฎีใหม่ ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้การศึกษาทางเลือกปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้น




    การศึกษาทฤษฎีใหม่ ทั้ง วอลดอร์ฟ เพียเจย์ มองเตสซารี และอื่นๆ ต่างมาจากพัฒนาการที่เหมือนกัน กล่าวคือสนใจให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ ผู้สอนทั้งครูและผู้ปกครอง ทำความเข้าใจเด็กในฐานะปัจเจกบุคคล และปรับการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนที่มีอุปนิสัยต่างกัน กระแสเหล่านี้ทำให้เกิดเป็นเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อความหลายๆ ตอนใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่เห็นได้ชัด จากหมวด 2 ที่ระบุไว้ในมาตรา 11 ว่า บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคล ซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการศึกษาภาคบังคับตามมาตรา 17 และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ตามความพร้อมของครอบครัว




    และในมาตรา 12 ที่ระบุว่า นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง




    อย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ อยู่ภายใต้ปรัชญามนุษย์นิยมเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ไม่ได้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นเมื่อจะมีการร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่เป็นกระแสที่เกิดขึ้นก่อนในกลุ่มนักการศึกษาอยู่ระยะหนึ่ง และตัว พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้นำแนวคิดมาใช้พัฒนาศักยภาพการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์




    โดยในระดับปฏิบัติ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ได้เปิดทางไว้ว่า ถ้าจะให้เด็กเป็นศูนย์กลาง จะเกิดความต้องการที่หลากหลายเหมาะกับเด็กทุกกลุ่ม ทั้งเด็กชาวเขา ในภาคอีสาน ในสวนยาง หรือชุมชนแออัดในเมือง ต่างก็มีความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ที่จะเข้าใจปัญหา และจัดการศึกษาให้ได้ต้องเป็นผู้ใกล้ชิดอย่าง พ่อแม่ พระภิกษุ และชุมชน




    ซึ่งเมื่อกฎหมายเปิดทาง ดร.อมรวิชช์ เห็นว่าสิ่งที่รัฐต้องเริ่มทำ คือ การออกกฎกระทรวง เนื่องจากใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะระบุไว้ตอนท้ายข้อกำหนดมาตราต่างๆ ว่า ให้ดำเนินการตามกฎกระทรวงนั้น เห็นว่าทำให้รัฐสามารถออกกฎแบบคุมหรือสนับสนุนก็ได้ แต่สิ่งที่รัฐจะต้องกำหนดไว้ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับการศึกษาแนวใหม่นั้น ควรระบุถึงการจดทะเบียนสอน ซึ่งในสหรัฐอเมริกาบางรัฐไม่กำหนดให้ต้องจดทะเบียน เพียงแต่แจ้งไปให้รัฐทราบว่าจะจัด Home School แล้วเท่านั้น แต่ในบางรัฐของแคนาดากำหนดให้มีการจดทะเบียน




    ดร.อมรวิชช์ แสดงความเห็นต่อการจดทะเบียนว่าเป็นสิ่งดี อย่างน้อยเพื่อให้รัฐมีมาตรการ อาทิ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวบางส่วนให้กับโรงเรียนที่รับเด็ก Home School ไว้ จากเดิมรัฐจะต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อหัวให้กับโรงเรียนเป็นจำนวนเต็ม และทางโรงเรียนอาจจะให้เด็กยืมใช้อุปกรณ์บางอย่าง อนุญาตให้ใช้ห้องสมุด และจัดครูแนะนำแนวการสอนให้ผู้ปกครอง นอกจากนี้ต้องควรมีการกำหนดคุณสมบัติพ่อแม่ที่จะสอน Home School ซึ่งอาจกำหนดให้มีใบประกอบวิชาชีพ หรือต้องมีการศึกษาขั้นต่ำระดับปริญญาตรี และต้องกำหนดหลักสูตรขั้นต่ำ อาทิ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ การอ่านเขียน ความสามารถพื้นฐาน โดยบางแห่งกำหนดให้สอนประวัติศาสตร์ของประเทศด้วย เพื่อให้คนในสังคมมีความรู้และคุณลักษณ์บางประการรวมกัน




    รวมถึงระยะเวลาในการสอบเทียบความรู้ จะกำหนดให้สอบทุกปี หรือปีเว้นปี วิชาพื้นฐานที่กำหนดให้สอบควรจะมีวิชาใดบ้าง และสุดท้ายคือ การเทียบโอน จะใช้ระบบหน่วยกิต แฟ้มสะสม หรือสอบสัมภาษณ์ ทั้งนี้ Home School จะไม่มีค่า GPA และPR ซึ่งกระทรวงศึกษาอาจคิดเกณฑ์ข้อสอบวัดความรู้แทนการใช้คะแนน GPA เพื่อนำมาเป็นเกณฑ์วัดความรู้มาตรฐาน นอกจากนี้รัฐอาจให้การสนับสนุนออกตำรา คู่มือ สื่อ ซีดีแนะนำวิธีการสอน และหลักสูตร เพื่อให้สิทธิกับผู้ที่พร้อมจะทำ โดยรัฐจะต้องรับเป็นผู้กำกับ สนับสนุนทุน ตรวจสอบ ทั้ง 3 ประการ




    ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า ทั้งหมดคือการทดลองของสังคม ใครที่ชิงตำหนิตอนนี้ถือว่าเป็นการเร็วเกินไปและไม่ยุติธรรม ควรยึดหลักการให้เสรีภาพ การมีส่วนร่วม จะดีหรือไม่ไม่ใช่เรื่องมาติเรือทั้งโกลน หรือติที่หลักการ




    "ส่วนตัวผมคิดว่าหลักการนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะนี้เป็นเรื่องที่สังคมกำลังทดลองบางอย่างร่วมกัน อะไรที่ไม่ดีควรช่วยกันทำให้ดี ส่วนการวัดผลสำเร็จจะต้องสรุปเป็นภาพรวม ว่าประชาชน สังคมได้อะไรจากการศึกษาทางเลือก และผลสัมฤทธิ์สุดท้ายตรวจสอบที่ตัวเด็กว่า มีศักยภาพที่ตรงกับความต้องการของชุมชน และสามารถดำรงตนในสังคมได้มีความสุขหรือไม่"




    อาจารย์ท่านนี้ ยังมีความเห็นอีกว่า การศึกษาทางเลือกไม่สามารถแยกโรงเรียนกับบ้านออกจากกัน เพราะฉะนั้น งานวิจัยของตนจึงได้ข้อสรุปที่ประมวลผลว่า Home School คือการสร้างความเป็นบ้านในโรงเรียน และสร้างความเป็นโรงเรียนในบ้าน ซึ่งหากมีหรือไม่มีการสอนแบบ Home School ก็ตาม แต่กระแสแนวคิดนี้น่าจะนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้าน และครอบครัว ต่อให้ในสังคมมีการจัด Home School เพียงร้อยครอบครัว แต่อีกแสนครอบครัว นำกระแสแนวคิดนี้ไปใช้




    โดยเด็กยังเรียนในโรงเรียนปกติ แต่พ่อแม่ทำหน้าที่เป็นครูของลูกมากขึ้น ครูเอาใจใส่เด็กเป็นรายคนมากขึ้น ก็จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าจะให้ Home School เป็นการศึกษาทางเลือก ที่จะเป็นการแบ่งแยกการศึกษาเป็น 2 แขนง




    การเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มที่ประชาชน รณรงค์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ และเห็นว่าปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในอันดับต้น เมื่อนั้นจะมีการผลักดันให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ชัดเจนขึ้น เพราะในปัจจุบันประชาชนมีอำนาจต่อรอง ตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น ทำให้ผู้บริหาร นักการเมืองไม่กล้าที่จะทำด้วยความคิดตนเพียงฝ่ายเดียวอย่างที่ผ่านมา




    ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) กำลังดำเนินการจัดทำการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างฐานข้อมูลให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการเริ่มต้นในการสร้างกระแสประชาชน อันเป็นเรื่องสำคัญ กระบวนการทางสังคมไม่สามารถเปลี่ยนได้เพียงชั่วเวลาข้ามคืน




    หากมีการปฏิบัติอย่างที่ สกศ.ทำให้การศึกษาอบอวลอยู่รอบตัวเปิดสื่อใดๆ ก็จะเจอ ทำให้เกิดการซึมซับว่า มีการปฏิรูปการศึกษามีการศึกษาทางเลือก และสังคมทำความเข้าใจ และช่วยกันตรวจสอบ แต่อย่าหวังว่าจะเห็นผลในเร็ววัน เพราะการพัฒนาจะขยับตัวไปเรื่อยๆ เป็นกระบวนการทดลองทางสังคมที่ใช้เวลาพอสมควร




    อย่างไรก็ดี การจัด Home School เพื่อปฏิรูปการศึกษา ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เพียงแต่มีการหันหัวเรือ เตรียมให้คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา 9 คนมาสานต่อ บอกได้เพียงว่ามีเรื่องนี้ในการศึกษาทางเลือกเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะมีการตรวจสอบ กำกับอย่างไรเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามต่อไป




    ด้าน น.พ.พร พันธุ์โอสถ นักวิชาการด้านการศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียนปัญโญทัย กล่าวว่า การศึกษาในระบบของไทยเป็นระบบการผลิตแบบ Mass production ที่ครูหนึ่งคนจะสอนเด็กกว่าร้อยคนต่อหนึ่งชั้นเรียน ทำให้กว่าจะรู้จักเด็กครบทุกคนก็หมดเทอม เด็กจึงถูกละเลยขาดความเอาใจใส่ที่ดี จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ส่วนที่เอาตัวรอดได้คือกลุ่มเด็กเรียนดี เพราะการศึกษาในระบบมุ่งสร้างความสัมฤทธิผลทางวิชาการ




    ซึ่งพุ่งเป้าไปที่เด็กเพียงกลุ่มเดียว จึงเกิดเสียงเรียกร้องจากประชาชน ให้มีการจัดการศึกษาตรงกับความต้องการภายใน หรือจิตสำนึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเสียงจากคนกลุ่มน้อย แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามได้ ตราบใดที่ยังไม่มีการคิดระบบพัฒนาการศึกษาในรูปแบบที่ดีกว่าได้




    อย่างไรก็ตาม Home School ไม่มีสิทธิเป็นเสียงข้างมากในระบบการศึกษา แม้ในเดนมาร์ก ประเทศที่ออกกฎหมายเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดการศึกษาทางเลือกมานานกว่า 150 ปี ยังจัดการศึกษาในระบบกว่า 70-80 % และจัดการศึกษาภาคเอกชน 12% ซึ่ง Home School รวมอยู่ในภาคเอกชนดังกล่าวด้วย แต่ Home School จะกลายเป็นคู่แข่งทางการพัฒนาการศึกษากับโรงเรียนในระบบ เป็นแรงผลักดันให้ระบบการศึกษาในโรงเรียน มีการพัฒนาศักยภาพเพราะหากมีทางเลือกให้ผู้ปกครองหลายรูปแบบ การแข่งขันก็จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานการศึกษาจะเป็นตัวประสานที่สำคัญ ให้เกิดการพัฒนาที่แท้จริง




    นอกจากนี้ ยังเป็นการยากที่กลุ่มนักวิชาการด้านการศึกษาทางเลือกจะมีส่วนในคณะกรรมการศึกษา จึงมีการจัดตั้งสภาการศึกษาทางเลือก โดยจะจดทะเบียนเป็นสมาคม ทำหน้าที่ในการสร้างพลังผลักมติความคิดเห็นไปสู่คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา




    "ผมต้องการให้การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในการปฏิบัติ และวิธีคิดทั้งระบบการศึกษา ให้รัฐมองระบบการศึกษาในรูปแบบใหม่ โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุน ให้ประชาชนสร้างระบบการศึกษาด้วยลำแข้งของตัวเองได้ การศึกษาเป็นของทุกคนที่ร่วมกันให้พบกับสิ่งที่ดีกว่า และทุกคนจะพัฒนาไปด้วยกัน" น.พ.พร กล่าวสรุป



ความคิดเห็นที่ 3

wimma
15 ม.ค. 2545 08:26
  1. วันจันทร์ที่ 7กุมภาพันธ์พ.ศ.2543




    วาง'7แนวทาง'พ่อแม่จัดกศ.ลูก


    สช.จับมือภาคเอกชน กำหนดแนวทางสำหรับพ่อแม่ ในการจัดการศึกษาให้ลูก ได้ข้อสรุป 7 ประเด็นหลัก เตรียมนำไปจัดประชาพิจารณ์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อ ที่จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 นี้ พร้อมเสนอให้คณะกรรมการยกร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นำไปออกกฎกระทรวงต่อไป




    ดร.จรวยพร ธรณินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการระดมความคิดเห็น เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของภาคเอกชนทั้งหมด ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติว่า สามารถสรุปประเด็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของพ่อแม่สอนลูกได้ถึง 7 ประเด็นด้วยกัน




    โดยประเด็นแรก ให้มีการแจ้งจดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนกับสำนักงานการศึกษาเขตพื้นที่ และโรงเรียนใกล้เคียงซึ่งเป็นโรงเรียนพี่เลี้ยงหรือโรงเรียนแม่ข่าย ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงาน และการขอรับเงินอุดหนุนเพื่อไปใช้แหล่งความรู้ต่างๆ จากภาครัฐได้




    ประเด็นที่ 2.กำหนดวุฒิความรู้ของบิดามารดา ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา พ่อแม่ควรมีความรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีคุณสมบัติอื่นๆ ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น ความพร้อมด้านเศรษฐกิจของพ่อแม่ ความเหมาะสมของสถานที่ ความมุ่งมั่นและเวลาที่จะดูแลเอาใจใส่ของพ่อแม่ ที่จะสอนหนังสือให้ลูก เป็นต้น




    ประเด็นที่ 3.การกำหนดหลักสูตรให้กำหนดหลักสูตร Home School ขั้นต่ำไว้สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการใช้หลักสูตรมาตรฐานหรือให้บิดามารดาที่ต้อง การจัดเองเสนอกรอบหลักสูตรให้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบก่อน




    ประเด็นที่ 4.ให้มีการวัดผลและการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาพ่อแม่สอนลูก เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นต่อการจัดการศึกษาประเภทนี้ และจัดให้มีระบบการเทียบโอนผลการเรียนที่นักเรียนสามารถกลับเข้ามาเรียนในระบบอื่นๆ ได้ตลอดเวลา สำหรับการวัดผลและประเมินผลให้มีการจัดการประเมินผล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบร่วมกับบิดามารดาที่จัดการศึกษา




    ประเด็นที่ 5.การตรวจสอบการบริหารจัดการ จัดให้มีครูที่ปรึกษาหรือ ศึกษานิเทศก์ออกตรวจเยี่ยม และจัดให้มีการนิเทศเพื่อการช่วยเหลือ ติดตามเป็นระบบ เพื่อให้มีการเก็บรวบรวมหลักฐาน หรือแฟ้มสะสมผลงานนักเรียน




    ประเด็นที่ 6.การกำกับมาตรฐานคุณภาพ หากกรณีที่เด็กสอบไม่ผ่านการประเมินผลจากการจัดการศึกษาของบิดามารดา รัฐมีสิทธิสั่งยกเลิกการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าว และให้เด็กนักเรียนกลับเข้าเรียนในระบบอื่นได้




    ประเด็นที่ 7.การใช้ทรัพยากรของชุมชนและโรงเรียนด้านการเรียนการสอน จัดให้มีเอกสาร ตำราเพื่อการเรียนการสอน และส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับบิดามารดา ที่จัดการศึกษาสำหรับลูก และจัดให้มีสถาบันทรัพยากรสำหรับการศึกษาทางเลือกสำหรับบิดามารดา ที่ผู้เรียนจะใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ทั่วไป ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของภาคเอกชนในการดำเนินงาน




    เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชนกล่าวสรุปท้ายด้วยว่า ประเด็นสำคัญจากการระดมความคิดของการจัดการศึกษา Home School ในครั้งนี้ จะนำไปจัดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในจุดต่อไปที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 นี้ และจะเสนอให้คณะกรรมการยกร่างกฎกระทรวงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ นำไปออกกฎกระทรวงต่อไป



ความคิดเห็นที่ 4

wimma
15 ม.ค. 2545 08:35
  1. 2001/07/25 กรุงเทพธุรกิจ




    ศธ.ไฟเขียว ร.ร.อนุญาตจัดโฮมสคูล


    เน้นสะดวก - มีหลักประกันคุณภาพ


    ร.ร.ช่วยเหลือด้านวิชาการ - ทรัพยากร - เงินอุดหนุน





    ศธ.ปรับร่างกฎกระทรวงจัดโฮมสคูล เน้นสะดวกและมีหลักประกันด้านคุณภาพ ให้โรงเรียนมีอำนาจให้การอนุญาตให้จัด ตรวจสอบคุณภาพ และให้ยกเลิกได้ ผู้ขออนุญาตจะต้องเสนอแผนจัดการศึกษาและรายละเอียดคุณสมบัติผู้สอน เพื่อให้ความมั่นใจที่จะจัดโฮมสคูลได้ พร้อมกันนั้น โรงเรียนจะต้องช่วยเหลือและดูแลผู้จัด ทั้งด้านวิชาการและทรัพยากร รวมเรื่องเงินอุดหนุนด้วย




    นายพนม พงษ์ไพบูลย์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมเรื่องร่างกฎกระทรวง การจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ โฮมสคูล ( Home school) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาหลักการของการจัดโฮมสคูล ที่คณะทำงานของกระทรวงได้ยกร่างเสนอมา ซึ่งที่ประชุมได้ให้เปลี่ยนแปลงหลักการที่คณะทำงานยกร่างเสนอมาบางจุด เพื่อให้การจัด โฮมสคูล มีความสะดวก และมีการประกันคุณภาพมากขึ้น




    และสำหรับแนวทางในการจัดโฮมสคูล เบื้องต้นกำหนดให้ผู้ที่ต้องการจัดโฮมสคูล ให้ขออนุญาตจากสถานศึกษา ที่อยู่ในพื้นที่บริการ หรืออยู่ใกล้บ้านของผู้ขอ โดยผู้ขอต้องระบุแผนการจัดการเรียนการสอน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติผู้สอน สถานที่ที่จัดการเรียนการสอน เมื่อสถานศึกษาพิจารณาหากเห็นว่าเหมาะสม ให้เสนอให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาเห็นชอบ ผู้ขอจึงสามารถจัดโฮมสคูลได้




    โดยหลักการการจัดโฮมสคูล ก็ให้จัดตามหลักสูตรเดียวกันกับที่กระทรวงศึกษาธิการใช้ แต่อาจมีแผนการจัดการเรียนการสอนที่ต่างกับกระทรวงศึกษาได้ฯ ซึ่งผู้ขอจะต้องร่างแผนการจัดการเรียนการสอน พร้อมข้อมูลเกี่ยวข้องส่งมาด้วย เพราะผู้จัดจะต้องรายงานผลการจัดการศึกษา ต่อสถานศึกษาที่ขออนุญาต อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และสถานศึกษากับเขตพื้นที่การศึกษา มีหน้าที่ดูแลติดตาม หากพบว่าโฮมสคูลใดไม่สามารถดำเนินการ ตามแผนการจัดการศึกษา ที่ได้ขออนุญาตไว้ ให้เขตพื้นที่ยกเลิกการอนุญาตได้ เมื่อได้ให้คำแนะนำ และเวลาสมควรในการปรับปรุงการเรียนการสอนแล้ว ส่วนในเรื่องการจบการศึกษา ให้สถานศึกษาเป็นผู้ประเมินผลการศึกษาของเด็ก เพื่อออกหลักฐานการจบการศึกษา หรือประกาศนียบัตรให้ นายพนม กล่าว




    นอกจากนี้ ในร่างกฎกระทรวงได้มีการกำหนดเพิ่มเติมให้ สถานศึกษาต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือโฮมสคูล ทั้งด้านวิชาการ ทรัพยากร หรืออื่นๆ ตามสมควร เช่น การอบรมครู การสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน ให้คู่มือครู หรือการให้เงินอุดหนุน ซึ่งในเรื่องเงินอุดหนุน หากยึดตามมาตรา 60 (1) ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 แล้ว จะต้องให้เงินอุดหนุนรายหัวแก่นักเรียน ที่เรียนในโฮมสคูลเท่ากับนักเรียน ที่เรียนในโรงเรียนรัฐ และเอกชน ด้วย แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้แก้มาตรา 60 (1) ฉะนั้นต้องรอดูก่อนว่าจะมีการแก้ไขอย่างไร จึงจะบอกได้ว่านักเรียนในโฮมสคูลจะได้รับเงินอุดหนุนรายหัวหรือไม่ ถ้าได้เท่าไหร่




    อย่างไรก็ตาม ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับโฮมสคูลได้เปิดช่องไว้แล้วว่า โรงเรียนจะต้องให้เงินอุดหนุนแก่โฮมสคูลอยู่แล้ว ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะนำไปรับฟังความคิดเห็นอีกครั้ง ก่อนนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป



ความคิดเห็นที่ 5

wimma
15 ม.ค. 2545 08:37
  1. 2000/12/30 เรียงลำดับก่อนหลังเองนะคะ




    ก้าวแรกครอบครัวจัดการศึกษา พิสูจน์น้ำยางานปฏิรูปของไทย


    สิทธิของครอบครัวในการจัดการศึกษาให้กับบุตรหลาน หรือที่เรียกกันว่าโฮมสคูล เป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงในสังคมไทย และมีการผลักดันในเชิงแนวคิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระยะแรกๆ ของการเปิดประเด็นปฏิรูปการศึกษา กระทั่งสามารถบรรจุเนื้อหาดังกล่าวเข้าไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 มาตราที่ 12




    นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง




    ไม่แน่นักว่าเพียงการถูกระบุบัญญัติในกฎหมายแม่บททางการศึกษา จะนับความสำเร็จได้สักเพียงใด เพราะถ้ามองในแง่ปรัชญา-หลักการปฏิรูปการศึกษา ครอบครัวก็ย่อมมีสิทธิจัดการศึกษาได้ โดยสอดรับกับแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่เป็นพื้นฐานของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ ซึ่งก็อาจไม่ต่างจากสิทธิอีกหลายประการของประชาชนคนไทยที่ถูกประกาศในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย




    ทั้งนี้ ปัญหาอยู่ที่การนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ




    มาตรา 12 ที่ให้สิทธิแก่พ่อแม่ก็เช่นกัน นับจากการประกาศ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ตลอดระยะเวลานับจากนั้น จนถึงสิ้นปีนี้ ถือเป็นช่วงของการนำวลี "ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ตอนท้ายมาตรามาดำเนินการให้เกิดเป็นจริง




    ช่วงต้น หน่วยงานที่กระตือรือร้นในเรื่องนี้ ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ที่ตีความว่าโฮมสคูลเป็นการจัดการศึกษาโดยเอกชน สช.จึงลุกขึ้นมากำหนด 7 แนวทาง เพื่อการจัดโฮมสคูล




    โฮมสคูลแม้จะเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย จนกฎหมายก็ยังตามไม่ทันกระแสความคิด แต่สำหรับสังคมตะวันตก หลายประเทศพ่อแม่สามารถปฏิเสธที่จะส่งลูกเข้าโรงเรียน และจัดการศึกษาให้บุตรหลานเอง โดยมีกฎหมายให้การรับรอง และมีพัฒนาการไปไกลไปถึงขั้นการเทียบโอนนักเรียนระหว่างในกับนอกระบบ เด็กจากโฮมสคูลของหลายประเทศได้รับการยอมรับอย่างดี ทั้งจากสถาบันการศึกษาต่างๆ และจากสถาบันทางสังคมอื่น




    ของไทยเอง แม้กระบวนการทางกฎหมายโฮมสคูลเพิ่งเริ่มต้น กระนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองหลายสิบครอบครัวได้เริ่มจัดโฮมสคูลกันไปแล้วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยช่องทางตามระเบียบของกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพื่อให้ลูกหลานได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าในระบบ แต่ในทางปฏิบัติเป็นการสอนลูกโดยครอบครัว การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวยิ่งเป็นที่สนใจเพิ่มขึ้น เมื่อมีกระแสปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมาพร้อมการผลักดันให้โฮมสคูลถูกต้องตามกฎหมาย อีกหลายสิบครอบครัวจึงเริ่มสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีการรวมตัวกัน ทั้งเพื่อติดตาม-ผลักดันในเชิงกฎหมาย และเกื้อกูลกัน เพื่อจัดการศึกษาให้กับลูกหลาน




    พ่อแม่กลุ่มเดียวกันนี้เอง ที่ออกมาคัดค้านอย่างแข็งขันต่อการที่ สช.จะเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการร่างกฎกระทรวงครอบครัวจัดการศึกษา ด้วยเหตุผลที่ว่า แนวทางทั้ง 7 ของ สช.ไม่ใช่แนวทางเดียวกันกับที่กลุ่มพ่อแม่ร่วมกันผลักดัน มาตั้งแต่เมื่อตอนร่าง พ.ร.บ.การศึกษา แต่เป็นแนวที่ สช.เขียนขึ้นมาเอง จากทัศนะที่พ่อแม่มองว่า "ยังอยู่ในกรอบราชการ" นอกจากนี้ พ่อแม่ยังมองความพยายามของ สช.ว่า เป็นเพราะหน่วยงานรัฐต้องการเข้ามากำกับควบคุมโฮมสคูลอย่างเข้มงวด เพราะเป็นภารกิจที่ภาครัฐดำเนินการแต่เพียงผู้เดียวมาอย่างต่อเนื่อง จึงเกรงกันต่อไปว่า จะส่งผลให้ระเบียบกฎเกณฑ์ที่ติดตามมา อาจถูกบิดเบือนจากหลักการเบื้องต้นที่ควรจะเป็น




    ประเด็นสำคัญที่กลุ่มพ่อแม่โฮมสคูลไม่เห็นด้วยกับ สช.ในครั้งนั้น เป็นเรื่องของรูปแบบและเนื้อหาการจัดการศึกษา รวมทั้งการประเมินผล ที่กลุ่มพ่อแม่เห็นว่า น่าจะมีความยืดหยุ่นหลากหลายตามสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัว ไม่ใช่แค่การยกโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน ในเมื่อแรงผลักดันเบื้องต้นที่สำคัญประการหนึ่งของการจัดโฮมสคูล ก็เนื่องมาจากพ่อแม่เห็นปัญหาการศึกษาในระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และยังไม่เห็นทางออกที่ทันท่วงที จึงเลือกที่จะจัดการศึกษาให้ลูกด้วยตัวเอง




    ด้วยการต่อสู้ของกลุ่มพ่อแม่ ที่ได้แรงสนับสนุนจากนักการศึกษา รวมทั้งหน่วยงานผู้ผลักดันการปฏิรูปอย่างสุดตัวคือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ในที่สุด จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี ดร.ถนอม อินทรกำเนิด ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน เพื่อให้ทำหน้าที่จัดทำกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของมาตราที่ 12 ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ




    คณะทำงานได้ใช้เวลาตลอดหลายเดือน เพื่อร่วมงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแทนพ่อแม่โฮมสคูล จนได้ร่างกฎกระทรวงการจัดการศึกษาโดยครอบครัว โดยในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นในหลายจังหวัด ทั้งที่เชียงใหม่ อุบลราชธานี และสงขลา ซึ่งเมื่อพ้นจากขั้นตอนนี้แล้ว จึงจะเป็นการนำร่างฉบับดังกล่าวมาปรับปรุง ก่อนจะนำเสนอกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาอีกครั้ง จากนั้น ถึงจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ และมีผลบังคับใช้ในลำดับต่อไป ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดหน้าหลังการเลือกตั้งวันที่ 6 ม.ค.2544




    นอกจากการติดตามในเชิงนโยบาย กลุ่มพ่อแม่โฮมสคูล ยังมีความพยายามในการหาแนวร่วมเชิงความคิด โดยการจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานการศึกษาโดยครอบครัว เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โดยการสนับสนุนจาก สกศ.อีกเช่นกันโดยศูนย์ประสานงานดังกล่าว นอกจากจะคอยติดตามและเร่งรัดผลักดันนโยบายรัฐ เกี่ยวกับโฮมสคูลแล้ว ศูนย์ก็ยังจัดกิจกรรมเพื่อเกื้อกูลกันระหว่างกลุ่มครอบครัว รวมทั้งการจัดการสัมมนา "ก้าวแห่งการเริ่มต้นการจัดการศึกษาโดยครอบครัว" ขึ้น ประมาณเดือนละครั้ง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีการเชิญครอบครัวที่จัดโฮมสคูลอยู่ก่อนแล้ว มาบรรยายพิเศษในเรื่องประสบการณ์การจัดโฮมสคูลที่ผ่านมา เพื่อมุ่งพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยครอบครัว




    นายยุทธชัย เฉลิมชัย ผู้อำนวยการศูนย์ และเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ได้เริ่มจัดการศึกษาให้กับลูกชาย 2 คนด้วยตัวเอง ตั้งแต่ปีการศึกษาที่ผ่านมา กล่าวถึง งานในลำดับต่อไปของศูนย์ว่า




    "เราจะจัดทำคู่มือเบื้องต้นในการจัดการศึกษาโดยครอบครัว เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโฮมสคูลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มสนใจ นอกจากนี้ จะศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับสถานศึกษาที่จะร่วมจัดการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมา ได้ติดต่อไปยังโรงเรียน และได้รับการตอบรับให้ความร่วมมือ จากหลายโรงเรียน อย่างที่โรงเรียนราชวินิต และโรงเรียนมีนประสาทวิทยา"




    นายยุทธชัย ย้ำว่า การจัดโฮมสคูลของกลุ่มตนที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ได้มีพื้นฐานความคิดในการต่อต้านระบบโรงเรียน เพียงแต่พิจารณาเห็นข้อบกพร่องบางประการของการเรียนในระบบ และต้องการให้การจัดโฮมสคูลเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ก็ยังเห็นข้อได้เปรียบของโรงเรียนในระบบ อย่างเช่น ความเพียบพร้อมในด้านทรัพยากร วัสดุ อุปกรณ์ ฯลฯ และด้วยแนวความคิดเช่นนี้เอง กลุ่มพ่อแม่จึงเห็นว่า ทั้งโฮมสคูลและโรงเรียนน่าจะมีความร่วมมือกันเพื่อจัดการศึกษา




    อย่างไรก็ดี การเดินสายรับฟังความคิดเห็นโดยคณะทำงาน ยังถูกท้วงติงอยู่บ้างว่า ในการไปจัดเวทียังต่างจังหวัด ผลตอบรับมักเป็นเสียงคัดค้าน ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ที่เข้าฟังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานจัดการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่า มุมมองต่อการที่พ่อแม่จะลุกขึ้นมาจัดการศึกษาด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจและเห็นด้วยได้ ในเมื่อตลอดร้อยปีที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นชินอยู่กับการจัดการศึกษาที่ดำเนินการโดยภาครัฐล้วนๆ หรือแม้จะเป็นสถาบันการศึกษาเอกชน แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอน ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน




    ความหมายของครอบครัวจัดการศึกษา จึงเป็นเรื่องของ "อำนาจ" ซึ่งที่ผ่านมา ถูกถือเป็นความรับผิดชอบของภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เมื่อมาถึงยุคที่การกระจายอำนาจถูกถือเป็นอุดมคติที่ต้องสานต่อ การจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล รวมทั้งโดยสถาบันทางสังคมอื่นนอกเหนือจากรัฐ ที่ถูกยืนยันสิทธิ ตามระบุใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะเป็นจริงได้เพียงใด จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ต้องติดตามต่อว่าด้วยการศึกษาไทยในยุคปฏิรูป



ความคิดเห็นที่ 6

wimma
15 ม.ค. 2545 08:40
  1. วันพุธ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2543




    พลิกอดีตโฮมสคูลไทย ฟื้นสิทธิพ่อแม่จัดการศึกษา




    โฮมสคูลเชื่อมั่นในศักยภาพ การเรียนรู้ของเด็กๆ






    รัชดา ธราภาค




    r_dh1971@yahoo.com




    ระหว่างที่ความเป็นไปได้ของการจัดการศึกษาโดยครอบครัว หรือ Home School ในประเทศไทย กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำกฎรอง เพื่อรับกับกฎหมายแม่บททางการศึกษาซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) สนับสนุน ยุทธชัย-อุทัยวรรณ เฉลิมชัย และ กลุ่มบ้านเรียนปัญญากร ให้ทำวิจัยเรื่อง "รูปแบบและพัฒนาการจัดการศึกษาโดยครอบครัวในสังคม" โดยกลุ่มของผู้วิจัยก็กำลังเตรียมจัดการศึกษาให้กับลูกๆ หลานๆ ด้วยเช่นกัน




    ผู้วิจัยค้นข้อมูลเรื่องการศึกษาไทย พบว่า ตั้งแต่ปี 2464 ที่รัฐเริ่มจัดการศึกษาภาคบังคับให้พ่อแม่ทุกคนต้องส่งลูกไปโรงเรียน จากก่อนหน้านั้น การเรียนรู้เคยอยู่ที่บ้านและวัด มีข้อมูลจากโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี ว่า ในช่วง 10 ปีมานี้ ราว 30 ครอบครัวได้ทำโฮมสคูล โดยนำชื่อเด็กไปฝากที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก พวกเด็กๆ เลยรับวุฒิการศึกษาจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เพื่อไปเรียนต่อระดับสูงได้ แม้ยังไม่มีกฎหมายให้สิทธิโฮมสคูลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว




    ยุทธชัย-อุทัยวรรณ ใช้ 10 กรณีศึกษา เพื่อนำเสนอในรายงาน พบว่า มีหลายสาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ตัดสินใจจัดโฮมสคูล ที่สำคัญเป็นเรื่องปรัชญา-แนวคิดทางการศึกษา ที่พ่อแม่โฮมสคูลมักมีความเชื่อต่างไปจากการศึกษา "กระแสหลัก"




    อย่างครอบครัวของ พิภพ-รัชนี ธงไชย ผู้ก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก ด้วยแนวคิดการศึกษาของโรงเรียนซัมเมอร์ฮิลล์ ที่เน้นเสรีภาพในการเรียนรู้ของเด็ก และปฏิเสธการใช้อำนาจโดยผู้ใหญ่ จึงเริ่มจัดโฮมสคูลให้ลูกชาย 2 คนมาตั้งแต่ปี 2522 พร้อมๆ กับการตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก นับเป็นโฮมสคูลไทยรุ่นบุกเบิก ตอนนี้ ลูกคนโตอายุ 30 ปี เรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนคนเล็กอายุ 25 ปี ได้ปริญญาตรี จากสถาบันราชภัฏสวนสุนันทา




    หรืออาจเป็นพ่อแม่ที่มีความเชื่อ-แนวทางชีวิต ที่ไม่สอดคล้องกับการศึกษาในระบบโรงเรียน เช่น ครอบครัว ชุตินธร ที่ศรัทธาในศาสนาคริสต์นิกายเซเว่นเดย์ แอดเวนติสต์ และเชื่อว่า การให้การศึกษาแก่ลูกเป็นสิทธิและหน้าที่โดยชอบธรรมของพ่อแม่ รัฐไม่มีสิทธิที่จะผูกขาด โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ยืนยันจะใช้สิทธิ รวมทั้งเชื่อว่า การศึกษาต้องมุ่งที่คุณธรรมมากกว่าตัวความรู้ โดยจุดหมายสุดท้าย คือ ความศรัทธาในพระเจ้าและชีวิตอันเป็นนิรันดร์ น.พ.โชติช่วง และภรรยาจึงจัดโฮมสคูลให้ลูกมาตลอด ตอนนี้ลูกคนโต อายุ 21 ปีกำลังเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ คนรองเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล นานาชาติ และคนเล็กอยู่เกรด 11 โรงเรียนนานาชาติ




    เด็กบางคนก็มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการการดูแลและจัดการศึกษาให้เป็นพิเศษ อย่างครอบครัวของ "น้องโจ" ด.ช.กษิดิ์เดช คุณวัฒนาการ เด็กอัจฉริยะที่โด่งดังจากการปรากฏตัวในรายการ "เจาะใจ" เมื่อหลายปีก่อน ด้วย ความปราดเปรื่องด้านอิเล็กทรอนิกส์ ในวัยเพียง 9 ปี แต่ชีวิตจริง น้องโจ และคุณแม่กลับต้องเผชิญปัญหาสารพัด เพราะทางโรงเรียนไม่สามารถรับมือกับเด็กสมาธิสั้น ที่แม้จะเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ แต่เป็นเด็กมีปัญหาในสายตาคุณครู คือ "ความซุกซน อยู่ไม่สุข เบื่อง่าย ไม่เชื่อฟัง ขี้โมโห ก่อกวน" คุณครูที่ต้องดูแลเด็กหลายสิบคนดูแลโจไม่ได้แน่ ที่สุดคุณแม่จึงต้องจัดโฮมสคูล




    สาเหตุอื่นๆ อาจเป็นเรื่องของพ่อแม่ที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศ ได้ซึมซับแบบอย่างของการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ สนองต่อการเรียนรู้ที่แท้จริงมากกว่า บางครอบครัว ลูกๆ ประสบปัญหาความรุนแรง ล่วงเกิน ถูกทำร้ายทางจิตใจจากระบบ หรือบุคลากรในโรงเรียน เมื่อไม่สามารถหาโรงเรียนที่ "ไว้ใจได้" ก็เป็นเหตุให้พ่อแม่ตัดสินใจทำโฮมสคูล




    จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า พ่อแม่ส่วนใหญ่ของกรณีศึกษามีความรู้ระดับปริญญาตรี มีฐานะปานกลาง และมีเวลาให้กับลูก โดยทุกครอบครัวจะมีคนใดคนหนึ่ง ไม่พ่อก็แม่ที่จะปลีกเวลาจากงานอาชีพที่ไม่รัดตัวมากนัก หรืออาจเป็นพ่อหรือแม่ที่ไม่ต้องทำงานอาชีพเลยมาดูแลลูกโดยตรง




    ในแง่ของรูปแบบการจัดโฮมสคูลในประเทศไทย ผู้วิจัยพบว่า มี 4 ลักษณะใหญ่ๆ คือ




    การจัดโดยมีข้อตกลงร่วมกับทางโรงเรียน ได้แก่ ครอบครัวของ สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ซึ่งดำเนินโครงการ "บ้านป่าแห่งการเรียนรู้" ให้ลูก 3 คน ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยร่วมกับสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอสตึก, สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดบุรี, สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แบ่งชัดเจนว่า วันจันทร์-พุธ เด็กๆ เรียนวิชาการที่โรงเรียน ส่วนวันอื่นๆ เรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต และการงานพื้นฐานอาชีพกับครอบครัว แต่ที่สุดประสบปัญหาซึ่งเป็นอุปสรรคจนต้องยุติโครงการ คือ ครูและผู้บริหารโรงเรียนไม่เข้าเรื่องโฮมสคูล แต่ที่ยอมร่วมมือเพราะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา




    ดำเนินการเองโดยครอบครัวเดี่ยว เป็นโฮมสคูลส่วนใหญ่ของไทย




    ดำเนินการโดยกลุ่มครอบครัว รูปแบบนี้เป็นความพยายามของกลุ่มบ้านเรียนปัญญากร ที่เบื้องต้นมีสมาชิก 8 ครอบครัว เริ่มรวมตัวกันตั้งแต่กลางปี 2542 โดยแต่ละบ้านมีอิสระในการจัดการศึกษา แต่มีปรัชญา และหลักการพื้นฐานทางการศึกษาร่วมกัน รวมทั้งมีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมตามที่ตกลงกันไว้




    กลุ่มครอบครัวแบบรวมศูนย์การจัดการในที่เดียว เป็นการที่หลายครอบครัวมาจัดการศึกษาให้ลูกหลานร่วมกัน โดยจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียน หรือโรงเรียน โดยครอบครัวจะกำกับดูแลทั้งนโยบายและการบริหารจัดการ ตัวอย่างเช่นสถาบันปัญโญทัย ใต้การดูแลของมูลนิธิวอลดอร์ฟ-ปัญโญทัย ซึ่งครอบครัวของ น.พ.พร-จันทร์เพ็ญ พันธุ์โอสถ จัดการศึกษาให้ลูกๆ และลูกๆ ของกลุ่มครอบครัวที่เห็นด้วยกับแนวทางวอลดอร์ฟ โดยใช้บ้านเป็นทำเลจัดการเรียนการสอน




    ส่วนหลักสูตรโฮมสคูล ถ้าเทียบเคียงกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่กำหนดไว้ 3 ระบบ โฮมสคูลของไทยมีทั้ง 3 ระบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย หรือผสานกันทั้ง 3 ระบบ มีตั้งแต่ที่เป็นแบบแผนที่สุด ไปจนถึงไม่มีแบบแผน หลายครอบครัวเริ่มดูที่สาระหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนสาธิต โรงเรียนนานาชาติ หรือของต่างประเทศ ว่า ลูกต้องเรียนรู้อะไรบ้างในแต่ละวัย แล้วพอนำมาใช้จริงก็จะพลิกแพลงยืดหยุ่นไปตามความพร้อมและความสนใจของลูกเป็นสำคัญ จากนั้น ก็อาจพัฒนาหลักสูตรของครอบครัวขึ้นมา โดยตกลงร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก แต่บางครอบครัวอาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่าหลักสูตรอยู่เลยก็ได้ โดยเชื่อว่า การเรียนรู้ต้องเกิดขึ้นในทุกขณะ




    เมื่อถามถึงหลักสูตรของครอบครัว พึ่งอุดม ที่จัดโฮมสคูลให้ ด.ช.ฟ้าใส, ด.ช.สายเมฆ และ ด.ญ.ใบคา คุณแม่ คือ สมพร พึ่งอุดม ตั้งชื่อว่า "เรียนด้วยหัวใจ" เป็นหลักสูตรที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคิด โดยจะแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย เช่น หัวข้อใหญ่ '10 นิ้วของฉัน' ประกอบด้วย หัวข้อย่อย คือ ปั้นดิน งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ทำของเล่นเอง หรือหัวข้อใหญ่ "อาหารสมอง" ประกอบด้วย อ่านหนังสือ คิดเลข วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ส่วน 'โลกกว้างใหญ่' ประกอบด้วย การไปเที่ยว การฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่ ทะเล ภูเขา ฯลฯ แล้วก็มีหัวข้อใหญ่อื่นๆ อีก




    "เด็กๆ จะเลือกหัวข้อย่อยได้ตามใจในแต่ละวัน เขาจะเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ ค่ะเมื่อเขาเบื่อหัวข้อเก่า แต่จะตกลงกันว่า เรื่องที่เป็นหัวข้อหลักจะต้องทำให้ครบในหนึ่งเดือน" สมพร หรือ "ครูส้ม" เล่าให้ฟัง




    ด้านกระบวนการเรียนรู้ พบว่า โฮมสคูลในสังคมไทยให้ความสำคัญกับการเคารพ และเชื่อมั่นในศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ และเห็นว่า ต้องเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งครอบครัว และจะต้องเป็นการเรียนรู้อย่างบูรณาการ เรียนรู้ได้ในทุกวิถีทาง รวมทั้ง มองว่า การเรียนรู้เกิดจากและพัฒนาสู่การค้นพบตัวตนของเด็ก เพื่อพวกเขาจะพัฒนาตนไปตามความสนใจ-ความถนัดอย่างเต็มศักยภาพ และสมดุลกับพัฒนาการด้านอื่นๆ แนวทางจัดกิจกรรมจึงเป็นไปอย่างหลากหลาย




    อีกประเด็นสำคัญ คือ เรื่องการประเมินผล แนวทางที่เป็นอยู่ขณะนี้ ผู้วิจัยสรุปว่า มีวิธีที่หลากหลาย แต่ส่วนใหญ่มีการสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด ด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติ โดยมุ่งที่พัฒนาการที่แท้จริงของลูก ไม่เน้นผลการสอบคัดเลือก และดู "กระบวนการ" มากกว่า "ผลลัพธ์" รวมทั้งเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการประเมินผลด้วยตัวเอง




    ผู้วิจัยชี้ว่า การประเมินผลต้องสัมพันธ์กับเป้าหมาย ในเมื่อการศึกษาในระบบที่เป็นอยู่ มีเป้าหมายที่การสร้างคนที่มีคุณภาพมาตรฐานของสังคมในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม เพื่อป้อนแรงงานสู่ระบบการผลิต จึงประเมินความสำเร็จกันตรงประสิทธิภาพ โดยการจัดแข่งขันเพื่อคัดเลือกคนที่สนองประโยชน์ได้ และคัดทิ้งคนที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่ในช่วงสิบปีมานี้ กระแสการศึกษาเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของมนุษย์เพิ่มขึ้น การประเมินจึงไม่ได้วัดแค่ความฉลาด ความรู้ หรือความจำ กระนั้น ระบบโรงเรียนที่ถือกำเนิดในยุคอุตสาหกรรมยังยึดแบบแผนวิธีการที่ดูจะขัดแย้งกับเป้าหมายในการพัฒนามนุษย์ที่สมบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม




    จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า หากโฮมสคูลเป็นคำตอบของแนวคิดในยุคหลัง ที่ให้ความหมายต่อการศึกษาต่างออกไปจากระบบเก่า พ่อแม่โฮมสคูลจะฟันฝ่าวิธีคิดแบบเดิมๆ ที่ติดมากับกลไกจัดการศึกษาแบบราชการไทยไปได้อย่างไร (ซึ่งคงไม่ง่าย ถึง พ.ร.บ.จะเปิดทางไว้ให้แล้วก็เถอะ)



ความคิดเห็นที่ 9

พ่อแม่โฮมสคูล (Guest)
29 มี.ค. 2549 15:33
  1. จัดโฮมสคูลให้ลูกเรียนที่บ้านในเขตกทม. การขออนุญาติค่อนข้างยุ่งยากมาก เพราะ สพท.ตีกรอบเข้มข้นมากในการประเมิน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญ ที่สำคัญคือคณะกรรมการนิเทศการสอน ขาดจิตวิทยาในการสัมภาษณ์เด็ก ในระบบโฮมสคูล ของ สพท. เด็กต้องผ่านการประเมินสภาพจริง การสอบสัมภาษณ์ สอบข้อเขียน สอบ ONET และต้องสาธิตสิ่งที่เรียนรู้มาโดยใช้กรอบมาตรฐานของหลักสูตรการศึกษาชาติ แต่สิ่งที่พ่อแม่โฮมสคูลเบื่อและเป็นปัญหาหนักใจคือการไม่เข้าใจจิตวิทยาในการสื่อสารกับเด็กของคณะกรรมการที่เข้านิเทศ คนเหล่านี้ต้องการให้พ่อแม่ปรับลูกให้เข้ากับวิธีการประเมินของพวกเขาเท่านั้น การจัดหลักสูตรต้องถูกกำหนดโดย สพท.แต่ไม่มีรายละเอียดให้ พ่อแม่ต้องขวนขวายหามาเอง



ความคิดเห็นที่ 7

ไพร (Guest)
15 ม.ค. 2545 11:33
  1. ขอบคุณมากๆเลยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 8

วิวัฒน์ มีสุวรรณ์ (Guest)
24 ก.พ. 2545 01:05
  1. เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่


    www.edu.nu.ac.th/wiwatm/homeschool



ความคิดเห็นที่ 12

salilporn
18 มี.ค. 2551 14:30
  1. ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนา "โรงเรียนพ่อแม่ เลี้ยงลูกด้วยจิตตื่นรู้" โดยเครือข่ายโรงเรียนพ่อแม่ มูลนิธิสังคมวิวัฒน์

    วันที่ 5-6 เมษายน 2551 เวลา 9.00-21.00 น.
    ณ สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน พญาไท

    กระบวนกร (นักจัดกระบวนการเรียนรู้) อ. อังคณา มาศรังสรรค์, อ. ณัฐฬส วังวิญญู และทีมงาน

    อ. อังคณา มาศรังสรรค์
    * นักการศึกษาา
    จัดกระบวนการเพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบัน SMART & SMILE ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ในแนวปัญญาปฏิบัติ เพื่อนำพาให้เด็กๆและเยาวชนเกิดการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ และเป็นสุข ในรูปแบบหลักสูตร กิจกรรม ค่าย กลุ่มสัมพันธ์ ฯลฯ
    * กระบวนกร (นักจัดกระบวนการเรียนรู้) ที่นำพาเรื่องราวการเรียนรู้ในแนววิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่เข้าสู่สังคม โดยเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัวและความเข้าใจตนเองของผู้เข้าร่วม
    * ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายโรงเรียนพ่อแม่นครสวรรค์ ดูแลและทำ Home School ให้ลูก 2 คน

    อ. ณัฐฬส วังวิญญู
    * กระบวนกรเกี่ยวกับ สุนทรียสนทนา(dialogue) วิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ แนวทางบริหารจัดการเพื่อนวัตกรรมองค์กร การพัฒนาคุณภาพชีวิตและครอบครัวอย่างยั่งยืน สุขภาพและการศึกษาองค์รวม และนิเวศวิทยาแนวลึก
    * ปริญญาโท ด้านผู้นำสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    * ประสบการณ์การทำงานด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) กว่า 7 ปี
    * ประธานมูลนิธิสังคมวิวัฒน์

    สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนภายใน 28 มีนาคม นี้ ด่วน! รับจำนวนจำกัด
    กรูณาติดต่อ คุณปรีดาวรรณ บูรณะรุ่งเรืองกิจ
    โทร (086) 8888-120
    หรืออีเมล์ rose-stalk@hotmail.com
    ค่าลงทะเบียนท่านละ 4,500 บาท (รวมอาหารกลางวัน และ อาหารเย็น 4 มื้อ และเบรก 4 มื้อ)
    โอนเงินได้ที่ บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาทองหล่อ ชื่อบัญชี ปรีดาวรรณ บูรณะรุ่งเรืองกิจ
    เลขที่บัญชี 042-2 48029-2 และ Fax ใบโอนเงินไปที่ 02-5967000 ต่อ 0868888120#

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น