เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)lเว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)|เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด2549,2550,2551 (TrueHits)
"เนื้อหาในส่วนนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน โปรดตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปอ้างอิง"
"กรุณาลงข่าวประชาสัมพันธ์ของท่านใน vService"



ท่านใดพอทราบเรื่องการซื้อขาย Carbon Credit ในต่างประเทศบ้าง ดูแล้วยัง งง งง
ว่าไปไงมาไง เห็นว่าเป็นการซื้้อขาย เกี่ยวกับกาซเรือนกระจก ใครปล่อยมากปล่อยน้อยกว่ากัน แล้วมาซื้อขายกันไง งง จัง

มันยังไงกันนะ งง งง
บ้านเรามีไหม? ที่ห่วงใยธรรมชาติกันบ้าง




ตั้งกระทู้ใหม่ ใส่ V Smilies โดยกดจากตัวช่วย 2 ไม่ได้ งงอีกขั้น ไม่ใส่มันแล้ว ประส่คนแก่จิ้มดีดขี้เกียจจิ้ม
เซ็ง ถามไปก็ยังเงียบๆอยู่ เหมือนของแถมเวลาแก้ไชกระทู้แล้วเพิ่มบันทัดใหม่ให้ทุกที




โก๋แก่ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 534 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 31 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 10 ต.ค. 2550 (16:03)
เราสามารถคำนวณหาน้ำหนักของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปลดปล่อยออกเนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ครับ เค้าเรียกกันว่า ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สมมูล (Carbondioxide Equipvalent) ซึ่งปกติจะเป็นหน่วยน้ำหนักครับ เช่น ตันของคาร์บอนไดออกไซด์สมมูล (Ton of Carbondioxide Equivalent, Ton CO2 e)

ดังนั้นถ้าเรารู้ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ก็สามารถคำนวณกลับออกมาเป็นน้ำหนักของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกสู่บรรยากาศได้ครับ

ตัวอย่างค่าคาร์บอนไดออกไซด์ แสดงตามนี้ครับ
ก๊าซโซลีน (หรือเบนซินตามที่เข้าใจ) = 69.3 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล
น้ำมันดีเซล = 74.1 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล
น้ำมันเตา = 77.4 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล
ลิกไนท์ = 101.0 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล
ก๊าซธรรมชาติ = 56.1 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล
ก๊าซ LPG = 63.1 ตัน CO2 ต่อล้านเมกะจูล

หมายเหตุ: ข้อมูลจาก IPCC Guideline

ส่วนการซื้อขายก็ต้องนำผลต่างของ CO2 ที่คำนวณได้ ภายหลังจากการทำโครงการมาคิดเป็น carbon credit แล้วก็นำไปขายได้ครับ ซึ่งราคาตอนนี้ก็ตกประมาณ 15 - 17 ยูโร ครับ
chonnapan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 10 ต.ค. 2550 (16:56)
เมื่อเขาเชื่อว่าคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นสาเหตุของแก๊สเรือนกระจก เขาก็ตั้งเงื่อนไขให้คนทั้งโลกลดการสร้างแก๊สเรือนกระจก โดยคิดเป็นต่อหัวประชากรจะผลิตได้เท่าไหร ประเทศที่ผลิตเกิน จะตกลดการผลิต ถ้าลดไม่ได้ต้องออกเงินไปซื้อสิทธิของประเทศที่ผลิตได้น้อยกว่า
ประเทศไทยอยู่ในส่วนของประเทศที่ผลิตได้น้อย เลยรีบเซ็นเข้าเป็นสมาชิก หวังจะได้เงืนส่วนนี้ แต่เนื่องจากเป็นการซื้อขายสิทธิของชาติ ถึงแม้เหล่าผู้ใช้แก๊สชีวภาพ จะสามารถลดการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 22 เท่าของที่เคยใช้ แต่ต้องรอกฎหมาย และระบบรับรองความสามารถนี้ ซึ่งฝรัง(อีกแล้ว) ก็กำลังกดตัวเลขที่เราประหยัดได้ โดยอ้างว่าเราไม่สามารถพิสูจน์ว่าเผาไหม้ได้สมบูรณ์แค่ไหน ต้องตัดถอดออกไป ระบบหอเผาบำบัดที่ใช้ระบายฉุกเฉินFLARE ก็ยิ่งพิสูจน์ไม่ได้ ต้องซื้อเตาเผาแก๊สทิ้ง OFF GAS INCINERATOR มาใช้แทน(จะได้ซื้อของเขาที่แพงขึ้น) หน่วยงานรับรองก็คงไม่ต่างกับ ระบบไอเซอ(ISO) ที่ต้องใช้หรือให้เขามีส่วนได้เสียด้วย

แต่ที่สงสัยมากที่สุดคือ คาร์บอนไดออกไซด์ ถูกต้นไม้ใช้สังเคราะแสงกลายเป็นต้น ปีหนึ่งเราส่งออกข้าว 6 ล้านตัน ปลูกจริงๆกว่า 23 ล้านตัน บวกกับต้นข้าวแล้ว ปีหนึ่งๆเราลดคาร์บอนไดออกไซด์จากการเกตรได้กี่ตัน ทำไมถึงมีไอ้บ้าที่ไหนมาว่าการปลูกข้าวสร้างแก๊สเรือนกระจก

คาร์ไดออกไซค์เป็นแก๊สที่ละลายน้ำได้ดีที่สุด ปีหนึ่งๆฝนล้างลงมาเท่าไหร แต่ที่แน่ๆไอเสียของเครื่องบิน อยู่เหนือเมฆฝน ที่จะไม่ตกลงมากับฝน ถมยังปล่อยความร้อน กว่า 400 องศาที่ชั้นอากาศต่ำกว่า 0 องศา และสร้างแนวไอเสียที่มีไอน้ำ เป็นแนวเสมือนเลนส์นูนตลอดเส้นทาง ถึงจะชั่วคราว แต่ก็สร้างต่อเนื่องตลอดเวลา(ใครรู้ว่าบินจากกรุงเทพไปหาดใหญ่ใช้น้ำมันกี่ลิตร) จนอัศวินเพลิงคิดว่าไฟป่าของซิดนี่เกิดจากโฟกัสของเครื่องบินที่ขึ้นลงสนามบินซีดนี่ด้วยซ้ำ
อัศวินเพลิง (IP:125.25.129.180)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 10 ต.ค. 2550 (17:33)
ปกติแล้ว ปริมาณ CO2 ที่มาจากการเผาผลผลิตทางการเกษตร จะสามารถเทียบเคียงปริมาณ CO2 ได้เท่ากับ 0 ตันครับ เพราะเค้าจะมองว่า ตั้งแต่เกิดขึ้นมา สามารถดูดกลืน CO2 ในบรรยากาศไปได้ พอๆกับปริมาณ CO2 ที่ปลดปล่อยออกมาขณะเกิดการเผาไหม้

ดังนั้นถ้าคิดกันหยาบๆ ก็เทียบได้ว่าถ้านำผลผลิตทางการเกษตรไปใช้เป็นพลังงาน จะไม่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แต่ถ้าคิดให้ละเอียดแล้ว วัสดุทางการเกษตรเหล่านี้ จะต้องถูกคิดในส่วนของก๊าซอื่นๆ นอกเหนือจาก CO2 ด้วย ซึ่งก๊าซหลักๆ ได้แก่ ก๊าซมีเทน ที่เกิดจากการทับถมกันขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรเน่าเสียนั่นเอง ซึ่งการคำนวณปริมาณมีเทน ในแต่ละโครงการจะมีการคิดที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่สถานการณ์ครับ

ดังนั้นการปลูกข้าว ไม่ทำให้เกิดก๊าซ CO2 แต่ถ้าปล่อยให้ตาย เน่าเปื่อย จะทำให้เกิดก๊าซมีเทนได้ จึงสรุปได้ว่าการปลูกข้าวทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (แต่จริงๆน้อยมากๆๆๆๆ ครับถ้าเทียบกับโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ สักโรงนึง)
chonnapan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 7 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 13 พ.ย. 2550 (09:42)
การปลูกข้าว เมื่อน้ำต้นข้าวมาที่มีรวงสุกแล้วมาชั่ง
รวงข้าวหนักเท่าไหร
ต้นข้าวหนักเท่าไหร
รากข้าวที่ไม่มีดินหนักเท่าไหร
เมื่อเราเอาข้าวไปกิน เอาแกลบไปลดการใช้น้ำมัน เอาฟางไปทำอาหารสัตว์ หรือกระดาษ
น้ำหนักของผลิตผลจากต้นข้าวที่จะก่อให้เกิดมีเทนมีเท่าไหร
มีเทนเกิดจากการย่อยสารอินทรย์ ที่มีโครงสร้างใหญ่ ให้เล็กลงจนเหลือ C สุดท้าย ซึ่ง C นี้ก็มาจาก CO2
ถ้าเราไม่คิด มันก็โกงเราได้เรื่อยๆ................. เจ้ามังกรไฟไม่เรียนหนังสือ
อัศวินเพลิง (IP:125.25.142.132)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 ม.ค. 2551 (12:28)
มารู้จัก 'คาร์บอน เครดิต'
ธุรกิจทำเงินจากพลังงานทดแทน
โอกาสที่ดีของผู้เลี้ยงสุกร


เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงสุกร ตื่นตัวและตื่นเต้นมากกับคำว่า ไบโอก๊าซ ซึ่งหลังจากนั้นคำนี้ก็ได้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยมีสร้างระบบหมักมูลสุกร เพื่อให้ได้มาซึ่ง ก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ที่ได้จากการหมักมูลสุกร โดยปัจจุบันมีการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพอย่างแพร่หลาย
และเช่นกันประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ศัพท์คำว่า "คาร์บอนเครดิต" เริ่มคุ้นหูเมื่อมีกระแสข่าวเกี่ยวกับมลพิษในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แต่น้อยคนที่เข้าใจความหมาย และการได้มาซึ่งคาร์บอนเครดิต แต่ คาร์บอน เครดิต นี่แหละ กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำเงินให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน เพราะก๊าซที่เป็นตัวทำให้ปฏิกิริยาเรือนกระจกต่างๆ ซึ่งตัวหลักจะเป็นคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ที่แต่ละโรงงานสามารถลดได้ จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกลไกดังกล่าวจะต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกใบรับรองให้ก่อน



จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันบริษัทต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับคาร์บอนเครดิต ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจให้คำปรึกษาในการออกแบบโครงการ (Project Design Consultant) ธุรกิจตรวจประเมินและรับรองโครงการ (Designated Operational Entity-DOE) ไปจนถึงธุรกิจคนกลางในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Emission Trader) เริ่มเข้ามาตั้งสาขา หรือเพิ่มแผนกบริการสิ่งแวดล้อม (Environmental Services) ในไทย เพื่อรองรับธุรกิจนี้กันแล้ว
โดยมีแรงผลักดัน ตามข้อตกลงใน พิธีสารเกียวโต1 (Kyoto Protocal) ที่กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้ว ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก (Green House Effect) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ "โลกร้อน" ในหลายแนวทาง
1(พิธีสารเกียวโต คือ ข้อตกลงระดับนานาชาติ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ผลิตขึ้น อันเป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ (Climate Change) ของโลกที่ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นและประสบปัญหาโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งพิธีสารนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่เป็นรูปธรรมในการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก โดยอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบเป็นเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจ)
หนึ่งในนั้นคือ "การซื้อขายมลพิษ" หรือ คาร์บอนเครดิต กับประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป้าหมายหลักในปัจจุบันจะเป็นบรรดาโรงงานไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวล เช่น แกลบ กากอ้อยและใบอ้อย เศษไม้ยางพารา น้ำเสียจากโรงงานผลิตแป้งมัน รวมถึง โรงงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกร
เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังอยู่ในภาวะ "จนแต้ม" จากการที่ไม่สามารถลดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกลงได้
เนื่องจากพิธีสารดังกล่าว ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ลงนามไว้ อาทิเช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำกว่าระดับก๊าซที่เป็นมลพิษในปี 2533 โดยเฉลี่ย 5.2% ระหว่างปี 2551-2555
หากผู้ที่ร่วมโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนดจะต้องมี "บทปรับ"
โดยในสหภาพยุโรป มีค่าปรับถึงตันละ 40 ยูโร ตามแผนการลดมลพิษในระยะที่ 1 (2548-2550) และเพิ่มค่าปรับเป็นตันละ 100 ยูโร ตามแผนในระยะที่ 2 (2551-2555) ซึ่งสูงกว่าราคารับซื้อหลายเท่าตัว
ปฏิบัติการ "ควานหา" (Matching) ผู้ซื้อพบผู้ขายจึงเกิดขึ้น จากดีมานด์ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรป เป็นเหตุ






ตัวอย่างเช่นประเทศ A อยู่ในยุโรป ถูกกำหนดให้ลดก๊าซเรือนกระจก 50 ล้านตัน แต่โรงงานอุตสาหกรรมหรือโครงการที่มีในประเทศ A พยายามลดสุดๆแล้ว ลดได้เพียง 30 ล้านตัน จึงต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนามาอีก 20 ล้านตัน ไม่เช่นนั้นจะโดนปรับ ตันละ 3,000 บาทก็ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท
ประเทศ A จึงติดต่อไปที่ ฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศ B เพื่อช่วยสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ เมื่อสร้างเสร็จทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าฟาร์มหมูลดลงเดือนละ 2 ล้านบาท ถือเป็นการลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม สมมติว่าลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 1 ล้านตัน จำนวนที่ลดได้ จะถูกเรียกว่า "คาร์บอนเครดิต" ซึ่งประเทศ A จะได้คาร์บอนเครดิต 1 ล้านตันไปรวมกับ 30 ล้านตันที่มีอยู่ หรือในอนาคตฟาร์มหมูที่อยู่ใกล้เคียงอาจใช้เทคโนโลยีเดียวกัน มาลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพเอง แล้วขายคาร์บอนเครดิตให้ประเทศ A ก็ได้
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย จัดว่าเป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะยังไม่มีโรงงานใด ที่ได้รับ ใบรับรอง (Certified Emission Reduction-CERs) เมื่อเทียบกับ อินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ บราซิล และอาร์เจนตินา
ตัวอย่างที่สามารถมองเห็นถึงผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมที่จะได้จากโรงงานไฟฟ้าในรูปของ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่ลดได้ เช่น โรงไฟฟ้าขอนแก่น ที่ผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อย ในปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 5.7 หมื่นตันต่อปี หรือคิดเป็นเงินในการซื้อขายราว 20 ล้านบาท (34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ)
ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต คร่าวๆ จะอยู่ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ตัน โรงงานหนึ่งก็พูดกันที่ประมาณก๊าซที่ลดได้ปีละ 5 หมื่นตัน แต่ละโรงงานจะมีก๊าซที่เป็นมลพิษหลายตัว เช่น มีเทน ซีเอฟซี ฯลฯ แต่เราจะแปลง (Transfer) ให้อยู่บนพื้นฐานของคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ
ปัจจุบันโรงงานในไทย จำนวน 19 แห่ง ที่ประสงค์จะขอซื้อขายคาร์บอนเครดิต และผ่านการรับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจรับรองเอกสารประกอบโครงการ (Validation) จากบริษัทตรวจประเมินและรับรองโครงการรายอื่นๆ
เมื่อโรงงานต้องการจะทำเรื่องคาร์บอนเครดิต ขั้นตอนแรกจะต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อไปจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ รับรองว่าโรงงานของคุณเข้าหลักการที่สามารถทำได้ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นเรื่องเป็นราวที่ดูแลเรื่องนี้ โดยให้ สผ.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมารองรับไปก่อน เพื่อผ่านการรับรองจากสผ.แล้ว ก็ต้องมาผ่านการรับรองจากคณะรัฐมนตรี
จากนั้นจะต้องส่งเรื่องไปให้สหประชาชาติรับรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะให้บุคคลที่สามที่เป็นธุรกิจตรวจประเมินและรับรองโครงการ (Designated Operational Entity-DOE)เข้าไปตรวจ เมื่อตรวจแล้ว ก็ต้องส่งเอกสารการตรวจสอบกลับไปให้สหประชาชาติพิจารณาอีกครั้ง ก่อนที่จะออกใบรับรองที่มีอายุ 1 ปี ขั้นตอนการดำเนินงานค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งสามารถให้ผู้ให้บริการด้านการตรวจประเมินและรับรองโครงการ ดำเนินการให้ทั้งหมด
ต่อไปเรื่องนี้จะเป็นประเด็นร้อน ที่สร้างรายได้ให้กับหลายบริษัทในไทย แม้แต่ยักษ์คอร์ปอเรทในไทย อย่าง เครือซิเมนต์ไทย ยังขยับที่จะขายคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มดำเนินการในส่วนของ โรงปูนซีเมนต์ ขณะนี้กำลังจะเริ่มขั้นตอนการออกแบบโครงการ (Project Design) ซึ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นมากๆ
เขาบอกว่า ธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินการ จะเป็นธุรกิจที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Energy) เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล เขื่อน ธุรกิจบำบัดน้ำเสียด้วยชีวมวล โรงปูนซีเมนต์ เป็นต้น
โดย โรงงานใหม่ จะมีภาษีในการดำเนินการมากกว่าโรงงานเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงงานเก่าจะทำไม่ได้ โรงงานเก่าสามารถทำได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลดมลพิษ ซึ่งอาจจะต้องลงทุนมากกว่า แต่ถ้าเป็นโรงงานใหม่ ก็สามารถคุยกับที่ปรึกษาได้เลยว่า เข้าข่ายที่จะทำได้หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการไฟแนนซ์โครงการ จากผลตอบแทนที่จะกลับมาจากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจจะคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนเรื่องเทคโนโลยีที่จะมาลดปฏิกิริยาเรือนกระจก
ขณะนี้ทางคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Executive Board of Clean Development Mechanism หรือ CDM EB) ที่ประจำอยู่เยอรมนี ได้พิจารณาและอนุมัติให้มีการจดทะเบียนเป็นโครงการที่สามารถซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยได้แล้ว 3 โครงการ ได้แก่

1) โครงการผลิตไฟฟ้าจากแกลบของบริษัท เอที ไบโอพาวเวอร์ จ.พิจิตร
2) โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยและใบอ้อยของ บริษัท ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จ.สุพรรณบุรี และ
3) โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยและใบอ้อยของบริษัทภูเขียว ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด จ.ชัยภูมิ

"การที่ทั้ง 3 โครงการได้จดทะเบียนกับ CDM EB ไว้แล้วถือว่า โครงการได้เดินมาครึ่งทางแล้ว โดยกระบวนการต่อจากนี้ไปก็คือจะต้องมีหน่วยงานที่ 3 มาตรวจสอบทั้ง 3 โครงการอีกครั้งว่า เป็นโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่ และลดได้เท่าใด หลังจากผลตรวจสอบผ่านแล้วก็จะส่งเรื่องให้ CDM EB พิจารณารับรองอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเอกชนที่ทำโครงการก็สามารถดำเนินการซื้อขายคาร์บอนกับประเทศพัฒนาแล้วที่ได้มีการเจรจาตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นได้" แหล่งข่าวกล่าว

ส่วน โครงการที่เหลือ ได้แก่

1. โครงการผลิตไฟฟ้าจากกากอ้อยของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น
2. โครงการผลิตไฟฟ้าจากเศษไม้ยางพาราของบริษัทรับเบอร์ วูด
3. โครงการผลิตไฟฟ้าของบริษัทกัลฟ์ยะลากรีน จำกัด จ.ยะลา
4. โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังของบริษัทโคราชเวสท์ทูเอ็นเนอร์ยี่ จ.นครราชสีมา
5. โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ได้จากน้ำเสียฟาร์มสุกรของโครงการฟาร์มหมูราชบุรี

กำลังส่งเรื่องไปยัง CDM EB ให้พิจารณาอนุมัติอยู่
สำหรับเม็ดเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้และประเภทของโรงงาน
บริษัท McKinnon & Clarke บริษัทที่ได้รับอนุญาตในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Emission Trader) สัญชาติยุโรป เป็นบริษัทต้นๆ ที่เข้ามาดำเนินการการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย โดยได้ตั้งหน่วยงานใหม่ด้านบริการสิ่งแวดล้อม (Environmental Services) ในไทย เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาเช่นไทย มีต้นทุนต่ำหากจะลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีโอกาสที่จะขายคาร์บอนเครดิตจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว
บริษัทนี้คิดว่าธุรกิจเทรดคาร์บอน เครดิต จะเป็นธุรกิจที่จะโตต่อไป นอกจากจะเข้ามาช่วยลูกค้าเรื่องการจัดหาเงินลงทุน (Project Financing) แล้ว ก็ยังจะเกิดประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง โดยจะมีซอฟต์แวร์เพื่อเข้าไปช่วยลูกค้า ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเริ่มต้นดำเนินการ ซึ่งต้องแน่ใจเกี่ยวกับมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล ว่าวิธีการทำงานเป็นอย่างไรก่อน
อย่างไรก็ตาม เรื่องการลงทุนลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยังคงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสำหรับลูกค้าคนไทย เพราะค่อนข้างใช้เงินลงทุนสูง หากลงทุนแล้วไม่ได้รับใบรับรองเพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต การดำเนินการต่างๆ จึงต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในสหภาพยุโรป มีวิธีการที่ง่าย แค่ยกบิลค่าไฟฟ้าให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดู เท่านี้ก็ได้เงินกลับคืนมา ถ้าเทียบกับในไทยที่มีความซับซ้อนมากกว่า
การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มลพิษลดลง เพราะคนอื่นเป็นคนก่อแต่เราเป็นคนเข้าไปแก้ แต่อย่างน้อยก็ สร้างแรงจูงใจให้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในการลงทุนเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าเขามั่นใจว่าลดแล้วสามารถนำไปซื้อขายกันได้ในอนาคต จะสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนก็เกิดความกระตือรืนร้นที่จะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมา
แม้ว่าราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันจะไม่จูงใจผู้ขายมากนักก็ตาม เมื่อเทียบกับค่าปรับที่คิดจากกิจการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ปรับตันละ 100 ยูโร ในขณะที่ราคาซื้อขาย คาร์บอนเครดิตยังอยู่ที่ประมาณตันละ 17-18 ยูโรต่อตัน (ราคาซื้อขายเดือนมกราคม 2551)
พิธีสารเกียวโต ยังไม่ทำให้เกิดการลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ลงอย่างมากมาย เพราะ ราคาซื้อขายยังไม่สูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลังงาน หรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เชื่อว่าราคาซื้อขายในปี 2551-2555 จะสูงขึ้น จากเกณฑ์การลดปริมาณการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเข้มงวดมากขึ้น
สาเหตุที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษสูงสุดในโลก แต่กลับไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตนั้น เพราะเกรงว่าธุรกิจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน แต่สำหรับประเทศอังกฤษ ยุโรป แม้จะเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่ แต่ก็เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
อย่างไรก็ดี ถ้าสมาชิกมีความสนใจที่จะรับรู้เรื่องนี้มากขึ้น ในวันที่ 25 ถึง 26 กุมภาพันธ์ 2551 ที่โรงแรมมณเฑียร (สุรวงศ์) กรุงเทพฯ จะมีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง Thematic Promotion of Sustainable Energy Technology at Carbon Markets โดยจะเน้นไปที่ Wastes and Biogas โดยประเด็นที่น่าสนใจจะเป็นการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดจากยุโรปในโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด Clean Development Mechanism (CDM) และโอกาสในการขาย คาร์บอน เครดิต ของเจ้าของโครงการ โดยผู้จัดเป็นองค์กรที่มิได้หวังผลกำไร คือ Centre for Energy Environment Resources Development (CEERD) www.ceerd.net และได้ขอความร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เพื่อเชิญสมาชิกผู้สนใจ โดยเน้นสมาชิกที่มีโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพอยู่แล้วหรือที่กำลังสร้าง ซึ่งวารสารสุกรจะนำเสนอความคืบหน้าของโครงการนี้เป็นระยะ


รวบรวมโดย สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ข้อมูลจาก นสพ.กรุงเทพธุรกิจ BizWeek
athiwat.apex@gmail.com (IP:58.8.46.122)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 25 ม.ค. 2551 (21:26)
ขอบคุณ Atthiwat.apex มากครับที่ให้ความรู้ที่หาที่ศึกษายากจริง ๆ เดิมทีผมเข้าใจว่า carbon credit คือกิจการแบบ บ.TIG (Thai Industrial Gas) ที่มาบตาพุดทำอยู่ คือดูอากาศเข้าไปในเครื่องแล้วแยกเป็นก๊าซเหลวชนิดต่าง ๆ ออกขายเท่านั้นจึงจะถือว่าได้ carbon credit
SUKON30@YAHOO.CO.TH (IP:202.149.25.241)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 26 ม.ค. 2551 (08:42)
เรื่องข้าวที่ปล่อยมีเธนนี่ถ้าเราขาดองค์ความรู้ที่จะไปยืนยันกับเขาเขาว่าอะไรเราก็คงต้องว่าตาม เราอาจต้องการเทคโนโลยีที่จัดการกับฝางข้าวเพื่อไม่ให้อยู่ในสภาพน้ำขัง ที่เกิดการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนที่เป็นตัวการของการเกิดแก๊สมีเธนครับ
unity sun power เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 240 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 123 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 27 ม.ค. 2551 (23:11)
คุณโก๋เเก่ยังอยู่รึป่าวครับ ??


ยังเข้ามาในวิชาการ ป่าว ..

ตอบ=....
จิงไจ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 915 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 22 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 28 ม.ค. 2551 (10:26)
คุณโก๋แก่เสียชีวิตไปนานแล้วครับ เมื่อไม่มีคุณโก๋แก่เราต้องช่วยกันทำให้วิชาการดอมคอมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ต่อไปครับ
unity sun power เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 240 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 123 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 28 ม.ค. 2551 (14:08)
พรุ่งนี้ สถานฑูตอังกฤษจะจัดอบรมเรื่อง CDM ดูมาจากเดลินิวส์ สนใจก็ลองติดต่อไปดู
อัศวินเพลิง (IP:125.25.204.86)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 18 ก.พ. 2551 (10:47)

ขออภัยนะครับ...มันจะทำให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีจิตสำนึกหรือเปล่าถ้าเขาอ้างว่าเขาได้จ่ายเงินให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแล้ว....ที่เขาจ่ายให้เพราะว่าเขาจนแต้ม ..แต่ไม่ได้เกิดจากจิตสำนึกรักษาโลก


chatia เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 19 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 13 มิ.ย. 2551 (16:13)
คืออยากทราบคะว่าตอนนี้โครงการที่ได้รับอนุมัติให้ทำCDMแล้วมีกี่โครงการแล้วเค้ามีวิธีการอย่างไร เป็นต้นว่า ขายให้ใคร ในราคาเท่าไร ลดคาบอนให้ประเทศนั้นได้กี่%  กรุณาบอกด้วยนะคะขอบคุณคะ
mojijung_s@hotmail.com (IP:203.158.4.151)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 26 มิ.ย. 2551 (13:50)
<p>การเกษตรกรรม การปลูกไม้ยืนต้น สามารถคำนวณกลับไปเป็นจำนวนคาร์บอนไดออกไซด์ต่อน้ำหนักต้นไม้ได้อย่างไร ทำ Carbon credit ได้หรือไม่ ผมว่ากิจกรรมการเกษตรช่วยลดคาร์บอนเต็มร้อย ไม่ใช่แค่ลดไม่กี่เปอร์เซ็นต์เหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังคงปล่อย GHG ตลอดเวลาตราบเท่าที่ยังเดินเครื่องอยู่</p>
<p>ภูไพร</p>
afforestation2008@gmail.com (IP:124.157.164.193)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 31 ก.ค. 2551 (15:39)

อยากทราบว่า เริ่มแรกของโครงการ CDM นี้เลยต้องทำอย่างไรบ้างค่ะ แบบว่า ทำ feas. มาว่า จะทำอะไรยังไง แล้วจะลด Carbon ได้เท่าไหร่อะไรยังงี้หรอค่ะ รบกวนด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ


BAOH (IP:203.144.139.225)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 27 ส.ค. 2551 (13:27)
ก๊าซคาบอนไดออกไซค์
www.fgfgfg@fgfgfg.com (IP:125.27.211.64)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 15 ธ.ค. 2551 (16:55)

เมื่อวานมีรายการของ ทีวีไทย เสนอเรื่อง carbon credit มีการซื้อขายกันที่จังหวัดสกลนคร อำเภอกุดบากเป็นแห่งแรกของประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวปลูกไม้สักเยอะดูแล้วก็ยังงง ค่ะ พออ่านข้อความข้างบนแล้วก็ช่วยได้เยอะเหมือนกันค่ะ


นกน้อย (IP:203.144.184.61)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 7 ม.ค. 2552 (21:16)

อ่อ ผมอยากทราบว่า ถ้าผมสนใจเนี่ย ผมต้อง ปรึกษากับใครบ้างและ ผมต้องเตรียมอะไร มั้งครับ


สมมุติว่าผม มีพื้นที่ที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นปริมารมากแล้วผม ต้องทำยังไงถึงจะทราบว่าผมสามารถเข้าโครงการได้หรือไม่ ถ้าใครมีความรู้ กรุณาให้คำแนะนำด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

Mr : Cabons


Cabons (IP:202.5.87.145)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 23 มี.ค. 2552 (21:46)

กรณ๊ที่เป็นการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ เช่น ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถได้รับ Carbon Credit หรือไม่ครับ อย่างไร รบกวนผู้รู้อะบายด้วยครับ และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ไหนบ้างครับ

MS.


metha_fm@hotmail.com (IP:115.67.4.123)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 29 เม.ย. 2552 (11:55)

อยากทราบว่าพลังงานไฟฟ้า 1 kW คิดเป็นเปอร์เซนต์คาร์บอนเท่าไรครับ


totone2002@hotmail.com (IP:203.144.138.146)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 3 ก.ค. 2552 (09:29)

ผมมีสวนยางอยู่ 400-500 ไร่ จะสามารถเข้าร่วมโครงการ Carbon Credit ได้มัย แล้วจะต้องดำเนิการอย่างไร ?? หรือ ต้องไปติดต่อ หน่วยงานใด และสามารถ ลดปริมาณก๊าซ ได้มากน้อยแค่ไหน ?? วีธีการคิดคำนวณ คิดอย่างไร??


แนว 12 (IP:117.47.2.13)

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม


ขอบคุณผู้สนับสนุน




Google
 
สำนักงานวิชาการดอทคอม :  02-5832802 ,086-4907600
อีเมล์ : 

ติดต่อลงโฆษณากับวิชาการดอทคอม : 

คุณนัท    : 084-7619653
คุณอันนา : 086-4907585
คุณกุ้ง     : 089-8613727
อีเมล์ฝ่ายขาย :  sales@vcharkarn.com
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.

 

Creative Commons License
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. Some rights reserved.