|
การหมุนแสงโพลาไรซ์
โพสต์เมื่อ:
14:18 วันที่ 27 เม.ย. 2550 ชมแล้ว:
4,027
ตอบแล้ว:
19
ฮิๆๆ ในที่สุด สุดท้ายผมก็ได้ลงซะทีนะครับเรื่อง แสงโพลารไรซ์
อันนี้สำหรับน้อง atom นะครับ เห็นถามอะไรซะโหดเชียวนะครับ อันที่จริงเรื่องนี้นั้นยากมากๆเลยนะครับ ก่อนอื่น พี่ขอพูดเรื่อง แสงโพลาไรซ์ก่อนแล้วกัน จำนวน 19 ความเห็น, หน้า่ | -1- มีคนถามว่าน้องอะตอมไปถามที่ไหน ตอบได้เลยว่าน้องอะตอมไปถามที่ physics ครับ กระทู้ที่เกี่ยวกับ สอวน นั่นเอง ลองไปหาได้นะครับ จะว่าไปแล้วน้องอะตอมท่านสงสัยมากๆๆ ไม่รู้จะสงสัยเรื่องนี้ไปทำไม ขอบอกว่าเรื่องนี้ยากๆๆมากๆๆๆ จริงๆๆครับ สำหรับเด็กมัธยมอย่างผม ส่วนน้องอะตอมและน้องอัจฉริยะและเพื่อนๆท่านอื่น คงแอบซุบซิบว่า ง่ายจริงๆๆๆ สุดยอดง่าย แน่เลยครับ ![]() ระนาบแสงโพลาไรซ์ คือ แสงที่มีความยาวคลื่นเดียว และการสั่นของคลื่นระนาบเดียว ซึ่งทำโดยการผ่านแสงธรรมดา(น่าจะเป็นแสงที่ไม่มีความยาวคลื่นเดียว และไม่มีการสั่นของคลื่นระนาบเดียว ) มีไปบนเครื่องกรองแสงชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า โพลาไรเซอร์ (polarizer) ซึ่งมีหน้าที่กรองแสงให้ออกมาเป็นลำแสงที่มีความยาวคลื่นเดียวและสั่นในระนาบเดียว ตัวอย่างคลื่นแสงชนิดต่างๆได้แสดงไว้ในรูปข้างบนแล้วครับ ![]() ต่อด้วย............ การหมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์ (Rotation of plane-polarized light) ถ้าผ่านระนาบแสงโพลาไรซ์ไปในสารละลายของสารประกอบพวก chiral จะทำให้ระนาบของการสั่นของแสงหมุนไป เช่น ผ่านระนาบแสงโพลาไรซ์ลงไปในสารละลายที่มี enantiomer เดียวของ 2-butanol (พวกสาร chiral (รู้จักมั๊ยครับ ถ้าไม่รู้จักลองหา รายละเอียดอีกทีได้ที่ wikipedia นะครับ)) ระนาบของการสั่นของแสงจะถูกหมุนไปทางซ้าย หรือ ทางขวาเป็นมุมคงที่ค่าหนึ่ง ถ้าเปลี่ยนให้แสงนี้ผ่านสารละลายอีก enantiomer หนึ่ง(หาตาม campbell chapter 4 ก็ได้นะครับ หรือ ตาม wikipedia ก็ได้นะครับคำนี้) ซึ่งเป็นภาพกระจกเงากัน(คำพูดนี้จะถูกเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้นถ้าเรารู้จัก คำว่า chiral และ enantiomer นะครับ)โดยใช้สารปริมาณเท่ากัน ระนาบของแสงจะถูกหมุนไปในทิศทางตรงข้ามโดยมีขนาดของมุมที่หมุนไปเท่ากันครับ การหมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า optical activity สารที่สามารถหมุนระนาบของแสงโพลาไรซ์ได้ จัดว่าเป็นสาร optically active ครับ ![]() โพลาริมิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดมุมของระนาบของแสงโพลาไรซ์ที่หมุนไปเมื่อผ่านสารละลายที่มีคุณสมบัติ optically active การหมุนระนาบของแสงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นแสง อุณหภูมิ สูตรโครงสร้าง และความเข้มข้นของสารที่แสงผ่าน สำหรับส่วนประกอบของโพลาริมิเตอร์มีแหล่งกำเนิดแสง polarizer หลอดใส่สารละลายและ analyzer ดังแสดงดังรูปข้างบนนะครับ ![]() โพลาริมิเตอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดมุมของระนาบของแสงโพลาไรซ์ที่หมุนไปเมื่อผ่านสารละลายที่มีคุณสมบัติ optically active การหมุนระนาบของแสงจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นแสง อุณหภูมิ สูตรโครงสร้าง และความเข้มข้นของสารที่แสงผ่าน สำหรับส่วนประกอบของโพลาริมิเตอร์มีแหล่งกำเนิดแสง polarizer หลอดใส่สารละลายและ analyzer ดังแสดงดังรูปข้างบนนะครับ ในที่สุดเราก็เข้าใจเรื่อง แสงโพลาไรซ์ แบบคร่าวๆกัน(ยังมีเนื้อหา...เหอะๆๆๆอีกเยอะ)ไปแล้วใช่ไหมครับ เพื่อนๆคราวนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าแล้ว เจ้า Carbohydrate เปลี่ยนแปลง แสงโพลาไลซ์ได้อย่างไรล่ะครับ พร้อมจะลุยกันหรือยัง ถ้าพร้อมแล้วลุยกันเลยนะครับ อาจเป็นเพราะสาเหตุอย่างง่ายๆว่าเจ้า โมโนแซคคาไรด์ ส่วนใหญ่แล้วเป็น chiral นั่นเอง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าลักษณะทางกายภาพทางของโมโนแซคคาไรด์นั้นจะเป็นสารซึ่งมีความสามารถในการละลายน้ำได้ ผลึกมีรสหวาน สีขาว EX. น้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตส ***โมโนแซคคาไรด์เป็นสารประกอบจำพวก ALDEHYDE หรือ KETONE ซึ่งเป็นpolyhydroxyl(หมู่ hydroxyl มากกว่า 2) ***ชนิดของโมโนแซคคาไรด์จะขึ้นกับจำนวนคาร์บอนอะตอมและชนิดของหมู่คาร์บอนิล ***โมโนแซคคาไรด์ต้องมีคาร์บอนอะตอมอย่างน้อยที่สุด 3 อะตอม หนึ่งใน 3 อะตอมเป็น carbonyl atom ส่วนคาร์บอนที่เหลือ จะจับกับหมู่ไฮดรอกซิล ***โมโนแซคคาไรด์แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มอัลโดส (aldoses) ซึ่งเป็น polyhydroxy aldehydes และกลุ่มคีโตส (ketoses) ซึ่งเป็น polyhydroxy ketones การเรียกชื่อโมโนแซคคาไรด์มักจะลงท้ายด้วย "ose" ในกลุ่มอัลโดสนั้น คาร์บอนที่มีความเป็น oxidized carbon atom มากที่สุดจะนับเป็น C-1 และ ถ้าเขียนสูตรโครงสร้างแบบ Fischer projection จะอยู่ในตำแหน่งบนสุด ส่วนในคีโตส คาร์บอนที่มีความเป็น oxidized carbon atom มากที่สุดปกติจะอยู่ที่ตำแหน่ง C-2 ***โมโนแซคคาไรด์ที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ ไตรโอส (triose) เป็นน้ำตาลที่มีคาร์บอน 3 ตัว โดยสารประกอบที่มีคาร์บอนหนึ่งหรือสองอะตอมและมีสูตรทั่วไปเป็น (CH2O)n จะไม่มีคุณสมบัติของคาร์โบไฮเดรท เช่น มีรสหวาน มีความสามารถในการเกิดผลึก สารประกอบอัลโดไตรโอสที่รู้จักกันดีคือ กลีเซอรอลดีไฮด์ ซึ่งมีความเป็นไครัล โดยตำแหน่ง C-2 มีหมู่ที่แตกต่างกัน 4 หมู่มายึดจับอยู่ ส่วนคีโตโตรโอสได้แก่ สารประกอบไดไฮดรอกซีอะซีโตน ไม่เป็นไครัลเนื่องจากไม่มี asymmetric carbon โมโนแซคคาไรด์ตัวอื่นๆ ที่มีคาร์บอนมากกว่า 3 ทุกตัวมีความเป็นไครัล ย้ำตรงนี้นะครับ ![]() (wiz2.pharm.wayne.edu/biochem/enzyme_cofactors.ppt , By Henry Wormser) ***กลีเซอรอลดีไฮด์มี stereoisomer 2 แบบด้วยกัน คือ D-isomer และ L- isomer ดังรูปด้านบน ซึ่งจะสังเกตเห็นว่ามันเป็นโมเลกุลที่เป็นไครัล(บอกไปแล้วด้านบนว่าถ้าหากเป็นโมเลกุล chiral แล้วจะเกิดอะไรขึ้น(คห.4)) ซึ่งการกำหนด D- และ L-isomer ของโมโนแซคคาไรด์จะยึดจากสมบัติของกลีเซอรอลดีไฮด์ เป็นหลัก กลีเซอรอลดีไฮด์ที่สามารถหมุนระนาบแสงโพลาไรซ์ไปทางขวามือ (dertrorotatory) จะกำหนดให้เป็น D-isomer ส่วนกลีเซอรอลดีไฮด์ที่หมุนระนาบแสงโพลาไรซ์ไปทางซ้าย (levorotary) กำหนดให้เป็น L- isomer อัลโตสและคีโตสที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอาจจะสามารถมองได้ว่าเป็นการขยายขนาดของโมเลกุลกลีเซอรอลดีไฮด์ และไดไฮดรอกซีอะซีโตน โดยมีไครัล H-C-OH แทรกเพิ่มขึ้นทางด้าน primary alcohol group (ด้าน CH2OH) รูปที่ ด้านล่างทั้งสองรูป แสดงโครงสร้างอัลโดสและคีโตสที่มีคาร์บอน 3-6 อะตอม โดยการนับตำแหน่งคาร์บอน จะเริ่มจากคาร์บอนที่มีหมู่อัลดีไฮด์ เป็นคาร์บอนที่ 1 น้ำตาลที่จัดว่าเป็น D-form จะมีคาร์บอนที่ตำแหน่งซึ่งอยู่ ห่างจาก carbonyl carbon มากที่สุดมีการจัดเรียงตัวของหมู่ไฮดรอกซิลเหมือนกับ C-2 ของกลีเซอรอลดีไอด์ (หมู่ไฮดรอกซิลอยู่ทางด้านขวามือ เมื่อเขียนสูตรโมเลกุลแบบ Fischer Projection) การกำหนดชนิด ของไอโซเมอร์ของน้ำตาลว่าเป็น D หรือ L (ยกเว้นกลีเซอรอลดีไฮด์) นี้ไม่ได้บ่งบอกถึงว่าน้ำตาลตัวนั้นๆ จะ หมุนระนาบแสงโพลาไรซ์ไปทางขวาหรือซ้าย การจัดเรียงตัวของ asymmetric carbon เป็นลักษณะเฉพาะของน้ำตาลแต่ละตัวซึ่งทำให้น้ำตาลมีสมบัติที่แตกต่างกันไป ![]() ![]() ดูไปแล้วก็ไม่ยากอ่ะ ยังไง น้องก็ลองหาศัพท์ดูนะ คือ บางศัพท์ ต้องอ่าน STEREO CHEMISTRY มาก่อนอ่ะน้อง คือพี่ผ่านมาแล้วนิดๆ เหอะๆ ก็หมุนกันมันดีอ่ะนะ ยังไงถ้าน้องมีปัญหาอะไร ไม่เข้าใจตรงไหน ให้เสริมตรงไหนน้องก็เชิญด่า แย้ง หรือว่าพี่ได้ตามสบายเลยนะครับน้อง ขอให้น้องโชคดี สบายดีนะครับ ไม่รู้เรื่องอะ เอามาจากไหน(วะ) งงอะคับ งงๆๆๆๆๆๆๆๆ แคมเบลป่าว?-- เข้ม (IP:124.121.79.167) พี่คับแล้วการโพลาไรซ์เซชั่นผ่านการหักเหคือไรหรอคับ เอิธร์ (IP:124.121.68.33) จะเก่งชีวเคมี ก้อควรมีพื้นทางเคมีอินทรีย์อยู่บ้าง เด็กสอวน.นเรศวร (IP:203.113.45.196) งงจังค่ะแต่ก้ดีนะถ้าไม่มีพี่ติ๊กคงไม่มีงานส่งแน่เลยขอบคุณๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมากๆเลยค่ะ wanlaya_it@hotmail.com (IP:203.113.17.177) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 7 พ.ย. 2551 (13:18) อยากทราบ การตกกระทบมุมเฉียง ของคลื่นโพลาไรซ์เซชั่นแบบเชิงเส้นและมุมฉาก อยากรู้ครับ ช่วยตอบให้ที pazzle_69@thaimail.com (IP:203.172.183.8) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 7 พ.ย. 2551 (13:22) การตกกระทบมุมเฉียง ของคลื่นโพลาไรซ์เซชั่นแบบเชิงเส้นและมุมฉาก pazzle_69@thaimail.com (IP:203.172.183.8) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |