ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 3 ก.ย. 2550 (10:10) ขอเสนอความเห็นนะครับ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้จบมาทางด้านคุรุศาสตร์ และไม่มีประสบการณ์การสอนในห้องเรียนนะครับ เพียงแต่มีประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวเท่านั้น ผมพยายามค้นคว้าวิธีีแนวทางการสอนที่ได้ผลจากหนังสือทางด้านการสอน จากอินเทอร์เนต จากการประมวลประสบการณ์ตอนตัวเองเป็นนักเรียนแล้วได้เรียนกับอาจารย์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้และสนุก ผมได้ลองใช้แนวปฎิบัตินี้มา 1 เดือนแล้ว ปรากฎว่านักเรียนเรียนรู้มากขึ้นมาก และตัวผมเองก็สนุกกับการสอน (คือก่อนหน้านี้ผมสอนแบบสะเปสะปะมาก ไม่เข้าใจคำว่า course design อะไรเลย) พอผมมาอ่านกระทู้ีนี้เพิ่งเข้าใจว่าวิธีของเราก็น่าจะสอดคล้องกับแนวความคิด "backward design"
ผมว่า "backward design" นั้นเป็น
--การเน้นสิ่งที่นักเรียนจะได้ไปจากเรามากกว่า สิ่งที่เราต้องการสื่อให้นักเรียน (คล้ายๆ กับแนวความคิดของ Paolo Freire นักวิชาการทางการศึกษาของบราซิล)
--การเน้นการเรียนรู้ (learning) มากกว่าการสอบ (passing the test)
--และอีกประเด็นสำคัญที่ "backward design" เน้นคือ การสร้างให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีพ (to be a life-long learner)
ก่อนผมจะสร้างคอร์สที่จัวเองสอนอยู่นั้น ผมถามตัวเองก่อนว่า
1. เราต้องการสอนอะไร
2. เราต้องการให้นักเรียนได้อะไร
จากนั้นก็ถามตัวเอง -- และนักเรียน -- ว่า
3. นักเรียนต้องการอะไร
เมื่อได้ 2 สิ่งแล้ว ผมก็หาจุดเชื่อมว่าเราจะช่วยนักเรียนถึงจุดมุ่งหมาย (ข้อ 3) ได้อย่างไร โดยที่เราไม่ทิ้งความต้องการข้อ (1) และ (2) ของเรา
เมื่อได้คำตอบแล้ว ผมก็เริ่มการสร้างวิชา (course design) ***สังเกตว่าการสร้างวิชาเกิดหลังจากเราได้ข้อ 1 2 และ 3 แล้วนะครับ เพราะว่านี่คือ --- จุดประสงค์ท้ายสุดที่เราต้องการไปถึง --- *** โดยการสร้างวิชานั้นแต่ละวันผมจะถามตัวเองในแต่ละบทของวิชาดังนี้
--บทเรียนบทนี้เกี่ยวพันกับข้อ 1 2 3 อย่างไร
--เราจะดึงดูดนักเรียนให้สนใจบทเรียนวันนี้ได้อย่างไร (นี่คือแรงจูงใจในการเรียนครับ ถ้าเรานำความคิดหรือจุดมุ่งหมายของนักเรียนมาเป็นส่วนนึงของ course design)
--นักเรียนพร้อมที่จะเรียนบทเรียนนี้หรือยัง คือนัักเรียนมีความพร้อมสำหรับเนื้อหาหรือไม่
เมื่อเรียนจบ เราต้องประเมินนักเรียน--และัตัวผมเอง การประเมินต้อง
1. ทันที มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่ายิ่งได้การประเิมินเร็วเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผู้เรียนสนใจการเรียนมากขึ้น
2. เที่ยงตรง คือมีหลักฐานชัดว่านักเรียนทำดีตรงนี้ ไม่ดีตรงนี้
3. ชัดเจน คือระบุให้ชัด ไม่ใช่แค่ "8/10" หรือ "ควรปรับปรุง" ต้องระบุให้ชัดว่าควรปรับปรุงข้อไหน จุดไหน
4. เข้าใจผู้เรียน ไม่ใช่มััวแต่หาข้อผิดพลาด ผู้สอนต้องเข้าใจว่าถ้านักเรียนถูกด่า ตำหนิ จะทำให้เค้าสนใจการเรียนน้อยลงมาก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเรียนได้
ผมมักจะให้นักเรียนประเมินตัวเองเกือบทุกครั้งว่า ตัวคุณได้เรียนอะไรไปบ้าง ในขณะที่ผมเองก็ถามนักเรียนเช่นกันว่า คุณคิดว่าการสอนวันนี้เป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ไม่เข้าใจ หรือจุดไหนที่เข้าใจ หรือกิจกรรมไหนที่คุณคิดว่าดีหรือไม่ดี
วิธีประเมินอีกวิธีคือ การจัดทำข้อสอบ การทำข้อสอบต้องกลับไปดูข้อ 1 2 3 ว่าข้อสอบที่เราทำสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการสอนตอนแรก สิ่งที่นักเรียนต้องการเรียนรู้หรือเปล่า (ข้อสอบและคำถาม หรือแม้แต่วิธีการถามต้องวัดการเรียนรู้ มากกว่าวัดความสามารถว่าจะให้เกรดอะไร เช่น ตอนผมสอนเรื่อง Present Simple เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมใ้ห้งานนักเีรียนไปดังนี้ "เพราะว่า tense นี้ใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นจริงทั่วไป เช่นความสูง ชื่อ ที่ทำงาน ดังที่เราพูดกันไปแล้วในห้องเรียน ดังนั้นสำหรับงานนี้ ผมต้องการให้คุณเตรียมบทพูดแนะนำตัวเองมา 5 นาที พร้อมกับเตรียมแนะนำเพื่อนคุณให้ผมรู้จัก 1 คน" จุดประสงค์ของงานนี้ มีดังนี้
1. คุณเข้าใจรูปแบบ present simple หรือไม่ (ข้อนี้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผมคือ - นักเรียนต้องเข้าใจรูปแบบ)
2. คุณสามารถนำ present simple ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร (ข้อนี้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผม - และนักเรียน - คือ - นักเรียนต้องนำสิ่งที่เรียนในห้องเรียนไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริง
3. คุณได้ฝึกการพูด)
สรุปว่าเป้าหมายต้องมาจากผู้สอน-และผู้เรียน-และต้องชัดเจน ทุกกระบวนการไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิชา การทดสอบ กิจกรรมในห้องเรียน และข้อสอบต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์เหล่านั้นครับ **แน่นอนครับการสอนแบบนี้กินพลังงานคนสอนมากทีเดียว เพราะว่ามันมีอะไรมากกว่าเพียงแค่หยิบตำราเรียนแล้ว เข้าใจเนื้อหา และเดินเข้ามาสอน และหมดคอร์สก็จัดสอบ แล้วดูว่าผ่านหรือไม่ผ่าน**
--------------------------------------------------------
แนวความคิดของคุณ sompoat@yahoo.com น่าสนใจนะครับ แต่ผมเกรงว่าถ้าให้ผู้สอนลองทำหมดทุกอย่าง มันอาจจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป ผมคิดว่าแนวคิดนี้มาจากความต้องการที่ไม่อยากให้มีการผิดพลาดเลยก่อนไปสอนนักเรียน แต่ผมว่าเราต้องอย่าลืมว่า "ส่วนหนึ่งแล้วการสอนเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูกนะครับ" ครูต้องคอยประเมินตัวเองตลอดอยู่แล้ว ถ้าเรามัวไปทดลองทุกอย่างก่อนสอน ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเราทำข้าวผัดแบบ 1 ไม่อร่อย เราต้องทำแบบ 2 3 4 5 จนกว่าจะอร่อยถึงจะสอนได้ เราต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปมากเลยนะครับแค่ 1 บทเรียนเท่านั้นเอง