|
Backward Design
โพสต์เมื่อ:
13:09 วันที่ 9 พ.ค. 2550 ชมแล้ว:
33,033
ตอบแล้ว:
26
อยากทราบวิธีสอนแนวนี้ วานผู้รู้ช่วยให้คำอธิบายที่ชัดเจนหน่อยครับ
จำนวน 25 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ผมทำโครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพครูชื่อ Intel Teach to the Future ใช้หลักการนี้เหมือนกัน ต้องคุยกันยาวๆ ครับ เราทำมา 5 ปีแล้ว พยายามอธิบายมากมาย หลายคนหัวเราะเยาะเราว่าพูดไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ รู้สึกดี ที่มีคนคิดเหมือนกันเยอะขึ้น สรุปง่ายๆ แบบนี้นะครับ แบบกำปั้นทุบดิน นี่เป็นการสอนที่ตัวครูต้องนึกถึง product หรือ performance mจะได้จากผู้เรียนก่อน จากนั้น ครูต้องลงมือทำเองก่อนว่า ทำได้ไหมเกิดการเรียนรู้จริงหรือไม่ จากนั้น ไปสร้างแบบประเมิน แล้วจึงค่อยจัดทำขั้นตอนการสอนเป็นส่วนต่อมา แปลว่า ถ้าคุณจะให้เด็กทำข้าวผัดมาส่ง คุณต้องลงมือทำข้าวผัดเองก่อน แล้วมาดูว่าต้องการข้าวผัดแบบไหน ทำแบบประเมิน นำข้าวผัดที่ทำได้มาให้เด็กดู แล้วจึงดำเนินการตามขั้นตอนที่ออกแบบมา sompoat@yahoo.com (IP:124.121.105.62) เข้าใจแบบครูแต่ยังไม่ลึกซึ้ง คงทน คุณครูมีแผนเป็นตัวอย่างซักแผนไหมคะจะขอทางเมล์ ครับ ขอบคุณจริงๆเลยคุฌ สมโภช์ ไมทราบว่าผมเข้าใจแบบนี้จะถูกต้องหรือไม่ เช่นว่าผมต้องการในนักเรียนของผมสามารถแก้ปัญเรื่องมวลสารสัมพันธ์ในวิชาเคมีได้ ผมก็ออกแบบดังนี่คือ ๑ ผมก็ยกตัวอย่างปัญหามา ๑ ข้อ ๒ผมลงมือแก้ปัญหานนั้นด้วยการลงมือทำเองด้วยวิธีการของผม พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง ๓ผมออกแบบแผนการสอนแล้วยึดกิจกรรมที่ผมทำในข้อที่๒เป็นหลัก แล้วเขียนส่วนต่างๆให้ครบ ๔ ผมนำแผนนี้ไปสอนเด็ก แบบนี่ใช่ backward design หรือไม่ ขอบคุณครับ ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "Backward Design : ภารกิจที่ท้าทายครูไทย" ในวันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2550 เวลา 08.00 12.00น. (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) ณ ห้อง 106 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิทยากร ผศ. ดร. สิริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร. ชาติ แจ่มนุช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 อ.พีระ ฉิมคง โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จัดโดยนิสิตระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณประไพ ธรมธัช (081-2594285) และ คุณเบญจา วงษา (081-8794097) ที่โรงเรียนก็มีสอนนะ แต่อยู่ในรูปแบบของการบูรณาการกับ 8 กลุ่มสาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เตรียมคำถามไปถามวิทยากรเยอะๆนะครับ เช่น ทำไมเขาจึงเรียกว่า backward design แล้ว forward design มีไหม ที่บอกว่า backward design คือสิ่งที่ครูบางคนหรือแม้แต่เราก็ทำอยู่แล้ว เป็นแบบนั้นจริงไหม backward design มันดีตรงไหน ถ้าครูทำได้ จะเกิดผลดีอย่างไรกับการเรียนการสอน และถ้าครูทำไม่ได้ จะเกิดผลเสีย หรือจะเสียผลประโยชน์อย่างไร จริง ๆ แล้ว backward design จะเหมาะกับระบบการศึกษาของประเทศไทยหรือไม่ ตอนที่ design จะต้องเริ่มจาก back มา จริง ๆ หรือ หรือจะเริ่มตรงไหนก่อนก็ได้ backward design ไม่เหมาะกับบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์ เป็นอย่างนั้นจริงหรือ อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับ backward design หากใครทราบข้อมูลช่วยส่งอีเมลล์ให้ทีนะคะ อยากเข้าใจให้ถ่องแท้กว่านี้ จักขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ในส่วนของ Backword Design เป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับอาชีพครู ในต่างประเทศจะให้ความสำคัญกับการออกแบบการเรียนรู้ และ การประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นเรียน เพราะเขาจะคำนึงถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กในขั้น understanding มากกว่า Know เพราะฉนั้น การทำ Backword Design จึงถึอเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตรวจหาความสำเร็จในการสอน ว่าเป้นจริงตามที่ความหวังหรือไม่ สุพัฒตรา/supattra_aoy@hotmail.com (IP:202.57.142.229) ใครเข้าใจเรื่อง Backward Design ช่วยอธิบายหรือแบ่งปันเพื่อนครูไทยด้วยนะคะ สุพัฒตรา/supattra_aoy@hotmail.com (IP:202.57.142.229) ขอเสนอความเห็นนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้จบมาทางด้านคุรุศาสตร์ และไม่มีประสบการณ์การสอนในห้องเรียนนะครับ เพียงแต่มีประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวเท่านั้น ผมพยายามค้นคว้าวิธีีแนวทางการสอนที่ได้ผลจากหนังสือทางด้านการสอน จากอินเทอร์เนต จากการประมวลประสบการณ์ตอนตัวเองเป็นนักเรียนแล้วได้เรียนกับอาจารย์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้และสนุก ผมได้ลองใช้แนวปฎิบัตินี้มา 1 เดือนแล้ว ปรากฎว่านักเรียนเรียนรู้มากขึ้นมาก และตัวผมเองก็สนุกกับการสอน (คือก่อนหน้านี้ผมสอนแบบสะเปสะปะมาก ไม่เข้าใจคำว่า course design อะไรเลย) พอผมมาอ่านกระทู้ีนี้เพิ่งเข้าใจว่าวิธีของเราก็น่าจะสอดคล้องกับแนวความคิด "backward design" ผมว่า "backward design" นั้นเป็น --การเน้นสิ่งที่นักเรียนจะได้ไปจากเรามากกว่า สิ่งที่เราต้องการสื่อให้นักเรียน (คล้ายๆ กับแนวความคิดของ Paolo Freire นักวิชาการทางการศึกษาของบราซิล) --การเน้นการเรียนรู้ (learning) มากกว่าการสอบ (passing the test) --และอีกประเด็นสำคัญที่ "backward design" เน้นคือ การสร้างให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีพ (to be a life-long learner) ก่อนผมจะสร้างคอร์สที่จัวเองสอนอยู่นั้น ผมถามตัวเองก่อนว่า 1. เราต้องการสอนอะไร 2. เราต้องการให้นักเรียนได้อะไร จากนั้นก็ถามตัวเอง -- และนักเรียน -- ว่า 3. นักเรียนต้องการอะไร เมื่อได้ 2 สิ่งแล้ว ผมก็หาจุดเชื่อมว่าเราจะช่วยนักเรียนถึงจุดมุ่งหมาย (ข้อ 3) ได้อย่างไร โดยที่เราไม่ทิ้งความต้องการข้อ (1) และ (2) ของเรา เมื่อได้คำตอบแล้ว ผมก็เริ่มการสร้างวิชา (course design) ***สังเกตว่าการสร้างวิชาเกิดหลังจากเราได้ข้อ 1 2 และ 3 แล้วนะครับ เพราะว่านี่คือ --- จุดประสงค์ท้ายสุดที่เราต้องการไปถึง --- *** โดยการสร้างวิชานั้นแต่ละวันผมจะถามตัวเองในแต่ละบทของวิชาดังนี้ --บทเรียนบทนี้เกี่ยวพันกับข้อ 1 2 3 อย่างไร --เราจะดึงดูดนักเรียนให้สนใจบทเรียนวันนี้ได้อย่างไร (นี่คือแรงจูงใจในการเรียนครับ ถ้าเรานำความคิดหรือจุดมุ่งหมายของนักเรียนมาเป็นส่วนนึงของ course design) --นักเรียนพร้อมที่จะเรียนบทเรียนนี้หรือยัง คือนัักเรียนมีความพร้อมสำหรับเนื้อหาหรือไม่ เมื่อเรียนจบ เราต้องประเมินนักเรียน--และัตัวผมเอง การประเมินต้อง 1. ทันที มีงานวิจัยออกมาสนับสนุนว่ายิ่งได้การประเิมินเร็วเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผู้เรียนสนใจการเรียนมากขึ้น 2. เที่ยงตรง คือมีหลักฐานชัดว่านักเรียนทำดีตรงนี้ ไม่ดีตรงนี้ 3. ชัดเจน คือระบุให้ชัด ไม่ใช่แค่ "8/10" หรือ "ควรปรับปรุง" ต้องระบุให้ชัดว่าควรปรับปรุงข้อไหน จุดไหน 4. เข้าใจผู้เรียน ไม่ใช่มััวแต่หาข้อผิดพลาด ผู้สอนต้องเข้าใจว่าถ้านักเรียนถูกด่า ตำหนิ จะทำให้เค้าสนใจการเรียนน้อยลงมาก และรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเรียนได้ ผมมักจะให้นักเรียนประเมินตัวเองเกือบทุกครั้งว่า ตัวคุณได้เรียนอะไรไปบ้าง ในขณะที่ผมเองก็ถามนักเรียนเช่นกันว่า คุณคิดว่าการสอนวันนี้เป็นอย่างไร มีจุดไหนที่ไม่เข้าใจ หรือจุดไหนที่เข้าใจ หรือกิจกรรมไหนที่คุณคิดว่าดีหรือไม่ดี วิธีประเมินอีกวิธีคือ การจัดทำข้อสอบ การทำข้อสอบต้องกลับไปดูข้อ 1 2 3 ว่าข้อสอบที่เราทำสอดคล้องกับสิ่งที่เราต้องการสอนตอนแรก สิ่งที่นักเรียนต้องการเรียนรู้หรือเปล่า (ข้อสอบและคำถาม หรือแม้แต่วิธีการถามต้องวัดการเรียนรู้ มากกว่าวัดความสามารถว่าจะให้เกรดอะไร เช่น ตอนผมสอนเรื่อง Present Simple เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมใ้ห้งานนักเีรียนไปดังนี้ "เพราะว่า tense นี้ใช้ในการอธิบายสิ่งที่เป็นจริงทั่วไป เช่นความสูง ชื่อ ที่ทำงาน ดังที่เราพูดกันไปแล้วในห้องเรียน ดังนั้นสำหรับงานนี้ ผมต้องการให้คุณเตรียมบทพูดแนะนำตัวเองมา 5 นาที พร้อมกับเตรียมแนะนำเพื่อนคุณให้ผมรู้จัก 1 คน" จุดประสงค์ของงานนี้ มีดังนี้ 1. คุณเข้าใจรูปแบบ present simple หรือไม่ (ข้อนี้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผมคือ - นักเรียนต้องเข้าใจรูปแบบ) 2. คุณสามารถนำ present simple ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร (ข้อนี้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผม - และนักเรียน - คือ - นักเรียนต้องนำสิ่งที่เรียนในห้องเรียนไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันจริง 3. คุณได้ฝึกการพูด) สรุปว่าเป้าหมายต้องมาจากผู้สอน-และผู้เรียน-และต้องชัดเจน ทุกกระบวนการไม่ว่าจะเป็นการสร้างวิชา การทดสอบ กิจกรรมในห้องเรียน และข้อสอบต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์เหล่านั้นครับ **แน่นอนครับการสอนแบบนี้กินพลังงานคนสอนมากทีเดียว เพราะว่ามันมีอะไรมากกว่าเพียงแค่หยิบตำราเรียนแล้ว เข้าใจเนื้อหา และเดินเข้ามาสอน และหมดคอร์สก็จัดสอบ แล้วดูว่าผ่านหรือไม่ผ่าน** -------------------------------------------------------- แนวความคิดของคุณ sompoat@yahoo.com น่าสนใจนะครับ แต่ผมเกรงว่าถ้าให้ผู้สอนลองทำหมดทุกอย่าง มันอาจจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป ผมคิดว่าแนวคิดนี้มาจากความต้องการที่ไม่อยากให้มีการผิดพลาดเลยก่อนไปสอนนักเรียน แต่ผมว่าเราต้องอย่าลืมว่า "ส่วนหนึ่งแล้วการสอนเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูกนะครับ" ครูต้องคอยประเมินตัวเองตลอดอยู่แล้ว ถ้าเรามัวไปทดลองทุกอย่างก่อนสอน ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเราทำข้าวผัดแบบ 1 ไม่อร่อย เราต้องทำแบบ 2 3 4 5 จนกว่าจะอร่อยถึงจะสอนได้ เราต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปมากเลยนะครับแค่ 1 บทเรียนเท่านั้นเอง ![]()
เมื่อลมแรง...ใบไม้ก็ร่วง
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ทำยากเหมือนกัน อบรมมานิดหน่อยยังไม่ค่อยเข้าใจ อยากเห็นคนที่ทำมาเป็นตัวอย่าง บางช่วงติด เช่นทักษะคร่อมวิชาช่วงกิจกรรมต้องใส่กิจกรรมอย่างไรลงไป อะไรเป็นตัววัด ใช้หลักฐานอะไร ถ้ามีคนทำซักแผนคงทำได้ ใครทำได้ครบเก่งครับไม่อยากทำผิดๆถูกๆ anupun@hotmail.com (IP:203.146.63.184) ท่านอาจารย์ท่านใดต้องการ ได้ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้แบบBackward Design สามารถติดต่อได้ที่ อ.ปัญญา ทรงเสรีย์ 02 -222-4543 ปัญญา ทรงเสรีย์ /Ptdc@wpp.co.th (IP:58.9.169.25) ตัวอย่างแผนBackward Design จะวางแผงต้นเดือนมกราคม51 อย่าพลาดทีเดียว สุภาพร ต่อมคำ (IP:203.172.139.222) ต้องการที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Backward Design นะแต่ไม่รู้จะศึกษาจากที่ไหน ถ้าใครมีรายละเอียดและตัวอย่างขอรบกวนด้วยนะค่ะ ขอขอบคุณล่วงหน้าค่ะ (รบกวนตอบผ่าน E-mail นะค่ะ) n-srinuan@hotmail.com (IP:203.113.45.198) การสอนแบบแฮบาต การสอนแบบหน่วย การสอนแบบวิทยาศาสตร์ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบหน่วย คิวซี ระฆังขาน ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บูรณาการ ทั้งหมดนี้ที่เขาว่าดี ในที่สุดก็มาตายอยู่ที่โรงเรียน..... แล้ว Backward Design จะเป็นเป็นยังไง ก็ต้องรอดูและรอลุ้นกันต่อไป หลักการของ Backward Design กระบวนการออกแบบถอยหลังกลับ (Backward Design) ของ Wiggins และ McTighe เริ่มจากคิดทุกอย่างให้จบสิ้นสุด จากนั้นจึงเริ่มต้นจากปลายทางที่ผลผลิตที่ต้องการ (เป้าหมายหรือมาตรฐานการเรียนรู้) สิ่งนี้ได้มาจากหลักสูตร เป็นหลักฐานพยานแห่งการเรียนรู้ ( Performances) ซึ่งเรียกว่า มาตรฐานการเรียนรู้ แล้วจึงวางแผนการเรียนการสอน ในสิ่งที่จำเป็นให้กับนักเรียนเพื่อเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การสร้างผลงานหลักฐานแห่งการเรียนรู้นั้นได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Understanding by Design โดย Grant P. Wiggins, Jay McTighe http://books.google.co.th/books?id=N2EfKlyUN4QC&pg=PP2&vq=backward+design&sig=eZF_o_9fosBSxUtXDO4TmJd6tqw สำหรับผู้เริ่มฝึกทำ backward design ควรจะเริ่มฝึกออกแบบกับเนื้อหาสาระที่เราถนัดก่อน เมื่อเข้าใจและทำได้แล้วจึงค่อยขยับขยายไปบูรณาการกับ 8 กลุ่มสาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นงานที่หนักรุงรังเกินไป มีตัวอย่างสำหรับผู้เริ่มต้นที่นี่ค่ะ http://www.krupai.net/backward.htm ลองคลิกดูที่ "ตารางสี่ช่อง: กระดาษทดของการออกแบบด้วยกระบวนการย้อนกลับ" นะคะ วันนี้มาเรียนรู้เกี่ยวกับ backward design ค่ะ ขอขอบคุรมากค่ะ จะไปฝึกทำแผนการเรียนรู้ ค่ะ และเผยแพร่กับเพื่อน ๆ ขอขอบคุณคุณครูไผ่มากค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 ม.ค. 2551 (13:50) ผู้เขียนหนังสือ Understanding by Design คือ Grant Wiggins จะบินมาเมืองไทยเพื่อเป็นวิทยากรในการสัมมนาหัวข้อเดียวกันนี้ ใครสนใจ เชิญร่วมสัมมนา ได้ในงานนิทรรศการการศึกษานานาชาติ 2551 หรือ TIEE 2008 วันที่ 1-3 กุมภาพ้นธ์ 2551 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ numberbeen@yahoo.com (IP:58.10.65.226) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 ม.ค. 2551 (14:15) โทษค่ะ ขอเพิ่มเติมนิดนึงนะคะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2512-0093-104 ต่อ 294, 311 จ้า numberbeen@yahoo.com (IP:58.10.65.226) |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |