วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
ใช้คะแนน O-NET ได้ครั้งเดียวในชีวิต
โพสต์เมื่อ: 12:25 วันที่ 11 พ.ค. 2550         ชมแล้ว: 7,549 ตอบแล้ว: 45
ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง
ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไรกันบ้างครับกับนโยบายที่
นักเรียนสามารถใช้ผลสอบ O-net ได้ครั้งแรกครั้งเดียวในชีวิต

นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 43 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| 3|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 11 พ.ค. 2550 (12:42)
ขอทราบรายละเอียดอื่นๆ ที่กี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยนะครับ
จะได้ช่วยกันคิด แสดงความคิดเห็นได้อย่างมีข้อมูลเพียงพอ

(อย่างผมเองก็ไม่ได้ตามข่าวการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไม่ทราบว่ากฏกติกาตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
เกี่ยวกับการคัดเลือกเข้าเรียนระดับอุดมศึกษา)
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 11 พ.ค. 2550 (13:17)
คือเดี๋ยวนี้ เด็กจะไม่สอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเหมือนเมื่อหลายปีก่อนครับอาจารย์ MG
แต่จะมีการสอบ 2 อย่างคือ O-NET กับ A-NET โดยสำนักงานกลางอะไรสักอย่างนี่แหละ
แล้วเขาก็ให้ใช้คะแนน O-NET ที่สอบครั้งแรกครั้งเดียว

O-NET เป็นการวัดความรู้พื้นฐานทั่วไป
A-NET เป็นการวัดความรู้ที่เฉพาะทางมากขึ้น

คือเด็กสามารถสมัครสอบได้ แต่เวลาที่จะเอาคะแนนไปยื่นเพื่อเลือกคณะในมหาวิทยาลัย
จะต้องใช้คะแนนในการสอบครั้งแรกเท่านั้น
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 พ.ค. 2550 (13:27)
อาจารย์ MG ลองดูข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่นะครับ

http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=36984&page=1

http://my.dek-d.com/ubyi/story/view.php?id=126467
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 พ.ค. 2550 (13:38)
ในความคิดเห็นของผม เป็นการปิดกั้นโอกาสของเด็ก
เด็กหลายคนมีโอกาสดี เรียนในโรงเรียนที่มีการจัดการที่ดี
มีพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยเหลือสนับสนุนทางการเรียนเป็นอย่างดี
สอบกี่ทีกี่ที คะแนนก็ดี
เด็กบางคน ขณะเรียน ต้องรับผิดชอบเรื่องราวของผู้ใหญ่หลายอย่าง
สอบกี่ทีกี่ที คะแนนก็ดูไม่ได้ พอผ่านๆ ไปเท่านั้น
จนสอบ O-net A-net
บางคนก็ป่วยตอนสอบ สะเทือนใจตอนสอบ แฟนทิ้งตอนสอบ ฯลฯ

ถ้ากฎออกมาแบบนี้ ทั้งชาติก็ไม่มีโอกาสแก้ตัว
ผมว่ามันแย่เหมือนนักโทษประหารเลย
ทำผิดแล้วไม่ให้โอกาสแก้ตัว
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 11 พ.ค. 2550 (13:44)
แล้วผมยังได้ยินมาอีกว่า
จะเลิกใช้คะแนน A-net จะเอาแต่ GPA โรงเรียน กับ O net
ผมว่าไปกันใหญ่

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เป็นการเรียนวิชาชีพเฉพาะทาง
จะเอาคนทั่วไป มาเรียนไม่ได้
ต้องเป็นคนที่มีความสามารถหรือมีสมบัติที่ตรงเท่านั้นที่เข้ามาเรียน

ถ้าเป็นอย่างนี้

ผมว่าเลิกระบบคัดเลือกกลางเสียให้หมดจะดีกว่า
แล้วให้แต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย คัดเลือกกันเอาเอง
แล้วก็ให้สอบพร้อมกันทั่วประเทศ
ไม่ให้คนเก่งวิ่งไปสอบทุกแห่งแล้วก็ติดหมดทุกแห่ง
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 พ.ค. 2550 (13:48)
ผมว่าปัญหาอยู่ที่วิธีคิดของผู้ดูแลกติกาในบ้านเราครับ

กลัวเด็กซิ่ล

เหมือนกับที่เคยกลัวเด็กสอบเทียบ

แต่แก้ปัญหาผิดวิธี เพราะตรรกะไม่ถูกต้อง

ปัญหาสอบเทียบ เกิดจากข้อสอบเทียบที่ง่ายเกินไป ออกแบบไว้ให้เด็กที่เรียกกศน.สอบผ่านได้ไม่ยากนัก ปัญหาคือเด็กเรียนปานกลาง(อาจจะรวมเรียนอ่อนด้วยบางส่วน) ใช่ช่องทางนี้ได้วุฒิมัธยมปลายแล้วเอาไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยเปิดหรือม.เอกชนบางแห่งที่ไม่รักษามาตรฐาน สุดท้ายกลายเป็นปัญหาคุณภาพบัณฑิต

ถ้าแก้โดยการปรับมาตรฐานข้อสอบเทียบให้ยากอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก็จบแล้ว แต่เด็กกศน.ที่คุณภาพไม่ถึงก็จะสอบไม่ผ่าน

ผมไม่เข้าใจว่าจะไปห่วงว่าเขาไม่ได้วุฒิทำไม ห่วงเรื่องความรู้จะดีกว่าไหม?

สุดท้ายห้ามสอบเทียบ พิลึกแท้ๆเชียว คนรุ่นผมสอบเทียบกันมหาศาล เพื่อนในมหาวิทยาลัยมีปัญหาก็ไม่น้อย แต่ไม่เห็นจะมีนัยสำคัญว่าเด็กสอบเทียบเป็นพวกมีปัญหา

กลับมาเรื่องเด็กซิ่ลก็เข้าอีหรอบเดิม ที่นั่งในมหาวิทยาลัยบ้านเราจำกัด ต้องยอมรับว่าเด็กซิ่ลถือว่ากินที่ของคนอื่นหากเรียนคณะหนึ่งอยู่แล้วมาสมัครใหม่

แต่ถ้าคิดแบบนี้ก็เท่ากับไม่ให้โอกาสคนเปลี่ยนคณะ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับตัวเองจริงๆ

มองอีกแง่ เด็กซิ่ลได้สอบโอเน็ตหลายครั้ง กลายเป็นว่าได้เปรียบไปอีก

ถ้าจะสร้างกติกา ขอให้ออกมาตรงๆเลยดีไหมจะได้สู้กันในประเด็นได้

- ห้ามนิสิตนักศึกษาที่เรียนอยู่สมัครเข้าเรียนใหม่ (ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย)
- หรือถ้าจะเปิดกว้างก็ให้ใช้คะแนน ONET ปีปัจจุบันในการสมัครสอบเท่านั้น จะได้สู้กันบนพื้นฐานของความเท่าเทียม (ไม่งั้นถ้าปีหน้าข้อสอบ ONET เกิดยากกว่าปีนี้ เดี๋ยวเด็กปีหน้าจะร้องขอความเป็นธรรมกันอีก ก็คงวุ่นวายไม่จบสิ้น)

ไม่รู้จะไปถึงท่านผู้กุมชะตาอนาคตของชาติทั้งหลายหรือเปล่านะครับ
CrazyHOrse เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 567 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 109 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 11 พ.ค. 2550 (13:50)
ขอบคุณ อ.นิรันดร์ ที่ให้ links และข้อมูล เริ่มต้น

สงสัยว่า เรากำลังจะคุยกันเรื่องที่สำคัญมากๆ เลยทีเดียว

ผมขออนุญาต update ค้นตามหาข้อมูลต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่
และขอโพสต์ ให้ได้ดูทบทวนรายละเอียดต่างๆกันด้วยนะครับ

ผมขอเริ่มที่ข้อมูลจาก http://www.cuas.or.th/admbook50/for_1page/adm2550.htm

..................................................................................................


การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
ประจำปีการศึกษา 2550





การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีระบบและวิธีการคัดเลือก โดยสรุป ดังนี้

1. วัตถุประสงค์และองค์ประกอบ

1.1 วัตถุประสงค์

การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ

1. เพื่อให้มหาวิทยาลัย / สถาบันได้ผู้เรียนที่มีความรู้ ความสามารถ และความถนัดตรง ตามสาขาวิชาที่เรียน

2. เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เป็นไปตามปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1.2 องค์ประกอบของการรับบุคคลเข้าศึกษาฯ

การรับบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง จะพิจารณาจากองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า ( GPAX ) ให้ค่าน้ำหนัก 10 %

2. ผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายตามกลุ่มสาระการเรียนรู้( GPA กลุ่มสาระฯ 3 – 5 กลุ่ม จาก 8 กลุ่ม) ให้ค่าน้ำหนัก 20 %

3. ผลการสอบแบบทดสอบทางศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ( Ordinary National Educational Test : O – NET ) ให้ค่าน้ำหนัก 35 – 70 %

4. ผลการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง (Advanced National Educational Test : A – NET ) และ/หรือ วิชาเฉพาะรวมกันไม่เกิน 3 วิชา ให้ค่าน้ำหนัก 0 – 35 %

5. ผลการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย มหาวิทยาลัย / สถาบันจะทำการสอบ สัมภาษณ์ และตรวจร่างกาย เพื่อหาข้อมูลประกอบการพิจารณาความพร้อม และความเหมาะสมเป็นขั้นสุดท้ายก่อน การรับเข้าศึกษา โดยไม่คิดเป็นค่าน้ำหนักคะแนน

2. วิธีการและขั้นตอนการรับบุคคลเข้าศึกษาฯ

ขั้นตอนการรับบุคคลเข้าศึกษาฯ มี 2 ขั้นตอน ดังนี้

2.1 การทดสอบ

- ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาจะต้องทำการสอบแบบทดสอบต่างๆ ที่มหาวิทยาลัย / สถาบัน กำหนดไว้ให้ครบถ้วน ดังนี้

2.1.1 การสอบวิชาเฉพาะ

(1) วิชาความถนัด จัดสอบในช่วงเดือนตุลาคม จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

(2) วิชาภาษาต่างประเทศ จัดสอบในช่วงเดือนมีนาคม จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.1.2 การสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน ( O–NET ) จัดสอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)และการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นสูง ( A–NET ) จัดสอบในช่วงเดือนมีนาคม จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาร่วมกับที่ประชุมอธิการบด ีแห่งประเทศไทย

2.2 การสมัครเข้าศึกษาฯ

- สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนดให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง โดยผู้สมัครสามารถเลือกได้ครั้งละไม่เกิน 4 อันดับการเลือก ( คณะ / ประเภทวิชา ) ผู้สมัครจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติ และเกณฑ์การรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะ / ประเภทวิชาที่ประสงค์จะสมัครเข้าศึกษาที่ได้กำหนดไว้ก่อนการ สมัคร หากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาพบว่า ผู้สมัครมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กำหนดไว้ จะถูกตัดสิทธิ์ในการ เข้าศึกษา

- สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะนำคะแนนสอบรายวิชาที่ได้มารวมคะแนน หลังจากนั้นจะนำมารวม กับคะแนนที่คำนวณจากผลการเรียนเฉลี่ยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ( GPAX และ GPA กลุ่มสาระ)เพื่อใช้พิจารณาตัดสินผล ตามอันดับการเลือกที่สมัครต่อไป

3. ขั้นตอนการปฏิบัติ

- ผู้สมัครศึกษาคุณสมบัติและเกณฑ์การคัดเลือกของคณะ / ประเภทวิชา ที่ต้องการจะสมัครเข้าศึกษา


- สมัครสอบวิชาเฉพาะ

- สมัครสอบ O – NET และ/ A – NET และ/ภาษาต่างประเทศ

- สมัครเข้ามหาวิทยาลัย

- ประกาศผลการคัดเลือก


MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 11 พ.ค. 2550 (14:13)
ข่าวเมื่อปลายเดือนเมษายนนี้
......................................................................................................................

ด่วน!...โอเน็ตทำนร.1แสนวุ่น (ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน).

หลังศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้คะแนนโอเน็ต ทำให้การรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยระส่ำ โดยนางอุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ.ได้ส่งคำชี้แจงไปยังศาลปกครองขอนแก่นทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษหลังศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ครั้งแรกครั้งเดียวมาพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา หรือแอดมิชชัน ทำให้ สทศ.และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยังไม่สามารถประมวลผลแอดมิชชันได้ เพราะต้องรอคำสั่งศาล ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการที่มีนักเรียนมาสอบ โอเน็ตซ้ำในรอบสอง และต้องการใช้คะแนนรอบสองเพื่อใช้สมัครแอดมิชชัน แต่ สทศ. ได้แจ้งล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ก่อนการสมัครว่าสามารถสอบซ้ำได้ แต่คะแนนใหม่จะใช้สมัครแอดมิชชันไม่ได้ สุดท้ายนักเรียนก็ยืนยันจะใช้และไปยื่นฟ้องศาลปกครองดังกล่าว นางอุทุมพร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 25 เมษายน จะหารือกับนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้ออกประกาศกฎกระทรวงห้าม นักเรียนสอบโอเน็ตซ้ำ และนางอุทุมพร ยืนยันว่า การสอบโอเน็ตเป็นการสอบเพื่อวัดสัมฤทธิผลทางการศึกษา นักเรียนแต่ละคนมีโอกาสสอบได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต และเพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายด้วย นายสุรพล นิติไกรพจน์ ในฐานะประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า หวังว่า คำร้องขอต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้ชี้แจงถึงผลกระทบต่อระบบการรับนักเรียนเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ถ้าหากไม่เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองของศาลปกครองขอนแก่นที่คุ้มครองเด็ก 2 พันคนแต่อาจกระทบกับเด็กกว่า 1.2 แสนคนและอาจจะรับนักศึกษาเข้าเรียนไม่ได้
อย่างไรก็ตาม วันที่ 25 เมษายน จะมีการประชุม ทปอ. เพื่อเตรียมหาวิธีการรองรับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดต่อไป.



ล่าสุด ประธาน ทปอ. เผยมติที่ประชุมวาระพิเศษวันนี้ มีมติให้คงมติใช้ผลโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียว คัดเลือกแอดมิสชั่นส์ ระบุมีความยุติธรรมและเหมาะสมที่สุด เตรียมทำหนังสือชี้แจงไปยังศาลปกครองสูงสุด อธิบายถึงสาเหตุของมติ ทปอ. ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด รมว.ศึกษาธิการ ระบุทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับแอดมิสชันส์ยืนยันทำถูกต้องแล้ว รอฟังผลอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองขอนแก่น ขณะที่ สทศ. เผยผู้เข้าสอบโอเน็ตซ้ำครั้งที่ 2 มี 540 คนด้าน เลขา กกอ.ขานรับทำตุ๊กตา 2 แบบตามแนวคิด รมว.ศธ. และรองรับคำสั่งศาล


หลังเสร็จสิ้นการประชุม รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธาน ทปอ. แถลงว่า ทปอ. พิจารณาแล้วเห็นว่า เกณฑ์การคัดเลือกแอดมิสชั่นส์ของเดิมมีความเหมาะสมและยุติธรรมอยู่แล้ว ขอยืนยันให้มีเกณฑ์ตามเดิม อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องรอคำสั่งศาลพิพากษาตามที่ได้อุทธรณ์ไป โดยในทางปฏิบัติสามารถประมวลผลหลายแนวทางรอไว้ได้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะประกาศผลแอดมิสชั่นส์ได้ตามกำหนดหรือไม่ ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ทปอ. จะทำหนังสือชี้แจงไปยังศาลปกครองสูงสุด เพื่ออธิบายถึงสาเหตุของมติ ทปอ. ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด.


จากกรณีนี้ถ้ามองในแง่ของสิทธิมนุษยชนก็จะพบว่า ย่อมไม่เป็นการยุติธรรมที่ไม่ให้โอกาสแก่เด็กที่คะแนน ONET น้อยปีที่แล้วสอบใหม่เพื่อให้ได้คะแนนที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการไม่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนในด้านการศึกษาเพราะถ้าให้เด็กสามารถสอบได้ครั้งเดียวย่อมเป็นการจำกัดสิทธิในการศึกษาของเด็กเหล่านั้นทางอ้อม (การสอบครั้งแรกเด็กอาจไม่พร้อมก็ได้ทำไมไม่ให้โอกาสแก่พวกเขาอีกครั้งหนึ่ง) แต่ถ้าอนุญาตให้เด็กเหล่านั้นสอบได้อีกครั้ง ย่อมเป็นการให้โอกาสเด็กเหล่านั้นแก้ตัวเพื่อทำให้ตัวเองมีโอกาสได้เรียนในคณะที่ตนใฝ่ฝันอยากจะเรียนได้


แต่ถ้ามองในมุมของเด็กที่มีโอกาสสอบได้ครั้งเดียว ย่อมไม่เป็นการยุติธรรมแน่ๆ เพราะจะเป็นการลดโอกาสของพวกเขาในการที่จะได้เข้าในคณะที่ตนใฝ่ฝันเช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการที่จะให้พวกเขาต้องยื่นคะแนนแข่งกับผู้ที่มีโอกาสสอบ ONET ได้สองรอบ ก็เห็นอยู่แล้วว่าผู้ที่สอบได้ครั้งเดียวจะสู้พวกที่มีโอกาสสอบสองรอบได้อย่างไร


อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผมก็อยากจะให้ผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คิดดูดีๆว่าเหมาะสมหรือไม่กับการที่ในปีนี้จะใช้เกณฑ์เดิม และหวังว่าผลการอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองจะเป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ เพราะอย่างน้อยก็จะได้ทำให้ผลแอดมิสชั่นส์ของนักเรียนที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้กว่า 100,000 คนประกาศออกมาเสียที ไม่ใช่ให้เด็กเหล่านั้นนอนไม่หลับเพราะกังวลว่าตนจะมีที่เรียนหรือไม่เช่นนี้ .



ที่มา: โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2550.
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 พ.ค. 2550 (14:23)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง (2)
...........................................................................................................

กรณีที่ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนักเรียน 7 คน ที่ยื่นฟ้องกรณีไม่ให้นำผลสอบ O-NET ครั้งที่ 2 มาใช้ในการสมัครแอดมิชชั่น ผอ.สทศ. กล่าวว่า เด็กกลุ่มดังกล่าวเรียนมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว และกลับมาสอบใหม่หรือที่เรียกว่าเด็กซิล ซึ่งปีนี้มีเด็กซิลประมาณ 2,600 คน ซึ่ง สทศ. ก็ให้สอบทุกคนแต่ได้บอกไว้ก่อนแล้วว่าจะนำคะแนน O-NET ครั้งที่ 2 ไปใช้แอดมิชชั่นไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อศาลมีคำสั่งดังกล่าว ทาง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเด็กกลุ่มนี้

“การคุ้มครองชั่วคราวมีผลเฉพาะเด็ก 7 คน ถ้าเด็กซิลอื่น ๆ ต้องการให้คุ้มครองบ้างก็ต้องไปฟ้องร้องกันเอง แต่โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยมาแล้ว 1 ปี และไปกวดวิชามาอีกก็ต้องทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งที่ 1 เมื่อมีที่เรียนอยู่แล้วก็น่าจะเรียนให้จบไป เพราะรัฐก็เสียเงินไปมากแล้ว แต่เด็กกลุ่มนี้เมื่อได้คืบก็จะเอาศอก ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เด็กที่เรียนอยู่ ม.6 ที่มีคะแนนเกือบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ควรออกมาลุกฮือบ้างเพราะตัวเองอาจจะเสียสิทธิในการเข้ามหาวิทยาลัย” ผอ.สทศ. กล่าว

ในวันเดียวกันเมื่อเวลา 14.30 น. ที่สกอ. ได้มีการประชุมหารือถึงผลกระทบจากคำสั่งศาลปกครองขอนแก่น ซึ่งภายหลังการหารือนาน 3 ชั่วโมง ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิ การคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) แถลงว่า คำสั่งศาลไม่มีผลกระทบกับการรับสมัครแอดมิชชั่นที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้ามหาวิทยาลัยจะทำให้ สกอ. ไม่มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก และจะทำให้ไม่สามารถประกาศผลแอดมิชชั่นได้ตามกำหนด เนื่องจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยังยืนยันมติเดิมที่ให้นำคะแนน O-NET ครั้งแรกและครั้งเดียวมาใช้ในการแอด มิชชั่น ดังนั้นคงต้องรอจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่งในวันที่ 23 เม.ย. จะมีการทำหนังสือชี้แจง อย่างไรก็ตามถ้าศาลยังยืนคำสั่งเดิมก็ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ สกอ. ด้วย ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อเด็กถึงกว่า 200,000 คน.


โดย Daily News o­nline
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 พ.ค. 2550 (14:26)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง (3)
...............................................................................................................

กางคำฟ้องศาลปกครองขอนแก่น เด็กซิ่ลขอใช้คะแนนโอเน็ตรอบสอง

หมายเหตุ-จากกรณีกลุ่มเด็กซิ่ลหรือกลุ่มนักเรียนที่จบก่อนปีการศึกษา 2549 ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองขอนแก่นขอใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือโอเน็ตครั้งที่สอง ประกอบการสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิต-นักศึกษาหรือแอดมิสชั่นส์ และศาลปกครองขอนแก่นได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แก่กลุ่มเด็กซิ่ล 6-7 คน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่สมัครแอดมิสชั่นส์ในปีการศึกษาเดียวกันนี้ด้วยนั้น มติชนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงขอนำรายละเอียดการฟ้องนำเสนอ

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งยี่สิบห้าคนเป็นผู้ฟ้องคดีต่อสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) คณะกรรมการบริหาร สทศ. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ระบุในคำฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ สทศ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยคณะกรรมการบริหาร สทศ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 12/2549 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ระบุว่า นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไปให้ สทศ.ดำเนินการจัดทดสอบโอเน็ตให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าได้เพียงคนละครั้งเท่านั้น ไม่มีความเหมาะสม ซึ่งเป็นการกระทำตามมติร่วมกันระหว่างที่ประชุม ทปอ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ไม่รับพิจารณาคณะแนนสอบโอเน็ต ครั้งที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้ให้ความเห็นชอบด้วยนั้น เป็นการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมแก่ผู้ฟ้องคดี เนื่องจากไม่สามารถนำคะแนนโอเน็ตไปใช้สมัครแอดมิสชั่นส์ ในคณะที่ใช้ผลคะแนนโอเน็ตเพียงอย่างเดียวได้ และเป็นการตัดโอกาสในการแก้ไขการสอบที่ผิดพลาดในปีการศึกษาที่ผ่านมา หรือจำกัดสิทธิในการศึกษาขั้นสูงขึ้นไป ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 28 และขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ตามมาตรา 3 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 อีกด้วย ผู้ฟ้องคดีจึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1.เพิกถอนกฎของ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.ที่กำหนดให้ดำเนินการจัดสอบโอเน็ตแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ได้เพียงคนละครั้งดังกล่าว

2.ให้ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.รับสมัครผู้ฟ้องคดีเข้าสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2549

3.ให้ ทปอ.รับพิจารณาคะแนนโอเน็ตที่สอบในครั้งที่ 2 เพื่อนำไปคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้วย

4.ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ผู้ฟ้องคดีสามารถสมัครสอบโอเน็ตประจำปี 2550 ได้ก่อนวันที่ 15 ธันวาคม 2549

ข่าวโดยมติชน
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 11 พ.ค. 2550 (14:32)
ข่าว เมื่อวันที่ 30 เมษายน
.............................................................................................................

เด็กตจว. เฮ ถอย 'จีพีเอ' เอนท์ฉลุย
ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ยอมถอยปรับลดสัดส่วนจีพีเอเป็นจีพีเอเอ็กซ์ 10% จีพีเอ 20% ONet 35-70% และ ANet0-35% หวังลดกระแสค้าน แถมทำให้ทุกฝ่ายได้เตรียมความพร้อมมากขึ้น ยันส่งผลดีทำให้นักเรียน ตจว.เสียเปรียบเด็ก กทม.น้อยลง ยันปี 2551 เดินหน้าใช้สัดส่วนผลการเรียนตามที่ตั้งไว้ 50% ทันที

เมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดการประชุมสมัยวิสามัญเรื่องสัดส่วนองค์ประกอบระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นส์ โดย รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานการประชุมดังกล่าว

รศ.ดร.ประเสริฐ เปิดเผยภายหลังประชุมว่า จากที่ ทปอ.เคยมีมติกำหนดสัดส่วนแอดมิชชั่นส์ให้ใช้ผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมปลาย หรือจีพีเอเอ็กซ์ 10% ผลการเรียนเฉลี่ยรายวิชา หรือจีพีเอ 40% ผลการสอบประเมินการศึกษาชาติขั้นพื้นฐานหรือ Ordinary National Educatinal Test : ONet 25-50% และผลการสอบประเมินการศึกษาชาติแบบขั้นสูง หรือ Advanced National Educatinal Test : ANet 0-25%

ทั้งนี้ ในที่ประชุมครั้งนี้มีการทบทวนและมีมติให้ปรับเปลี่ยนสัดส่วน โดยในปี 2549 ให้ใช้จีพีเอเอ็กซ์ 10% จีพีเอ 20% ONet 35-70 % และ ANet 0-35% จากนั้นในปี 2550 ให้ใช้จีพีเอเอ็กซ์ 10% จีพีเอ 30% ONet และ ANet รวมกันไม่เกิน 60% และในปี 2551ให้ใช้จีพีเอเอ็กซ์10% จีพีเอ 40% ONet และ ANet รวมกันไม่เกิน 50%

รศ.ดร.ประเสริฐ ยังยืนยันในหลักการเดิมว่า นำผลการเรียนมาใช้ในการคัดเลือกให้มากที่สุด แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงถึงความพร้อมของโรงเรียน เด็กและองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีผลกระทบ ทปอ.จึงหาทางออกโดยให้เวลา 3 ปี เพื่อไปสู่องค์ประกอบที่เคยกำหนดไว้ ซึ่งการปรับลดสัดส่วนก็เพื่อต้องการให้เวลากับการเข้าถึงเป้าหมาย และเพื่อให้เด็กมีความพร้อม รวมทั้งจะได้ให้ระบบแอดมิชชั่นส์เดินหน้าต่อไป

"การปรับสัดส่วนระบบครั้งนี้ ทำให้ความได้เปรียบของเด็กกรุงเทพฯ ลดลง รวมทั้งความเสียเปรียบของเด็กในต่างจังหวัดลดลง แต่ต้องสร้างสำนึกให้เด็กเห็นความสำคัญของการเรียนในห้องเรียน ไม่ใช่สำนึกเมื่อจะใช้จีพีเอในการคัดเลือก ทั้งนี้ที่ประชุมไม่สามารถสรุปสัดส่วนแต่ละคณะได้ว่าจะใช้สัดส่วน ONet และ ANet อย่างไร โดยจะเชิญผู้ช่วยอธิการบดี รองอธิการบดี และอธิการบดี ที่เกี่ยวกับการสอบคัดเลือก และคณบดีคณะต่างๆ 240 คน มาหาข้อสรุปร่วมกันในวันที่ 11 พฤษภาคม ต่อไป" รศ.ดร.ประเสริฐ กล่าว

รศ.ดร.สุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) กล่าวว่า สทศ.จะทำหน้าที่ประเมินมาตรฐานการศึกษาในช่วงชั้นต่างๆ คือ ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 แต่การเข้าสู่ระบบใหม่ ทปอ.ต้องการข้อมูลของเด็กชั้น ม.6 ในช่วงชั้นที่ 4 เพื่อใช้ในการสมัครคัดเลือกเข้าอุดมศึกษา สทศ.จึงจะจัดสอบ ONet 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคมศาสตร์ โดยข้อสอบจะมีทั้งแบบปรนัยและอัตนัย ซึ่งสัดส่วนของปรนัยจะเป็น 80-90% อัตนัย 10-20% และข้อสอบของอัตนัยจะเป็นการตอบคำถามแบบสั้นๆ

ส่วนการจัดสอบ ANet จะเป็นข้อสอบปรนัย 60% และข้อสอบอัตนัย 40% โดยจะจัดสอบ 3-5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะแยกคะแนนของวิชาเคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยา อย่างชัดเจน ส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆ นั้น หากมีผู้สอบจำนวนมาก สทศ.ก็จะจัดสอบให้ คาดว่าจะเป็นปลายเดือนกุมภาพันธ์ หรือต้นเดือนมีนาคม

"ONet จะสามารถบอกมาตรฐานโรงเรียนว่ามีการให้เกรดเฟ้อหรือไม่ และยืนยันว่าข้อสอบจะมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เนื่องจากผู้จัดทำข้อสอบเป็นผู้ชำนาญการ นักวัดผล นักทดสอบและผู้ทรงคุณวุฒิที่เชื่อถือได้ ระบบจะรักษาความลับได้ไม่น้อยไปกว่าระบบเอนทรานซ์ เพราะมีการศึกษาวิธีวัดผลของการสอบรูปแบบต่างๆ ทั่วโลก เช่น ระบบโทเฟล ดังนั้นการตรวจข้อสอบก็จะน่าเชื่อถือตามมาตรฐานโลก" รศ.ดร.สุมณฑา กล่าว

ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า อธิการบดีทุกคนยังยืนยันที่จะใช้ระบบแอดมิชชั่นส์ร่วมกันโดยไม่แตกแถว และยังยืนยันเป้าหมายหลักของการใช้ระบบแอดมิชชั่นส์ เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาชาติ และจะสร้างความเป็นธรรมในการเข้าสู่ระบบอุดมศึกษา เพราะที่ผ่านมาเด็กที่เข้ามหาวิทยาลัยได้จะขึ้นอยู่กับการกวดวิชา การเก็งข้อสอบ ดังนั้นเด็กในเมืองใหญ่ที่มีสิ่งแวดล้อมดีจึงมีโอกาสมากกว่า

"ระบบยุติธรรมโดยกติกา แต่ไม่เป็นธรรมในแง่สังคม ทำให้ผู้ขาดโอกาสไม่ได้เข้าสู่อุดมศึกษา และไม่ว่าจะคัดเลือกด้วยระบบใดในที่สุดเด็กเก่งก็จะผ่านเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาแน่นอน" เลขาธิการ กกอ.กล่าว

อนึ่งเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา พ.ญ.กมลพรรณ ชีวพันธุศรี ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการใช้สัดส่วนผลการเรียน 50% ในการคัดเลือกระบบแอดมิชชั่นส์ปี 2549 ต่อนายกรัฐมนตรี

โดยมีข้อเรียกร้องคือ 1.ขอให้ลดสัดส่วนผลการเรียน 50% ในการคัดเลือกระบบกลางการรับ นิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นส์ปี 2549 เป็น 10% เพราะขณะนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร 2. อยากให้ออกกฎหมายควบคุมโรงเรียนกวดวิชา เกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนการสอนและค่าเล่าเรียน

3.ออกกฎหมายลงโทษครูที่กั๊กความรู้ ข้อสอบ แล้วนำไปเผยแพร่ให้เฉพาะเด็กที่เรียนพิเศษกับครู 4.ปรับลดวิชาในการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ขั้นพื้นฐาน หรือ O-Net และแบบทดสอบการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือ A-Net ให้เหลือเฉพาะวิชาที่จำเป็นต้องใช้การพิจารณาศึกษาต่อเท่านั้น และ 5.ขอให้รัฐบาลจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น

"ความต้องการของเด็กขณะนี้ คืออยากให้มีการจัดสอบวัดความรู้ 2 ครั้งต่อปีเหมือนเดิม และอยากให้มีการปรับคุณภาพ มาตรฐานการศึกษาในโรงเรียนโดยอาศัย กระบวนการวิจัย ก่อนที่จะมีการปรับเปลี่ยนระบบการคัดเลือก" ประธานเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าว

ด้านนางกนิษฐา จันทร์งาม สมาชิกเครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า อยากให้กลับไปใช้ระบบเดิมคือการสอบ 100% เหมือนในอดีต เพราะเป็นการคัดเลือกที่ยุติธรรมและได้เด็กที่เก่งอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะปรับสัดส่วนของแอดมิชชั่นส์ลงอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการกวดวิชาได้
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 พ.ค. 2550 (14:38)
ช่วยกันมองไปยังอนาคตอันใกล้

......................................................................................
องค์ประกอบแอดมิชชั่น53ไม่ลงตัวต้องทบทวนใหม่

ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าองค์ประกอบที่จะนำมาใช้ในระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา 2553 ว่า ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติว่า องค์ประกอบที่จะนำมาใช้ในแอดมิชชั่นปี 2553 มี 3 ส่วน คือ ผลการเรียนเฉลี่ยสะสม ม.ปลาย (GPAX) คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐานหรือ O-NET และแบบทดสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) แต่เท่าที่ทราบใน ทปอ.ยังมีความเห็นเกี่ยวกับการใช้องค์ประกอบดังกล่าวไม่ค่อยตรงกัน ดังนั้นน่าจะมีการทบทวนองค์ประกอบนี้ใหม่ โดยตนอยากให้ ทปอ. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุป ซึ่งคาดว่าน่าจะคุยกันได้หลังจากประกาศผลแอดมิชชั่น ประจำปี 2550 ในวันที่ 15 พ.ค. ไปแล้ว เนื่องจากขณะนี้ยังมีปัญหาฟ้องร้องเกี่ยวกับการใช้คะแนน O-NET ครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 อยู่ และหากนำเรื่ององค์ประกอบแอดมิชชั่น มาพูดกันอีกเกรงว่าจะเป็นการสร้างความสับสนให้แก่สังคมและประชาชนเข้าไปอีก




รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ตนได้หารือในเบื้องต้นกับ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในฐานะประธาน ทปอ. ถึงแนวทางการวัดผลของ สพฐ. ไปแล้ว ซึ่ง รศ.ดร.วันชัยก็เห็นด้วย โดยแนวทางนี้จะเริ่มจากการนำคะแนน O-NET มาใช้เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการวัดการจบการศึกษาช่วงชั้นม.ปลาย ซึ่งในปีการศึกษา 2550 จะเริ่มนำคะแนน O-NET 30% มารวมกับคะแนนสอบของโรงเรียนอีก 70% เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้น ม.6 จากนั้นจะเพิ่มคะแนน O-NET เป็น 40% และ 50% ในปีต่อ ๆ ไป หมายความว่า ต่อไปผลคะแนน O-NET คะแนนเฉลี่ยสะสมรายกลุ่มสาระ (GPA) และคะแนน GPAX จะรวมกันเป็นองค์ประกอบเดียวที่จะแสดงผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียน ม.ปลาย ซึ่งตนเชื่อว่าเมื่อมีการนำคะแนน O-NET ไปถ่วงกับผลการสอบของโรงเรียน จะทำให้คะแนน GPA และ GPAX ของโรงเรียนมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นได้




“ทปอ. คงต้องทบทวนองค์ประกอบที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ใหม่ เพราะองค์ประกอบที่ ทปอ.กำหนดไว้ที่จะนำมาใช้ในปี 2553 คือ คะแนน O-NET, GPAX และ Aptitude Test ไม่ตรงกับการวัดผลของ ศธ.ที่จะดำเนินการ เพราะในอนาคตคะแนน O-NET, GPA และ GPAX จะเปรียบเสมือนเป็นองค์ประกอบเดียวกัน ไม่ได้แยกส่วนกันเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นถ้า ทปอ. จะนำคะแนนดังกล่าวไปใช้ก็จะต้องเอามารวมกันเป็นองค์ประกอบเดียวก่อน โดยอาจใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูงหรือ A-NET หรือ Aptitude Test มาเพิ่มเติมและให้สัดส่วนต่างกันไปตามความเหมาะสม แต่เรื่องนี้ก็ต้องมีการหารือกันในรายละเอียดกันอีก” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว ด้าน รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะมีการทบทวนองค์ประกอบการแอดมิชชั่นของปี 2553 ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการวัดผลของโรงเรียน ส่วน ทปอ. จะเห็นด้วยหรือไม่ต้องคุยกันใน ทปอ. อีกครั้ง และถ้า รมว.ศึกษาธิการ จะให้มีการหารือเรื่องนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทปอ. ก็พร้อมจะคุยด้วย.
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 11 พ.ค. 2550 (14:42)
(27-04-2007 ) 11:06:00 โดย เดลินิวส์

ศาล ปค.สูงสุดระงับคุ้มครองโอเน็ต2

‘แอดมัชชั่น’เดินหน้าต่อไป ทปอ.ยันซ้ำไม่ทบทวนมติ
ปลดล็อกแอดมิชชั่นเดินหน้าต่อ ศาลปกครองสูงสุดระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่น ด้นประธาน ทปอ.ประกาศชัดไม่มีการทบทวนมติที่ให้แอดมิชชั่นต้องใช้คะแนนโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียว ชี้ทำให้เกิดความเป็นธรรมเพราะเด็กทุกคนได้ใช้สิทธิคนละครั้งเหมือนกัน ด้านอาจารย์ครุศาสตร์ จุฬาฯ อัดเป็นความคิดที่แคบ เพราะไม่ให้โอกาสเด็กได้แก้ตัวเลย

หลังจากที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประชุมวาระพิเศษเมื่อวันที่ 25 เม.ย. และมีมติยืนยันหลักการเดิมที่ให้ใช้คะแนนโอเน็ตจากการสอบครั้งแรกครั้งเดียวในการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยด้วยระบบกลาง หรือแอดมิชชั่น จึงทำให้กลุ่มเด็กซิลออกมาเคลื่อน ไหวโดยการยื่นหนังสือถึงศาลปกครองสูงสุด และ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการนั้น เมื่อวันที่ 26 เม.ย. รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธาน ทปอ. กล่าวว่า เมื่อนักศึกษามีความคิดเห็น เราก็พร้อมรับฟัง เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่การจะให้ทบทวนมติ ทปอ. คงไม่สามารถทำได้ เพราะเพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 25 เม.ย. และเรื่องของแอดมิชชั่นก็มีการศึกษาและหารือร่วมกันมานาน ซึ่งทุกฝ่ายก็ยืนยันตรงกันว่า เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้นการจะให้ทบ ทวนมติ ทปอ. คงจะเร็วเกินไป

ประธาน ทปอ. กล่าวต่อไปว่า ตนยังยืนยันว่าไม่ได้ลิดรอนสิทธิ เพราะเด็กทุกคนได้สิทธิเท่ากันหมด เราไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องใช้ O-NET ครั้งแรกเหมือนกันหมด ระยะเวลาในการเรียนและเตรียมสอบก็เท่ากัน เหมือนการสอบในมัธยมปลาย นักเรียนก็สอบได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากถามว่าการสอบ O-NET ครั้งเดียวเป็นธรรมหรือไม่ เราก็ควรพิจารณาว่า การจะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องวัดผลจากสิ่งที่นักเรียนได้เรียนจากโรงเรียน ดังนั้นการให้สอบ O-NET เพียงครั้งเดียวหลังจบ ม.ปลาย จึงเป็นการวัดผลได้ดีที่สุด

ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สทศ. ต้องรับผิดชอบกับการที่ปล่อยให้เด็กซิล มาสอบ O-NET อีกครั้ง แต่ตอนนี้ทำได้เพียงรอคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งหากศาลปกครองมีคำสั่งจากคุ้มครองชั่วคราวเป็นคุ้มครองถาวรก็จะมีคำถามตามมาในเรื่องการนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ เพราะยังไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติว่าจะใช้คะแนน จากการสอบครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ทั้งนี้ สทศ. จะประชุมคณะกรรมการบริหาร สทศ. ในวันที่ 4 พ.ค.นี้ ซึ่งจะมีการหารือหลายเรื่อง อาทิ การเตรียมสอบ O-NET ปีหน้า รวมถึงการออกกฎกระทรวงเพื่อห้ามสอบ O-NET ซ้ำ ซึ่ง เรื่องนี้ได้หารือกับ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว. ศึกษาธิการแล้ว แต่ ศ.ดร.วิจิตร ต้องการให้ ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร สทศ. ก่อน

ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าตนไม่เข้าใจว่าในเมื่อเปิดโอกาสให้เด็กสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง (A-NET) ได้หลายครั้ง แต่ทำไมไม่เปิดให้สอบ O-NET ได้หลายครั้งบ้าง ทั้งที่คะแนน O-NET จะติดตัวเด็กไปตลอด เป็นตัวชี้อนาคต และชีวิตการทำงานของเด็กในระยะยาว ถ้าทำได้ไม่ดีก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย ตนจึงคิดว่าการให้สอบครั้งเดียวเป็นความคิดที่แคบ และผูกมัดเกินไป ซึ่งปัญหาที่ เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้เกิดจากเด็ก แต่เกิดจากความผิดพลาดและความบกพร่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีความลักลั่นกันในทางปฏิบัติ และ เข้าใจไม่ตรงกัน

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่กระทรวงศึกษา ธิการ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รมว.ศึกษาธิการ ได้จัดแถลงข่าว โดยระบุว่า ขณะนี้ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้ระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ขอไว้ จากนี้จึงเท่ากับว่าหลักเกณฑ์การคัดเลือกด้วยระบบแอดมิชชั่นของ ทปอ. จึงสามารถดำเนินการต่อไปได้ และคาดว่าจะสามารถประกาศผลแอดมิชชั่นได้ภายในวันที่ 15 พ.ค. และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ น่าจะเปิดภาคเรียน 1/2550 ได้ตามกำหนดการเดิม ส่วนคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลปกครองขอนแก่นก็ยังคงดำเนินการต่อไป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำหนังสือชี้แจงไปแล้ว โดยหากศาลปกครองขอนแก่นมีคำพิพากษาให้เด็กซิลสามารถใช้คะแนนโอเน็ตครั้งที่ 2 ได้ก็ค่อยไปดำเนินการพิจารณาให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าวต่อไป แต่ตนเชื่อว่าคำพิพากษาจะไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กกว่า 1.2 แสนราย ที่ใช้คะแนนโอเน็ตจากการสอบครั้งแรกครั้งเดียว

"ผมขอขอบคุณศาลที่เข้าใจเรื่องนี้ดี และวินิจฉัยได้เร็ว ทำให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ทันเวลา ไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการแอดมิชชั่น" ศ.ดร.วิจิตร กล่าวและว่า ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ เวลา 10.30 น. ตนจะหารือร่วมกับรศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธาน ทปอ. พร้อมด้วย ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผอ.สทศ. ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อหารือถึงข้อกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดี.
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 11 พ.ค. 2550 (14:51)
ให้ยึดเกณฑ์สอบโอเน็ตในปีที่จบการศึกษาเป็นการสอบครั้งแรก
ร่วมส่งประเด็นข่าวที่น่าสนใจ คลิกที่นี่ ข่าวของท่านมีประโยชน์กับผู้อื่นอีกมากมาย


ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน ได้ข้อสรุปเกณฑ์การนับคะแนนโอเน็ต ให้ถือเกณฑ์การสอบครบทั้ง 5 วิชา ในปีการศึกษาที่นักเรียนจบชั้น ม.6 เป็นการสอบโอเน็ตครั้งแรก ใช้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิสชั่นส์ได้ ส่วนนักเรียนที่จบก่อนปี 2549 ที่สอบโอเน็ตซ้ำ หรือเพิ่งสอบครั้งแรกซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ จะขอความร่วมมือแต่ละมหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครตรง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อเวลา 16.30 น. ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และ รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) นายสงบ ลักษณะ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เข้าประชุมเพื่อพิจารณาว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 ก่อนปี 2549 ที่เข้าสอบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) กลุ่มใดถือเป็นการสอบครั้งแรก ใช้เวลาหารือกันกว่า 1 ชั่วโมง

ดร.กฤษณพงศ์ แถลงว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า เกณฑ์การสอบโอเน็ตให้ถือเกณฑ์การสอบครบทั้ง 5 วิชา ในปีการศึกษาที่นักเรียนสำเร็จการศึกษาชั้น ม.6 นำมาเปรียบเทียบสัมฤทธิผลทางการเรียนกับคะแนนจีพีเอ และ จีแพก ในปีเดียวกัน จึงจะถือว่าเป็นการสอบโอเน็ตครั้งแรก สามารถนำคะแนนดังกล่าวมาสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิสชั่นส์ได้ ส่วนนักเรียนที่สอบโอเน็ตในปีอื่น ๆ หลังจากปีที่จบการศึกษาหรือสอบไม่ครบ 5 วิชา ถือว่าสอบไม่ครบ แนวทางการช่วยเหลือนักเรียนส่วนนี้ จะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยพิจารณารับเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยสามารถตั้งเกณฑ์เฉพาะของตนเองได้ และประกาศผลแอดมิสชั่นส์ทันวันที่ 15 พฤษภาคม แน่นอน

ด้าน รศ.ดร.วันชัย กล่าวว่า มีนักเรียนที่จบชั้น ม.6 หลังปีการศึกษา 2549 เข้าสอบโอน็ตไม่ตรงตามเกณฑ์ จำนวน 1,889 คนนั้น ในจำนวนนี้มี 507 คน ที่สอบโอเน็ตครั้งแรก และมี 385 คน ที่สอบครบ 5 วิชา และสอบภายในปีเดียวกันกับที่สำเร็จการศึกษา สามารถนำคะแนนมาสมัครแอดมิสชั่นส์ได้ ขอย้ำว่า การสอบโอเน็ต เป็นการสอบวัดความรู้ ณ ปีที่จบการศึกษานำมาเทียบคะแนนจีพีเอ และ จีแพก การมาสอบปีอื่นแล้วนำมาเทียบจีพีเอ และ จีแพก ภายหลังไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการสอบคนละปี ฐานคนละอย่าง

“แนวทางช่วยเหลือที่เห็นใจและเป็นธรรมที่สุดคือ ทปอ. จะทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เด็กได้สมัครอีก ซึ่งหลังประกาศแอดมิสชั่นส์จะรับนักเรียนได้ไม่ครบตามจำนวนเสมอ ต้องประกาศรับเพิ่ม” รศ.ดร.วันชัย กล่าว


แหล่งที่มา คมชัดลึก
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 11 พ.ค. 2550 (14:55)

ครับ ต้องขออภัยที่ post ข่าว ข้อมูลต่างๆ จำนวนมาก
ซึ่งอาจจะรบกวน การแสดงความคิดเห็น หรือการนำเสอแนวทาง การอภิปรายต่างๆ

เข้าใจว่าที่ post ไปทั้งหมดน่าจะทำให้ ท่านอื่นๆ (รวมทั้งผมด้วย) ได้เห็นภาพของปัญหา
ได้ค่อนข้างดี พอสมควร

ทีนี้ก็น่าจะคุยกันได้รู้เรื่องอย่างรวดเร็ว นะครับ

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 พ.ค. 2550 (15:29)
ความยุติธรรม คือ ความยุติธรรม

ไม่ใช่เพราะเราคิดว่ามันยุติธรรม
ไม่ใช่เพราะว่า คนที่มีอำนาจตัดสิน(ส่วนใหญ่) คิดว่ายุติธรรม

ความยุติธรรม คือ ความถูกต้อง
ซึ่งเราต้องยึดความถูกต้องเป็นหลักสูงสุด

แล้วค่อยมาดูว่า เราจะทำอะไรได้บ้าง
ไม่ใช่คิดว่าเราทำได้ดีถึง 99% แล้วก็บอกว่ายุติธรรม โดยการเพิกเฉย 1% ทิ้งไป
นี่ชี้ให้เห็นว่า เรายังไม่เข้าใจหลักการ ประชาธิปไตย กับ ธรรมาธิปไตย

เราต้องเคารพสิทธิของทุกๆคน
ไม่ใช่เคารพสิทธิของคนส่วนใหญ่ แต่ลิดรอนสิทธิของคนส่วนน้อย

ทุกคนควรมีโอกาสแก้ตัว มีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตของเขาเอง

คะแนนสอบควรจะใช้หลายครั้งได้ หรือสอบหลายครั้งได้


แต่ระบบของเราต้องมีกติการองรับสำหรับ คนที่ใช้คะแนนครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ไม่ใช่ ตัดสิทธิ ตัดโอกาสเขาออกไปเลย

อาจจะมีการคิดคะแนนที่ต่างออกไปสำหรับคนที่ใช้คะแนนครั้งที่สอง หรือสาม
หรือ อาจจะเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติม

ควรจะต้องมีช่องทางอย่างใดอย่างหนึ่งเปิดให้เขาบ้าง


บางทีลองเอานักเรียนน้องๆ กับนักศึกษาพี่ๆ มานังคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูก็ได้ว่า

พี่ๆ คิดว่าวิธีไหนจึงจะไม่เอาเปรียบน้องๆ
และ น้องๆ จะให้โอกาสพี่ๆ เขาบ้างอย่างไรหรือไม่



ว่ากันตามจริง พี่ๆ ที่จะมาสอบอีกทีนั้น คงมีจำนวนไม่มาก
และที่เป็นปัญหาคาใจนั้น คงจะเน้นไปที่ พี่ๆ ที่เข้าไปเป็นนักศึกษาแล้ว

ผมเสนอว่า เราน่าจะมาดูกรณีนี้กันโดยเฉพาะ
เราน่าจะกำหนด กติกา เงื่อนไขพิเศษ สำหรับนักศึกษารุ่นพี่ที่ต้องการสอบใหม่

กำหนดสิ่ง ที่ทำให้น้องๆนักเรียน ยอมรับได้ว่า พี่ๆ ไม่ได้เข้ามาเอาเปรียบเขา โดยไม่มีเหตุผล



หรืออาจจะให้คณะของสถาบันต่างๆ เป็นผู้ตัดสินใจว่า เขาจะให้โอกาสหรือไม่
ถ้าคณะที่แข่งขันกันมาก ไม่ยอมรับ เราก็จะได้รู้
และถ้าหากมีคณะที่ยึดหลักของการให้โอกาส เราก็จะได้รู้กัน

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 พ.ค. 2550 (15:35)
ในฐานะของผู้ปกครองคนหนึ่ง
ผมมีลูกหลายคน
แต่ละคนอายุห่าง ๆ กัน
เข้ามหาวิทยาลัยคนละวิธี
แต่นับว่าโชคดี ที่ไม่มีใครต้องมาหัวปั่นกับระบบใหม่นี้
แต่ผมก็ยังห่วงเด็กนักเรียนอยู่ดี

ผู้กำอำนาจ อ้างความเป็นธรรมของการสอบเพียงครั้งแรกครั้งเดียว
แน่นอน กฎคือกฎ

แต่ท่านรู้บ้างหรือไม่ว่า เด็กแต่ละคน ในสภาพแวดล้อมของโรงเรียนเดียวกัน
แต่สภาพแวดล้อมของบ้าน ครอบครัวที่ต่างกัน ก็โอกาสต่างกันแยะ
เด็กบางคน พ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นเพื่อนสนิทกับครูหรือผู้บริหารโรงเรียน
สอบไม่ใคร่ได้คะแนนเท่าใดแต่เกรดก็ออกมา 4 ได้
เด็กบางคนทุจริตในการสอบ แต่ครูไม่กล้าลงโทษเด็กเพราะอะไรค้ำไว้หลายอย่าง
ก็ได้เกรด 4 เหมือนกัน
สอบ O net บางแห่ง ครูช่วยเด็กทำข้อสอบก็มี เคยเห็นหรือเปล่า

โอกาสการเรียนรู้คืออะไร
เด็กซิ่ว ไม่ใช่ลูกหลานไทยที่เราต้องช่วยกันดูแลหรือ
ถ้าเกรงเด็กซิ่วทำลายงบประมาณแผ่นดิน ก็ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบใหม่หมดสิครับ
เหลือในระบบเฉพาะคณะ-สาขาวิชาที่ขาดแคลนบุคลากรก็ได้
ใครออกเพื่อเอ็นใหม่ก็ออกกฎหมายเปรียบเทียบปรับไป
ใครเสียค่าปรับได้ก็ให้โอกาสเขา
เพราะเด็กบางคน
ตอนเข้าเรียนครั้งแรก ก็
เลือกที่เรียนผิดพลาดไปก็มี
ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินก็มี
ขยันน้อยไปหน่อยก็มี
ป่วยก็มี
ฯลฯ
ชาตินี้ไม่ให้โอกาสเด็กเหล่านี้แก้ตัวเลยหรือไร

ผิดครั้งเดียว
พลาดครั้งเดียว
แปลว่าชาตินี้ต้องก้มหน้ารับกรรมไปตลอดหรือ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12605 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 846 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 11 พ.ค. 2550 (15:48)
ครับค่อนข้างเห็นพ้องต้องกัน กับ อ.นิรันดร์ ว่า

หลักการ "ให้โอกาส" นั้น

เราจะตัดทิ้งไป โดยตั้งเป็นกฏกติกาทื่อๆ "ปิดโอกาส" ไปเลยแบบนี้ ย่อมไม่ถูกต้องแน่ๆ



ส่วน "วิธีการให้โอกาส" นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เราสามารถช่วยกันทำให้เกิดขึ้นมาได้
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 11 พ.ค. 2550 (16:13)

สิ่งหนึ่งที่เราต้องช่วยกันสะท้อนกลับขึ้นไปก็คือ

ที่ประชุมต่างๆ เช่น ทปอ (ที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ(หรือเปล่า?))

ไม่ควรยึดถือว่า มติของที่ประชุมนั้น เป็นดาบประกาศิต

โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆเช่นนี้ ควรได้มีโอกาส เปิดรับฟังความคิดเห็น จาก ปราชญ์ ผู้รู้ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณธรรม ท่านอื่นๆบ้าง

แน่นอนว่า ท่านตัดสินใจโดยหน้าที่ และท่านแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
อยากให้ท่าน ได้มองถึงหลักคุณธรรม จริยธรรมด้วย

และอย่าหลงไปตามกระแสของอำนาจ กระแสของการแข่งขันของสังคม จนยอมรับว่ามตินี้ ดีที่สุด เป็นสิ่งที่ถูกต้องตายตัวเช่นนั้น

ท่านอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่ง จงอย่าได้กระทำการอันใด ที่ทิ้งกรรมที่เลวร้ายไว้ให้กับสังคม กับอนุชนรุ่นต่อๆไป ควรพยายามมองทะลุให้เข้าถึงปัญญาที่แท้จริง เลือกทางเลือกที่ดีบริสุทธิ์จริงๆเท่าที่จะทำได้ และไม่ทำด้วยความรีบร้อน ด้วยลุแก่อำนาจ หรือด่วนตัดสินด้วยอัตตาของท่านเอง!

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 12 พ.ค. 2550 (10:53)
รู้สึกว่า เมื่อคืนนี้ ได้ยินข่าวผ่านๆว่า

ศาลมีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยต่างๆ พิจารณารับเด็กซิ่ล เป็นกรณีพิเศษ



ได้เห็นคำสั่งศาลเช่นนี้ แล้วก็ให้ชื่นใจว่า
ความยุติธรรม นั้นก็ยังคงดำรงไว้อยู่
และศาลก็ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น เป็นที่พึ่งให้เราได้
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1882 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.