ประวัติรำวงมาตรฐาน

อยากได้ค่ะต้องรีบเอาไปทำงาน เพลงด้วยก็ดีนะคะ ขอบคูณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 201


18 พ.ย. 2551 17:19
  1. ไม่ได้...




ความคิดเห็นที่ 106

MAGA CLEVER
26 ธ.ค. 2550 19:51
  1. อืมมีแต่เพลงน่าสนใจทั้งนั้นครับ



ความคิดเห็นที่ 100

21 ธ.ค. 2550 18:06
  1. ดีมากคะเป็นเอกรักไทยดคะ



ความคิดเห็นที่ 80

27 พ.ย. 2550 18:12
  1. น่าจะมีรูปภาพนะคะ เพราะว่าครูบอกให้มีภาพประกอบ



ความคิดเห็นที่ 263

19 ธ.ค. 2553 18:30
  1. รำวงมาตรฐานเป็นการแสดงรำวงที่มาจากการรำโทน ซึ่งเป็นรำวงพื้นบ้านของไทยที่นิยม เล่นกันในเทศกาลต่างๆ ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484 ถึง พ.ศ. 2488 ต้องการปลอบขวัญกำลังใจประชาชนจากความหวาดกลัวภัย ของสงคราม และเชิดชูศิลปะการแสดง รักษาแบบแผนนาฏศิลป์ไทย จึงมอบหมายให้กรมศิลปากร ปรับปรุงการรำโทนขึ้น ในปี พ.ศ. 2487 โดยมีการแต่งเนื้อเพลงเพิ่มเติมขึ้น 4 เพลง ได้แก่ เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงรำซิมารำ เพลงคืนเดือนหงาย และให้ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม แต่งเพิ่มอีก 6 เพลง ได้แก่ เพลงดอกไม้ของชาติ เพลงหญิงไทยใจงาม เพลงบูชา นักรบ เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า เพลงยอดชายใจหาญ สำหรับเพลงดอกไม้ของชาติและเพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ มีผู้ร่วมกันในการปรับปรุงทั้ง 2 เพลงนี้ ได้แก่ หมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันทน์) เป็นผู้ประพันธ์ทำนองเพลง นายมนตรี ตราโมท เป็นผู้ปรับทำนองเพลง หม่อมต่วน (ครูศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) ครูมัลลี คงประภัทร์ และครูลมุล ยมะคุปต์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่ารำ การปรับปรุงรำโทนนั้น นอกจากจะมีการปรับปรุงทำนองเพลงและใช้เครื่องดนตรีบรรเลง ประกอบการขับร้องแล้ว ยังมีการปรับท่ารำวงให้งดงามถูกต้องตามแบบนาฏศิลป์ไทยอีกด้วย โดยนำ แม่ท่าในท่ารำแม่บทมากำหนดไว้เป็นแบบฉบับท่ารำมาตรฐาน และเปลี่ยนชื่อเรียกจากรำโทน เป็น รำวง ต่อมากรมศิลปากรได้เรียกการรำวงที่มีแบบแผนเดียวกันว่า รำวงมาตรฐาน



ความคิดเห็นที่ 262

19 ธ.ค. 2553 09:49
  1. ฉันก็ยังไม่ค่อยรู้จักรำวงมาตรฐานเท่าไรหรอนะคะแต่ที่รู้รู้มันคือท่ารำที่ใช้กันมานานแล้วพอสมควรคะฉันเคยเป็นนักรำมาก่อนที่แสดงที่โรงเรียนของฉันตอนนั้นฉันอยู่ป.5แต่ตอนนี้ฉันอยู่ม.1ฉันจำไม่ได้เเล้วว่าฉันเคยรำเพลงอะไรแต่ว่าการรำเป็นสิ่งที่อยากเหมือนกันสำหรับคนอื่นแต่สำหรับฉันก็พอได้เลยได้เป็นนักรำไงละคะอยากจะบอกกับทุกคนที่มาอ่านนะคะว่าทุกคนควรจะตั้งใจเรียนและเป็นเด็นดีของพ่อแม่นะคะ อ๋อหรอค่ะ จะบอกทำไมไม่รู้ ใครอยากรู้ประวัติของคุณมิทราบค่ะ ถึงต้องบอกคนอื่นเค้าเนี่ย ข้างบนนี้ไม่มีอะไรทำหรอ ทำเป็นแต่การอวด อ๋อหรอค่ะ



ความคิดเห็นที่ 208

13 ธ.ค. 2551 14:15
  1. อยากได้ความหมายเพลงดอกไม้ของชาติอ่ะค่ะ ช่วยหาให้ทีนะคะน้า




ความคิดเห็นที่ 180

13 ก.ค. 2551 11:25
  1. พ่อตายหลอ



ความคิดเห็นที่ 220

4 ก.พ. 2552 20:00
  1. ปรวัดรำวงมาตตาฐาน-เพลงรำวงมาตตาฐาน
    ½




ความคิดเห็นที่ 161

30 พ.ค. 2551 16:58
  1. <P>อยากได้ท้ารำวงงะ ทำยังไงงะ</P>
    <P>ช่วยบอกหน่อยดิ</P>



ความคิดเห็นที่ 126

27 ม.ค. 2551 11:59
  1. วะฮ่าๆๆๆๆ (บ้าไปแล้ว)



ความคิดเห็นที่ 179

10 ก.ค. 2551 18:01
  1. ประวัติรำวงมาตรฐาน

    รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

    เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม
    เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่

    ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น

    เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น

    ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจน

    เพลงของรำวงมาตรฐาน

    1. เพลงงามแสงเดือน(ท่าสอดสร้อยมาลา)
    2. เพลงชาวไทย(ท่าชักแป้งผัดหน้า)
    3. เพลงรำมาซิมารำ(ท่ารำส่าย)
    4. เพลงคืนเดือนหงาย(ท่าสอดสร้อยมาลาแปลง)
    5. เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ(ท่าแขกเต้าเข้ารัง และท่าผาลงเพียงไหล่)
    6. เพลงดอกไม้ของชาติ(ท่ารำยั่ว)
    7. เพลงหญิงไทยใจงาม(ท่าพรหมสี่หน้า และนกยูงฟ้อนหาง)
    8. เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า(หญิงท่าช้างประสานงา ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
    9. เพลงยอดชายใจหาญ(หญิงชะนีร่ายไม้ ชายท่าจ่อเพลิงกาล)
    10. เพลงบูชานักรบ(เที่ยวที่ 1หญิงท่าขัดจางนาง ชายท่าจันทร์ทรงกลด)
    (เที่ยวที่ 2หญิงท่าล่อแก้ว ท่าขอแก้ว)

















    1เพลงงามแสงเดือน
    งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่อยู่วงรำ (ซ้ำ)
    เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ
    ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย

    2เพลงชาวไทย
    ชาวไทยเจ้าเอย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่
    การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้
    เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์
    เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ
    เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเราเอย

    3เพลงรำซิมารำ
    รำมาซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก
    ยามงานเราทำงานจริงๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขุก
    ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์
    ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม
    เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ
    มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย

    4เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ
    ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา
    ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา
    แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า
    ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย
    งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย
    งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม
    วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ
    รูปทรงสมส่วน ยั่วยวนหทัย
    สมเป็นดอกไม้ ขวัญใจชาติเอย

    5เพลงคืนเดือนหงาย
    ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพรายโบกพริ้วปลิวมา
    เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา
    เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย

    6เพลงดอกไม้ของชาติ
    สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาศนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)
    เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์
    ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม
    (สร้อย)
    งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย
    ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ
    (สร้อย)

    7เพลงหญิงไทยใจงาม
    เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ
    แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น
    ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ
    คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม
    ขวัญใจ หญิงไทยส่องศรีชาติ
    รูปงามพิลาศ ใจกล้ากาจเรือนงาม
    เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม
    หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว

    8เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า
    ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่
    จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ
    ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย
    ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย

    9เพลงยอดชายใจหาญ
    โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี
    น้องขอร่วมชีวี กอปกรณีย์กิจชาติ
    แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม
    น้องจักสู้พยายาม

    10เพลงบูชานักรบ
    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มั่นคง ที่มั่นคงกล้าหาญ
    เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ
    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่มานะ ที่มานะอดทน
    หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ
    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่ขยัน ที่ขยันกิจการ
    บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้าน ทำทุกด้านครันครบ
    น้องรัก รักบูชาพี่ ที่รักชาติ ที่รักชาติยิ่งชีวิต
    เลือดและเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติคงอยู่ คงอยู่คู่พิภพ

























    ประวัติเพลงรำวงมาตรฐาน
    รำวงมาตรฐาน ในปัจจุบันนี้เป็นศิลปะแห่งการรำวงที่งดงาม ซึ่งในสมัยก่อนยังมิได้มีคำว่า "มาตรฐาน" จะเรียกกันเพียงว่า "รำวง" เท่านั้น การรำวงนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านอย่างหนึ่งที่บ่อบอกถึงความสนุกสนาน การเล่นรำวงนั้นสืบเนื่องมาจากการเล่นรำโทน นั้นเพราะในสมัยก่อนเครื่องดนตรีหลักที่ใช้ประกอบจังหวะก็คือ โทน ฉิ่ง และกรับ โดยจังหวะการฟ้อนรำจะมีเสียงโทนเป็นเสียงหลักตีตามจังหวะหน้าทับ จึงเรียกกันว่า "รำโทน" ในด้านของบทร้องจะเป็นบทร้องที่มีภาษาเรียบง่าย ไม่พิถีพิถันในเรื่องถ้อยคำและสัมผัสวรรคตอนแต่อย่างใด ตามลักษณะของเพลงพื้นบ้าน เนื้อหาของเพลงจะออกมาในลักษณะกระเซ้าเย้าแหย่ การเกี้ยวพาราสีหยอกล้อของหนุ่มสาว การเชิญชวน ตลอดจนการชมโฉมความงามของหญิงสาว เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อความสนุกสนานในการเล่น ในเรื่องของเครื่องแต่งกายในสมัยก่อนก็ไม่เน้นถึงความพิถีพิถันมากนัก เน้นเพียงความสะดวกสบายของชาวบ้านเอง ไม่ได้ประณีตแต่อย่างใด

    เมื่อประมาณ พ.ศ. 2488 ชาวบ้านนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุความนิยม
    เป็นอย่างมากนี้เองจึงได้มีผู้คิดแต่งบทร้องและทำนองขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ยังคงจังหวะหน้าทับของโทนไว้เช่นเดิม ส่วนเนื้อร้องใดที่นิยมก็จะร้องกันอยู่ได้นาน เพลงใดเนื้อร้องไม่เป็นที่นิยมก็จะไม่นำมาร้องเท่าใดนักและก็จะเป็นที่ลืมเลือนไปในที่สุด จากนั้นก็จะมีเนื้อเพลงใหม่ ๆ ขึ้นมาแทนที่

    ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2484 - 2488 เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นที่ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อเจรจาขอตั้งกองทัพในประเทศไทย โดยใช้เส้นทางต่าง ๆ ในแผ่นดินไทยลำเรียงเสบียงอาหาร อาวุธและกำลังพล เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศสัมพันธมิตร ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมี จอม พล ป. (แปลก) พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจยอมให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพราะเกรงว่าหากปฏิเสธคงจะถูกปราบปรามแน่ ด้วยเหตุนี้เองประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบจากการรุกรานของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ส่งกองทัพเข้ามาโจมตีฐานทัพญี่ปุ่นทางอากาศโดยเฉพาะในยามที่เป็นคืนเดือนหงาย จะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ง่าย ข้าศึกมักจะเข้ามาโจมตีอย่างหนักด้วยการทิ้งระเบิด ซึ่งสร้างความเสียหายทำลายชีวิตและทรัพย์สินบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับฐานทัพญี่ปุ่น

    เมื่อช่วงคืนเดือนหงายผ่านไป คืนเดือนมืดเข้ามา ข้าศึกจะมองเห็นจุดยุทธศาสตร์ไม่ชัดเจนจึงพักการรุกราน ประชาชนชาวไทย ได้รับความเดือนร้อน ต่างอยู่ในสถานการณ์ที่หวาดกลัวเป็นอย่างมาก จึงได้หาวิธีการผ่อนคลายความตึงเคลียด ความหวาดผวา ด้วยการนำศิลปะพื้นบ้านที่ซบเซาไป กลับมาร้องรำทำเพลง นั้นก็คือ "การเล่นรำโทน" คำร้อง ทำนองและการแต่งกาย ก็ยังคงเรียบง่ายเน้นความสะดวกสบาย สนุกสนาน เช่นเดิม เพลงที่นิยมได้แก่ เพลงใกล้เข้าไปอีกนิด ช่อมาลี ตามองตา ยวนยาเหล เป็นต้น

    ต่อมารัฐบาลได้เล็งเห็นศิลปะพื้นบ้านอันสวยงามของไทยที่มีอยู่อย่างแพร่หลายควรที่จะเชิดชูให้มีระเบียบแบบแผนตามแบบนาฏศิลป์ไทย เพราะหากชาวต่างชาติมาพบเห็นจะตำหนิได้ว่าศิลปะการฟ้อนรำของไทยนี้มิได้มีความสวยงาม ประณีตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีศิลปะที่แสดงออกว่าเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม จึงได้มอบให้ กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบในการปรับปรุงและพัฒนาการรำ (รำโทน) ขึ้นใหม่ให้มีระเบียบ แบบแผน มีความงดงามมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเนื้อร้อง ทำนอง ตลอดจนเครื่องแต่งกาย

    เมื่อประมาณ พ.ศ. 2487 กรมศิลปากรได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่ 4 บทคือ " เพลง งามแสงเดือน" "เพลงชาวไทย" "เพลงรำซิมารำ" "เพลงคืนเดือนหงาย" ต่อมาท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งบทร้องขึ้นมาใหม่อีก 6 บท คือ " เพลงดวงจันทร์วันเพ็ญ" "เพลงดอกไม้ของชาติ" "เพลงหญิงไทยใจงาม" "เพลงดวงจันทร์ขวัญฟ้า" "เพลงยอดชายในหาญ" "เพลงบูชานักรบ" ในด้านทำนองนั้นรับผิดชอบโดยกรมศิลปากรและกรมประชาสัมพันธ์ ส่วนท่ารำนั้นนาฏศิลปินอาวุโสของกรมศิลปากร คือ จมื่นมานิตย์นเรศ (เฉลิม เศวตนันท์) และนางลมุล ยมะคุปต์ ร่วมกันคิดท่ารำขึ้นประกอบการรำโดยนำท่ารำมาจากการรำ "แม่บท" และต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกการ "รำโทน" เป็น "รำวง" ตามลักษณะของการเล่น ซึ่งวิธีการเล่นนั้นจะเล่นรวมกันเป็นวง และเคลื่อนย้ายเวียนกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา
    เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ชาวไทยก็ยังคงให้ความนิยมการเล่นรำวง สืบมาจนถึงปัจจุบัน และชาวต่างชาติก็นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในงานเต้นรำต่าง ๆ จนกระทั้งมีนักประพันธ์ผู้หนึ่งเป็นชาวอเมริกัน ที่ชื่อว่า Foubion Bowers ที่ได้มาพบเห็นศิลปะการรำวงของไทย และนำไปกล่าวไว้ในหนังสือ Theatre in the East ซึ่งมีสำเนียงการเรียก "รำวง" เพี้ยนไปบ้างเล็กน้อยเป็น "รำบอง" (Rombong) ( อมรา กล่ำเจริญ , 2531 : 111)

    แต่อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์ของกรมศิลปากร ในการปรับปรุงศิลปะการรำวงทั้งหมด 10 เพลง ก็เพื่อเป็นศิลปะการรำวงที่มีระเรียบแบบแผน ทั้งคำร้อง ทำนอง ท่ารำ ตลอดจนการแต่งกายให้เป็นแบบฉบับมาตรฐาน สะดวกในการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของไทยและสืบสานต่อไป ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงเรียก "รำวง" ที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับมาตรฐาน ว่า "รำวงมาตรฐาน" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้
    การแต่งกายในรำวงมาตรฐาน
    การแต่งกายของชายและหญิงในสมัยก่อนจะแต่งตามความสะดวกสบายของผู้เล่นเท่านั้นต่อมาเมื่อปรับปรุงเป็นรำวงมาตรฐานการแต่งกายจึงเน้นให้มีความพิถีพิถันมากขึ้นและนิยมแต่งกายเข้าคู่กันการแต่งกายที่นิยมเป็นส่วนมากสามารถแยกได้เป็น 4 รูปแบบคือ

    การแต่งกายของฝ่ายชายที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน
    1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมหรือแพร
    2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่5 นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อราชประแตน
    3.ชุดสากล ชายใส่สูท ผูกเนทไท
    4.ตามสมัยนิยม แต่งตามความเหมาะสม ตามสมัยนิยม


    การแต่งกายของฝ่ายหญิงที่ใช้ในรำวงมาตรฐาน
    1.ชุดไทยพื้นบ้าน นุ่งผ้าถุงหรือโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบ หรือ ไม่ใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบก็ได้
    2.ชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 5 นุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อคอหมูแฮมแขนพอง
    3. แต่งชุดไทยเรือนต้น หรือ ไทยจักษ์กรี หรือชุดไทยอื่น ๆ ก็ได้
    4. แต่งตามสมัยนิยม หรือ แต่งตามความเหมาะสมของลักษณะงาน ซึ่งบางครั้งอาจใส่ชุดราตรีก็ได้
    เครื่องดนตรี
    เครื่องดนตรีที่ใข้ในการ “รำโทน” หรือ “รำวง” นั้น แต่เดิมมีเครื่องดนตรีประกอบการรำ คือ โทน ฉิ่ง กรับ ต่อมาเมื่อมีการพัฒนารำโทนขึ้น จนเป็นรำวงมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้เพิ่มเครื่องดนตรีประกอบเป็นวงดนตรีไทย หรือใช้ในวงดนตรีสากล บรรเลงประกอบการรำวงมาตรฐาน เช่น วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรีและวงดนตรีสากล

    อธิบายท่ารำ
    งามแสงเดือน=สอดสร้อยมาลา
    ชาวไทย=ชักแป้งผัดหน้า
    รำซิมารำ=รำสาด
    คืนเดือนหงาย=สอดสร้อยมาลาแปลง
    ดวงจันทร์วันเพ็ญ=ผาลาเพียงไหล่,แขกเต้าเข้ารัง
    ดอกไม้ของชาติ=รำยั่ว
    หญิงไทยใจงาม=ยูงฟ้อนหาง,พรหมสี่หน้า
    ดวงจันทร์ขวัญฟ้า=ช้างประสานงา,จันทร์ทรงกลด
    ยอดชายใจหาญ=หญิง=ชะนีร่ายไม้
    ชาย=จ่อเพลิงกาฬ
    บูชานักรบ=หญิง=ขัดจางนาง,ล่อแก้ว
    ชาย=จันทร์ทรงกลด,ขอแก้ว








    เพลง บูชานักรบ
    คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
    ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนานบ

    น้องรักรักบูชาพี่ ที่มั่นคงที่มั่นคงกล้าหาญ
    เป็นนักสู้เชี่ยวชาญ สมศักดิ์ชาตินักรบ
    น้องรักรักบูชาพี่ ที่มานะที่มานะอดทน
    หนักแสนหนักพี่ผจญ เกียรติพี่ขจรจบ
    น้องรักรักบูชาพี่ ที่ขยันที่ขยันกิจการ
    บากบั่นสร้างหลักฐาน ทำทุกด้านทำทุกด้านครันครบ
    น้องรักรักบูชาพี่ ที่รักชาติที่รักชาติยิ่งชีวิต
    เลือดเนื้อพี่พลีอุทิศ ชาติยงอยู่ยงอยู่คู่พิภพ

    ความหมาย น้องรักและบูชาพี่ เพราะมีความกล้าหาญ เป็นนักสู้ที่เก่งกล้าสามารถสมกับเป็นชายชาตินักรบที่มีความมานะอดทน แม้ว่าจะยากเย็นแสนเข็ญ พี่ก็ต่อสู้จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว นอกจากนี้ยังขยันขันแข็งในงานทุกอย่าง อุตส่าห์สร้างหลักฐานให้มั่นคง และพี่ยังมีความรักในชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิต ยอมสละได้แม้ชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อให้ชาติไทยคงอยู่คู่โลกต่อไป


    เพลง ยอดชายใจหาญ
    คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
    ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน

    โอ้ยอดชายใจหาญ ขอสมานไมตรี
    น้องขอร่วมชีวี กอบกรณีย์กิจชาติ
    แม้สุดยากลำเค็ญ ไม่ขอเว้นเดินตาม
    น้องจักสู้พยายาม ทำเต็มความสามารถ

    ความหมาย ขอผูกมิตรไมตรีกับชายผู้กล้าหาญ และจะขอมีส่วนในการทำประโยชน์ทำหน้าที่ของชาวไทย แม้จะลำบากยากแค้น ก็จะขอช่วยเหลือจนเต็มความสามารถ


    เพลง ดวงจันทร์ขวัญฟ้า
    คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
    ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน

    ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นชีวาขวัญพี่
    จันทร์ประจำราตรี แต่ขวัญพี่ประจำใจ
    ที่เทิดทูนคือชาติ เอกราชอธิปไตย
    ถนอมแนบสนิทใน คือขวัญใจพี่เอย

    ความหมาย ในเวลาค่ำคืนท้องฟ้ามีดวงจันทร์ประจำอยู่ ในใจของชายก็มีหญิงอันเป็นสุดที่รักประจำอยู่เช่นกัน สิ่งที่เทิดทูนยกย่องไว้ก็คือชาติไทยที่เป็นเอกราช มีอิสระแก่ตนไม่ขึ้นกับใคร และสิ่งที่แนบสนิทอยู่ในใจของชายก็คือหญิงอันเป็นสุดที่รัก

    เพลงหญิงไทยใจงาม
    คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
    ทำนอง ครูเอื้อ สุนทรสนาน

    เดือนพราว ดาวแวววาวระยับ
    แสงดาวประดับ ส่องให้เดือนงามเด่น
    ดวงหน้า โสภาเพียงเดือนเพ็ญ
    คุณความดีที่เห็น เสริมให้เด่นเลิศงาม
    ขวัญใจ หญิงไทยส่งศรีชาติ
    รูปงามวิลาส ใจกล้ากาจเรืองนาม
    เกียรติยศ ก้องปรากฎทั่วคาม
    หญิงไทยใจงาม ยิ่งเดือนดาวพราวแพรว

    ความหมาย ดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนท้องฟ้ามีความงดงามมาก และยิ่งได้แสงอันระยิบระยับของดวงดาวด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ดวงจันทร์นั้นงามเด่นยิ่งขึ้น เปรียบเหมือนกับดวงหน้าของหญิงสาวที่มีความงดงามอยู่แล้ว ถ้ามีคุณความดีด้วย ก็จะทำให้หญิงนั้นงามเป็นเลิศ ผู้หญิงไทยนี้เป็นขวัญใจของชาติ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาติ รูปร่างก็งดงาม จิตใจก็กล้าหาญ ดังที่มีชื่อเสียงปรากฏอยู่ทั่วไป
    เพลงดอกไม้ของชาติ
    (สร้อย) ขวัญใจดอกไม้ของชาติ งามวิลาสนวยนาดร่ายรำ (ซ้ำ)
    เอวองค์อ่อนงาม ตามแบบนาฎศิลป์
    ชี้ชาติไทยเนาว์ถิ่น เจริญวัฒนธรรม
    (สร้อย)
    งานทุกสิ่งสามารถ สร้างชาติช่วยชาย
    ดำเนินตามนโยบาย สู้ทนเหนื่อยยากตรากตรำ
    (สร้อย)


    เพลง ดวงจันทร์วันเพ็ญ
    คำร้อง ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม
    ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท

    ดวงจันทร์วันเพ็ญ ลอยเด่นอยู่ในนภา
    ทรงกลดสดสี รัศมีทอแสงงามตา
    แสงจันทร์อร่าม ฉายงามส่องฟ้า
    ไม่งามเท่าหน้า นวลน้องยองใย
    งามเอยแสนงาม งามจริงยอดหญิงชาติไทย
    งามวงพักตร์ยิ่งดวงจันทรา จริตกิริยานิ่มนวลละไม
    วาจากังวาน อ่อนหวานจับใจ
    รูปทรงสมส่วนยั่วยวนหทัย สมเป็นดอกไม้ขวัญใจชาติเอย

    ความหมาย พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้านั้นช่างดูสวยงาม เพราะเป็นพระจันทร์ทรงกลด คือมีแสงเลื่อมกระจายออกรอบดวงจันทร์ทั้งดวง แต่ถึงจะงามอย่างไรก็ยังไม่เท่าความงามของดวงหน้าหญิงสาว ที่ดูผุดผ่องมีน้ำมีนวล อีกทั้งรูปร่างก็ดูสมส่วน กิริยาวาจาก็อ่อนหวานไพเราะ สมแล้วกับที่เปรียบว่าหญิงไทยนี้คือดอกไม้ของชาติไทยเรา










    เพลง คืนเดือนหงาย
    คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
    ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท

    ยามกลางคืนเดือนหงาย เย็นพระพายโบกพริ้วปลิวมา
    เย็นอะไรก็ไม่เย็นจิต เท่าเย็นผูกมิตรไม่เบื่อระอา
    เย็นร่มธงไทยปกไปทั่วหล้า เย็นยิ่งน้ำฟ้ามาประพรมเอย

    ความหมาย เวลากลางคืน เป็นคืนเดือนหงาย มีลมพัดมาเย็นสบายใจ แต่ก็ยังไม่สบายใจเท่ากับการที่ได้ผูกมิตรกับผู้อื่น และที่ร่มเย็นไปทั่วทุกแห่งยิ่งกว่าน้ำฝนที่โปรยลงมา ก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราช มีธงชาติไทยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร่มเย็นทั่วไป


    เพลง รำซิมารำ
    คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
    ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท

    รำซิมารำ เริงระบำกันให้สนุก
    ยามงานเราทำงานจริง ๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเข็ญขลุก
    ถึงยามว่างเราจึงรำเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์
    ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม
    เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมขำ
    มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนรำ มาเล่นระบำของไทยเราเอย

    ความหมาย ขอพวกเรามาเล่นรำวงกันให้สนุกสนานเถิดในยามว่างเช่นนี้จะได้คลายทุกข์ ถึงเวลางานเราก็จะทำงานกันจริงๆ เพื่อจะได้ไม่ลำบาก และการรำก็จะรำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามวัฒนธรรมไทยของเราแล้วจะดูงดงามยิ่ง





    เพลงชาวไทย
    คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
    ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท

    ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการทำหน้าที่
    การที่เราได้เล่นสนุก เปลื้องทุกข์สบายอย่างนี้
    เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์
    เราจึงควรช่วยชูชาติ ให้เก่งกาจเจิดจำรูญ
    เพื่อความสุขเพิ่มพูน ของชาวไทยเรา เอย

    ความหมาย หน้าที่ที่ชาวไทยพึงมีต่อประเทศชาตินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำ อย่าได้ละเลยไปเสีย ในการที่เราได้มาเล่นรำวงกันอย่างสนุกสนาน ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวงนี้ก็เพราะว่าประเทศไทยเรามีเอกราช ประชาชนมีเสรีในการคิดจะทำสิ่งใดๆ ดังนั้น เราจึงควรช่วยกันเชิดชูชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป เพื่อความสุขยิ่งๆ ขึ้นของไทยเราตลอดไป
    เพลงงามแสงเดือน
    คำร้อง จมื่นมานิตย์นเรศ (นายเฉลิม เศวตนันท์) หัวหน้ากองการสังคีต กรมศิลปากร (ประพันธ์ในนามกรมศิลปากร)
    ทำนอง อาจารย์มนตรี ตราโมท

    งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)
    เราเล่นเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ
    ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย

    ความหมาย ยามที่แสงจันทร์ส่องมายังโลกทำให้โลกนี้ดูสวยงาม ผู้คนที่มาเล่นรำวงยามที่แสงจันทร์ส่อง ก็มีความงดงามด้วย การรำวงนี้เพื่อให้มีความสนุกสนาน มีความสามัคคีกัน และละทิ้งความทุกข์ให้หมดสิ้นไป



ความคิดเห็นที่ 193

7 ก.ย. 2551 09:31
  1. มีภาพประกอบของแต่งและเพลง




ความคิดเห็นที่ 42

30 ต.ค. 2550 20:25
  1. สวัสดีคับทุกคน พอดีผมกำลังทำงานส่งอาจารย์ เกี่ยวกับเพลงหญิงไทยใจงาม แต่เนื้อเพลงนั้น
    ผมหามาได้แล้ว เหลือแต่ ท่าประกอบแต่ละเนื้อร้องไม่รุว่าจะหาที่ไหนแล้ว เลยอยากจะรบกวนเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่คิดว่าเป็นคนดีนะคับ มีน้ำใจ ก็ช่วยตอบกลับทาง e-mail หน่อยนะคับ
    ขอบคุณทุกๆคนมากคับ



ความคิดเห็นที่ 146

15 ก.พ. 2551 14:22
  1. <P>สสววววย</P>
    <P>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 142

13 ก.พ. 2551 09:54
  1. <P><FONT face="courier new, courier, mono" size=7>อยากให้เนื้อหาสรุปให้หน่อยอ่ะค่ะ</FONT></P>
    <P><FONT face="Courier New" size=7>ย่อประวัติให้หน่อยอ่ะค่ะ</FONT></P>
    <P><FONT face="Courier New" size=7>อย่างนี้มันเยอะเกินไป</FONT></P>
    <P><FONT face="Courier New" size=7>ขอบคุณค่ะ</FONT></P>
    <P>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 140

จิงไจ
9 ก.พ. 2551 20:22
  1. หาตามเอกสาร หนังสือ อินเตอร์ ฯ ดุ สิคร้าฟ




ความคิดเห็นที่ 170

19 มิ.ย. 2551 17:30
  1. <P>อยากรู้ประวัติรำวงประยุกต์</P>
    <P>&nbsp;</P>



ความคิดเห็นที่ 183

8 ส.ค. 2551 20:20
  1. ดีค่ะ....ทุกคน

    เราเรียนที่ อนุบาลจันทบุรี

    ฉันชอบเรียน ดนตรี - นาฏศิลป์



ความคิดเห็นที่ 176

1 ก.ค. 2551 18:36
  1. อยากได้ชื่อผู้คิดท่ารำอ่ะ


     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น