|
สหรัฐสร้างยุงจีเอ็มโอหยุดมาลาเรีย
โพสต์เมื่อ:
03:49 วันที่ 8 มิ.ย. 2550 ชมแล้ว:
603 ตอบแล้ว:
0
สหรัฐสร้างยุงจีเอ็มโอหยุดมาลาเรีย
21 มีนาคม พ.ศ. 2550 13:48:00 นักวิทยาศาสตร์ผสมพันธุ์ยุงสายพันธุ์ใหม่ ที่ทนไข้มาลาเรียได้ดีกว่ายุงก้นปล่อง ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อปรสิต เตรียมใช้เป็นยุทธวิธีควบคุมไข้มาลาเรีย ส่งปะปนอยู่กับยุงป่าหวังให้ครองเป็นเจ้าถิ่น กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดร.เมาโร มาร์เรลลี และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้สร้างยุงสายพันธุ์ใหม่ด้วยการปรับแต่งพันธุกรรม เพื่อให้มีคุณสมบัติที่ทนทานสูง และวางไข่ได้มากกว่ายุงที่เป็นพาหะเชื้อมาลาเรีย จากนั้นปล่อยยุงทั้งสองชนิดจำนวนเท่ากัน ไปดูดเลือดหนูที่มีเชื้อมาลาเรียอยู่ในตัว พบว่ายุงที่ถูกดัดแปรพันธุกรรมให้ทนต่อเชื้อมาลาเรียมีชีวิตยืนยาวกว่ายุงป่าปกติ เมื่อปล่อยให้ออกลูกออกหลานไปถึงเก้ารุ่น ผลปรากฏว่า ร้อยละ 70 ที่ครองอาณาจักรอยู่เป็นยุงดัดแปรพันธุกรรม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ปล่อยให้ดูดเลือดหนูที่ปลอดเชื้อมาลาเรีย พบว่า ยุงทั้งสองชนิดมีชีวิตอยู่รอดในอัตราที่ไม่แตกต่างกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังได้ใส่ยีนโปรตีนเรืองแสง หรือที่เรียกว่า จีเอฟพี เข้าไปในตัวยุงพันธุ์ใหม่ ซึ่งจะเรืองแสงเป็นสีเขียว ช่วยให้นักวิจัยแยกแยะได้ว่า ตัวไหนเป็นยุงดัดแปรพันธุกรรม ตัวไหนเป็นยุงปกติ "ยุทธวิธีปราบมาลาเรียให้ได้ผลนั้น ต้องทำให้ยุงที่ทนเชื้อมาลาเรียมีอายุยืนกว่ายุงป่า ไม่ว่าจะได้รับเชื้อมาลาเรียหรือไม่ก็ตาม ถึงแม้ว่าจะยังไม่สำเร็จในจุดที่ทำให้ยุงดัดแปรพันธุกรรมมีชีวิตยาวกว่ายุงปกติในกรณีที่ไม่ได้รับเชื้อ แต่นักวิจัยได้สรุปเบื้องต้นว่า ผลที่ได้มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนำยุงดัดแปรพันธุกรรมไปควบคุมมาลาเรีย" นักวิจัยกล่าว ทั้งนี้ ยุงสายพันธุ์ใหม่มียีน หรือชุดพันธุกรรมที่ขัดขวางพัฒนาการของเชื้อปรสิตมาลาเรีย เมื่อเชื้อถูกกำจัดจากต้นตอแล้ว จึงเท่ากับทำลายโอกาสที่จะฟักตัวขึ้นใหม่ในพาหะอื่น มาลาเรียเป็นเชื้อปรสิตเซลล์เดียวที่เรียกว่า พลาสโมเดียม มีถิ่นอาศัยอยู่บางพื้นที่ในเอเชีย แอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ทุกปีมีประชากรโลกราว 300 ล้านคน ป่วยด้วยเชื้อดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไข้มาลาเรีย ซึ่งติดเชื้อจากยุงก้นปล่อง และไข้เลือดออกที่ติดเชื้อจากยุงลาย ก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันเช่นกันhttp://www.bangkokbiznews.com/2007/03/21/WW54_5402_news.php?newsid=60248 ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม
|