|
ฉันท์
โพสต์เมื่อ:
15:45 วันที่ 8 มิ.ย. 2550 ชมแล้ว:
73,955
ตอบแล้ว:
190
...แต่งกลอนกันเยอะแล้ว มาหาเรื่องยากยากทำกันดีกว่า
เรามาแต่งฉันท์กันดีกว่า....เพื่อพัฒนาความสามารถในเชิงกวี วิเชียรดิลกฉันท์ เนินกาลและผ่านพ้น............วรคนคุณูการณ์ กอปรกิจสฤษฎ์จิรสะคาญ.....ประลุศุภประโยชน์ไทย มั่นคงอสงเขยยฺ.................ธ มิเฉยเฉ๑ยไป คราเมื่อประชาทรุอะไร........ดุจน้ำชะโลมพรม ก้องไกรพระเกียรติแผ่........ทุกข์แพ้นโรดม ราษฎร์รักสมัครจิตตนิยม....."นวมินทร์พระภูมิพล" ๐ อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑ แดดอ่อนสะท้อนแสง................ระยะแฝง ณ พุ่มไพร พฤกษาระบัดใบ...........................ชระดื่นเต็มพื้นดิน เขียวอ่อนประดุจเสก.....................ตะละเฉกฉวีอินทร์ ปานเปรียบวิจิตรศิลป์....................สุรภาพประจงเขียน แดดอุ่นละมุนอ่อน....................ก็สะท้อนละอองเนียน ใบอ่อนก็แปลงเปลี่ยน................ก็ละเมียดระเมียรงาม แสงสูรย์อุษาสาง......................ระยะพร่างจะย่างยาม ข้ามผ่านณกาลตาม..............................รวิวันก็ผันไป เปลี่ยนปรับและลับล่วง.....................ดุจพวงพนาไพร อ่อนอยู่มิทันไร.........................ก็จะแก่และเข้มเขียว ถึงกาลก็ลาหล่น........................สละต้นและซีดเซียว ทุกใบมิเว้นเทียว.......................นะจะบอกมิหลอกอำ มาตรแม้นประสงค์ใด.........................ผิละไว้มิใฝ่ทำ ล่วงกาลจะเกินกล้ำ......................ก็จะโศกและเสียใจ ไม่ได้มานานเลยนะครับ ๐ อิทรลิลาตฉันท์ ๑๑ ฟากฟ้าณราตรี...............................ก็ย่อมมีนิศากร ส่องแสงละอองอ่อน...............ประดับท้องนภาพรรณ ฟากฟ้าอุษาสาง....................สุรีย์พร่างก็แทนจันทร์ ส่องฟ้าณกลางวัน...........................สว่างทั่วบ่มัวมล ฟ้ามีสุรีย์ส่อง......................และจันทร์ผ่องโพยมบน เปรียบดุจสุภาพชน.....................กุศลธรรมประจำใจ แสงธรรมกระจ่างจับ..................จะเข่นขับอบายไกล ลบล้างฤทัยให้...............................บ่มั่วมัวกิเลสมูล มีธรรมประจำจิต...........................อเนกวิธเจริญพูน ผลธรรมก็เกื้อกูล....................สนองผู้ประพฤติธรรม มาตรแม้นประสบทุกข์..........เคราะห์รุมรุกวิบากกรรม โศกตรมระทมซ้ำ........................ระทดท้อฤทัยไหว แสงธรรมจะนำตน......................ลุล่วงพ้นวิกฤติไกล ดุจแสงสุรีย์ใส...............................ขจัดขับพยับมล คุ้น ๆ นะเนี่ย ไปลงไว้กระทูกลอนธรรมะแล้ว...ลืม... โทษทีครับ มล น่าจะใช้เป็น มน ไม่ใช่หรือครับ ฟากฟ้าณราตรี...............................ก็ย่อมมีนิศากร ส่องแสงละอองอ่อน...............ประดับท้องนภาพรรณ ฟากฟ้าอุษาสาง....................สุรีย์พร่างก็แทนจันทร์ ส่องฟ้าณกลางวัน...........................สว่างทั่วบ่มัว มล ฟ้ามีสุรีย์ส่อง......................และจันทร์ผ่องโพยมบน เปรียบดุจสุภาพชน.....................กุศลธรรมประจำใจ แสงธรรมกระจ่างจับ..................จะเข่นขับอบายไกล ลบล้างฤทัยให้...............................บ่มั่วมัวกิเลสมูล มีธรรมประจำจิต...........................อเนกวิธเจริญพูน ผลธรรมก็เกื้อกูล....................สนองผู้ประพฤติธรรม มาตรแม้นประสบทุกข์..........เคราะห์รุมรุกวิบากกรรม โศกตรมระทมซ้ำ........................ระทดท้อฤทัยไหว แสงธรรมจะนำตน......................ลุล่วงพ้นวิกฤติไกล ดุจแสงสุรีย์ใส...............................ขจัดขับพยับ มล ที่ช้คำว่า มล เพราะต้องการหมายถึงความขุ่นมัว ตาพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานปี ๒๕๔๒ ให้ความหมายไว้ว่า มล, มล- [มน, มนละ-] น. ความมัวหมอง, ความสกปรก, ความไม่บริสุทธิ์; สนิม, เหงื่อไคล. ว. มัวหมอง, สกปรก, ไม่บริสุทธิ์. (ป., ส.). ส่วนคำว่า มน มีความหมายว่า มน ๑ ก. อยู่กับที่ (ใช้แก่ดาวนพเคราะห์ ซึ่งปรากฏแก่ตาเป็น ๓ ทาง คือ เสริด ว่า ไปข้างหน้า, พักร ว่า ถอยหลัง, มน ว่า อยู่กับที่). มน ๒ ว. กลม ๆ, โค้ง ๆ, ไม่เป็นเหลี่ยม, เช่น ทองหลางใบมน ขอบโต๊ะมน ปกเสื้อมน. มน ๓, มน- [มะนะ, มน, มะนะ-] น. ใจ. (ป.). ซึ่งไม่ตรงกับความหมายที่ต้องการสื่อ ในฉันท์บทนี้จึงใช้ มล ถูกต้องแล้วครับ ขอบคุณครับที่ทักท้วงมา ผู้อื่นที่ไม่ทราบความหมายจะได้ทราบด้วย เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ มน อ่านได้ 2 อย่างคือ มะ - นะ กับ ม - โ - ะ - น ซึ่งต่างก็แปลว่าใจครับ มล อ่านได้ 2 อย่างเหมือนกันคือ มะ - ละ กับ ม - โ - ะ - ล ซึ่งต่างก็แปลว่าความหมองมัว อันที่จริงผมไม่ได้อวดอ้างว่าเก่งฉันท์หรืออะไรมากหรอก แต่งก็มีความเชี่ยวชาญอยู่บ้าง และเมื่อกี้ได้ปรึกษาพี่ชายที่เรียกอักษรแล้ว จากการพิเคราะห์จากบริบท ผมและพี่ชายมีความคิดตรงกันว่า มน หรือ มล ก็ใช้ได้ ความหมายไม่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าเป็นวรรค " ดุจแสงสุรีย์ใส...............................ขจัดขับพยับ มล / มน" จะต่างความหมายกันค่อนข้างมากอยู่ ที่ดีที่สุดผมว่าใช้ "มล" ดีที่สุด ขอโทษนะครับ ถ้าคำพูดของผมไม่เป็นที่ถูกต้องนัก คุณนพบุราพูดถูกต้องครับ... แต่ที่ผมใช้..มล..ไม่ใช้...มน... ในทั้งสองตำแหน่งเพราะ ต้องการความหมายที่หมายถึงความหม่นมัว...ความมืดคลื้ม เช่น ฟากฟ้าอุษาสาง....................สุรีย์พร่างก็แทนจันทร์ ส่องฟ้าณกลางวัน...........................สว่างทั่วบ่มัว มล หมายถึงท้องฟ้ายามเช้าที่มีพระอาทิตย์ให้แสงสว่างแทนพระจันทร์ที่ให้แสงสว่างยามค่ำคืน โดยแสงสว่างของพระอาทิตย์จะขับไล่ความมืดสลัวของราตรีกาลออกไปครับ เรื่องคำศัพท์ไทยต้องตีความดี ๆ ครับ เพราะความหมายลึกซึ้ง ถึงเรื่องฉันท์ ตอนนี้ตื้อไปหมดเลย ๐ อาขยานิกาฉันท์ ๑๑ ๐ สีแสงนครหลวง..............................ระดะดวงสว่างงาม กระพริบระยิบยาม..............................นภไร้สุรีย์ฉาย ๐ แสงเห็นสว่างเด่น............................ดุจเช่นมณีราย ประดับถนนพราย...............................ระยะพร่างกระจ่างงาม ๐ เคลื่อนไหวทยอยไหล......................ดุจไล่ระลอกตาม ระเมียดระเมียรงาม.............................ปฏิภาคไพฑูรย์ ๐ สายแสงกระจ่างหน..........................สุวิมลไพบูลย์ ประหนึ่งจะแข่งสูรย์.............................ชนะน้อมมโนตาม อย่าติและหลู่ ครูจะเฉลย เธอน่ะเสวย ภัตกะอะไร ในทินนี่ ดีฤไฉน พอหฤทัย ยิ่งละกระมัง ราช ธ ก็เล่า เค้า ณ ประโยค ตนบริโภค แล้วขณะหลัง วาทประเทือง เรื่องสิประทัง อาคมยัง สิกขสภา ( สามัมคีเภทคำฉันท์) ช่วยถอดคำให้หน่อยนะครับด่วนที่สุด ส่งที่ nibungbaru@hotmail.com mang/nibungbaru@hotmail.com (IP:203.113.77.73) มาณกฉันท์ 8 หรือเปล่า ศุภประโยชน์อุโฆษบุปผมาลย์สยามดล อีทิสังฉันท์ ๒๐ ดุจประหนึ่งสินอนและฝันไสร้ ลุถึง ณ สวนพนาไฉน หทัยบาน เหมือนสิเห็นผกาลุมาประทาน วิจิตรตระการวิไลสราญ ก็หอมพลัน มองกุหลาบประดู่ประยงค์สิปัน ถกลกะนั้นฉะนี้ฉะนั้น ลุสวยเท่า แหมพิกุลกมลหทัยจะเร้า ประโลมสุขีสุปรีดิ์บ่เศร้า ประภัสสร เราจะใช้ผกาสมานนคร ขจรพะยอมจะวอน ประสงค์ได้ ล้วนสิเพริศประเสริฐสุคนธ์พิไล ฤ สู้อุบลระบัดละไม และราตรี สารภีก็ดั้นละล้อนที เหมาะใช้ประนมประณตมุนี เลบงขาน ชายสตรีสุปรีดิ์สรวลสราญ ณ ฐานกะพ้อสร้างผสาน ลุจีบกัน แต่ละวรรคเชลงประโยชน์อนันต์ ดิลกพบูสยามสุวรรณ ซิมีดี เราจะขอประกาศประชาสุธี มุมาเสาะหาผกาสุปรีย์ กมลใคร่ เทพจะดลสุขีมิไป่พิไร บ่เศร้าฉลาดจะเพลินหทัย นิรันดร์เทอญ ฯ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 10 ก.พ. 2551 (01:00) อ่านม่ายรุ้เรื่อง ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 10 ก.พ. 2551 (02:38) เอามาให้ใหม่ครับ กาพย์ฉบัง 16 ยามนภาฟ้าเจิดเพริศพราย.......ทอรุ้งเหลื่อมลาย ฟ้าคราพิรุณพ้น..........ทิคะหน-รพิฉาย
อ.โป่ง อ.ต้น อ.เดือน
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 72 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 10 ก.พ. 2551 (02:59) ทำไมต้องโพสซ้ำๆ ด้วย ???? |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |