ความเป็นมาของภาษาไทย

ช่วยตอบหน่อยนะครับ มันมีรากฐานมาจากภาษาอะไรครับ


ความคิดเห็นที่ 34


7 ก.ค. 2554 19:28
  1. ภาษาไม่ใช่ตัวอักษร ตัวอักษรเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อบันทึกภาษาพูดเท่านั้น วิไลวรรณ ขนิษฐานันท์ ได้กล่าวไว้ คงงั้นมั้ง

ความคิดเห็นที่ 33

20 ก.ย. 2553 16:34
  1. ภาษาไทยเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐานมาจากออสโตรไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาจีน มีหลายคำที่ขอยืมมาจากภาษาจีน

ความคิดเห็นที่ 32

8 ก.ย. 2553 09:56
  1. เบ้นอ้วนรักเป็ก

ความคิดเห็นที่ 31

8 ก.ย. 2553 09:54
  1. เรา รักนายนะ 5555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555 +++++++

ความคิดเห็นที่ 30

17 ส.ค. 2553 15:37
  1. ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกัน และทำให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางยึดคนทั้งชาติ ดังข้อความพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งในเรื่อง “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า “ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น” จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า “ภาษา” นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึง “ความเป็นชาติเดียวกัน” ของคนในสังคม เช่นเดียวกับคนไทยเราแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ต่างท้องถิ่น หรือต่างศาสนา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต่างพูด “ภาษาไทย” เราย่อมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นชาติเดียวกัน ดังนั้น “ภาษา” จึงเป็นสิ่งที่จะร้อยรัด และ ผูกพันคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของเรา ทรงพระราชสมภพ และใช้ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ในต่างประเทศ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีโอกาสใช้ภาษาไทยเลย ซึ่งม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มศึกษาภาษาไทยเมื่อทรงเจริญวัยแล้วคือ เมื่อพระชนมพรรษาราว ๑๓-๑๔ พรรษา และทรงได้ศึกษาภาษาไทยบ้างเล็กน้อยจากพระอาจารย์ที่ไปถวายพระอักษรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครครั้งสุดท้าย จึงได้ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง ด้วยทรงถือว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของคนไทย และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงศึกษาได้รวดเร็ว ซึ่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทยก็เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราชาวไทยตลอดมา ในหนังสือ “วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๗” ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ พอสรุปได้ว่า ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ ซึ่งสมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ๆในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเน้นความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางในการติดต่อและผูกพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยก็ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวด้วย ทำให้ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกยิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้ หากไม่เร่งหาทางแก้ไข ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วันภาษาไทย”ขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภาษาไทยตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป โดยเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องด้วยตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

ความคิดเห็นที่ 29

9 ส.ค. 2553 20:21
  1. ภาษาไทยมาจากภาษาบาลี

ความคิดเห็นที่ 28

23 มิ.ย. 2553 17:21
  1. ......♥

ความคิดเห็นที่ 27

9 ก.พ. 2553 15:55
  1. งงอ่ะ ช่วยอธิบายให้สั้นกว่านี้ได้ป่ะ

ความคิดเห็นที่ 26

6 ก.พ. 2553 11:16
  1. อยากให้คนรักภาษาไทย

ความคิดเห็นที่ 25

17 ธ.ค. 2552 20:07
  1. ภาษามาจากไหนง่ะ ทำรายงานดั้ว ส่งพรุ่งนี้แว้ว

ความคิดเห็นที่ 24

17 ธ.ค. 2552 13:48
  1. ขอบคุณคร๊าฟ


ความคิดเห็นที่ 23

13 ธ.ค. 2552 15:27
  1. เนื้อหาดีมาก

ความคิดเห็นที่ 22

11 พ.ย. 2552 18:28
  1. อยากจะทราบประวัติความเป็นมาของภาษาไทยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 21

28 ต.ค. 2552 09:06
  1. ขอให้คนที่เขียนมีประโยชน์เจริญด้วยนะ ปล. เราทำการบ้านปิดเทอมเรื่องนี้งะ ใจมาก

ความคิดเห็นที่ 19

3 ส.ค. 2552 19:04
  1.      ภาษาไทยเป็นภาษาที่เก่าเเก่ที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรากฐานมาจากออสโตรไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาจีน มีหลายคำที่ขอยืมมาจากภาษาจีน

     

         พ่อขุนรามคำเเหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อปี พศ 1826 (คศ1283) มี พยัญชนะ 44 ตัว (21 เสียง), สระ 21 รูป (32 เสียง), วรรณยุกต์ 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดเเปลงมาจากบาลี เเละ สันสกฤต


ความคิดเห็นที่ 18

20 ก.ค. 2552 18:10
  1. ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะภาษาเป็นสื่อให้ติดต่อกัน และทำให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางยึดคนทั้งชาติ ดังข้อความพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่งในเรื่อง “ความเป็นชาติโดยแท้จริง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า “ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น และไม่มีสิ่งไรที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือแน่นอนยิ่งไปกว่าพูดภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้นรัฐบาลใดที่ต้องปกครองชนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียน และออกบัญญัติบังคับให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง แต่ความคิดเห็นเช่นนี้มิใช่จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ แต่ถ้ายังจัดการแปลงภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็แปลว่า ผู้พูดภาษากับผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น และยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้อยู่ตราบนั้น ภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น” จากพระราชนิพนธ์ข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า “ภาษา” นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว ยังเป็นสิ่งบ่งบอกถึง “ความเป็นชาติเดียวกัน” ของคนในสังคม เช่นเดียวกับคนไทยเราแม้จะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ต่างท้องถิ่น หรือต่างศาสนา แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต่างพูด “ภาษาไทย” เราย่อมรู้สึกได้ทันทีถึงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นชาติเดียวกัน ดังนั้น “ภาษา” จึงเป็นสิ่งที่จะร้อยรัด และ ผูกพันคนในชาติให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชของเรา ทรงพระราชสมภพ และใช้ชีวิตเมื่อทรงพระเยาว์ในต่างประเทศ เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีโอกาสใช้ภาษาไทยเลย ซึ่งม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มศึกษาภาษาไทยเมื่อทรงเจริญวัยแล้วคือ เมื่อพระชนมพรรษาราว ๑๓-๑๔ พรรษา และทรงได้ศึกษาภาษาไทยบ้างเล็กน้อยจากพระอาจารย์ที่ไปถวายพระอักษรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเมื่อรัชกาลที่ ๘ เสด็จนิวัติพระนครครั้งสุดท้าย จึงได้ทรงศึกษาภาษาไทยอย่างจริงจัง ด้วยทรงถือว่าภาษาไทยเป็นภาษาที่สำคัญที่สุดของคนไทย และด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ประกอบกับทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงศึกษาได้รวดเร็ว ซึ่งพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทยก็เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเราชาวไทยตลอดมา ในหนังสือ “วันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๔๗” ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ พอสรุปได้ว่า ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาติ ซึ่งสมควรจะได้รับการทำนุบำรุงส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ให้ยั่งยืนตลอดไป อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบันวิชาการและเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดเทคนิคใหม่ๆในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเน้นความสะดวกและรวดเร็วเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ภาษาไทยซึ่งเป็นสื่อกลางในการติดต่อและผูกพันกับการดำรงชีวิตประจำวันของคนไทยก็ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลความเจริญก้าวหน้าดังกล่าวด้วย ทำให้ภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบันทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างน่าวิตกยิ่ง สภาพการณ์เช่นนี้ หากไม่เร่งหาทางแก้ไข ป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ นับวันภาษาไทยก็จะยิ่งเสื่อมลง เป็นผลเสียต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น คณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วันภาษาไทย”ขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภาษาไทยตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป โดยเห็นควรกำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคมของทุกปี เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องด้วยตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย

ความคิดเห็นที่ 17

iSora
29 มิ.ย. 2552 22:09
  1. ตกลงไม่รู้กันจริงๆหรือค่ะ?! = =? งง .. ภาษาไทย มาจากการที่พ่อขุนรามประดิษฐ์ขึ้นมาอ่ะค่ะ เป็นการยืมคำ ตัว อักษรมากจากต่างประเทศอ่ะ เรานำภาษา บาลี สันสฤต จีน อังกฤษ 9ล9 มาใช้อ่ะ

ความคิดเห็นที่ 16

29 มิ.ย. 2552 17:09
  1. ดีต๊ะ ราว ควร อนุรักษ์ ภา สา ทาย วั้ย ไห้ ปรา เทด ทาย ว้าย น่ะ จ๊ะ เด็ก ยาว

ความคิดเห็นที่ 15

12 มิ.ย. 2552 12:23
  1. ภาษามั้ง


ความคิดเห็นที่ 12

8 ม.ค. 2552 13:12
  1. กว่าจะเข้ามาได้แทบแย่เลย


ความคิดเห็นที่ 11

5 ก.ย. 2551 09:44
  1. มันน่าจะมาจากคนสมัยก่อนนะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10

18 ส.ค. 2551 18:39
  1. อยากรู้เดว่าความเป็นมาของภาษาไทยคือไร  ไครร้ช่วยบอกทีนะ


ความคิดเห็นที่ 9

26 ก.ค. 2551 15:00
  1. ดีจายยยย สุ้ดดดด เลยยยย ง่ะไม่โดน ครู ว่า เพราะ งาน เสดรู้สึกว่าภูมจัยอย่างยิ่ง เห้ออออขอบคุนนะคร้า... บะบาย น๊ะ อิอิ


ความคิดเห็นที่ 8

28 พ.ค. 2551 18:07
  1. mเราget_love_get@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 7

24 มี.ค. 2551 11:45
  1. <บิว; ฉันย่างจะเป็นเพื่อนกันนะบิว

ความคิดเห็นที่ 6

27 ก.พ. 2551 17:26
  1. <P>จากความเป็นมา-</P>

ความคิดเห็นที่ 5

27 ก.พ. 2551 15:44
  1. นี่ขอเอาแบบเป็นเนื้อหาเต็มๆหน่อยดิ

ความคิดเห็นที่ 4

6 ก.พ. 2551 12:43
  1. 4kKflkevpอ่านไม่ได้ก็โง่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 3

31 ม.ค. 2551 18:54
  1. มาจากขอมงับๆ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น