เคล็ดลับการพูดภาษาอีสานแบบฟิสิกส์ควันตัม

ผมและครอบครัวเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ในวัยเด็กพ่อของผมต้องไปทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ผมจึงต้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่และเรียนหนังสือเป็นเวลา 2 ปีที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ ขณะนั้นผมเรียนชั้นมัธยมต้น ในระยะแรกที่ไปอยู่นี้ผมมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับสภาพและภาษาท้องถิ่น ภาษาถิ่นอีสานจึงดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม พยายามหัดพูดเพียงใดก็ทำได้ไม่เหมือน เพื่อนๆมักจะล้อเลียนและตั้งฉายาเป็นภาษาถิ่นแปลกๆให้ผม แถมยังเอาพันธุ์ไม้แปลกๆมาหลอกเล่น เช่นพวก “เครือตดหมา” เป็นต้น ผมโชคดีที่มีพ่อเป็นคนช่างสังเกตและเข้าใจหลักการใช้ภาษาต่างๆ พ่อแนะว่าวิธีที่จะพูดภาษาอีสานให้เหมือนคนท้องถิ่นภายในเวลาไม่นานก็คือจะต้อง “รู้ภาษาไทยอย่างแตกฉาน” พ่อเล่าว่าภาษาไทยมีลักษณะเด่นบางอย่างคือมีเสียงวรรณยุกต์ที่สามารถเลียนเสียงคล้ายดนตรีได้ จึงสามารถเปล่งเสียงให้คล้ายภาษาต่างๆได้ เพียงแต่เราต้องสังเกตและจับหลักการให้ได้เท่านั้น พ่อเล่าถึงประสบการณ์เมื่ออยู่ต่างประเทศ และใช้ภาษาไทยช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจนได้เหมือนหรือใกล้เคียง ตอนหลังผมลองนำมาใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ก็ปรากฏว่าใช้ได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้จักภาษาไทยให้ดีเสียก่อน

สมัยเด็กผมชอบเรียนด้านภาษาและทำคะแนนได้ดีพอๆกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่กลัวหางานทำยากจึงมาเรียนฟิสิกส์ ต่อมาโชคดีได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกเลเซอร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผ้สประสบการณ์ใหม่ และได้สังเกตว่า การผันเสียงภาษาไทยภาคกลางให้เหมือนภาษาอีสานมีลักษณะคล้ายกับหลักการของกลศาสตร์ควันตัมที่เริ่มต้นที่เยอรมนี เปรียบได้กับการกระโดดขึ้นและลงของอิเล็กตรอนเพื่อเปลี่ยนระดับพลังงาน (Quantum Jump) และบางครั้งก็มีข้อบังคับพิเศษเพื่อเปลี่ยนระดับในกรณีที่พลังงานสูงสุด หรือ Selection rules ที่ใช้กับอักษรสูง

หลักการที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้ หลักการที่สำคัญคือ ต้องใช้หลักการผันรูปและเสียงวรรณยุกต์เป็นหลักใหญ่ โดยแบ่งการผันเป็น 3 กลุ่มคือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ส่วนใหญ่เวลาผันมักจะลดรูปวรรณยุกต์ในภาษากลางลง 1 ขั้น เหมือนกับการกระโดดกลับลงมาของอิเล็กตรอนเพื่อให้พลังงานต่ำลง 1 ชั้นก็จะเป็นภาษาอีสาน หรือบางครั้งรูปวรรณยุกต์สูงสุดแล้ว เหมือนพลังงานสูงสุดพร้อมที่จะ ionize ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น



1. อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ถ ฐ ผ ฝ ศ ส ษ ห

คำเป็น : สามัญ เช่น คำว่า “ไข” อ่านออกเสียงวรรณยุกต์จัตวา ซึ่งเป็นเสียงสูงสุด ในภาษาอีสานให้คงจัตวาไว้ อ่านว่า “ไข”

เอก เช่น คำว่า “ไข่” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น (เหมือนลดพลังงานลง 1 ระดับ) กลายเป็น “ไข” ซึ่งยังเป็นเสียงสูง (พลังงานยังสูงอยู่) ต้องใช้อักษรต่ำที่คู่กับอักษรสูง มาใส่แทน ซึ่งในที่นี้คือ ค ในภาษาอีสานจะอ่านเป็น “ไค”

โท เช่น คำว่า “ไข้” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ในภาษาอีสานอ่านว่า “ไข่”



คำตาย : เช่นคำว่า “ผักสด” ในภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ “พักซด”



2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ

คำเป็น : สามัญ เช่น “กิน” เสียงสามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้ผันขึ้น 1 ขั้น (กระโดดเปลี่ยนพลังงาน 1 ขั้น) เป็น “กิ่น”

เอก เช่น “ป่า” เสียงวรรณยุกต์เอก มีขั้นอยู่แล้วให้ลดขั้นลง 1 ขั้น เป็น “ปา”

โท เช่น “บ้า” รูปและเสียงวรรณยุกต์โท หรือพลังงานอยู่ตรงกลาง (Optimum state) ให้คงเดิม เป็น “บ้า”

ตรี เช่น “ตื๊อ” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า “ตื้อ”

จัตวา เช่น “ตี๋” รูปวรรณยุกต์สูงสุด (พลังงานสูงสุด) ให้คงเสียงเดิม เป็น “ตี๋”แต่อ่านให้สั้นกว่าเดิม

คำตาย เสียงยาว เช่น “แตก” ให้คงเสียงเดิม เป็น “แตก”

เสียงสั้น เช่น “ตก” ภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ “ต๊ก”



3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว เช่น น ม ค ฟ เป็นต้น

คำเป็น : สามัญ เช่น “นา” รูปและเสียงวรรณยุกต์สามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้เพิ่ม 1 ขั้น อีสานอ่านว่า “น่า”

เอก เช่น “ค่า” ให้ลดระดับลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า “คา”

โท เช่น “หน้าม้า” รูปวรรณยุกต์โททั้งคู่ (กลุ่มพลังงานสูงสุดของอักษรต่ำ) ให้ลดลง 1 ขั้น อีสานอ่านว่า “หน่าม่า”

คำตาย : เสียงยาว เช่น “หมาก, เลือก” ให้ออกเสียงวรรณยุกต์เอก อีสานอ่านเป็น “หมาก, เหลือก”

เสียงสั้น เช่น “มด” บางคนคนเสียงเดิม บางคนออกเสียงวรรณยุกต์เป็น “หมด”

เช่น “หมด” อีสานออกเสียงเป็นวรรณยุกต์ตรีคือ “มด”



หลักการออกเสียงภาษาอีสานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน แต่มีข้อสังเกตที่สรุปได้ดังนี้

1. ถ้าเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาในภาษากลาง ในภาษาอีสานก็จะคงเสียงเดิมไว้เช่นเดียวกัน

2. อักษรกลางคำเป็นรูปและเสียงวรรณยุกต์โทเหมือนกัน ให้คงเสียงวรรณยุกต์โทไว้ตามเดิม

3. การผันเสียงภาษากลางให้เป็นภาษาอีสานมักใช้วิธีลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นเป็นส่วนใหญ่

4. เสียงสามัญไม่สามารถลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นก็ให้ใช้การเพิ่มรูปวรรณยุกต์ 1 ขั้นแทน

5. หากมีการลดขั้นของรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นแล้วกลายเป็นเสียงจัตวา ก็ให้เปลี่ยนเสียงจัตวานี้ไปเป็นเสียงสามัญ เช่น “ไข่” อีสานออกเสียงเป็น “ไค” และ “หมู่” ภาษาอีสานออกเสียงเป็น “มู”

6. คนอีสานมักไม่ใช้คำควบกล้ำ

7. ในบางท้องที่นอกจากจะออกเสียงโดยการผันวรรณยุกต์แล้ว ยังผันสระไปเลยก็มี เช่น คำว่า “เกลือ” ในภาษากลาง คนอีสานแถวๆอุบลราชธานี ยโสธร หรือ อำนาจเจริญบางเขต ออกเสียงเป็น “เกี่ย”

8. บางครั้งตัว ร. เรือ ในภาษากลาง ทางอีสานจะใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น คำว่า ”หมู่เรา” อีสานจะอ่านว่า “มูเฮ่า” ผมเข้าใจว่าการอ่านตัว ร. เรือ เป็น ฮ. นกฮูกนี้ น่าจะมาจากการอ่านสลับกับของภาษาลาวในยุคโบราณ เพราะในภาษาลาวนั้น ตัว ร. เรือ และ ฮ. นกฮูก เขียนคล้ายกันมาก เพียงแต่ ปลายหางตัวอักษร ร. เรือของลาว ชี้ลง ในขณะที่ ฮ.นกฮูกเขียนเหมือน ร. เรือแต่หางชี้ขึ้น อันที่จริงตัว ร. เรือในภาษาลาวใช้น้อย เพราะเขามักจะใช้ ล. ลิง แทน ส่วนตัว ร. เรือ เช่น เรารักโรงเรียน มักใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น เฮาฮักโฮงเฮียน (ภาษาอีสานออกเสียงว่า เฮ่าหักโฮ่งเฮี่ยน) เป็นต้น

9. ตัว ห.หีบ และ ย.ยักษ์ คนอีสานมักมีเสียงออกทางจมูก ถ้าลองวิเคราะห์เสียงภาษากลางเปรียบเทียบกับภาษาอีสาน โดยให้พูดประโยค “ผมหิวข้าวเหนียว” โดยใช้ Fourier Transform จาก Time Domain ของสัญญาณเสียงพูดให้เป็น Frequency Domain จะเห็นความแตกต่างของ สเปคตรัมของความถี่ดังรูป





สำเนียงภาษากลาง สำเนียงภาษาอีสาน





ที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อออกเสียงให้เหมือนคนอีสานเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาคำศัพท์เฉพาะที่ต่างจากภาษาภาคกลาง หัดแรกๆอาจดูยาก แต่ถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆก็จะสามารถพูดออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ ผมจากหนองคายมา 38 ปีแล้วก็ยังพูดอีสานได้ไม่เคยลืม



ก่อนจบบทความนี้จะขอยกตัวอย่างประโยคในภาคกลาง แต่ผันเป็นสำเนียงคนอีสาน เช่น “ตอนนี้เราไปซื้อปุ๋ยมาใส่นา แล้วไปซื้อเกลือมาใส่หมากเขือ (มะเขือ) เรากินข้าวกัน แล้วเว้า(พูด) ภาษาอีสานกันให้คือ (เหมือน)คนอีสานแท้ๆ” เมื่อผันเป็นสำเนียงอีสานจะได้ว่า “ต่อนนี่เฮ่าไป่ซื่อปุ๋ยม่าใซน่า แล่วไป่ซื่อเกื่อม่าใซหมากเขือ เฮ่ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ่าษาอี่สานกั่นให่คื่อค่นอี่สานแท่ๆ” ลองพูดสำเนียงที่ผันแล้วนี้ให้คนอีสานฟัง แล้วถามเขาว่าคุณพูดภาษาอีสานเพี้ยนไปหรือไม่



แขชนะ นารีวงศ์





ความคิดเห็นที่ 68


21 ม.ค. 2551 16:10
  1. เก่งมากๆ ผมอยู่สารคามมาสิบกว่าปี แต่ที่บ้านเป็นโคราชเลยไม่ได้พูดอีสาน พอมาอ่านแล้วเออใช่เลย รวมๆ (หากไม่แยกความแตกต่างแต่ละท้องถิ่นให้ละเอียดลงไป) แล้วเขาพูดกันสำเนียงแบบนั้นแหละ

ความคิดเห็นที่ 70

แขชนะ
21 ม.ค. 2551 21:04
  1. สิ่งที่ครูไผ่พูดมันก็เป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กล่าวมาแล้วในคห.55-61 โดยดูจากสเปคตรัมของเสียงก็เห็นได้ชัดเจนครับว่า ก่า มีเสียงต่ำกว่า กา (โด่ ต่ำกว่า เร) ในแง่การวิเคราะห์สเปคตรัม แต่ในทางภาษาศาสตร์เราจะเรียงลำดับอย่างไรต่างหาก เช่น เวลาเราบอกว่าเรียงตามเสียงวรรณยุกต์ ครูไผ่เคยเรียนอย่างไรครับ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า หรือ ครูไผ่ว่าเรียงตามลำดับจากต่ำมาสูงคือ ก่า กา ก้า ก๊า ก๋า หรืออย่างไรครับ สงสารเด็กครับ คงงงน่าดู

ความคิดเห็นที่ 71

แขชนะ
17 เม.ย. 2551 12:35
  1. [[86339]] ผมขึ้นเครื่องบินสายการบินลาว พนักงานบริการสาวสาธิตการใช้เสื้อชูชีพ

ความคิดเห็นที่ 72

แขชนะ
17 เม.ย. 2551 12:37
  1. [[86340]] เชิญฟังเสียงภาษาลาว โดยดาวน์โหลดจาก ไฟล์ LAO LIFE VEST

ความคิดเห็นที่ 73

สิง
18 เม.ย. 2551 23:24
  1. เมื่อได้อ่านกระทู้นี้ของ อาจารย์ แขชนะแล้ว ทำให้ผม รู้สึกรักประเทศไทยมากขึ้น รักในภาษาไทยมากขึ้น เห็นความน่ารักในภาษาถิ่น และชื่นชมในพลังความคิด ของ อาจารย์     แขชนะ  ที่หลากหลายเป็นยิ่งนัก...

    หลานชาย(ลูกของน้องชาย) เคยถามการบ้านเกี่ยวกับ การผันวรรณยุกต์ ว่าคำนั้นคำนี้ เป็นเสียงวรรณยุกต์อะไร  ด้วยความไม่แข็งแรงเรื่องภาษา ของผมเอง ผมเลยใช้วิธี อ่านคำๆนั้นโดยไม่เปิดปาก แล้วเทียบกับการผันวรรณยุกต์โดยไม่เปิดปาก ก็พอถูๆไถๆไปได้...

    เมื่อซักครู่ ผมบังเอิญ ผันวรรณยุกต์โดยปิดปาก แล้วสังเกตุ เห็นอะไรบางอย่าง(ไม่ทราบว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า) ว่า ตำแหน่งการเกิดเสียงแต่ละเสียงในลำคอไม่เหมือนกัน...

    เสียง สามัญ จะอยู่ต่ำสุด เสียง เอก โท ตรี จัตวา จะอยู่สูงถัดขึ้นมาเป็นลำดับ ไม่ทราบท่านอื่นลองดูแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง...

    การผันวรรณยุกต์ เป็นเรื่องไม่ง่ายเหมือนกัน เมื่อเจอคำที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะ ภาษา คาราโอเกะ จะผันให้ตรง จะเขียนให้ถูก 

    จะเขียนให้เป็นสำเนียงอีสาน แต่อาจทำให้เข้าใจเป้นภาษาใต้ไปได้ แล้วบางคำ ที่อาจารย์บอกมา ผมว่าคล้ายๆ ภาษาใต้เหมือนกัน อย่างเช่น ผักสด ผมว่าปักษ์ใต้ ก็ออกเสียงว่า     พักซด เหมือนกัน แต่การลากเสียงอาจจะแตกกัน(หรือเปล่า)

    พูดถึงภาษาใต้ มีคนบอกว่า พูดกันเร็วมาก เร็วขนาด รถวิ่งสวนกัน อยู่บนรถคนละคัน ยังคุยกันได้  คนบนรถคันแรกพูดว่า " ไน่ "  คนบนรถคันที่วิ่งสวนมา ตอบว่า " ล้าด "

    ถ้าแปลเป็นภาษากรุงเทพ จะได้ใจความว่า

    คนแรกพูดว่า " จะไหน(ไน่)เหรอ "  คนที่สองตอบ "จะไปตลาด(ล้าด)ซักหน่อย"

    ขอบคุณครับ

     


ความคิดเห็นที่ 74

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 00:43
  1. ขอบคุณ คุณสิงมากครับ ผมวิเคราะห์การพูดภาษาปักษ์ใต้ไว้อยู่เหมือนกัน วันหน้าจะเอามาเล่าให้ฟังสนุกๆครับ

ความคิดเห็นที่ 75

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 01:46
  1. [[86723]]

    เพื่อจะแสดงให้เห็นเกี่ยวกับการออกเสียงสูง-ต่ำต่างๆตามวรรณยุกต์ จะขอเล่าให้ฟังดังนี้

    จากหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าความถี่ของเสียงที่ได้ยินขึ้นอยู่กับความยาวของท่อเสียง จึงมีผู้เอาไปใช้ทำเป็นเครื่องดนตรี เช่น ท่อออร์แกน หรือ แคนของชาวอีสานบ้านเรานั่นเอง


ความคิดเห็นที่ 76

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 01:48
  1. [[86724]] เราสามารถทำการทดลองเกี่ยวกับเสียงดนตรีจากท่อได้โดยนำหลอดกาแฟมารีดให้แบน แล้วตัดปลายออกให้แหลม เมื่อเป่าด้านที่ตัดออก ปลายแหลมของหลอดกาแฟจะสบัดทำให้เกิดเสียงขึ้นมาได้เหมือนปี่

ความคิดเห็นที่ 77

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 01:49
  1. [[86725]] ขณะที่เป่า ถ้าเราตัดหลอดกาแฟให้สั้นลงเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ ปรากฏว่าเสียงที่ได้ยินจะเปลี่ยนไปเป็นช่วง แสดงว่า เสียงที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นกับความยาวของหลอดกาแฟ  การออกเสียงวรรณยุกต์ก็เช่นกัน เราจะสังเกตเห็นว่าเราจะต้องทำโพลงในปากหรือคอให้ต่างกันจึงจะเกิดเสียงวรรณยุกต์ที่ต่างกัน

ความคิดเห็นที่ 78

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 01:50
  1. [[86726]] หาถ้วยกระดาษมาเจาะรูที่ก้นถ้วย สอดเส้นด้ายยาวประมาณ 50 ซม.เข้าไปแล้วผูกติดกับเศษไม้จิ้มฟันที่หักเอามาเพียงเล็กน้อย ใช้นิ้วมือจุ่มน้ำให้เปปียกแล้วดึงหรือกระตุกเชือกเป็นจังหวะสั้นจะได้ยินเสียงดังออกมาจากถ้วย เปรียบเทียบเส้นด้ายเหมือนเส้นเสียงของคนเรา ถ้วยคือโพลงในปากขณะที่อ้าปากกว้าง เสียงที่เราได้ยินจะเหมือนพูดคำว่า “อา อา อา...”

ความคิดเห็นที่ 79

แขชนะ
19 เม.ย. 2551 01:53
  1. [[86727]] ถ้าเปรียบเทียบไดอะแกรมบนสุด กับการอ้าปากทำเสียง “อา” หรือ “อี” หรือ “โอ” จะเห็นว่าโพลงที่ทำให้เกิดเสียง (Resonator) มีลักษณะต่างกัน ถ้าเราเอาถ้วยจากความเห็นที่แล้วมาทำให้มีรูปร่างต่างกัน เราก็จะได้ยินเสียงที่ออกมาจากถ้วยคล้ายพูดคำว่า “อา” หรือ “อี” หรือ “โอ” เพื่อประกอบความรู้ โปรดอ่านกระทู้นี้ด้วย     ฟิสิกส์ของไหซอง http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=100883

ความคิดเห็นที่ 81

16 ก.ย. 2551 17:35
  1. สวัสดีค่ะสำหรับภาษาอิสานนั้นไม่ได้มีอะไรที่ยากเลยแค่พูดห้วนๆเท่านั้นเองแหละค่ะ    จากเด็กอุดรนะคะ


ความคิดเห็นที่ 82

29 ก.ย. 2551 16:38
  1. ตอนนี้กำลังทำสื่อภาษาไทยอยู่ค่ะ พยายามสื่อให้เด็กเห็นภาพของของเสียงวรรณยุกต์ โดยการเทียบกับเสียงตัวโน้ตแล้วทำออกมาเป็นเส้นกราฟ คือ เสียงสามัญ อยู่เส้นกลาง เสียงเอกต่ำลงมาจากเส้นกลางหนึ่งเส้น เสียงโทสูงขึ้นจากเส้นกลางหนึ่งเส้น เสียงตรีสูงขึ้นจากเสียงกลางสองเส้น(สูงกว่าเสียงโท) และเสียงจัตวาต่ำกว่าเส้นกลางสองเส้น(ต่ำกว่าเสียงเอก) แต่ผู้เชี่ยวชาญหลักภาษาไทยบอกว่า ไม่ถูกต้อง เสียงจัตวาคือเสียงที่สูงที่สุด และต้องเรียงเสียงจากสามัญไปจัตวา แบบสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถเอาเสียงวรรณยุกต์ไปเทียบกับเสียงตัวโน้ตได้ ซึ่งฟังแล้วขัดกับเสียงที่ได้ยินมาก ท่านใดที่สามารถเทียบเสียง วรรณยุกต์กับเสียงตัวโน้ตออกมาได้ ช่วยเทียบให้ดูหน่อยได้มั้ยคะ เพราะไม่ถนัดเรื่องเครื่องดนตรี แต่กราฟที่ทำออกมา เพียงต้องการเทียบอย่างคร่าวๆให้เห็นความสูงต่ำของเสียงวรรณยุกต์ เพื่อเป็น Control of error ให้เด็กๆได้เรียนรู้เสียงสูงต่ำแบบเห็นภาพคร่าวๆด้วยเท่านั้นค่ะ และต้องการยืนยันให้อาจารย์ภาษาไทยเห็นว่า เสียงวรรณยุกต์นั้นสามารถเทียบกับเสียงตัวโน้ตได้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 83

แขชนะ
29 ก.ย. 2551 17:36
  1. สิ่งที่คุณต้องการนั้นผมเขียนไว้แล้วในความเห็นที่ 55-61 เพื่อความสะดวกผมจะยกเอามาให้อีกที่ต่อไปนี้ หวังว่าคงพอจะช่วยได้ครับวรรณยุกต์ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และ ไม้จัตวา ถ้าจัดลำดับ สูง-ต่ำ คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เสียงวรรณยุกต์มี 5 ระดับ คือ เสียงสามัญจะต่ำสุด และเสียงจัตวาจะสูงสุด เพราะอาศัยการเรียงลำดับปกติผมเข้าใจว่านักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ เวลาจะพูดคำว่าสูง-ต่ำ อาจหมายถึงความถี่ของเสียง ดังนี้คือเสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง) เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ) เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง) เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง) เวลาพูดว่าเสียงต่ำ ปรากฏว่าเสียงวรรณยุกต์เอกนั้นจะมีระดับต่ำสุด ตามหลักนักสัทศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสื่อความหมายกับคนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนนั้นผิดเพี้ยนไป ถ้าจำผิดไปก็จะเกิดความเสียหายแก่นักเรียนได้เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขอใช้หลักทางฟิสิกส์มาอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับความถี่ของเสียงผมทำการอัดเสียงพูด 5 คำ คือ อา อ่า อ้า อ๊า และ อ๋า จากนั้นนำเอาเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 นี้ไปเข้าเครื่องวิเคราะห์สัญญาณความถึ่โดยอาศัย Fourier Transform แยกออกมาเป็นสเปคตรัมของความถี่ 5 สเปคตรัม ตามเสียงวรรณยุต์ต่างๆ ซึ่งจะดูได้ว่าเสียงวรรณยุกต์ใดมีความถี่สูง-ต่ำอย่างไร

    56055

    เสียงสามัญ คำว่า "อา" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิก แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดเป็นหลักเทียบ

    56059

    เสียงวรรณยุกต์เอก คำว่า "อ่า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์เอกนี้จะมีความถี่ต่ำกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ นักสัทศาสตร์จึงอาจบอกว่าเสียงวรรณยุกต์เอกต่ำกว่าเสียงวรรณยุกต์สามัญ ซึ่งจะทำให้นักเรียนหรือคนทั่วไปสับสนมาก

    56062

    เสียงวรรณยุกต์โท คำว่า "อ้า" (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำ

    56063

    เสียงวรรณยุกต์ตรี คำว่า "อ๊า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์ตรีนี้จะมีความถี่สูงกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ และเสียงวรรณยุกต์โท (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)

    56064

    เสียงวรรณยุกต์จัตวา คำว่า "อ๋า" สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่ต่ำไปยังความถี่สูง เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง) จากการวิเคราะห์ฟูเรียร์ (Fourier Analysis) ของเสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา คือ "อ้า" และ "อ๋า" จะเห็นว่ายอดแหลมของสเปคตรัมมีการเลื่อนที่แสดงว่าเสียงนี้มีการเปลี่ยนแปลงความถี่เสียงในช่วงหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เสียง "อ้า" กับ "อ๋า" จะเกิดจากการเปล่งเสียงหลายๆความถี่รวมกัน เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้ หรือถ้าเป็นเครื่องสาย เช่นกีตาร์ หรือซอ ก็ต้องใช้การรูดสาย จากสูงไปต่ำ หรือจากต่ำไปสูง เพื่อเปลี่ยนความถี่เสียงให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องแล้วแต่ว่าเป็น เสียงวรรณยุกต์เอก หรือจัตวา ถ้าใช้ซอ ก็จะได้เกือบทุกเสียง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสเปคตรัมที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ความคิดเห็นที่ 84

แขชนะ
29 ก.ย. 2551 18:47
  1. 56055 56059 56062 56063 56064เอามาเรียงเปรียบเทียบกันใกล้ๆกัน ให้สังเกตตำแหน่งบนแกน x ของยอดแหลมที่สูงสุดของแต่ละวรรณยุกต์ แกน x ตามแนวนอนเป็นแกนของความถี่จากต่ำไปสูง หรือเปรียบได้กับเสียงดนตรีจากเสียงต่ำไปเสียงสูงก็พอได้ครับ หวังว่าคงพอเห็นภาพนะครับหากสังสัยในรายละเอียดเพื่อทำวิจัย ติดต่อผมได้ที่dr.janchai@hotmail.com

ความคิดเห็นที่ 85

30 ก.ย. 2551 17:01
  1. ขอบคุณมากค่ะ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับความถี่ค่ะ เพราะอาจารย์บอกว่า ให้มองจากแกนx แต่เมื่อเทียบดูแล้วจะเห็นว่าในเสียงสามัญ แกน x จะสูงที่สุด ขึ้นไปถึง 6ขีดกว่าๆ แต่ในเสียง อ๊า แกน x ขึ้นไปแค่ 4 ขีดกว่าๆเท่านั้น แต่อาจารย์อธิบายประกอบภาพว่า ความถี่สูงกว่าเสียงสามัญและเสียงโท ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ลงภาพประกอบสลับกันรึเปล่าคะ และอีกคำถามหนึ่งค่ะ ถ้าใช้ซอ หรือเครื่องดนตรีในการเทียบเสียง จะเทียบได้กับโน้ตตัวไหนบ้างคะ รบกวนช่วยให้ความกระจ่างอีกครั้งนะคะ


ความคิดเห็นที่ 86

แขชนะ
2 ต.ค. 2551 01:15
  1. ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ครับเราจะพิจารณาเฉพาะ "ความถี่" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเสียงวรรณยุกต์ คือพิจารณาแกน x ส่วนแกน y นั้นคือ แกนของความดังของเสียง เราคงไม่ต้องสนใจตามเงื่อนไขของเสียงวรรณยุกต์ เพราะไม่ว่าเราจะตะโกน หรือกระซิบ คำว่า "อา" เราก็จะได้ยิน เสียงวรรณยุกต์ "อา" เดียวกัน (ความถี่บนแกน X เท่ากัน) แม้ว่า เสียงจะดังและค่อยต่างกัน (ความดังบนแกน y ต่างกัน)เมื่อวิเคราะห์สเปคตรัมของเสียง อา-อ่า-อ้า-อ๊า-อ๋า เราจะได้ สเปคตรัมต่างกัน ซึ่งคุณคงจะพอเอาไปใช้เปรียบเทียบได้ ดังนี้ครับ [[112366]][[112367]][[112368]][[112369]][[112370]]


ความคิดเห็นที่ 87

2 ต.ค. 2551 16:43
  1. เนื่องจากเมื่อวานไปได้ โปรแกรม Adobe Deno  ซึ่งเป็นโปรแกรมบันทึกเสียงแบบวิเคราะห์ความถี่ และโปรแกรม Melodyne Deno ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถเทียบความถี่เสียงกับตัวโน้ตมาค่ะ ก็เลยทดสอบดู ปรากฏว่า เมื่อเทียบออกมาแล้ว เสียงวรรณยุกต์ที่สูงที่สุด กลับเป็น เสียงโท ค่ะ ไม่ใช่เสียง ตรี อย่างที่เข้าใจแต่แรก  ก็เลยส่งข้อมูลมาให้อาจารย์ดูกลุ่มอักษรกลาง  เสียงที่อัดคือ จา จ่า จ้า จ๊า จ๋า จา = 198 Hz  = G3จ่า  = 146 Hz  = D3 จ้า  = 269 Hz  = C4จ๊า  = 207 Hz  = Ab3จ๋า  = 142 Hz  = Db2จะเห็นได้ว่า ถ้าต้องไล่จากต่ำ ไป สูง ก็คือ จัตวา เอก สามัญ ตรี และก็โท ตามลำดับกลุ่มอักษรสูง คำว่า สู สู่ สู้สู =170 Hz =E3สู่ = 174 Hz =F3สู้ = 352 Hz =F4ไล่จากต่ำไปสูงก็คือ เสียง จัตวา (รูปสามัญ) เอก และโท ตามลำดับและกลุ่มอักษรต่ำ คำว่า ใย ใย่ ใย้ใย = 194 Hz =G3ใย่ = 275 Hz =Db4ใย้ = 213 Hz =Ab3ไล่จากต่ำไปสูงคือเสียง สามัญ ตรี(รูปโท)และโท(รูปเอก ตามลำดับ)นี่เป็นตัวอย่างแค่บางส่วนค่ะและในกลุ่มอักษรคู่ระหว่างอักษรสูงและต่ำ เมื่อลองนำมาผันรวมกันเพื่อให้ครบห้าเสียง เช่น คา  ข่า  ข้า/ค่า  ค้า  ขา  ผลที่ได้ก็เหมือนกับอักษรกลางค่ะ เพียงแต่ระดับความถี่มีแตกต่างไปบ้าง แต่ยังไล่ลำดับจากต่ำไป สูง ตามเสียง จัตวา เอก สามัญ ตรี และ โท เช่นกันค่ะก็เป็นอันว่าดิฉันได้ข้อสรุปแล้วค่ะ แต่ยังไงก้ต้องขอขอบคุณอาจารย์มากค่ะ


ความคิดเห็นที่ 88

แขชนะ
2 ต.ค. 2551 17:19
  1. ต้องอย่าลืมนะครับว่า เสียงคนแต่ละคนที่ให้พูดคำเดียวกัน จะมีความถี่ไม่เท่ากัน เสียงผู้หญิงก็ไม่เท่ากับผู้ชาย ถ้าให้คนสองคนพูด กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า จะให้ชุดของสเปคตรัม ไม่เท่ากัน แต่อาจเล่น Shift ไปบ้างเล็กน้อย บางที่ก็ใช้ Flat และ Sharp มาช่วยในการเลื่อนเสียงด้วยครับความจริงน่าทดลองเพิ่มโดยใช้โปรแกรมของคุณนะครับ ให้ผู้ชายและผู้หญิงพูดเหมือนกัน กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า แล้วดูสเปคตรัมเปรียบเทียบ ผมมั่นใจได้เลยครับว่าสเปคตรัมไม่เหมือนกัน ผู้ชายจะให้ชุดสเปคตรัมเสียงต่ำกว่าครับอีกอย่างหนึ่งคือ เสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา จะใช้เสียงความถี่เดียวกำเนิดเสียงไม่ได้ครับจากที่คุณทดลอง  จา = 198 Hz  = G3จ่า  = 146 Hz  = D3 จ้า  = 269 Hz  = C4จ๊า  = 207 Hz  = Ab3จ๋า  = 142 Hz  = Db2จ้า กับ จ๋า มันจะไม่ได้ความถี่ คงที่ดังที่ได้นี้ครับ จะต้องเป็นแถบของความถี่


ความคิดเห็นที่ 91

แขชนะ
11 ก.พ. 2552 15:07
  1. [[129924]]นี่คือหนังสือเกี่ยวกับภาษาอีสานที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง สารานุกรม ภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ดร.ปรีชา พิณทอง[[129977]]

ความคิดเห็นที่ 96

17 มิ.ย. 2552 10:54
  1. ดีใจมากค่ะ ที่ได้เรียนรู้จากกระทู้ต่างๆ(แม้ว่าจะช้าไปบ้าง)ขอบคุณในวิทยาทานจากผู้รู้


ความคิดเห็นที่ 98

krupanya s
15 พ.ย. 2552 10:12
  1. คุณแขชนะน่าจะเป็นนักภาษาศ่าสตร์ได้อีกแขนงหนึ่งเลยนะครับ  เยี่ยมจริงๆ


ความคิดเห็นที่ 104

22 ต.ค. 2553 23:17
  1. ปัจจุบันคนที่พูดสำเนียงต่างๆ มักจะใช้คำอีสานหรือลาว เพียงแต่ยังคงรักษาสำเนียงของตนเองไว้ จากประสบการณ์ที่เป็นคนสกลนคร มา 30 กว่าปี สอนภาษาไทยมามากกว่า 10 ปี พอสังเกตได้ดังนี้ 1. ลาวอีสานไม่มีอักษรควบกล้ำ แต่โย้ยอากาศอำนวยมี ว ควบกล้ำ เช่น ไทยกลาง = ควาย ไกว สาย ทาย ลาวอีสาน = ควย(เสียงเอก) ก่วย สวย ทวย โย้ย = คว้าย (เสียงโท ลากเสียงจากโทสูงลงโทต่ำ) ไกว๋ สวาย ทวาย 2. สระ อัย ของลาวและโย้ยต่างกัน เช่น ไทยกลาง,ลาวอีสาน ใจ = จอ - อะ - ยอ - จัย โย้ย ใจ๋ = จอ - อะ - ยอ - วอ - จัยว (นำ ย สะกด แล้วตามด้วย ว สะกด ในคำเดียวกัน ) *ประมาณนั้น * ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 105

12 ส.ค. 2554 14:53
  1. การใช้คำว่า ฮัก = รัก (ความรัก = ความฮัก) ฮักแพง=รัก(ความรักที่ไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว) ฮัก จะไม่ใช้กับ (รักษ์) ในภาษาไทยกลาง ครับผม

ความคิดเห็นที่ 106

ครู...ชิต
26 มี.ค. 2556 09:33
  1. สุดยอดครับท่าน ดร. ขอชื่นชมในผลงาน ขอให้กำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆสู่ชุมชน ประเทศชาติ ถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่างความดี กับความรวย ผมว่าความดีจะอยู่่ตราบนานเท่านาน ส่วนความรวยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ดังนั้นเรามาสร้างความดีกันเถอะครับ เพื่อสังคมไทยจะได้อยู่อย่างยั่งยืนและตลอดไปครับ


ความคิดเห็นที่ 107

NpS
30 มี.ค. 2556 07:46
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 12 ส.ค. 2554 (14:53) การใช้คำว่า ฮัก = รัก (ความรัก = ความฮัก) ฮักแพง=รัก(ความรักที่ไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว) ฮัก จะไม่ใช้กับ (รักษ์) ในภาษาไทยกลาง ครับผม --------------------------------------------- สำหรับความรักของหนุ่มสาว ภาษาอีสาน ใช้คำว่า "มัก"  เช่น "ข้อยมักเจ้าหลาย"   (ผมรักคุณมาก)ภาษาอีสาน  ออกเสียงง่ายๆ ไม่มีควบกล้ำ ไม่มีสระเอือ เช่น เกลือ ออกเสียงเป็น เีีกีย เสือ ออกเสียงเป็น เสีย ตัว ร. เรือ  ออกเสียงยาก อีสานออกเสียงเป็น ล.หมดการออกเสียงง่ายๆ แต่ชาวอิสานออกเสียงให้มันยาก ก็มี  เช่นหนัก  อีสานออกเสียงเป็น หนั๋ก ฝัก อีสานออกเสียงเป็น ฝั๋ก ดก อีสานออกเสียงเป็น ด๋ก หรือคำตาย อักษรกลาง อักษรสูง ต้องเป็นเสียงจัตวาถ้าเป็นคำตายในอักษรต่ำ ภาษากลางออกเสียงตรี  อีสานออกเสียงกลาง  เช่น นก (เสียงตรี) อีสานออกเสียงเป็น นก(เสียงกลาง)  อาจจะไม่เข้าใจ ลองผันคำว่า นก ให้เหมือนคำต่อไปนี้ซิครับนง   หน่ง   น่ง   น้ง   หนงนก  หนก  น่ก  นก  น๋กอีสานจะออกเสียงเหมือน นก  ตัวแรก (ไม่มีสัญลักษณ์ให้ออกเสียงได้ถูกต้อง) โดยให้ออกเป็นเสียงกลางเหมือน นง (ลองออกเสียงดูซิครับ) นก ตัวที่ 4 เป็นเสียง ตรี (น้งเป็นเสียงตรีแต่ใช้วรรณยุกโท)

     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น