วิชาการดอทคอม ptt logo

เคล็ดลับการพูดภาษาอีสานแบบฟิสิกส์ควันตัม

โพสต์เมื่อ: 06:49 วันที่ 28 มิ.ย. 2550         ชมแล้ว: 78,210 ตอบแล้ว: 108
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์
ผมและครอบครัวเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ในวัยเด็กพ่อของผมต้องไปทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ผมจึงต้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่และเรียนหนังสือเป็นเวลา 2 ปีที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ ขณะนั้นผมเรียนชั้นมัธยมต้น ในระยะแรกที่ไปอยู่นี้ผมมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับสภาพและภาษาท้องถิ่น ภาษาถิ่นอีสานจึงดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม พยายามหัดพูดเพียงใดก็ทำได้ไม่เหมือน เพื่อนๆมักจะล้อเลียนและตั้งฉายาเป็นภาษาถิ่นแปลกๆให้ผม แถมยังเอาพันธุ์ไม้แปลกๆมาหลอกเล่น เช่นพวก “เครือตดหมา” เป็นต้น ผมโชคดีที่มีพ่อเป็นคนช่างสังเกตและเข้าใจหลักการใช้ภาษาต่างๆ พ่อแนะว่าวิธีที่จะพูดภาษาอีสานให้เหมือนคนท้องถิ่นภายในเวลาไม่นานก็คือจะต้อง “รู้ภาษาไทยอย่างแตกฉาน” พ่อเล่าว่าภาษาไทยมีลักษณะเด่นบางอย่างคือมีเสียงวรรณยุกต์ที่สามารถเลียนเสียงคล้ายดนตรีได้ จึงสามารถเปล่งเสียงให้คล้ายภาษาต่างๆได้ เพียงแต่เราต้องสังเกตและจับหลักการให้ได้เท่านั้น พ่อเล่าถึงประสบการณ์เมื่ออยู่ต่างประเทศ และใช้ภาษาไทยช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจนได้เหมือนหรือใกล้เคียง ตอนหลังผมลองนำมาใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ก็ปรากฏว่าใช้ได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้จักภาษาไทยให้ดีเสียก่อน
สมัยเด็กผมชอบเรียนด้านภาษาและทำคะแนนได้ดีพอๆกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่กลัวหางานทำยากจึงมาเรียนฟิสิกส์ ต่อมาโชคดีได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกเลเซอร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผ้สประสบการณ์ใหม่ และได้สังเกตว่า การผันเสียงภาษาไทยภาคกลางให้เหมือนภาษาอีสานมีลักษณะคล้ายกับหลักการของกลศาสตร์ควันตัมที่เริ่มต้นที่เยอรมนี เปรียบได้กับการกระโดดขึ้นและลงของอิเล็กตรอนเพื่อเปลี่ยนระดับพลังงาน (Quantum Jump) และบางครั้งก็มีข้อบังคับพิเศษเพื่อเปลี่ยนระดับในกรณีที่พลังงานสูงสุด หรือ Selection rules ที่ใช้กับอักษรสูง
หลักการที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้ หลักการที่สำคัญคือ ต้องใช้หลักการผันรูปและเสียงวรรณยุกต์เป็นหลักใหญ่ โดยแบ่งการผันเป็น 3 กลุ่มคือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ส่วนใหญ่เวลาผันมักจะลดรูปวรรณยุกต์ในภาษากลางลง 1 ขั้น เหมือนกับการกระโดดกลับลงมาของอิเล็กตรอนเพื่อให้พลังงานต่ำลง 1 ชั้นก็จะเป็นภาษาอีสาน หรือบางครั้งรูปวรรณยุกต์สูงสุดแล้ว เหมือนพลังงานสูงสุดพร้อมที่จะ ionize ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น

1. อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ถ ฐ ผ ฝ ศ ส ษ ห
คำเป็น : สามัญ เช่น คำว่า “ไข” อ่านออกเสียงวรรณยุกต์จัตวา ซึ่งเป็นเสียงสูงสุด ในภาษาอีสานให้คงจัตวาไว้ อ่านว่า “ไข”
เอก เช่น คำว่า “ไข่” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น (เหมือนลดพลังงานลง 1 ระดับ) กลายเป็น “ไข” ซึ่งยังเป็นเสียงสูง (พลังงานยังสูงอยู่) ต้องใช้อักษรต่ำที่คู่กับอักษรสูง มาใส่แทน ซึ่งในที่นี้คือ ค ในภาษาอีสานจะอ่านเป็น “ไค”
โท เช่น คำว่า “ไข้” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ในภาษาอีสานอ่านว่า “ไข่”

คำตาย : เช่นคำว่า “ผักสด” ในภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ “พักซด”

2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ
คำเป็น : สามัญ เช่น “กิน” เสียงสามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้ผันขึ้น 1 ขั้น (กระโดดเปลี่ยนพลังงาน 1 ขั้น) เป็น “กิ่น”
เอก เช่น “ป่า” เสียงวรรณยุกต์เอก มีขั้นอยู่แล้วให้ลดขั้นลง 1 ขั้น เป็น “ปา”
โท เช่น “บ้า” รูปและเสียงวรรณยุกต์โท หรือพลังงานอยู่ตรงกลาง (Optimum state) ให้คงเดิม เป็น “บ้า”
ตรี เช่น “ตื๊อ” ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า “ตื้อ”
จัตวา เช่น “ตี๋” รูปวรรณยุกต์สูงสุด (พลังงานสูงสุด) ให้คงเสียงเดิม เป็น “ตี๋”แต่อ่านให้สั้นกว่าเดิม
คำตาย เสียงยาว เช่น “แตก” ให้คงเสียงเดิม เป็น “แตก”
เสียงสั้น เช่น “ตก” ภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ “ต๊ก”

3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว เช่น น ม ค ฟ เป็นต้น
คำเป็น : สามัญ เช่น “นา” รูปและเสียงวรรณยุกต์สามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้เพิ่ม 1 ขั้น อีสานอ่านว่า “น่า”
เอก เช่น “ค่า” ให้ลดระดับลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า “คา”
โท เช่น “หน้าม้า” รูปวรรณยุกต์โททั้งคู่ (กลุ่มพลังงานสูงสุดของอักษรต่ำ) ให้ลดลง 1 ขั้น อีสานอ่านว่า “หน่าม่า”
คำตาย : เสียงยาว เช่น “หมาก, เลือก” ให้ออกเสียงวรรณยุกต์เอก อีสานอ่านเป็น “หมาก, เหลือก”
เสียงสั้น เช่น “มด” บางคนคนเสียงเดิม บางคนออกเสียงวรรณยุกต์เป็น “หมด”
เช่น “หมด” อีสานออกเสียงเป็นวรรณยุกต์ตรีคือ “มด”

หลักการออกเสียงภาษาอีสานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน แต่มีข้อสังเกตที่สรุปได้ดังนี้
1. ถ้าเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาในภาษากลาง ในภาษาอีสานก็จะคงเสียงเดิมไว้เช่นเดียวกัน
2. อักษรกลางคำเป็นรูปและเสียงวรรณยุกต์โทเหมือนกัน ให้คงเสียงวรรณยุกต์โทไว้ตามเดิม
3. การผันเสียงภาษากลางให้เป็นภาษาอีสานมักใช้วิธีลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นเป็นส่วนใหญ่
4. เสียงสามัญไม่สามารถลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นก็ให้ใช้การเพิ่มรูปวรรณยุกต์ 1 ขั้นแทน
5. หากมีการลดขั้นของรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นแล้วกลายเป็นเสียงจัตวา ก็ให้เปลี่ยนเสียงจัตวานี้ไปเป็นเสียงสามัญ เช่น “ไข่” อีสานออกเสียงเป็น “ไค” และ “หมู่” ภาษาอีสานออกเสียงเป็น “มู”
6. คนอีสานมักไม่ใช้คำควบกล้ำ
7. ในบางท้องที่นอกจากจะออกเสียงโดยการผันวรรณยุกต์แล้ว ยังผันสระไปเลยก็มี เช่น คำว่า “เกลือ” ในภาษากลาง คนอีสานแถวๆอุบลราชธานี ยโสธร หรือ อำนาจเจริญบางเขต ออกเสียงเป็น “เกี่ย”
8. บางครั้งตัว ร. เรือ ในภาษากลาง ทางอีสานจะใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น คำว่า ”หมู่เรา” อีสานจะอ่านว่า “มูเฮ่า” ผมเข้าใจว่าการอ่านตัว ร. เรือ เป็น ฮ. นกฮูกนี้ น่าจะมาจากการอ่านสลับกับของภาษาลาวในยุคโบราณ เพราะในภาษาลาวนั้น ตัว ร. เรือ และ ฮ. นกฮูก เขียนคล้ายกันมาก เพียงแต่ ปลายหางตัวอักษร ร. เรือของลาว ชี้ลง ในขณะที่ ฮ.นกฮูกเขียนเหมือน ร. เรือแต่หางชี้ขึ้น อันที่จริงตัว ร. เรือในภาษาลาวใช้น้อย เพราะเขามักจะใช้ ล. ลิง แทน ส่วนตัว ร. เรือ เช่น เรารักโรงเรียน มักใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น เฮาฮักโฮงเฮียน (ภาษาอีสานออกเสียงว่า เฮ่าหักโฮ่งเฮี่ยน) เป็นต้น
9. ตัว ห.หีบ และ ย.ยักษ์ คนอีสานมักมีเสียงออกทางจมูก ถ้าลองวิเคราะห์เสียงภาษากลางเปรียบเทียบกับภาษาอีสาน โดยให้พูดประโยค “ผมหิวข้าวเหนียว” โดยใช้ Fourier Transform จาก Time Domain ของสัญญาณเสียงพูดให้เป็น Frequency Domain จะเห็นความแตกต่างของ สเปคตรัมของความถี่ดังรูป


สำเนียงภาษากลาง สำเนียงภาษาอีสาน


ที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อออกเสียงให้เหมือนคนอีสานเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาคำศัพท์เฉพาะที่ต่างจากภาษาภาคกลาง หัดแรกๆอาจดูยาก แต่ถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆก็จะสามารถพูดออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ ผมจากหนองคายมา 38 ปีแล้วก็ยังพูดอีสานได้ไม่เคยลืม

ก่อนจบบทความนี้จะขอยกตัวอย่างประโยคในภาคกลาง แต่ผันเป็นสำเนียงคนอีสาน เช่น “ตอนนี้เราไปซื้อปุ๋ยมาใส่นา แล้วไปซื้อเกลือมาใส่หมากเขือ (มะเขือ) เรากินข้าวกัน แล้วเว้า(พูด) ภาษาอีสานกันให้คือ (เหมือน)คนอีสานแท้ๆ” เมื่อผันเป็นสำเนียงอีสานจะได้ว่า “ต่อนนี่เฮ่าไป่ซื่อปุ๋ยม่าใซน่า แล่วไป่ซื่อเกื่อม่าใซหมากเขือ เฮ่ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ่าษาอี่สานกั่นให่คื่อค่นอี่สานแท่ๆ” ลองพูดสำเนียงที่ผันแล้วนี้ให้คนอีสานฟัง แล้วถามเขาว่าคุณพูดภาษาอีสานเพี้ยนไปหรือไม่

แขชนะ นารีวงศ์
44543


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 94 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 มิ.ย. 2550 (07:59)
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ในทุหกรณี่ที่กล่าวมา ผมอยู่ขอนแก่น 10 ปีแล้ว พูดอย่างไรก็ไม่เหมือนคนขอนแก่นแม้ว่าจะพูดอีสานได้ พอไปเจอคนขอนแก่แท้ ๆ ที่กรุงเทพ เขาฟังผมพูดแค่ประโยคแรกก็รู้เลยว่าผมคนขอยแก่นปลอม
tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 มิ.ย. 2550 (22:47)
เพี้ยนแล้วครับ

คนอิสานแท้ๆ ยังเขียนเพี้ยนเลย

ต้องอย่างนี้ครับ



“ต่อนนี่เฮ้าไป่ซื่อปุ๋ยม้าใซน้า แล่วไป่ซื่อเกื่อม้าใซหมากเขือ เฮ้ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ้าษาอี่สานกั่นให่คื่อค้นอี่สานแท่ๆ”



อักษรต่ำ ผสมกับสระเสียงยาว ไม่มีวรรณยุก ในภาษาภาคกลาง นั้น

ในภาษาอีสานต้องผันด้วยไม้โท นะครับ เช่น

มา ออกเสียงเป็น ม้า

แตงโม เป็น แต่งโม้

คาคอ เป็น ค้าค้อ

เรา เป็น เฮ้า

ใน เป็น ใน้

เรือ เป็น เฮื้อ



แต่เวลาออกเสียง ต้องปล่อยไปตามสบาย



เช่น นา (ที่ปลูกข้าว) อีสานออกเสียงเป็น น้า.. . . . (ปล่อยลมหรือเสียงไปตามสบาย ไม่ต้องกดหรือบังคับเสียงไว้)



แต่คำว่า น้า (น้องของแม่) ในภาษาภาคกลาง จะต้องกดหรือบังคับเสียงเอาไว้





คำว่า "น้า"ในภาษาอีสานหมายถึงที่ปลูกข้าว กับ "น้า" ในภาษาภาคกลางหมายถึงน้องของแม่ ออกเสียงเหมือนกัน ต่างกันตรงที่



ถ้าเป็นดนตรี



"น้า" ในภาษาอีสาน ดีดแล้วปล่อยเลยให้เสียงเงียบเอง

"น้า" ในภาษาภาคกลาง ดีดแล้ว ใช้มือกดไว้(เพื่อให้เสียงเงียบ)



ถ้าคุณสามารถใช้เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด (เป็นลิ่มๆ) เช่น เปียโน เมโลเดียน เป็นเสียงพูดได้ คุณจะสามารถบอกข้อแตกต่างได้ดี



ลองใช้เครื่องดนตรีดังกล่าวเล่นตามเสียงต่อไปนี้ซิครับ



กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า

ใคร อยู่ ใต้ น้ำ ไหล

มา ก่อน พ่อ แล้ว หรือ



เสียงสามัญ เสียงเอก และเสียงตรี ใช้คีย์เดียวได้เลย

แต่เสียงโท และเสียงจัตวา ต้องใช้ 2 คีย์(เร็วๆ)



แต่ถ้าใช้ซอ หรือ ไวโอลิน ละก็ คนเก่งๆ สามารถสีเลียนเสียงพูดได้สบายมาก
np (IP:58.8.93.195)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 มิ.ย. 2550 (23:29)
"เพี้ยนตรงไหนครับ" ผมพูดว่า

.......

หลักการที่กล่าวนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้........



ที่คุณบอกมาข้างบนนั้นแสดงว่าเป็นมาตรฐานของภาษาอิสานใช่ไหมครับ? คนอิสานทุกคนทุกจังหวัดต้องพูดแบบคุณใช่ไหมครับจึงจะถูกต้อง 100 % และไม่เพี้ยน ถ้าเช่นนั้นต้องขอขอบคุณมากที่ให้คำแนะนำ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 29 มิ.ย. 2550 (08:02)
ผมหมายถึง ภาษาอีสานส่วนใหญ่ ครับ ที่ได้ยินทั่วไป ที่กรุงเทพและต่างจังหวัด ในวิทยุโทรทัศน์ แม้กระทั่งปักษ์ใต้หรือต่างประเทศ



ขอโทษครับ ผมไม่เคยได้ยินคนหนองคายพูดภาษาถิ่นของเขาจริงๆ

รู้จักคนหนองคายหลายคน แต่เขาพูดภาษา"อีสานกลาง" ครับ

รู้จักชาวจังหวัดเลยและชาวภูไทในจังหวัดมุกดาหาร หลายคน เมื่อพูดกับชาวอีสาน เขาจะใช้ภาษากลางของอีสาน

แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มของเขา เราจะฟังไม่รู้เรื่อง



มีคนให้ชาวจังหวัดเลยพูดข้อความว่า "อีนาง อีนาง สีข้าวหรือยัง" เจ้าของโรงสีเล็กถามลูกสาวซึ่งเป็นพนักงานสีข้าว

ลูกสาวตอบว่า "สีแล้ว เอาฮำเขานำ"

แปลว่า "สีแล้วค่ะ เอารำเขาด้วยแล้ว"(แทนค่าจ้าง)



เมื่อชาวเลยพูดออกมา ชาวอีสานก็ฮากันตึง (เพราะอะไร ไปลองเอง)



นานๆ จะได้ยินภาษาอิสานที่แปร่งไปจากปกติ เช่น

"ทางด่วน" อีสานส่วนมาก จะพูดว่า "ท้างดวน" ดีเจวิทยุคนหนึ่ง(เป็นชาวสกลนคร)พูดว่า "ทางด้วน"



ภาษาไทยทุกภาคสามารถใช้วรรณยุกผันตามได้ <เกือบ>ทุกคำครับ

และใช้เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด เลียนเสียงได้เกือบหมด



พัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกตรี ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง สามัญ

ดัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกเอก ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง จัตวา

หนัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกเอก ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง จัตวา
np (IP:202.57.179.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 มิ.ย. 2550 (08:10)
อ้าว โพสต์เสร็จ ลองเข้ามาอ่าน พบว่า พิมพ์ผิด ครับ

ขอแก้เป็น วรรณยุกต์
np (IP:202.57.179.17)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 มิ.ย. 2550 (08:38)
ในไทยอีสาน ไทยลาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงกลืนเผ่าพันธุ์อื่น ๆ แทบหมด อีสานตอนเหนือมีสัก แปดเผ่าพันธุ์ เช่น ภูไท ญ้อ แสกโซ่ ไทยลาว และอีกหลายเผ่า ผมพูดได้สองสำเนียงคือญ้อกับไทยลาว (อีสาน) ภาษาอีสานผมจึงเพี้ยนมาก



แต่ผมไปสกลนครนับสิบครั้งไม่เคยเจอคนพูดภาษาญ้อแม้แต่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่อำเภอเมืองญ้อเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดเข้าใจว่าปะปนกับเผ่าอื่น ๆ จนภาษากลายพันธุ์ไปหมดแล้ว ถ้าจะฟังภาษาญ้ออย่างถูกต้องราว ๆ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ต้องไปฟังคนแก่ ๆ แถวอรํญประเทศพูดเพราะคนแถวนั้นไม่ค่อยปะปนกับภาษาอื่น



การข่มขืนทางภาษาเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลบังคับให้พูดภาษาของคนกรุงเทพ จนภาษาถิ่นสูญหายไปมาก เรามีภาษาถิ่นกว่า 70 ภาษา แต่นอนนี้คงเหลือคนพูดได้ไม่มากแล้ว ต่อไปเราคงหาคนอ่านเอกสารโบราณได้ยากเพราะภาษาคนกรุงเทพเปลี่ยนเร็วมาก ผมชอบเรียกภาษาคนกรุงเทพเพราะภาษาไทยไม่มีเฉพาะภาษาคนกรุงเทพเท่านั้นครับ



อักษรที่เราใช้เขียนในตอนนี้ใช้บันทึกเสียงภาษาไทยได้ไม่ครบเสียงหรอกครับ ต้องใช้อักษรสัทศาสตร์แบบละเอียดถึงจะบันทึกได้ครบถ้วน เสียงยังแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของคนพูดด้วย เช่น ผึ้ง กับ ช้าง การออกเสียงจะมีหลายโทนความหมายก็จะต่างกันไปแต่ก็ยังเป็นผึ้งหรือช้างอยู่
tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 29 มิ.ย. 2550 (10:32)
ขอบคุณ คุณtkesmala มากครับที่แสดงความคิดเห็นและห่วงใยในสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอีกแง่มุมหนึ่งทางวัฒนธรรมทางภาษาถิ่นของไทยเรา



ต้องขอเรียนตามตรงว่าผมเองไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และไม่เคยบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและอวดรู้ทางภาษา และไม่เคยทราบว่า "ภาษากลาง"ของอีสานเป็นอย่างไร แต่เป็นเพียงนักฟิสิกส์เลเซอร์ระดับสูงที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์ แต่สนใจและชอบสังเกตความสัมพันธ์ทางกายภาพต่างๆรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงดงามและความหลากหลายทางภาษาที่เรามีอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ



ผมเป็นคนกรุงเทพ เกิดบริเวณริมเกาะรัตนโกสินทร์ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในกรุงเทพและใช้เวลาอยู่ในจังหวัดหนองคายเพียง 2 ปีในวัยเด็ก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอบรู้ภาษาอีสานอย่างแตกฉาน แต่ผมจะรู้สึกเคืองอย่างมากทุกครั้งที่ผมได้ยินเด็กตามปั๊มน้ำมันหรือในโรงแรมหรูๆที่เราไปใช้บริการบอกว่าเจ้านายห้ามพูดภาษาอีสานในบริเวณที่ทำงาน(แม้แต่จะพูดกับเพื่อนที่มาจากบ้านเดียวกัน)เนื่องจากเจ้านายบอกว่าเป็นภาษาของขี้ข้า



ผมนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่ว่า ยังมีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางภาษาถิ่นของเราอีกมาก และสามารถทำการวิจัยในระดับสูงได้มากทีเดียว ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นเพื่อนๆของผมต้องไปเรียนปริญญาเอกทางภาษาไทยในต่างประเทศ

ข้อเขียนที่ผมนำมาเสนอเป็นเพียงข้อสังเกตในแง่มุมเล็กๆแง่มุมหนึ่งเท่านั้น มิได้อวดอ้างว่าเป็นตัวแทนของคนอีสานทั้งหมด และการที่จะออกเสียงไม่เหมือนคนอีสานในจังหวัดต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามชุมชนต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางภาษาอีสานที่เดินทางสัมผ้สกับคนอีสานทั้งภาค ประสบการณ์วัยเด็กในอีสานเพียง 2 ปี กรุณาอย่าคาดว่าผมรอบรู้เรื่องนี้ และหากมีข้อผิดพลาด ก็เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัวจากมุมมองของคนกรุงเทพ ซึ่งอาจเป็นความเขลาที่เกิดจากองค์ความรู้ทางภาษาที่จำกัดของผม แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าผมมีเจตนาจะทำลายหรือทำให้ภาษาถิ่นใดวิบัติ ในทางกลับกันผมกลับเห็นว่าเราควรใส่ใจทะนุบำรุงและจรรโลงสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเรา คุณtkesmala พูดถุกที่ว่าอักษรที่เราใช้เขียนเพื่อบันทึกเสียงภาษาไทยได้ไม่ครบเสียง ต้องใช้อักษรสัทศาสตร์แบบละเอียดถึงจะบันทึกได้ครบถ้วน เสียงยังแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของคนพูดด้วย เช่น ผึ้ง กับ ช้าง การออกเสียงจะมีหลายโทนความหมายก็จะต่างกันไปแต่ก็ยังเป็นผึ้งหรือช้างอยู่ ผมจำได้ว่าในโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่เรีบกชื่อคนไข้ ถ้าใช้เสียงสั้นกับเสียงยาวจะให้อารมณ์ที่ต่างกันมาก เช่น เมื่อลากเสียงยาว นาง ก. ก็ฟังไพเราะดี แต่ถ้าพูดเสียงสั้น นัง ก. จะให้อีกอารมณ์หนึ่ง (อารมณ์ขันน่ะครับ)



การเปลี่ยนแปลงทางภาษาพูดมีผลอย่างมากกับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน คนหนุ่มสาวปัจจุบันสร้างคำศัพท์ใหม่ๆออกมามากมาย คนในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้าคงจะปวดหัวกับการสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกตามที่ต่างๆด้วยคำศัพท์แปลกๆ แม้แต่คำว่า "เชย" เป็นคำไทยโบราณ เป็นคำโดดที่ให้ความหมายที่งดงาม เช่น ชมเชย ชื่นเชย กลับกลายเป็นความหมายในแง่ลบ เพราะนิยายชื่อดังในอดีต เรื่อง พล นิกร กิมหงวน ของ คุณ ป. อินทปาลิต ที่มีตัวละครในท้องเรื่องที่มาจากบ้านนอกทำอะไรเปิ่นๆ แต่บังเอิญมีชื่อว่า "เชย"



ผมเป็นนักฟิสิกส์ หากจะวัดค่าใดออกมาเป็นตัวเลขคร่าวๆเราใช้การประมาณ คนวัยรุ่นปัจจุบันนี้เก่งมากครับ สามารถวัดอารมณ์และความรู้สึกเป็นค่าออกมาได้ เช่น มีความรู้สึกประมาณว่าดี บรรยากาศประมาณว่าร้อน มีความประพฤติประมาณว่าแย่ ผมฟังแล้วรู้สึกขัดหูจัง



ขอขอบคุณ คุณ tkesmala อีกครั้งครับที่แสดงความคิดเห็นบนเวทีที่สร้างสรรค์นี้ และต้องขออภัยคุณ np ที่ผมได้แสดงความเขลาที่ภาษาอีสานออกไปโดยมิได้เจตนา หากแต่เพียงให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงมรดกที่มีค่าทางภาษาถิ่นของไทยเราเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นอื่น
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 29 มิ.ย. 2550 (15:01)
ผมสอนหนังสือที่เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาวจ้วงทางตอนใต้ของจีน ชาวจ้วงมีประมาณ 12 ล้านคน ภาษาจ้วงมีรากของภาษาเช่นเดียวกับภาษาไทย ผมมีลูกศิษย์หลายคนที่เป็นคนจ้วง ภาษาที่เขาใช้หลายคำเหมือนภาษาไทยโบราณ ปนกับภาษาอีสาน และไทยล้านนา ที่นีมีสถาบันวิจัยเกี่ยวกับภาษาจ้วง ทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง และใช้เครื่องมือทันสมัยต่าง เช่น Sound Synthesizer/analizer และมีราชบัณฑิตของจีนรับรองงานวิจัย แม้แต่ภาษาไทยของเราเองยังมีราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้รับผิดชอบเพื่อไม่ให้ภาษาของชาติวิบัติ



แต่ที่ผมสนใจคือ "ภาษาอีสานกลาง" ของคุณnp ผมติดตามงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอีสาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ผมเคยทำงานอยู่หลายปีมาแล้ว ก็ยังหาไม่พบ"ภาษาอีสานกลาง" ไม่ทราบว่าสถาบันใดที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาษาอีสานกลาง ทดลองสืบค้นจาก Internet ขณะนี้ก็ยังไม่พบ



ขอความกรุณาคุณ np ช่วยบอกแหล่งที่มาของสถาบัน "ภาษาอีสานกลาง" เพื่อที่ผมจะได้ติดตามหาข้อมูลเพื่อใช้อ้างอิงที่น่าเชื่อถือต่อไป ท่านผู้ใดทราบก็ช่วยบอกด้วยนะครับ ผมจนปัญญาจริงๆ



ขอบคุณครับ
dr.janchai
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 150 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 29 มิ.ย. 2550 (23:31)
กระทู้นี้ ผมคิดว่าดี มีประโยชน์

แต่ผมพลาดตอนที่เข้ามาครั้งแรกด้วยข้อความว่า "เพี้ยนแล้วครับ"

เพราะลืมนึกไปว่า อีสานนั้นมีสำเนียงแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

จึงทำให้บรรยากาศไม่ค่อยจะดี

ต้องขออภัยด้วยครับ



ในตำบลเดียวกันแต่คนละหมู่บ้าน ก็ยังเพี้ยนเลยครับ



สำหรับภาษา"อีสานกลาง"นั้น ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเองครับ ไม่มีใครรับรอง และไม่มีใครใช้ด้วย

โดยผมคิด(เอาเอง)ว่า เป็นภาษาที่ชาวอีสาน(รวมทั้งชาวเพชรบุรี ปราจีนบุรี พิจิตร ลพบุรี สระบุรี บางอำเภอ)ใช้กันมากที่สุด ได้ยินบ่อยที่สุด



สำหรับภาษาบางท้องถิ่น นานๆจะได้ยิน เช่นภาษาของชาวโคราช ภาษาเมืองเลย ภาษาภูไทย เป็นต้น



ภาษาของชาวสกลนคร นครพนม และชัยภูมิ ผมจัดไว้ในภาษาอีสานกลาง

แต่ภาษาถิ่นของหนองคายที่แท้จริง ไม่เคยฟัง แต่ก็เคยบอกแล้วว่ามีเพื่อนเป็นชาวหนองคายและเขาก็พูดเหมือนชาวอิสานทั่วๆ

เพื่อนๆกันที่เป็นคนจังหวัดเลย มุกดาหาร(ภูไท) เมื่อมารวมกลุ่มชาวอีสาน เขาก็พูดเหมือนคนอีสานทั่วไป แต่เมื่อเขาแยกไปคุยกับคนถิ่นเดียวกับเขา ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง

ผมก็เลยอุปโลกน์ขึ้นมาเองว่าภาษาที่คนอีสานส่วนมากใช้กันนั้น คือภาษา"อีสานกลาง"

ไม่มีหลักวิชาอื่นใด และไม่ได้ทำการวิจงวิจัยรวบข้อมูลอะไรหรอกครับ

ก็เรียนให้ทราบอย่างตรงไปตรงมา กลัวว่าเยาวชนจะนำไปใช้อ้างอิง
np (IP:58.8.88.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 30 มิ.ย. 2550 (00:27)
ขอบคุณคุณ np เป็นอย่างสูงที่ให้ความกระจ่างครับ

ผมคงหยุดเรื่องภาษาอีสานไว้เพียงเท่านี้ แต่จะย้ายไปคุยเรื่องภาษาเยอรมันแทน

สนใจตามไปคุยด้วยไหมครับ



เชิญไปที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=23773
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 30 มิ.ย. 2550 (11:09)
เห็นคุยกัน เกี่ยวกับภาษาอีสาน

ในฐานะที่เป็นคนขอนแก่น และใกล้ชิดกับ อุดร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธ์



ก็ให้สงสัยอยู่นิดหน่อยว่า กลุ่มจังหวัดข้างต้นดังกล่าว นั้นเป็นอีสาน ที่เป็นภาษาอีสานในกลุ่มใด



เท่าที่ทราบกัน เราจะเห็นได้ว่า แต่ละจังหวัดก็จะเคยเป็นเมืองเล็กๆ มีเจ้าเมือง มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของตัวเอง อย่างเช่น จังหวัดมาหาสารคามนี่ เขาจะมีอีกชื่อหนึ่งว่าตักศิลา ซึ่งได้ยินแล้วแปลกมาก ชื่ออำเภอต่างๆในมหาสารคามก็เป็นชื่อที่แปลกมาก ส่วนจังหวัดขอนแก่นนี่ก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเองค่อนข้างชัดเจนเช่นกัน



ผมคิดว่า ถ้าจะศึกษาภาษาอีสานจริงๆ เราคงต้องลงลึกเข้าไปดูถึง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือภูมิหลัง ของคนแต่กลุม แต่ละจังหวัด
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 30 มิ.ย. 2550 (11:50)
คัดลอกจาก http://www.msu.ac.th/satit/studentProj/2548/Selectted/M104/g11-I-sanNatural/index7.html<







...........................................



วัฒนธรรมอีสาน



ภาษาอีสาน

ภาษาพูดของคนอีสานในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพทาง

ภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับถิ่นใดรวมทั้งบรรพบุรุษของท้องถิ่นนั้นๆด้วย เช่น แถบ

จังหวัดศรีสะเกษสุรินทร์บุรีรัมย์มีชายแดนติดกับเขมรสำเนียงและรากเหง้าของภาษาก็จะ

มีคำของภาษาเขมรปะปนอยู่ด้วยทางด้านจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย

เลย ที่ติดกับประเทศลาวและมีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างมากก็จะมีอีกสำเนียง

หนึ่งชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นๆก็จะมีสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ เป็นของตนเองและ

ยังคงรักษาเอกลักษณ์นั้นไว้ ตราบจนปัจจุบัน เช่น ชาวภูไท ในจังหวัดมุกดาหารและนครพนม

ถึงแม้ชาวอีสานจะมีภาษาพูดที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นแต่ในภาษาอีสานก็มีสิ่ง

หนึ่งที่ยังคงมีความคล้ายกันก็คือลักษณะของคำและความหมายต่างๆที่ยังคงสื่อความถึงกัน

ได้ทั่วทั้งภาคด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอีสานต่างท้องถิ่นกันสามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี

ถ้าจะถามว่าภาษาถิ่นแท้จริงของชาวอีสานใช้กันอยู่ที่ใดคงจะตอบไม่ได้เพราะภาษาที่คน

ในท้องถิ่นต่างๆใช้กันก็ล้วนเป็นภาษาอีสานทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นภาษาที่มีความแตกต่างกัน

แต่ก็มีรากศัพท์ในการสื่อความหมายที่คล้ายคลึงกัน



ในปัจจุบันชาวอีสานตามเมืองใหญ่โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นได้หันมาใช้ภาษาไทยกลางกันมาก

ขึ้นเพราะวัยรุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาที่ดีเทียบเท่ากับคนในภาคกลางหรือ

กรุงเทพมหานคร ทำให้ภาษาอีสานเริ่มลดความสำคัญลง เช่นเดียวกันกับภาษาพื้นเมือง

ของภาคอื่นๆ แต่ผู้คนตามชนบทและคนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาอีสานกันเป็นภาษาหลักอยู่

ทั้งนี้คนอีสานส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอีสานของท้องถิ่นตนเองและภาษา

ไทยกลางหากท่านเดินทางไปในชนบทของอีสานจะพบการใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันไป

ดังที่กล่าวมาแล้วแต่คนอีสานเหล่านี้โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะสามารถสื่อสารกับท่าน

เป็นภาษาไทยกลางได้อีกด้วยทั้งนี้เพราะวัยรุ่นชาวอีสานใหญ่จะเข้ามาหางานทำใน

กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อก่อนจะไปหางานทำเฉพาะหลังฤดูทำนาแต่ในปัจจุบัน

วัยรุ่นส่วนใหญ่จะเข้ากรุงเทพฯและทำงานที่นั่นตลอดทั้งปีชาวอีสานที่ไปต่างถิ่นนอกจาก

จะหางานทำแล้วก็ยังมีการเผยแพร่วัฒนธรรมรวมทั้งภาษาของตนเองไปในตัวจะเห็นได้

จากในปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากเริ่มเข้าใจภาษาอีสานทั้งจากเพลงลูกทุ่งภาษาอีสานที่

ี่ได้รับความนิยมกันทั่วประเทศและจากคนรอบตัวที่เป็นคนอีสาน ทำให้ภาษาอีสานยังคง

สามารถสืบสานต่อไปได้อยู่ถึงแม้จะมีคนอีสานบางกลุ่มเลิกใช้
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 30 มิ.ย. 2550 (12:01)
มี link ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ

ระบบเสียงภาษาไทยถิ่นอีสาน http://cyberlab.lh1.ku.ac.th/elearn/faculty/human/hm19/lesson3_2_2.htm
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 30 มิ.ย. 2550 (12:09)
มี link ที่เล่านิทานเป็นสำเนียงภาษาอีสาน ลองเข้าไปฟังดูนะครับ http://thaiarc.tu.ac.th/folktales/northeastern/index.html
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 30 มิ.ย. 2550 (14:45)
44693
ขอบคุณมากครัยที่เสาะแสวงหาข้อมูลหลากหลายจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

ความจริงเรื่องของการกระจายและผสมผสาญของวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน สลับซับซ้อนและน่าติดตามศึกษามาก



ผมเคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การ UNESCO ไปสอนหนังสือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว ผมพูดและเขียนภาษาลาวได้ก็ยิ่งสะดวกให้ เลยทำหน้าที่ล่ามให้ผู้เชี่ยวชาญ UNESCO คนอื่นๆด้วย ภาษาลาวเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่างจากที่ผมเคยไปอยู่เมือ 30 กว่าปีก่อน ระหว่างงานเลี้ยงรับรองผู้เชี่ยวชาญ ท้าวสีคำตาด อธิบดีกรมสามาญศึกษาขณะนั้น ได้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆมากมายของวัฒนธรรมสองฝั่งโขงที่น่าสนใจ มีสองสิ่งที่ท่านเป็นห่วง อิทธิพลของสถานีโทรทัศน์ไทยที่ลาวรับได้บริเวณชายแดน คนลาวชอบดูโทรทัศน์ไทยมากกว่า วัฒนธรรมธรรมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมของชาวตะวันตกที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมใหม่ของไทย จะมีผลต่อวัฒนธรรมลาวอย่างแน่นอน ท่านเล่าว่าตั้งแต่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ทำให้มีคดีอาชญกรรมเกิดขึ้นกว่าเดิมมากมาย (ท่านไม่ได้พูดครงๆว่าสาเหตุเกิดจากอะไร) และที่สำคัญเรามักพูดเสมอว่า "ไทย-ลาว นั้นพี่น้องกัน" ข้าราชการลาวระดับสูงดูจะไม่ค่อยชอบฟังคำนี้ เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ ลาวมักจะเป็นน้องทุกที เขาชอบคำว่าเพื่อนบ้านมากกว่า

ผมส่งรูปการอบรมครูที่ลาวเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมาให้ดู
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 30 มิ.ย. 2550 (14:51)
44694
นี่ก็อีกรูปหนึ่ง กำลังอบรมเกี่ยวกับสารเคมีในชีวิตประจำวันที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 30 มิ.ย. 2550 (14:58)
44697
หลังจากอบรมแล้วก็จะให้ผู้เข้ารับการอบรมทดลองสอนจริงแบบ Microteaching แล้วถ่าย Video เอาไว้ นำมาเปิดดูและวิจารณ์การสอนให้สอดคล้องกับแนวทาง Inquiry Approach ที่ได้รับการอบรมไป
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 30 มิ.ย. 2550 (15:10)
ขณะเดินทางไปลาว ทางองค์การ UNESCO บังคับให้นั่งสายการบินลาว บริกรสาวและหนุ่มบนเครื่องออกมาสาธิตและแนะนำต่างๆขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน ฟังดูแล้วน่าสนใจ เช่นพูดถึงประตูฉุกเฉิน

"มีประตูฉุกเฉิน 8 ป่อง(ลาวไม่มีคำควบกล้ำ ปล่องก็อ่านว่า ป่อง) 2 ป่องอยู่ทางด้านหน้าของเคื่องบินซ้ายและขวา อีกป่องอยู่บริเวณกกปีก และอีก 2 ป่องอยู่ทางด้านหลังของเคื่องบิน"



ที่น่าสนใจคือความละเอียดอ่อนของภาษาที่บอกตำแหน่งของประตูฉุกเฉินว่าอยู่บริเวณ "กกปีก" คืออยู่บริเวณส่วนต้นของปีกที่ติดกับลำตัว (เปรียบเทียบกับปีกไก่) ผมแนบ File เสียงมาให้ด้วย ไม่ทราบว่าจะส่งได้หรือไม่
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 30 มิ.ย. 2550 (15:13)
"มีประตูฉุกเฉิน 8 ป่อง(ลาวไม่มีคำควบกล้ำ ปล่องก็อ่านว่า ป่อง) 2 ป่องอยู่ทางด้านหน้าของเคื่องบินซ้ายและขวา อีกป่องอยู่บริเวณกกปีก และอีก 2 ป่องอยู่ทางด้านหลังของเคื่องบิน"

ผมส่งมาอีทีในรูป ZIP file
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 30 มิ.ย. 2550 (15:15)
44699
ส่งรูปบนเครื่องบินมาประกอบบรรยากาศการเล่าครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 30 มิ.ย. 2550 (16:16)
"มีประตูฉุกเฉิน 8 ป่อง 2 ป่องอยู่ทางด้านหน้าของเคื่องบินซ้ายและขวา อีกป่องอยู่บริเวณกกปีก และอีก 2 ป่องอยู่ทางด้านหลังของเคื่องบิน"



ถ้าจะวิเคราะห์แล้วออกเสียงให้เหมือนลาวจะได้ว่า



"มี่ป๊ะตู่ซุกเสิน แปดปอง สองปองยูท้าง(ออกเสียงยาวๆแบบไม่อั้นเสียงตามแบบคุณ np) ด้านหน่าของเคืองบิ่น ซ่ายและขวา (แต่เดิมลาวจะอ่านว่า"ขัว") อีกปองยูบริเว้น (ออกเสียงยาวๆแบบไม่อั้นเสียงตามแบบคุณ np อีกเช่นกัน) ก๊กปีก และอีกสองปองยูท้าง (ออกเสียงยาวๆแบบไม่อั้นเสียง)ด้านหลังของเคื่องบิ่น"
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 30 มิ.ย. 2550 (20:50)
ค่อยเค้ยไปอยู่ขอนแจ้น นานโพ้ดสิบปี่ บาดหนิสิได้กับมาบ้านเมืองพิดซานุโลก ค่อยยั้งจื่อเพิ่นเว้าอิซ่านยู๋ตั้ว
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 30 มิ.ย. 2550 (21:03)
ครูคิมมาอยู่พิษณุโลกโดนหรือยัง? (นานหรือยัง) แซวเล่นไทยปนอีสานน่ะครับ

อย่าถือสาอารมณ์ขันเชิงภาษานะครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 1 ก.ค. 2550 (08:55)
ค่อยเค้ยไปอยู่ขอนแจ้น นานโพ้ดสิบปี่ บาดหนิสิได้กับมาบ้านเมืองพิดซานุโลก ค่อยยั้งจื่อเพิ่นเว้าอิซ่านยู๋ตั้ว

*****************************************************************

ต้องให้คนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับภาษาอิสานอ่าน จึงจะรู้ว่า เขียนผิดหรือถูก

*****************************************************************

ข่อยเค้ยไป่ยูขอนแกน น้านโพดสิ๋บปี่ บาดหนิสิได้กั๋บม้าบ้านเมื้องพิดสะนุโลก

ข่อยยั้งจือเพินเว่าอิสานยูตัว



คำว่า "นุ" ใน "พิดสะนุโลก" ต้องออกเสียงเป็นเสียงสามัญ(ไม่ออกเป็นเสียงตรี)

เว้า ภูไท หรือ สกลนคร ออกเสียงเป็น เว้า

แต่อีสานส่วนมากออกเสียงเป็น เว่า

ข้าว ภูไท ออกเสียงเป็น เคา (อั้นเสียง)

แต่อีสานส่วนมากออกเสียงเป็น เข่า

*******************************************************



ภาษาไทยของเราเอง ก็มีเรื่องสนุกๆที่คุยกันได้สนุกเยอะเลยครับ เช่น

ถามว่า สระอำ เมื่อประสมกับพยัญชนะแล้วออกเสียงสั้นหรือยาว เช่น

กำ ออกเสียงเป็น กัม หรือ กาม

ขำ ออกเสียงเป็น ขัม หรือ ขาม

คำ ออกเสียงเป็น คัม หรือ คาม

ค้ำ ออกเสียงเป็น คั้ม หรือ ค้าม

ล้ำ ออกเสียงเป็น ล้ำ หรือ ล้าม

(โชคดีมากที่ภาษาไทย ไม่ต้องใช้โฟเนติก ก็สามารถเขียนคำอ่านได้)



คุณ(ผู้อ่านพบ)จะสรุปได้ไหม (และอย่างไร) ว่า สระอำ ออกเสียงสั้นหรือยาว
np (IP:58.8.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 1 ก.ค. 2550 (09:03)
ขอบคุณ คุณnp สนุกดีครับ



ฝรั่งยังงงกับภาษาไทยของเราเลย ถ้าเราพูดกับเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ว่า



"เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าเสด็จจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จเสด็จ เสด็จก็จะเสด็จด้วย"



ภาษาไทยของเราคือมรดกอันมีค่าจริงๆ เสียดายที่เยาวชนของเราไม่เห็นคุณค่า ดูได้จากการสนทนาบน Cyberspace ก็รู้ เศร้าครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 1 ก.ค. 2550 (09:50)
สวัดดีข่ะ คุณแขชนะ



บาดหนิข้อยสิได้กั๋บม้าบ้านเมื้องพิดสะนุโลก โดนแหล่วตั้ว ข้อยเค้ยไป่ยูอำเพ้อบ่านไพ มักอาหารแซบ ๆ หลายยาง เอาคำเว้าอิสานมาปะปนอยู่หลายแท้ คนรอบค้างอยากหัววว...

เหมื่อนี่เดื้อนเหม่ษ้า ข้อยพาหมู่จากเมื้องพิดสะนุโลก ไปเบิ่งเมืองขอนแกน พวกหมู่เพิ่นม่วนซื่นหลายเว่าหว่า "ป่านม้าเมืองต่างปะเทศ พาเพิ่นไปกิ้นของ (อาหาร)แซบๆ เพิ้นกิ่นบ่ได๋บอกว่าเผ็ดโพ้ด ผู้ใด๋สั่งเว่าพาสาใด๋" ยามว่างข้อยคิดฮอดผุบ่าวขอนแกน ข้อยเมลล์ไปหาเพิ่นตั้ว ป่านว่าเพิ้นมีผุสาวใหม่แหล่ว
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 1 ก.ค. 2550 (09:55)
สวัสดีครับ



นี่มันภาษาราว(ตากผ้า) นี่ครับ

ก็ดีใจด้วยที่ได้เที่ยวม่วน และได้กินแซบครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 1 ก.ค. 2550 (10:03)
สวัสดีข่ะคุณ np



ข้อยขอขอบคุ้นลายหลาย และขอคัดลอกเอาไปหัดเว่า (ข่อยเค้ยไป่ยูขอนแกน น้านโพดสิ๋บปี่ บาดหนิสิได้กั๋บม้าบ้านเมื้องพิดสะนุโลก ข่อยยั้งจือเพินเว่าอิสานยูตัว)



ข้อยมักวั้นนะกามอิสาน ข้อยเค้ยไปหานำอานที่มห้าวิทยาลั้ยสาระค้าม คะนาไท้คะดีสึกษ้าเพิ้นมีให้อ่านอยู่หลายแท้



เหมื่อแรกข้อยไปยูไม ข้อยบ่ซำบายใจ๋ ข้อคิดว่าเพิ่นเว่าคามยาบ วัดทะนะทามพาส่า เฮ้ดให่ข่อยกับผุบ่าว เข่าใจ่กั่นผิดไป่อีหลี



เหมื่อแรกข้อยบ่อมักหมอลำ ข้อยฟังไม่รุเรือง พอยูโดนไป ข้อยไปดูหมอล้ำซอดแจ้ง ข้อยจดบันทึกคามมาเว่า พาให้ม่วนซื่น
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 1 ก.ค. 2550 (10:08)
โอ๊ยยยย จังแมนแซ้บเนาะ



บอได้เว่าล่าว โด่นเติบแล้ว ฮู่สึกวามั่นเจ๊บก๊กลิ่นหลาย
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 1 ก.ค. 2550 (10:23)
บอได้เป่นผู่สาวล่าว บอได้เป่นสะไภ่ล่าว เว่าล่าวบอได่ เป่นร้าวตากผ่าก็หยั่งดี้ ไซ่ปะโย้ด

โอ้ยยยน่อ พาข้อยวินหลายตั๊วววว
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 1 ก.ค. 2550 (10:44)
สวัสดีข่ะ อาจารย์ Mathguy

บอได่เว่า บอได่คุ้ยกับเพิ้นมาโดนเติบแล่ว แต่ก็นำเบิ่งอ่าน ผลงานยูตลอดม้า

....

ก่ะเล๊ยไป่ถืกหง่าแห่งเด๊ะบ่าดหนิ ต๊กตุ๊บล๊งม๊า

เสือต๊กใจ่ก่ะแลนหนี เสือก่ะเล๊ยแต่กแย้กกั่นอยู

มั๊นก่ะเล๊ยบอได่อยูเป่นมูกั่น

นิท๊านเลืองหนี่สอนให่ฮู้วา ยาไป่เซือค๊ำค๊นอืนกอนสิได่สัมพั๊ดด้วยโต่เอ่ง

.........

เฮาเว่าบอเถิกอีหลี หง่อนหง่อ จะมากินเฮาบอ
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 1 ก.ค. 2550 (15:03)
ถ้าเขียนเป็นสำเนียงอีสาน ก็อ่านยากและเข้าใจยากไม่ใช่เล่น

แต่ถ้าเขียนเป็นภาษาภาคกลางแล้วอ่านเป็นสำเนียงอีสานยังจะง่ายกว่าตั้งเยอะ



หลายปีก่อน ที่สถานขนส่งร้อยเอ็ด เมื่อขึ้นไปนั่งบนรถโดยสารเรียบร้อยแล้วรถเริ่มออก(ล้อหมุน)

ผู้คนในรถล้วนแต่พูดภาษาอีสานกันทั้งนั้น

เมื่อถึงโคราชคนขับรถก็จอดให้ผู้โดยสารลงจากรถไปรับประทานอาหาร

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ ดูหน้าตาแล้วก็เป็นคนกลุ่มเดิม แต่ไม่มีใครพูดภาษาอีสานเลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งถึงกรุงเทพ

ทำให้เป็นห่วงว่า ต่อไปภาษาอีสานจะต้องสูญพันธุ์แน่ๆ สถานีวิทยุในกทม. ก็ได้ยินเพียงสถานีเดียว ก่อนสองทุ่มที่ออกรายการเป็นภาษาอีสานและมีไม่ทุกวันด้วย

ปัจจุบัน เห็น(และได้ยิน)ภาษาอีสานตั้งแต่ริมฝั่งโขงจนถึงปากน้ำเจ้าพระยา

สถานีวิทยุ-โทรทัศน์ ที่ออกรายการหมอลำ นับไม่ถ้วน

ไปเจอรถเข็นขายส้มตำที่ยะลา เราใช้ภาษาภาคกลาง แต่คนขายพูดอีสานเฉย

คนงานตามโรงงานพูดกับเถ้าแก่เป็นภาษาอีสานกันทั้งนั้น เถ้าแก่ก็เลยฟังภาษาอีสานรู้เรื่อง



เราคาดการณ์ผิดอย่างจัง



แต่อย่างไรก็ตาม ภาษาอีสานบางคำ ก็สูญไปจริงๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่องเลย
np (IP:58.8.86.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 1 ก.ค. 2550 (19:18)
ความซาบซึ้งที่ประทับคือ เมื่อคนอิสานจะแสดงความรู้สึก เขาจะเว่าออกมาเป็นภาษาของตนเองอย่างจริงจัง (เดาความรู้สึกว่าจริงจัง ไม่ทราบว่าทุกคนไหมนะคะ)



ชอบตำนานชื่อของหมู่บ้าน ตำบล หรือสถานที่ที่ ที่ไม่ใช่ภาษาไทยภาคกลาง เพราะแสดงถึงตำนาน



เสียดายที่ไปอยู่สิบปี ไม่ตักตวงอะไรเลย เอาแต่รอเวลานับวันนับคืนในการย้ายกลับบ้านของตัวเอง



บางคนเขาบอกว่าต้องให้ลูกพูดไทยกลาง โตขึ้นกลัวพูดไม่แข็งแรง ที่จริงไม่ใช่เรื่องสำคัญ เอาเป็นว่าพูดแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงก็สื่อสารรู้เรื่องทั้งนั้น
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 1 ก.ค. 2550 (19:45)
ค่อยยังชั่ว กลับมาเขียนภาษาไทยตามเดิม ค่อยอ่านง่ายหน่อย
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 2 ก.ค. 2550 (08:03)
สวัสดีครับ ครูคิม ...





น่าดีใจจังเลยครับ ... เรามีชมรม "ออนซอน" ภาษาอีสานในวิชาการดอทคอมกับเขาด้วยเหมือนกัน




เมื่อวานไปทำบุญวันเกิดพี่ชายและวันเกิดแม่ ที่วัดลูกศิษย์หลวงตาบัว กับสำนักสงฆ์ลูกศิษย์พระฝรั่งลูกศิษย์ของหลวงพ่อชาอีกทีหนึ่ง ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ ท่านพูดภาษาอีสาน



นั่งอยู่ในรถ ก็ให้นึกถึงกระทู้นี้อยู่เหมือนกัน



พยายามคิดว่าจะถ่ายทอดเสียอย่างไรให้ได้ตรงสำเนียง ตรง tonation มากที่สุด

แล้วก็นึกถึงที่คุณ np บอกว่า เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้



ผมลองไล่เสียงดูเล่นๆ เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา น่าจะไม่พอแล้วล่ะ เพราะเทียบยังงัย ก็ยังเลื่อมๆ ล้ำๆ กันอยู่พอสมควร



ก็ให้คิดแว๊บขึ้นมาว่า เสียงครึ่ง sharp หรือ flat น่าจะเข้ามาช่วยได้

เครื่องดนตรีที่ผมพอจะเล่นได้ รู้เรื่องก็มี quitar โปร่ง กะจะลองเอามาเทียบเสียงดูบ้างเหมือนกัน



ผมว่า น่าจะเป็นโครงงาน(ฟิสิกส์) ที่น่าสนใจได้แล้วนะครับ

เพราะเมื่อมีเครื่องมือตรวจวัดความถี่ เราก็น่าที่จะ classify ออกมาได้ว่า tonation จริงๆ ในสำเนียงอีสานนั้น ตกอยู่ในช่วงไหนบ้าง
MathGuy
ร่วมแบ่งปัน2308 ครั้ง - ดาว 382 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 2 ก.ค. 2550 (08:11)
มีคนศึกษาไว้แล้วครับ เล่มหนามาก แต่เป็นภาษาเยอรมันทั้งหมด ว่างๆจะย่อยมาเล่าสู่กันฟัง
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 2 ก.ค. 2550 (10:37)
ไม่ได้เข้าสองสามวันกระทู้ไปไกลมากเลยครับ บรรยากาศดีขึนแล้วกำลังสนุกเชียว ผมเชื่อว่าทุกท่านก็หวังดีขัดแย้งบ้างทางวิชาการถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและทำให้เราเห็นมุมมองที่กว้างขึ้น เสียดายมีเวลาน้อยอ่านไม่ค่อยตลอด



มีอาจารย์รุ่นเก่า ๆ ที่ขอนแก่นเล่าให้ฟังว่า สักสามสิบกว่าปีมาแล้วคนอีสานเดินทางเข้ากรุงเทพพอถึงสระบุรีเลี้ยวขวาต้องบอกพวกพ้องว่าเข้าเขตกรุงเทพแล้วอย่าพูดภาษาอีสานคนเขาจะดูถูกเรา คนอีสานมีดีอย่างหนึ่งครับคือวัฒนธรรมแข็งโดยเฉพาะไทยลาวเข้ากลุ่มไหนมักจะกลืนกลุ่มนั้นไปหมด อาหารอีสานมีอยู่ทุกหนทุกแห่งวัฒนธรรมครกกับสากต้องยอมรับว่าแข็งจริง ๆ



วันนี้คงขอแจมด้วยเพียงเท่านี้ครับ
tkesmala@yahoo.com (IP:58.10.228.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 2 ก.ค. 2550 (18:39)
สวัสดีค่ะ



วันนี้เฮ้าก็ได้เว่าล่าวกั๊บหมู้ถี่ขอนแกนทางโทราสั๊บ เพิ่นซ้วนเฮ้าไปออซอนเฮือนไหม๊ (แต่ชวนไปอยู่หลายวัน ) เฮ้าได่บ้อกเพิ่นวา "จั๋งสิไห่ไปโดนเติบ"



เพิ่นวาเฮาเถิก "ผีหยางเข่าบอ จั๋งสิอยากเว่าล่าว" อิอิอิ ...
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 11 ก.ค. 2550 (08:30)
อ่านคนคุยกันภาษาลาวแบบคาราโอเกะ

แล้วสนุกดีค่ะ แต่...น่องกะ "เมือยเติบเด้อ"



อยู่บ้านลำลูกกาก็เว้าลาวอีสาน

ข้ามหัวลูกไป ข้ามหัวลูกมาเดี๋ยวลูกก็พูดเป็นเอง
sineenart
ร่วมแบ่งปัน182 ครั้ง - ดาว 164 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 11 ก.ค. 2550 (14:29)
สวัสดีน่องหล่า สิหนีหนาด



ข่อยมาย้ามหม่องเวปหนี่ยูหลายหมื่อ บ๊อคักใจ๊หลาย บ๊อมีผู่เว่าน้ำข่อย ข่อยเล้ยไปยามเล่นยูเวปอืน
ครูคิม
ร่วมแบ่งปัน483 ครั้ง - ดาว 247 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 11 ก.ค. 2550 (20:57)
ดี่หมากเหล่ยครับย้ากหน่ำไป่ไฉ่หมากๆเหล่ยแตผมใหม่เกงฝิซิ้กส์ ผมก็หง่งยูครับ

ถ่ำตั้งหน่านกวาจ๊ะเซ็ด เนื้อยหมากๆเหล่ยครับ
vck
ร่วมแบ่งปัน116 ครั้ง - ดาว 171 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 11 ก.ค. 2550 (22:16)
วัดดี๋ขับ ผ้มส้งสั้ยหวาเป่นภ่าษ้าใต ฉายมาย

(สวัสดีครับ ผมสงสัยว่าเป็นภาษาใต้ใช่ไหม)



ภ่าษ้าใต ผ้มแล่งดายกั๋นนา

(ภาษาใต้ ผมพูด(แถลง)ได้เหมือนกันนะ)



ภาษาปักษ์ใต้ก็มีวิธีผันอีกแบบหนึ่ง วันหน้าจะเอามาเล่าให้ฟังครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 17 ก.ค. 2550 (11:11)
เคาเว้าภาษาอีสานบ่แมนภาษาไต้เด้อสิเบาะเฮ้อเข้าใจ๋อยู่ตี้

บ่อต้องมาแถลงดอกมิเยอะฮู้เด๊าะอยู่ตะเลอกะได้หยินตะภาษอีสานเด้อ
2355 (IP:203.158.206.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 28 ก.ย. 2550 (04:58)
54990
หนังสือดีที่น่าอ่านเกี่ยวกับอีสาน

"แอ่งอารยธรรมอีสาน" โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม

สำนักพิมพ์มติชน
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 2 ต.ค. 2550 (13:04)
สุดยอดดดดดดด
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 5 ต.ค. 2550 (20:02)
พยายามคิดว่าจะถ่ายทอดเสียอย่างไรให้ได้ตรงสำเนียง ตรง tonation มากที่สุด

แล้วก็นึกถึงที่คุณ np บอกว่า เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้

ผมลองไล่เสียงดูเล่นๆ เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา น่าจะไม่พอแล้วล่ะ เพราะเทียบยังงัย ก็ยังเลื่อมๆ ล้ำๆ กันอยู่พอสมควร

ก็ให้คิดแว๊บขึ้นมาว่า เสียงครึ่ง sharp หรือ flat น่าจะเข้ามาช่วยได้

เครื่องดนตรีที่ผมพอจะเล่นได้ รู้เรื่องก็มี quitar โปร่ง กะจะลองเอามาเทียบเสียงดูบ้างเหมือนกัน



MathGuy

************************************************************



ก็ต้องใช้ทั้ง sharp ทั้ง flat แหละครับ บางเสียงเช่น เสียงโท ต้องใช้ สองคีย์(อย่างรวดเร็ว)ครับ เสียงตรี และเสียงจัตวา ก็เช่นกัน



แต่ถ้าใช้ซอละก็ ได้ทุกเสียง แม้แต่เสียงต่างประเทศ (เคยให้คนพิการทางสายตาเขาเล่นให้ฟังมาแล้ว)
NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 5 ต.ค. 2550 (20:14)
เป็นความรู้อย่างยิ่งครับ
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 6 ต.ค. 2550 (12:16)
ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ

ดังนั้น การที่กล่าวว่า เสียงสามัญขึ้นเป็นเสียงเอก หรือเสียงเอก ลดเป็นเสียงสามัญ เป็นความเข้าใจผิดนะครับ
Narcisas
ร่วมแบ่งปัน62 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 6 ต.ค. 2550 (13:27)
ภาษาไทย 4 รูป 5 เสียง
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 6 ต.ค. 2550 (13:28)
เอ่อ วรรณยุกต์นะครับ ลืมพิมพ์ไป
นพบุราดิศร
ร่วมแบ่งปัน3011 ครั้ง - ดาว 266 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 6 ต.ค. 2550 (22:55)
ผมอาจใช้ภาษาไทยแบบโบราณจึงไม่ทราบตามที่คุณ Nacisas กล่าวว่า



"ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ

ดังนั้น การที่กล่าวว่า เสียงสามัญขึ้นเป็นเสียงเอก หรือเสียงเอก ลดเป็นเสียงสามัญ เป็นความเข้าใจผิดนะครับ"



ผมลองค้นดูจากแหล่งอ้างอิงต่อไปนี้ จึงเห็นต่างไป กรุณาดูแหล่งอ้างอิงต่อไปนี้แล้วช่วยอธิบายให้ท่านอื่นเข้าใจด้วยนะครับว่า ทำไมท่านจึงกล่าวว่า

"ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ"



ขอขอบคุณล่วงหน้าครับที่ให้ความกระจ่าง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2





ภาษาไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



วรรณยุกต์

เสียงวรรณยุกต์ ในภาษาไทย จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่



เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง)

เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ)

เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ)

เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)

เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)

ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่



ไม้เอก ( -่ )

ไม้โท ( -้ )

ไม้ตรี ( -๊ )

ไม้จัตวา ( -๋ )

ทั้งนี้คำที่มีรูปวรรณยุกต์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน ขึ้นอยู่กับระดับเสียงของอักษรนำด้วย เช่น ข้า (ไม้โท) ออกเสียงโทเหมือน ค่า (ไม้เอก) เป็นต้น



อ้างอิง

นันทนา รณเกียรติ, ดร. สัทศาสตร์ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548. ISBN 974-571-929-3.
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 6 ต.ค. 2550 (23:20)
COMMENT 50:



Herr Nacisas! Sie sollen vielleicht die Thailaendische Sprache noch ein mal wiederholen.



Haben Sie Vielen dank!
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 7 ต.ค. 2550 (09:52)
ผมเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดในหมู่นักเรียน นักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ ในเรื่องเกี่ยวกับวรรณยุกต์ไทย จึงขอชี้แจงให้ทราบดังนี้ คือ

วรรณยุกต์ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่

เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา

ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และ ไม้จัตวา

ถ้าจัดลำดับ สูง-ต่ำ คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เสียงวรรณยุกต์มี 5 ระดับ คือ เสียงสามัญจะต่ำสุด และเสียงจัตวาจะสูงสุด เพราะอาศัยการเรียงลำดับปกติ



ผมเข้าใจว่านักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ เวลาจะพูดคำว่าสูง-ต่ำ อาจหมายถึงความถี่ของเสียง ดังนี้คือ



เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง)

เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ)

เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ)

เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)

เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)



เวลาพูดว่าเสียงต่ำ ปรากฏว่าเสียงวรรณยุกต์เอกนั้นจะมีระดับต่ำสุด ตามหลักนักสัทศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสื่อความหมายกับคนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนนั้นผิดเพี้ยนไป ถ้าจำผิดไปก็จะเกิดความเสียหายแก่นักเรียนได้



เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขอใช้หลักทางฟิสิกส์มาอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับความถี่ของเสียง



ผมทำการอัดเสียงพูด 5 คำ คือ อา อ่า อ้า อ๊า และ อ๋า จากนั้นนำเอาเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 นี้ไปเข้าเครื่องวิเคราะห์สัญญาณความถึ่โดยอาศัย Fourier Transform แยกออกมาเป็นสเปคตรัมของความถี่ 5 สเปคตรัม ตามเสียงวรรณยุต์ต่างๆ ซึ่งจะดูได้ว่าเสียงวรรณยุกต์ใดมีความถี่สูง-ต่ำอย่างไร
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 7 ต.ค. 2550 (09:55)
56055
เสียงสามัญ คำว่า "อา" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิก แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดเป็นหลักเทียบ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 7 ต.ค. 2550 (09:59)
56059
เสียงวรรณยุกต์เอก คำว่า "อ่า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์เอกนี้จะมีความถี่ต่ำกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ นักสัทศาสตร์จึงอาจบอกว่าเสียงวรรณยุกต์เอกต่ำกว่าเสียงวรรณยุกต์สามัญ ซึ่งจะทำให้นักเรียนหรือคนทั่วไปสับสนมาก
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 7 ต.ค. 2550 (10:04)
56062
เสียงวรรณยุกต์โท คำว่า "อ้า" (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 7 ต.ค. 2550 (10:07)
56063
เสียงวรรณยุกต์ตรี คำว่า "อ๊า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์ตรีนี้จะมีความถี่สูงกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ และเสียงวรรณยุกต์โท (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 7 ต.ค. 2550 (10:09)
56064
เสียงวรรณยุกต์จัตวา คำว่า "อ๋า" สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่ต่ำไปยังความถี่สูง

เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 7 ต.ค. 2550 (20:24)
จากการวิเคราะห์ฟูเรียร์ (Fourier Analysis) ในความเห็นที่ 58 และ 60 ของเสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา คือ "อ้า" และ "อ๋า" จะเห็นว่ายอดแหลมของสเปคตรัมมีการเลื่อนที่แสดงว่าเสียงนี้มีการเปลี่ยนแปลงความถี่เสียงในช่วงหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เสียง "อ้า" กับ "อ๋า" จะเกิดจากการเปล่งเสียงหลายๆความถี่รวมกัน ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นที่ 48

โดยคุณ Mathguy กล่าวว่า

"พยายามคิดว่าจะถ่ายทอดเสียอย่างไรให้ได้ตรงสำเนียง ตรง tonation มากที่สุด

แล้วก็นึกถึงที่คุณ np บอกว่า เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้

ผมลองไล่เสียงดูเล่นๆ เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา น่าจะไม่พอแล้วล่ะ เพราะเทียบยังงัย ก็ยังเลื่อมๆ ล้ำๆ กันอยู่พอสมควร

ก็ให้คิดแว๊บขึ้นมาว่า เสียงครึ่ง sharp หรือ flat น่าจะเข้ามาช่วยได้

เครื่องดนตรีที่ผมพอจะเล่นได้ รู้เรื่องก็มี quitar โปร่ง กะจะลองเอามาเทียบเสียงดูบ้างเหมือนกัน"



และคุณ NpEdu กล่าวว่า

"ก็ต้องใช้ทั้ง sharp ทั้ง flat แหละครับ บางเสียงเช่น เสียงโท ต้องใช้ สองคีย์(อย่างรวดเร็ว)ครับ เสียงตรี และเสียงจัตวา ก็เช่นกัน"

ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า การเลื่อนที่ของสเปคตรัมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงต้องกดสองคีย์อย่างรวดเร็วเพือ่ให้แลดูเหมือนว่าต่อเนื่องและใกล้เสียงจริงที่สุด



"แต่ถ้าใช้ซอละก็ ได้ทุกเสียง แม้แต่เสียงต่างประเทศ (เคยให้คนพิการทางสายตาเขาเล่นให้ฟังมาแล้ว)"

การที่ใช้ซอแล้วได้ทุกเสียงนั้นเพราะการรูดสายซอเพื่อเปลี่ยนความถี่เสียงนั้นเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสเปคตรัมที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง



แขชนะ นารีวงศ์
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 20 พ.ย. 2550 (17:12)
ประโยคที่ว่า วันนี้หนู "เลียสาร" ไม่ต้องรอทานข้าวนะค่ะ หมายความว่าอย่างไร คือไม่เคยได้ยินจริง ๆ ค่ะช่วยตอบให้หน่อย
sugeejit@sripanwa.com (IP:61.90.225.107)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 29 พ.ย. 2550 (08:51)
สุดยอดเลยอ่ะค่ะ ได้ความรู้ดีมากๆ ขอบคุณน่ะค่ะ ที่เอาสิ่งดีๆ มีประโยชน์มาเผยเเพร่
natjinda@hotmail.com (IP:203.113.81.169)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 9 ธ.ค. 2550 (06:51)
เป็นอะไรที่น่าศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเป็นอย่างยิ่งครับ

ผมเองเป็นคนอีสานและกำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศ

ผมชอบเรียนและศึกษาเกี่ยวกับภาษาและประวัติศาตร์มากครับ

โดยเฉพาะประวัติศาตร์ของประเทศไทยเองและเพื่อนบ้านรวมทั้งบ้านเกิดของผมเอง



ขอบคุณครับที่นำความรู้ดีๆมาเผยแพร่
มาร์ค ฮอนแลนด์ (IP:137.224.234.120)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 9 ธ.ค. 2550 (23:31)
ขอบคุณ คุณมาร์ค ฮอนแลนด์ มากครับ

ไม่ทราบว่ากำลังเรียนอยู่ที่ไหนครับ เผื่อว่าจะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในโอกาสต่อไป
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 10 ธ.ค. 2550 (06:42)
ลองใช้คีย์เปียโน อีเล็กโทน ออแกน เมโลเดียน เมโลดิกา หรือ คาซิโอโทน เล่น เลียนแบบเสียง



กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า



ดูนะครับ และจดไว้ด้วยว่าเสียงต่างเหล่านี้ใช้คีย์อะไรบ้าง

(ตอนนี้ผมไม่มีอะไรอยู่ใกล้มือสักอย่าง)
NpEducate
ร่วมแบ่งปัน915 ครั้ง - ดาว 193 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 10 ธ.ค. 2550 (13:20)
ความรู้ดีๆมีมากมายในเวปแห่งนี้



ขอบคุณครับ
Tanmodify
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 21 ม.ค. 2551 (16:10)
เก่งมากๆ ผมอยู่สารคามมาสิบกว่าปี แต่ที่บ้านเป็นโคราชเลยไม่ได้พูดอีสาน พอมาอ่านแล้วเออใช่เลย รวมๆ (หากไม่แยกความแตกต่างแต่ละท้องถิ่นให้ละเอียดลงไป) แล้วเขาพูดกันสำเนียงแบบนั้นแหละ
NGC 4594 (IP:58.8.172.26)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 21 ม.ค. 2551 (18:02)
ลองเทียบเสียงโน้ตดนตรี จากต่ำไปหาสูง สัก 2 ตัว ที่เราคุ้นเคยนะคะ



โด่ เร



พอเทียบได้กับ ก่า กา



ดังนั้น เสียงเอก จึงต่ำกว่า เสียงสามัญ ค่ะ
ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4082 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 21 ม.ค. 2551 (21:04)
สิ่งที่ครูไผ่พูดมันก็เป็นไปตามสิ่งที่ผมได้กล่าวมาแล้วในคห.55-61 โดยดูจากสเปคตรัมของเสียงก็เห็นได้ชัดเจนครับว่า ก่า มีเสียงต่ำกว่า กา (โด่ ต่ำกว่า เร) ในแง่การวิเคราะห์สเปคตรัม แต่ในทางภาษาศาสตร์เราจะเรียงลำดับอย่างไรต่างหาก เช่น

เวลาเราบอกว่าเรียงตามเสียงวรรณยุกต์ ครูไผ่เคยเรียนอย่างไรครับ



กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า

หรือ ครูไผ่ว่าเรียงตามลำดับจากต่ำมาสูงคือ



ก่า กา ก้า ก๊า ก๋า หรืออย่างไรครับ สงสารเด็กครับ คงงงน่าดู
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 17 เม.ย. 2551 (12:35)
86339
ผมขึ้นเครื่องบินสายการบินลาว พนักงานบริการสาวสาธิตการใช้เสื้อชูชีพ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 17 เม.ย. 2551 (12:37)
เชิญฟังเสียงภาษาลาว โดยดาวน์โหลดจาก ไฟล์ LAO LIFE VEST
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 18 เม.ย. 2551 (23:24)

เมื่อได้อ่านกระทู้นี้ของ อาจารย์ แขชนะแล้ว ทำให้ผม รู้สึกรักประเทศไทยมากขึ้น รักในภาษาไทยมากขึ้น เห็นความน่ารักในภาษาถิ่น และชื่นชมในพลังความคิด ของ อาจารย์     แขชนะ  ที่หลากหลายเป็นยิ่งนัก...



หลานชาย(ลูกของน้องชาย) เคยถามการบ้านเกี่ยวกับ การผันวรรณยุกต์ ว่าคำนั้นคำนี้ เป็นเสียงวรรณยุกต์อะไร  ด้วยความไม่แข็งแรงเรื่องภาษา ของผมเอง ผมเลยใช้วิธี อ่านคำๆนั้นโดยไม่เปิดปาก แล้วเทียบกับการผันวรรณยุกต์โดยไม่เปิดปาก ก็พอถูๆไถๆไปได้...



เมื่อซักครู่ ผมบังเอิญ ผันวรรณยุกต์โดยปิดปาก แล้วสังเกตุ เห็นอะไรบางอย่าง(ไม่ทราบว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า) ว่า ตำแหน่งการเกิดเสียงแต่ละเสียงในลำคอไม่เหมือนกัน...



เสียง สามัญ จะอยู่ต่ำสุด เสียง เอก โท ตรี จัตวา จะอยู่สูงถัดขึ้นมาเป็นลำดับ ไม่ทราบท่านอื่นลองดูแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง...



การผันวรรณยุกต์ เป็นเรื่องไม่ง่ายเหมือนกัน เมื่อเจอคำที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะ ภาษา คาราโอเกะ จะผันให้ตรง จะเขียนให้ถูก 



จะเขียนให้เป็นสำเนียงอีสาน แต่อาจทำให้เข้าใจเป้นภาษาใต้ไปได้ แล้วบางคำ ที่อาจารย์บอกมา ผมว่าคล้ายๆ ภาษาใต้เหมือนกัน อย่างเช่น ผักสด ผมว่าปักษ์ใต้ ก็ออกเสียงว่า     พักซด เหมือนกัน แต่การลากเสียงอาจจะแตกกัน(หรือเปล่า)



พูดถึงภาษาใต้ มีคนบอกว่า พูดกันเร็วมาก เร็วขนาด รถวิ่งสวนกัน อยู่บนรถคนละคัน ยังคุยกันได้  คนบนรถคันแรกพูดว่า " ไน่ "  คนบนรถคันที่วิ่งสวนมา ตอบว่า " ล้าด "



ถ้าแปลเป็นภาษากรุงเทพ จะได้ใจความว่า



คนแรกพูดว่า " จะไหน(ไน่)เหรอ "  คนที่สองตอบ "จะไปตลาด(ล้าด)ซักหน่อย"



ขอบคุณครับ



 


สิง
ร่วมแบ่งปัน807 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 19 เม.ย. 2551 (00:43)
ขอบคุณ คุณสิงมากครับ ผมวิเคราะห์การพูดภาษาปักษ์ใต้ไว้อยู่เหมือนกัน วันหน้าจะเอามาเล่าให้ฟังสนุกๆครับ
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 19 เม.ย. 2551 (01:46)
86723

เพื่อจะแสดงให้เห็นเกี่ยวกับการออกเสียงสูง-ต่ำต่างๆตามวรรณยุกต์ จะขอเล่าให้ฟังดังนี้



จากหลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าความถี่ของเสียงที่ได้ยินขึ้นอยู่กับความยาวของท่อเสียง จึงมีผู้เอาไปใช้ทำเป็นเครื่องดนตรี เช่น ท่อออร์แกน หรือ แคนของชาวอีสานบ้านเรานั่นเอง




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 19 เม.ย. 2551 (01:48)
86724
เราสามารถทำการทดลองเกี่ยวกับเสียงดนตรีจากท่อได้โดยนำหลอดกาแฟมารีดให้แบน แล้วตัดปลายออกให้แหลม เมื่อเป่าด้านที่ตัดออก ปลายแหลมของหลอดกาแฟจะสบัดทำให้เกิดเสียงขึ้นมาได้เหมือนปี่


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 19 เม.ย. 2551 (01:49)
86725
ขณะที่เป่า ถ้าเราตัดหลอดกาแฟให้สั้นลงเรื่อยๆ เป็นช่วงๆ ปรากฏว่าเสียงที่ได้ยินจะเปลี่ยนไปเป็นช่วง แสดงว่า เสียงที่เกิดขึ้นนั้นขึ้นกับความยาวของหลอดกาแฟ  การออกเสียงวรรณยุกต์ก็เช่นกัน เราจะสังเกตเห็นว่าเราจะต้องทำโพลงในปากหรือคอให้ต่างกันจึงจะเกิดเสียงวรรณยุกต์ที่ต่างกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 19 เม.ย. 2551 (01:50)
86726
หาถ้วยกระดาษมาเจาะรูที่ก้นถ้วย สอดเส้นด้ายยาวประมาณ 50 ซม.เข้าไปแล้วผูกติดกับเศษไม้จิ้มฟันที่หักเอามาเพียงเล็กน้อย ใช้นิ้วมือจุ่มน้ำให้เปปียกแล้วดึงหรือกระตุกเชือกเป็นจังหวะสั้นจะได้ยินเสียงดังออกมาจากถ้วย เปรียบเทียบเส้นด้ายเหมือนเส้นเสียงของคนเรา ถ้วยคือโพลงในปากขณะที่อ้าปากกว้าง เสียงที่เราได้ยินจะเหมือนพูดคำว่า “อา อา อา...”


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 19 เม.ย. 2551 (01:53)
86727
ถ้าเปรียบเทียบไดอะแกรมบนสุด กับการอ้าปากทำเสียง “อา” หรือ “อี” หรือ “โอ” จะเห็นว่าโพลงที่ทำให้เกิดเสียง (Resonator) มีลักษณะต่างกัน ถ้าเราเอาถ้วยจากความเห็นที่แล้วมาทำให้มีรูปร่างต่างกัน เราก็จะได้ยินเสียงที่ออกมาจากถ้วยคล้ายพูดคำว่า “อา” หรือ “อี” หรือ “โอ”



เพื่อประกอบความรู้ โปรดอ่านกระทู้นี้ด้วย  


 


ฟิสิกส์ของไหซอง http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=100883



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 16 ก.ย. 2551 (17:35)

สวัสดีค่ะสำหรับภาษาอิสานนั้นไม่ได้มีอะไรที่ยากเลยแค่พูดห้วนๆเท่านั้นเองแหละค่ะ    จากเด็กอุดรนะคะ


www.babywalk10.hi5.com (IP:58.147.39.16)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 29 ก.ย. 2551 (16:38)
ตอนนี้กำลังทำสื่อภาษาไทยอยู่ค่ะ พยายามสื่อให้เด็กเห็นภาพของของเสียงวรรณยุกต์ โดยการเทียบกับเสียงตัวโน้ตแล้วทำออกมาเป็นเส้นกราฟ คือ เสียงสามัญ อยู่เส้นกลาง เสียงเอกต่ำลงมาจากเส้นกลางหนึ่งเส้น เสียงโทสูงขึ้นจากเส้นกลางหนึ่งเส้น เสียงตรีสูงขึ้นจากเสียงกลางสองเส้น(สูงกว่าเสียงโท) และเสียงจัตวาต่ำกว่าเส้นกลางสองเส้น(ต่ำกว่าเสียงเอก) แต่ผู้เชี่ยวชาญหลักภาษาไทยบอกว่า ไม่ถูกต้อง เสียงจัตวาคือเสียงที่สูงที่สุด และต้องเรียงเสียงจากสามัญไปจัตวา แบบสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่สามารถเอาเสียงวรรณยุกต์ไปเทียบกับเสียงตัวโน้ตได้ ซึ่งฟังแล้วขัดกับเสียงที่ได้ยินมาก ท่านใดที่สามารถเทียบเสียง วรรณยุกต์กับเสียงตัวโน้ตออกมาได้ ช่วยเทียบให้ดูหน่อยได้มั้ยคะ เพราะไม่ถนัดเรื่องเครื่องดนตรี แต่กราฟที่ทำออกมา เพียงต้องการเทียบอย่างคร่าวๆให้เห็นความสูงต่ำของเสียงวรรณยุกต์ เพื่อเป็น Control of error ให้เด็กๆได้เรียนรู้เสียงสูงต่ำแบบเห็นภาพคร่าวๆด้วยเท่านั้นค่ะ และต้องการยืนยันให้อาจารย์ภาษาไทยเห็นว่า เสียงวรรณยุกต์นั้นสามารถเทียบกับเสียงตัวโน้ตได้ค่ะ
kongtip@doitung.org (IP:118.173.224.205)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 29 ก.ย. 2551 (17:36)

สิ่งที่คุณต้องการนั้นผมเขียนไว้แล้วในความเห็นที่ 55-61 เพื่อความสะดวกผมจะยกเอามาให้อีกที่ต่อไปนี้ หวังว่าคงพอจะช่วยได้ครับ

วรรณยุกต์ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่
เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา
ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และ ไม้จัตวา
ถ้าจัดลำดับ สูง-ต่ำ คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เสียงวรรณยุกต์มี 5 ระดับ คือ เสียงสามัญจะต่ำสุด และเสียงจัตวาจะสูงสุด เพราะอาศัยการเรียงลำดับปกติ

ผมเข้าใจว่านักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ เวลาจะพูดคำว่าสูง-ต่ำ อาจหมายถึงความถี่ของเสียง ดังนี้คือ

เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง)
เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ)
เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ)
เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)
เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)

เวลาพูดว่าเสียงต่ำ ปรากฏว่าเสียงวรรณยุกต์เอกนั้นจะมีระดับต่ำสุด ตามหลักนักสัทศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสื่อความหมายกับคนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนนั้นผิดเพี้ยนไป ถ้าจำผิดไปก็จะเกิดความเสียหายแก่นักเรียนได้

เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขอใช้หลักทางฟิสิกส์มาอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับความถี่ของเสียง

ผมทำการอัดเสียงพูด 5 คำ คือ อา อ่า อ้า อ๊า และ อ๋า จากนั้นนำเอาเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 นี้ไปเข้าเครื่องวิเคราะห์สัญญาณความถึ่โดยอาศัย Fourier Transform แยกออกมาเป็นสเปคตรัมของความถี่ 5 สเปคตรัม ตามเสียงวรรณยุต์ต่างๆ ซึ่งจะดูได้ว่าเสียงวรรณยุกต์ใดมีความถี่สูง-ต่ำอย่างไร


56055

เสียงสามัญ คำว่า "อา" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิก แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดเป็นหลักเทียบ


56059

เสียงวรรณยุกต์เอก คำว่า "อ่า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์เอกนี้จะมีความถี่ต่ำกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ นักสัทศาสตร์จึงอาจบอกว่าเสียงวรรณยุกต์เอกต่ำกว่าเสียงวรรณยุกต์สามัญ ซึ่งจะทำให้นักเรียนหรือคนทั่วไปสับสนมาก


56062

เสียงวรรณยุกต์โท คำว่า "อ้า" (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่สูงไปยังความถี่ต่ำ


56063

เสียงวรรณยุกต์ตรี คำว่า "อ๊า" จะมีสเปคตรัมของความถี่เสียงดังรูป จะเห็นได้ว่าเวลาเปล่งเสียงออกมาจะมีหลายฮาร์โมนิกเช่นกัน แต่ให้สังเกตยอดที่สูงที่สุดของเสียงวรรณยุกต์ตรีนี้จะมีความถี่สูงกว่ายอดของเสียงวรรณยุกต์สามัญ และเสียงวรรณยุกต์โท (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง)


56064

เสียงวรรณยุกต์จัตวา คำว่า "อ๋า" สังเกตดูการเปล่งเสียงจะมีหลายเสียงและมีการเลื่อนของยอดแหลมของสเปคตรัมขึ้นกับเวลาจากความถี่ต่ำไปยังความถี่สูง
เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง)

จากการวิเคราะห์ฟูเรียร์ (Fourier Analysis) ของเสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา คือ "อ้า" และ "อ๋า" จะเห็นว่ายอดแหลมของสเปคตรัมมีการเลื่อนที่แสดงว่าเสียงนี้มีการเปลี่ยนแปลงความถี่เสียงในช่วงหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เสียง "อ้า" กับ "อ๋า" จะเกิดจากการเปล่งเสียงหลายๆความถี่รวมกัน เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้ หรือถ้าเป็นเครื่องสาย เช่นกีตาร์ หรือซอ ก็ต้องใช้การรูดสาย จากสูงไปต่ำ หรือจากต่ำไปสูง เพื่อเปลี่ยนความถี่เสียงให้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องแล้วแต่ว่าเป็น เสียงวรรณยุกต์เอก หรือจัตวา ถ้าใช้ซอ ก็จะได้เกือบทุกเสียง ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสเปคตรัมที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 29 ก.ย. 2551 (18:47)
56055
56059
56062
56063
56064

เอามาเรียงเปรียบเทียบกันใกล้ๆกัน ให้สังเกตตำแหน่งบนแกน x ของยอดแหลมที่สูงสุดของแต่ละวรรณยุกต์ แกน x ตามแนวนอนเป็นแกนของความถี่จากต่ำไปสูง หรือเปรียบได้กับเสียงดนตรีจากเสียงต่ำไปเสียงสูงก็พอได้ครับ หวังว่าคงพอเห็นภาพนะครับ

หากสังสัยในรายละเอียดเพื่อทำวิจัย ติดต่อผมได้ที่
dr.janchai@hotmail.com





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 30 ก.ย. 2551 (17:01)

ขอบคุณมากค่ะ แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับความถี่ค่ะ เพราะอาจารย์บอกว่า ให้มองจากแกนx แต่เมื่อเทียบดูแล้วจะเห็นว่าในเสียงสามัญ แกน x จะสูงที่สุด ขึ้นไปถึง 6ขีดกว่าๆ แต่ในเสียง อ๊า แกน x ขึ้นไปแค่ 4 ขีดกว่าๆเท่านั้น แต่อาจารย์อธิบายประกอบภาพว่า ความถี่สูงกว่าเสียงสามัญและเสียงโท ไม่แน่ใจว่าอาจารย์ลงภาพประกอบสลับกันรึเปล่าคะ และอีกคำถามหนึ่งค่ะ ถ้าใช้ซอ หรือเครื่องดนตรีในการเทียบเสียง จะเทียบได้กับโน้ตตัวไหนบ้างคะ รบกวนช่วยให้ความกระจ่างอีกครั้งนะคะ


kongtip@doitung.org (IP:119.42.77.100)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 2 ต.ค. 2551 (01:15)

ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้ครับ

เราจะพิจารณาเฉพาะ "ความถี่" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเสียงวรรณยุกต์ คือพิจารณาแกน x

ส่วนแกน y นั้นคือ แกนของความดังของเสียง เราคงไม่ต้องสนใจตามเงื่อนไขของเสียงวรรณยุกต์ เพราะไม่ว่าเราจะตะโกน หรือกระซิบ คำว่า "อา" เราก็จะได้ยิน เสียงวรรณยุกต์ "อา" เดียวกัน (ความถี่บนแกน X เท่ากัน) แม้ว่า เสียงจะดังและค่อยต่างกัน (ความดังบนแกน y ต่างกัน)

เมื่อวิเคราะห์สเปคตรัมของเสียง อา-อ่า-อ้า-อ๊า-อ๋า เราจะได้ สเปคตรัมต่างกัน ซึ่งคุณคงจะพอเอาไปใช้เปรียบเทียบได้ ดังนี้ครับ

112366

112367

112368

112369

112370


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 2 ต.ค. 2551 (16:43)

เนื่องจากเมื่อวานไปได้ โปรแกรม Adobe Deno  ซึ่งเป็นโปรแกรมบันทึกเสียงแบบวิเคราะห์ความถี่ และโปรแกรม Melodyne Deno ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สามารถเทียบความถี่เสียงกับตัวโน้ตมาค่ะ ก็เลยทดสอบดู ปรากฏว่า เมื่อเทียบออกมาแล้ว เสียงวรรณยุกต์ที่สูงที่สุด กลับเป็น เสียงโท ค่ะ ไม่ใช่เสียง ตรี อย่างที่เข้าใจแต่แรก  ก็เลยส่งข้อมูลมาให้อาจารย์ดู
กลุ่มอักษรกลาง  เสียงที่อัดคือ จา จ่า จ้า จ๊า จ๋า
 จา = 198 Hz  = G3
จ่า  = 146 Hz  = D3 
จ้า  = 269 Hz  = C4
จ๊า  = 207 Hz  = Ab3
จ๋า  = 142 Hz  = Db2

จะเห็นได้ว่า ถ้าต้องไล่จากต่ำ ไป สูง ก็คือ จัตวา เอก สามัญ ตรี และก็โท ตามลำดับ

กลุ่มอักษรสูง คำว่า สู สู่ สู้
สู =170 Hz =E3
สู่ = 174 Hz =F3
สู้ = 352 Hz =F4

ไล่จากต่ำไปสูงก็คือ เสียง จัตวา (รูปสามัญ) เอก และโท ตามลำดับ

และกลุ่มอักษรต่ำ คำว่า ใย ใย่ ใย้
ใย = 194 Hz =G3
ใย่ = 275 Hz =Db4
ใย้ = 213 Hz =Ab3

ไล่จากต่ำไปสูงคือเสียง สามัญ ตรี(รูปโท)และโท(รูปเอก ตามลำดับ)

นี่เป็นตัวอย่างแค่บางส่วนค่ะและในกลุ่มอักษรคู่ระหว่างอักษรสูงและต่ำ เมื่อลองนำมาผันรวมกันเพื่อให้ครบห้าเสียง เช่น คา  ข่า  ข้า/ค่า  ค้า  ขา  ผลที่ได้ก็เหมือนกับอักษรกลางค่ะ เพียงแต่ระดับความถี่มีแตกต่างไปบ้าง แต่ยังไล่ลำดับจากต่ำไป สูง ตามเสียง จัตวา เอก สามัญ ตรี และ โท เช่นกันค่ะ

ก็เป็นอันว่าดิฉันได้ข้อสรุปแล้วค่ะ แต่ยังไงก้ต้องขอขอบคุณอาจารย์มากค่ะ


kongtip@doitung.org (IP:119.42.76.33)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 2 ต.ค. 2551 (17:19)

ต้องอย่าลืมนะครับว่า เสียงคนแต่ละคนที่ให้พูดคำเดียวกัน จะมีความถี่ไม่เท่ากัน เสียงผู้หญิงก็ไม่เท่ากับผู้ชาย ถ้าให้คนสองคนพูด กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า จะให้ชุดของสเปคตรัม ไม่เท่ากัน แต่อาจเล่น Shift ไปบ้างเล็กน้อย บางที่ก็ใช้ Flat และ Sharp มาช่วยในการเลื่อนเสียงด้วยครับ
ความจริงน่าทดลองเพิ่มโดยใช้โปรแกรมของคุณนะครับ ให้ผู้ชายและผู้หญิงพูดเหมือนกัน กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า แล้วดูสเปคตรัมเปรียบเทียบ ผมมั่นใจได้เลยครับว่าสเปคตรัมไม่เหมือนกัน ผู้ชายจะให้ชุดสเปคตรัมเสียงต่ำกว่าครับ

อีกอย่างหนึ่งคือ เสียงวรรณยุกต์โท และ จัตวา จะใช้เสียงความถี่เดียวกำเนิดเสียงไม่ได้ครับจากที่คุณทดลอง 

 จา = 198 Hz  = G3
จ่า  = 146 Hz  = D3 
จ้า  = 269 Hz  = C4
จ๊า  = 207 Hz  = Ab3
จ๋า  = 142 Hz  = Db2

จ้า กับ จ๋า มันจะไม่ได้ความถี่ คงที่ดังที่ได้นี้ครับ จะต้องเป็นแถบของความถี่


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 11 ก.พ. 2552 (15:07)
129924
นี่คือหนังสือเกี่ยวกับภาษาอีสานที่น่าสนใจอีกเล่มหนึ่ง
สารานุกรม ภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ดร.ปรีชา พิณทอง

129977

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6400 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 17 มิ.ย. 2552 (10:54)

ดีใจมากค่ะ ที่ได้เรียนรู้จากกระทู้ต่างๆ(แม้ว่าจะช้าไปบ้าง)
ขอบคุณในวิทยาทานจากผู้รู้


kaew@mail.sripracha.ac.th (IP:203.172.243.114)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 12 พ.ย. 2552 (21:23)

ว้าว สุดยอดไปเลยนะครับ

ต่อไปจะมีเคล็ดลับการพูดภาษาเหนือหรือภาษาใต้แบบฟิสิกส์ควันตัมบ้างแน่เลยน่ะครับเนี่ย


ศรา_อีปราส
ร่วมแบ่งปัน928 ครั้ง - ดาว 1 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 15 พ.ย. 2552 (10:12)

คุณแขชนะน่าจะเป็นนักภาษาศ่าสตร์ได้อีกแขนงหนึ่งเลยนะครับ  เยี่ยมจริงๆ


krupanya s
ร่วมแบ่งปัน339 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 30 พ.ย. 2552 (12:29)

ซั่นหล่ะพี่น้องเอ๋ยพาสาอีสาน
บ้านเฮาหนิ
มันอบอุ่นเด้
บัดยามเฮาไปยู่หม่องอื่นจั่งสิ
แล้วได้ยินคนเว้าอีสานมันกะอบอุ่นใจตั้ว
กะขอให้เฮาอนุฮักภาสาอีสานไว้โดนๆกะเเล้วกันเด้อ
พี่น้องเอ่ย


มะขาม / pi@hotmail.com (IP:61.7.142.137)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 22 ต.ค. 2553 (23:17)
ปัจจุบันคนที่พูดสำเนียงต่างๆ มักจะใช้คำอีสานหรือลาว เพียงแต่ยังคงรักษาสำเนียงของตนเองไว้ จากประสบการณ์ที่เป็นคนสกลนคร มา 30 กว่าปี สอนภาษาไทยมามากกว่า 10 ปี พอสังเกตได้ดังนี้
1. ลาวอีสานไม่มีอักษรควบกล้ำ แต่โย้ยอากาศอำนวยมี ว ควบกล้ำ เช่น
ไทยกลาง = ควาย ไกว สาย ทาย
ลาวอีสาน = ควย(เสียงเอก) ก่วย สวย ทวย
โย้ย = คว้าย (เสียงโท ลากเสียงจากโทสูงลงโทต่ำ) ไกว๋ สวาย ทวาย

2. สระ อัย ของลาวและโย้ยต่างกัน เช่น
ไทยกลาง,ลาวอีสาน ใจ = จอ - อะ - ยอ - จัย
โย้ย ใจ๋ = จอ - อะ - ยอ - วอ - จัยว (นำ ย สะกด แล้วตามด้วย ว สะกด ในคำเดียวกัน ) *ประมาณนั้น *
ฯลฯ
tod211@yahoo.com (IP:110.49.184.49)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 12 ส.ค. 2554 (14:53)
การใช้คำว่า ฮัก = รัก (ความรัก = ความฮัก) ฮักแพง=รัก(ความรักที่ไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว) ฮัก จะไม่ใช้กับ (รักษ์) ในภาษาไทยกลาง ครับผม
ddd123@thai.com (IP:113.53.158.55)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 26 มี.ค. 2556 (09:33)


สุดยอดครับท่าน ดร. ขอชื่นชมในผลงาน ขอให้กำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆสู่ชุมชน ประเทศชาติ ถ้าจะเปรียบเทียบกันระหว่างความดี กับความรวย ผมว่าความดีจะอยู่่ตราบนานเท่านาน ส่วนความรวยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ดังนั้นเรามาสร้างความดีกันเถอะครับ เพื่อสังคมไทยจะได้อยู่อย่างยั่งยืนและตลอดไปครับ


ครู...ชิต
ร่วมแบ่งปัน2800 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 30 มี.ค. 2556 (07:46)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 12 ส.ค. 2554 (14:53)
การใช้คำว่า ฮัก = รัก (ความรัก = ความฮัก) ฮักแพง=รัก(ความรักที่ไม่ใช่รักแบบหนุ่มสาว) ฮัก จะไม่ใช้กับ (รักษ์) ในภาษาไทยกลาง ครับผม
---------------------------------------------

สำหรับความรักของหนุ่มสาว ภาษาอีสาน ใช้คำว่า "มัก"  เช่น
"ข้อยมักเจ้าหลาย"   (ผมรักคุณมาก)
ภาษาอีสาน  ออกเสียงง่ายๆ ไม่มีควบกล้ำ
ไม่มีสระเอือ เช่น
เกลือ ออกเสียงเป็น เีีกีย
เสือ ออกเสียงเป็น เสีย
ตัว ร. เรือ  ออกเสียงยาก อีสานออกเสียงเป็น ล.หมด
การออกเสียงง่ายๆ แต่ชาวอิสานออกเสียงให้มันยาก ก็มี  เช่น
หนัก  อีสานออกเสียงเป็น หนั๋ก
ฝัก
อีสานออกเสียงเป็น ฝั๋ก
ดก อีสานออกเสียงเป็น ด๋ก
หรือคำตาย อักษรกลาง อักษรสูง ต้องเป็นเสียงจัตวา
ถ้าเป็นคำตายในอักษรต่ำ ภาษากลางออกเสียงตรี  อีสานออกเสียงกลาง  เช่น
นก (เสียงตรี) อีสานออกเสียงเป็น นก(เสียงกลาง)  อาจจะไม่เข้าใจ
ลองผันคำว่า นก ให้เหมือนคำต่อไปนี้ซิครับ
นง   หน่ง   น่ง   น้ง   หนง
นก  หนก  น่ก  นก  น๋ก
อีสานจะออกเสียงเหมือน นก  ตัวแรก (ไม่มีสัญลักษณ์ให้ออกเสียงได้ถูกต้อง) โดยให้ออกเป็นเสียงกลางเหมือน นง (ลองออกเสียงดูซิครับ)
นก ตัวที่ 4 เป็นเสียง ตรี (น้งเป็นเสียงตรีแต่ใช้วรรณยุกโท)



 


NpS
ร่วมแบ่งปัน114 ครั้ง - ดาว 49 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม