|
โพสต์เมื่อ:
06:49 วันที่ 28 มิ.ย. 2550 ชมแล้ว:
18,430
ตอบแล้ว:
89
วิชาการ.คอม > สายศิลป์ > ภาษาไทย
วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์ วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์ > ควอนตัม
ผมและครอบครัวเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ในวัยเด็กพ่อของผมต้องไปทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ผมจึงต้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่และเรียนหนังสือเป็นเวลา 2 ปีที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ ขณะนั้นผมเรียนชั้นมัธยมต้น ในระยะแรกที่ไปอยู่นี้ผมมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับสภาพและภาษาท้องถิ่น ภาษาถิ่นอีสานจึงดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม พยายามหัดพูดเพียงใดก็ทำได้ไม่เหมือน เพื่อนๆมักจะล้อเลียนและตั้งฉายาเป็นภาษาถิ่นแปลกๆให้ผม แถมยังเอาพันธุ์ไม้แปลกๆมาหลอกเล่น เช่นพวก เครือตดหมา เป็นต้น ผมโชคดีที่มีพ่อเป็นคนช่างสังเกตและเข้าใจหลักการใช้ภาษาต่างๆ พ่อแนะว่าวิธีที่จะพูดภาษาอีสานให้เหมือนคนท้องถิ่นภายในเวลาไม่นานก็คือจะต้อง รู้ภาษาไทยอย่างแตกฉาน พ่อเล่าว่าภาษาไทยมีลักษณะเด่นบางอย่างคือมีเสียงวรรณยุกต์ที่สามารถเลียนเสียงคล้ายดนตรีได้ จึงสามารถเปล่งเสียงให้คล้ายภาษาต่างๆได้ เพียงแต่เราต้องสังเกตและจับหลักการให้ได้เท่านั้น พ่อเล่าถึงประสบการณ์เมื่ออยู่ต่างประเทศ และใช้ภาษาไทยช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจนได้เหมือนหรือใกล้เคียง ตอนหลังผมลองนำมาใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ก็ปรากฏว่าใช้ได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้จักภาษาไทยให้ดีเสียก่อน
สมัยเด็กผมชอบเรียนด้านภาษาและทำคะแนนได้ดีพอๆกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่กลัวหางานทำยากจึงมาเรียนฟิสิกส์ ต่อมาโชคดีได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกเลเซอร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผ้สประสบการณ์ใหม่ และได้สังเกตว่า การผันเสียงภาษาไทยภาคกลางให้เหมือนภาษาอีสานมีลักษณะคล้ายกับหลักการของกลศาสตร์ควันตัมที่เริ่มต้นที่เยอรมนี เปรียบได้กับการกระโดดขึ้นและลงของอิเล็กตรอนเพื่อเปลี่ยนระดับพลังงาน (Quantum Jump) และบางครั้งก็มีข้อบังคับพิเศษเพื่อเปลี่ยนระดับในกรณีที่พลังงานสูงสุด หรือ Selection rules ที่ใช้กับอักษรสูง หลักการที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้ หลักการที่สำคัญคือ ต้องใช้หลักการผันรูปและเสียงวรรณยุกต์เป็นหลักใหญ่ โดยแบ่งการผันเป็น 3 กลุ่มคือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ส่วนใหญ่เวลาผันมักจะลดรูปวรรณยุกต์ในภาษากลางลง 1 ขั้น เหมือนกับการกระโดดกลับลงมาของอิเล็กตรอนเพื่อให้พลังงานต่ำลง 1 ชั้นก็จะเป็นภาษาอีสาน หรือบางครั้งรูปวรรณยุกต์สูงสุดแล้ว เหมือนพลังงานสูงสุดพร้อมที่จะ ionize ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น 1. อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ถ ฐ ผ ฝ ศ ส ษ ห คำเป็น : สามัญ เช่น คำว่า ไข อ่านออกเสียงวรรณยุกต์จัตวา ซึ่งเป็นเสียงสูงสุด ในภาษาอีสานให้คงจัตวาไว้ อ่านว่า ไข เอก เช่น คำว่า ไข่ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น (เหมือนลดพลังงานลง 1 ระดับ) กลายเป็น ไข ซึ่งยังเป็นเสียงสูง (พลังงานยังสูงอยู่) ต้องใช้อักษรต่ำที่คู่กับอักษรสูง มาใส่แทน ซึ่งในที่นี้คือ ค ในภาษาอีสานจะอ่านเป็น ไค โท เช่น คำว่า ไข้ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ในภาษาอีสานอ่านว่า ไข่ คำตาย : เช่นคำว่า ผักสด ในภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ พักซด 2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ คำเป็น : สามัญ เช่น กิน เสียงสามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้ผันขึ้น 1 ขั้น (กระโดดเปลี่ยนพลังงาน 1 ขั้น) เป็น กิ่น เอก เช่น ป่า เสียงวรรณยุกต์เอก มีขั้นอยู่แล้วให้ลดขั้นลง 1 ขั้น เป็น ปา โท เช่น บ้า รูปและเสียงวรรณยุกต์โท หรือพลังงานอยู่ตรงกลาง (Optimum state) ให้คงเดิม เป็น บ้า ตรี เช่น ตื๊อ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า ตื้อ จัตวา เช่น ตี๋ รูปวรรณยุกต์สูงสุด (พลังงานสูงสุด) ให้คงเสียงเดิม เป็น ตี๋แต่อ่านให้สั้นกว่าเดิม คำตาย เสียงยาว เช่น แตก ให้คงเสียงเดิม เป็น แตก เสียงสั้น เช่น ตก ภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ ต๊ก 3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว เช่น น ม ค ฟ เป็นต้น คำเป็น : สามัญ เช่น นา รูปและเสียงวรรณยุกต์สามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้เพิ่ม 1 ขั้น อีสานอ่านว่า น่า เอก เช่น ค่า ให้ลดระดับลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า คา โท เช่น หน้าม้า รูปวรรณยุกต์โททั้งคู่ (กลุ่มพลังงานสูงสุดของอักษรต่ำ) ให้ลดลง 1 ขั้น อีสานอ่านว่า หน่าม่า คำตาย : เสียงยาว เช่น หมาก, เลือก ให้ออกเสียงวรรณยุกต์เอก อีสานอ่านเป็น หมาก, เหลือก เสียงสั้น เช่น มด บางคนคนเสียงเดิม บางคนออกเสียงวรรณยุกต์เป็น หมด เช่น หมด อีสานออกเสียงเป็นวรรณยุกต์ตรีคือ มด หลักการออกเสียงภาษาอีสานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน แต่มีข้อสังเกตที่สรุปได้ดังนี้ 1. ถ้าเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาในภาษากลาง ในภาษาอีสานก็จะคงเสียงเดิมไว้เช่นเดียวกัน 2. อักษรกลางคำเป็นรูปและเสียงวรรณยุกต์โทเหมือนกัน ให้คงเสียงวรรณยุกต์โทไว้ตามเดิม 3. การผันเสียงภาษากลางให้เป็นภาษาอีสานมักใช้วิธีลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นเป็นส่วนใหญ่ 4. เสียงสามัญไม่สามารถลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นก็ให้ใช้การเพิ่มรูปวรรณยุกต์ 1 ขั้นแทน 5. หากมีการลดขั้นของรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นแล้วกลายเป็นเสียงจัตวา ก็ให้เปลี่ยนเสียงจัตวานี้ไปเป็นเสียงสามัญ เช่น ไข่ อีสานออกเสียงเป็น ไค และ หมู่ ภาษาอีสานออกเสียงเป็น มู 6. คนอีสานมักไม่ใช้คำควบกล้ำ 7. ในบางท้องที่นอกจากจะออกเสียงโดยการผันวรรณยุกต์แล้ว ยังผันสระไปเลยก็มี เช่น คำว่า เกลือ ในภาษากลาง คนอีสานแถวๆอุบลราชธานี ยโสธร หรือ อำนาจเจริญบางเขต ออกเสียงเป็น เกี่ย 8. บางครั้งตัว ร. เรือ ในภาษากลาง ทางอีสานจะใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น คำว่า หมู่เรา อีสานจะอ่านว่า มูเฮ่า ผมเข้าใจว่าการอ่านตัว ร. เรือ เป็น ฮ. นกฮูกนี้ น่าจะมาจากการอ่านสลับกับของภาษาลาวในยุคโบราณ เพราะในภาษาลาวนั้น ตัว ร. เรือ และ ฮ. นกฮูก เขียนคล้ายกันมาก เพียงแต่ ปลายหางตัวอักษร ร. เรือของลาว ชี้ลง ในขณะที่ ฮ.นกฮูกเขียนเหมือน ร. เรือแต่หางชี้ขึ้น อันที่จริงตัว ร. เรือในภาษาลาวใช้น้อย เพราะเขามักจะใช้ ล. ลิง แทน ส่วนตัว ร. เรือ เช่น เรารักโรงเรียน มักใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น เฮาฮักโฮงเฮียน (ภาษาอีสานออกเสียงว่า เฮ่าหักโฮ่งเฮี่ยน) เป็นต้น 9. ตัว ห.หีบ และ ย.ยักษ์ คนอีสานมักมีเสียงออกทางจมูก ถ้าลองวิเคราะห์เสียงภาษากลางเปรียบเทียบกับภาษาอีสาน โดยให้พูดประโยค ผมหิวข้าวเหนียว โดยใช้ Fourier Transform จาก Time Domain ของสัญญาณเสียงพูดให้เป็น Frequency Domain จะเห็นความแตกต่างของ สเปคตรัมของความถี่ดังรูป สำเนียงภาษากลาง สำเนียงภาษาอีสาน ที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อออกเสียงให้เหมือนคนอีสานเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาคำศัพท์เฉพาะที่ต่างจากภาษาภาคกลาง หัดแรกๆอาจดูยาก แต่ถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆก็จะสามารถพูดออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ ผมจากหนองคายมา 38 ปีแล้วก็ยังพูดอีสานได้ไม่เคยลืม ก่อนจบบทความนี้จะขอยกตัวอย่างประโยคในภาคกลาง แต่ผันเป็นสำเนียงคนอีสาน เช่น ตอนนี้เราไปซื้อปุ๋ยมาใส่นา แล้วไปซื้อเกลือมาใส่หมากเขือ (มะเขือ) เรากินข้าวกัน แล้วเว้า(พูด) ภาษาอีสานกันให้คือ (เหมือน)คนอีสานแท้ๆ เมื่อผันเป็นสำเนียงอีสานจะได้ว่า ต่อนนี่เฮ่าไป่ซื่อปุ๋ยม่าใซน่า แล่วไป่ซื่อเกื่อม่าใซหมากเขือ เฮ่ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ่าษาอี่สานกั่นให่คื่อค่นอี่สานแท่ๆ ลองพูดสำเนียงที่ผันแล้วนี้ให้คนอีสานฟัง แล้วถามเขาว่าคุณพูดภาษาอีสานเพี้ยนไปหรือไม่ แขชนะ นารีวงศ์ ![]() เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ในทุหกรณี่ที่กล่าวมา ผมอยู่ขอนแก่น 10 ปีแล้ว พูดอย่างไรก็ไม่เหมือนคนขอนแก่นแม้ว่าจะพูดอีสานได้ พอไปเจอคนขอนแก่แท้ ๆ ที่กรุงเทพ เขาฟังผมพูดแค่ประโยคแรกก็รู้เลยว่าผมคนขอยแก่นปลอม tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111) เพี้ยนแล้วครับ คนอิสานแท้ๆ ยังเขียนเพี้ยนเลย ต้องอย่างนี้ครับ ต่อนนี่เฮ้าไป่ซื่อปุ๋ยม้าใซน้า แล่วไป่ซื่อเกื่อม้าใซหมากเขือ เฮ้ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ้าษาอี่สานกั่นให่คื่อค้นอี่สานแท่ๆ อักษรต่ำ ผสมกับสระเสียงยาว ไม่มีวรรณยุก ในภาษาภาคกลาง นั้น ในภาษาอีสานต้องผันด้วยไม้โท นะครับ เช่น มา ออกเสียงเป็น ม้า แตงโม เป็น แต่งโม้ คาคอ เป็น ค้าค้อ เรา เป็น เฮ้า ใน เป็น ใน้ เรือ เป็น เฮื้อ แต่เวลาออกเสียง ต้องปล่อยไปตามสบาย เช่น นา (ที่ปลูกข้าว) อีสานออกเสียงเป็น น้า.. . . . (ปล่อยลมหรือเสียงไปตามสบาย ไม่ต้องกดหรือบังคับเสียงไว้) แต่คำว่า น้า (น้องของแม่) ในภาษาภาคกลาง จะต้องกดหรือบังคับเสียงเอาไว้ คำว่า "น้า"ในภาษาอีสานหมายถึงที่ปลูกข้าว กับ "น้า" ในภาษาภาคกลางหมายถึงน้องของแม่ ออกเสียงเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ ถ้าเป็นดนตรี "น้า" ในภาษาอีสาน ดีดแล้วปล่อยเลยให้เสียงเงียบเอง "น้า" ในภาษาภาคกลาง ดีดแล้ว ใช้มือกดไว้(เพื่อให้เสียงเงียบ) ถ้าคุณสามารถใช้เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด (เป็นลิ่มๆ) เช่น เปียโน เมโลเดียน เป็นเสียงพูดได้ คุณจะสามารถบอกข้อแตกต่างได้ดี ลองใช้เครื่องดนตรีดังกล่าวเล่นตามเสียงต่อไปนี้ซิครับ กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า ใคร อยู่ ใต้ น้ำ ไหล มา ก่อน พ่อ แล้ว หรือ เสียงสามัญ เสียงเอก และเสียงตรี ใช้คีย์เดียวได้เลย แต่เสียงโท และเสียงจัตวา ต้องใช้ 2 คีย์(เร็วๆ) แต่ถ้าใช้ซอ หรือ ไวโอลิน ละก็ คนเก่งๆ สามารถสีเลียนเสียงพูดได้สบายมาก np (IP:58.8.93.195) "เพี้ยนตรงไหนครับ" ผมพูดว่า ....... หลักการที่กล่าวนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้........ ที่คุณบอกมาข้างบนนั้นแสดงว่าเป็นมาตรฐานของภาษาอิสานใช่ไหมครับ? คนอิสานทุกคนทุกจังหวัดต้องพูดแบบคุณใช่ไหมครับจึงจะถูกต้อง 100 % และไม่เพี้ยน ถ้าเช่นนั้นต้องขอขอบคุณมากที่ให้คำแนะนำ ผมหมายถึง ภาษาอีสานส่วนใหญ่ ครับ ที่ได้ยินทั่วไป ที่กรุงเทพและต่างจังหวัด ในวิทยุโทรทัศน์ แม้กระทั่งปักษ์ใต้หรือต่างประเทศ ขอโทษครับ ผมไม่เคยได้ยินคนหนองคายพูดภาษาถิ่นของเขาจริงๆ รู้จักคนหนองคายหลายคน แต่เขาพูดภาษา"อีสานกลาง" ครับ รู้จักชาวจังหวัดเลยและชาวภูไทในจังหวัดมุกดาหาร หลายคน เมื่อพูดกับชาวอีสาน เขาจะใช้ภาษากลางของอีสาน แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มของเขา เราจะฟังไม่รู้เรื่อง มีคนให้ชาวจังหวัดเลยพูดข้อความว่า "อีนาง อีนาง สีข้าวหรือยัง" เจ้าของโรงสีเล็กถามลูกสาวซึ่งเป็นพนักงานสีข้าว ลูกสาวตอบว่า "สีแล้ว เอาฮำเขานำ" แปลว่า "สีแล้วค่ะ เอารำเขาด้วยแล้ว"(แทนค่าจ้าง) เมื่อชาวเลยพูดออกมา ชาวอีสานก็ฮากันตึง (เพราะอะไร ไปลองเอง) นานๆ จะได้ยินภาษาอิสานที่แปร่งไปจากปกติ เช่น "ทางด่วน" อีสานส่วนมาก จะพูดว่า "ท้างดวน" ดีเจวิทยุคนหนึ่ง(เป็นชาวสกลนคร)พูดว่า "ทางด้วน" ภาษาไทยทุกภาคสามารถใช้วรรณยุกผันตามได้ <เกือบ>ทุกคำครับ และใช้เครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด เลียนเสียงได้เกือบหมด พัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกตรี ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง สามัญ ดัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกเอก ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง จัตวา หนัก ภาษากลางจะเป็นเสียง วรรณยุกเอก ภาษาอีสานกลาง จะเป็นเสียง จัตวา np (IP:202.57.179.17) อ้าว โพสต์เสร็จ ลองเข้ามาอ่าน พบว่า พิมพ์ผิด ครับ ขอแก้เป็น วรรณยุกต์ np (IP:202.57.179.17) ในไทยอีสาน ไทยลาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงกลืนเผ่าพันธุ์อื่น ๆ แทบหมด อีสานตอนเหนือมีสัก แปดเผ่าพันธุ์ เช่น ภูไท ญ้อ แสกโซ่ ไทยลาว และอีกหลายเผ่า ผมพูดได้สองสำเนียงคือญ้อกับไทยลาว (อีสาน) ภาษาอีสานผมจึงเพี้ยนมาก แต่ผมไปสกลนครนับสิบครั้งไม่เคยเจอคนพูดภาษาญ้อแม้แต่คนเดียว ทั้ง ๆ ที่อำเภอเมืองญ้อเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่สุดเข้าใจว่าปะปนกับเผ่าอื่น ๆ จนภาษากลายพันธุ์ไปหมดแล้ว ถ้าจะฟังภาษาญ้ออย่างถูกต้องราว ๆ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ต้องไปฟังคนแก่ ๆ แถวอรํญประเทศพูดเพราะคนแถวนั้นไม่ค่อยปะปนกับภาษาอื่น การข่มขืนทางภาษาเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลบังคับให้พูดภาษาของคนกรุงเทพ จนภาษาถิ่นสูญหายไปมาก เรามีภาษาถิ่นกว่า 70 ภาษา แต่นอนนี้คงเหลือคนพูดได้ไม่มากแล้ว ต่อไปเราคงหาคนอ่านเอกสารโบราณได้ยากเพราะภาษาคนกรุงเทพเปลี่ยนเร็วมาก ผมชอบเรียกภาษาคนกรุงเทพเพราะภาษาไทยไม่มีเฉพาะภาษาคนกรุงเทพเท่านั้นครับ อักษรที่เราใช้เขียนในตอนนี้ใช้บันทึกเสียงภาษาไทยได้ไม่ครบเสียงหรอกครับ ต้องใช้อักษรสัทศาสตร์แบบละเอียดถึงจะบันทึกได้ครบถ้วน เสียงยังแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของคนพูดด้วย เช่น ผึ้ง กับ ช้าง การออกเสียงจะมีหลายโทนความหมายก็จะต่างกันไปแต่ก็ยังเป็นผึ้งหรือช้างอยู่ tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111) ขอบคุณ คุณtkesmala มากครับที่แสดงความคิดเห็นและห่วงใยในสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นการพัฒนาอีกแง่มุมหนึ่งทางวัฒนธรรมทางภาษาถิ่นของไทยเรา ต้องขอเรียนตามตรงว่าผมเองไม่ใช่นักภาษาศาสตร์ และไม่เคยบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและอวดรู้ทางภาษา และไม่เคยทราบว่า "ภาษากลาง"ของอีสานเป็นอย่างไร แต่เป็นเพียงนักฟิสิกส์เลเซอร์ระดับสูงที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษาศาสตร์ แต่สนใจและชอบสังเกตความสัมพันธ์ทางกายภาพต่างๆรอบตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความงดงามและความหลากหลายทางภาษาที่เรามีอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ ผมเป็นคนกรุงเทพ เกิดบริเวณริมเกาะรัตนโกสินทร์ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในกรุงเทพและใช้เวลาอยู่ในจังหวัดหนองคายเพียง 2 ปีในวัยเด็ก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรอบรู้ภาษาอีสานอย่างแตกฉาน แต่ผมจะรู้สึกเคืองอย่างมากทุกครั้งที่ผมได้ยินเด็กตามปั๊มน้ำมันหรือในโรงแรมหรูๆที่เราไปใช้บริการบอกว่าเจ้านายห้ามพูดภาษาอีสานในบริเวณที่ทำงาน(แม้แต่จะพูดกับเพื่อนที่มาจากบ้านเดียวกัน)เนื่องจากเจ้านายบอกว่าเป็นภาษาของขี้ข้า ผมนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นประเด็นที่ว่า ยังมีสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางภาษาถิ่นของเราอีกมาก และสามารถทำการวิจัยในระดับสูงได้มากทีเดียว ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นเพื่อนๆของผมต้องไปเรียนปริญญาเอกทางภาษาไทยในต่างประเทศ ข้อเขียนที่ผมนำมาเสนอเป็นเพียงข้อสังเกตในแง่มุมเล็กๆแง่มุมหนึ่งเท่านั้น มิได้อวดอ้างว่าเป็นตัวแทนของคนอีสานทั้งหมด และการที่จะออกเสียงไม่เหมือนคนอีสานในจังหวัดต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะมีความหลากหลายและแตกต่างกันไปตามชุมชนต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ผมมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางภาษาอีสานที่เดินทางสัมผ้สกับคนอีสานทั้งภาค ประสบการณ์วัยเด็กในอีสานเพียง 2 ปี กรุณาอย่าคาดว่าผมรอบรู้เรื่องนี้ และหากมีข้อผิดพลาด ก็เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัวจากมุมมองของคนกรุงเทพ ซึ่งอาจเป็นความเขลาที่เกิดจากองค์ความรู้ทางภาษาที่จำกัดของผม แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าผมมีเจตนาจะทำลายหรือทำให้ภาษาถิ่นใดวิบัติ ในทางกลับกันผมกลับเห็นว่าเราควรใส่ใจทะนุบำรุงและจรรโลงสิ่งที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของเรา คุณtkesmala พูดถุกที่ว่าอักษรที่เราใช้เขียนเพื่อบันทึกเสียงภาษาไทยได้ไม่ครบเสียง ต้องใช้อักษรสัทศาสตร์แบบละเอียดถึงจะบันทึกได้ครบถ้วน เสียงยังแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของคนพูดด้วย เช่น ผึ้ง กับ ช้าง การออกเสียงจะมีหลายโทนความหมายก็จะต่างกันไปแต่ก็ยังเป็นผึ้งหรือช้างอยู่ ผมจำได้ว่าในโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่เรีบกชื่อคนไข้ ถ้าใช้เสียงสั้นกับเสียงยาวจะให้อารมณ์ที่ต่างกันมาก เช่น เมื่อลากเสียงยาว นาง ก. ก็ฟังไพเราะดี แต่ถ้าพูดเสียงสั้น นัง ก. จะให้อีกอารมณ์หนึ่ง (อารมณ์ขันน่ะครับ) การเปลี่ยนแปลงทางภาษาพูดมีผลอย่างมากกับการสื่อสารในชีวิตประจำวัน คนหนุ่มสาวปัจจุบันสร้างคำศัพท์ใหม่ๆออกมามากมาย คนในอนาคตอีก 100 ปีข้างหน้าคงจะปวดหัวกับการสืบค้นประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกตามที่ต่างๆด้วยคำศัพท์แปลกๆ แม้แต่คำว่า "เชย" เป็นคำไทยโบราณ เป็นคำโดดที่ให้ความหมายที่งดงาม เช่น ชมเชย ชื่นเชย กลับกลายเป็นความหมายในแง่ลบ เพราะนิยายชื่อดังในอดีต เรื่อง พล นิกร กิมหงวน ของ คุณ ป. อินทปาลิต ที่มีตัวละครในท้องเรื่องที่มาจากบ้านนอกทำอะไรเปิ่นๆ แต่บังเอิญมีชื่อว่า "เชย" ผมเป็นนักฟิสิกส์ หากจะวัดค่าใดออกมาเป็นตัวเลขคร่าวๆเราใช้การประมาณ คนวัยรุ่นปัจจุบันนี้เก่งมากครับ สามารถวัดอารมณ์และความรู้สึกเป็นค่าออกมาได้ เช่น มีความรู้สึกประมาณว่าดี บรรยากาศประมาณว่าร้อน มีความประพฤติประมาณว่าแย่ ผมฟังแล้วรู้สึกขัดหูจัง ขอขอบคุณ คุณ tkesmala อีกครั้งครับที่แสดงความคิดเห็นบนเวทีที่สร้างสรรค์นี้ และต้องขออภัยคุณ np ที่ผมได้แสดงความเขลาที่ภาษาอีสานออกไปโดยมิได้เจตนา หากแต่เพียงให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงมรดกที่มีค่าทางภาษาถิ่นของไทยเราเท่านั้น มิได้มีเจตนาเป็นอื่น ผมสอนหนังสือที่เมืองกุ้ยหลิน มณฑลกวางสี ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของชนชาวจ้วงทางตอนใต้ของจีน ชาวจ้วงมีประมาณ 12 ล้านคน ภาษาจ้วงมีรากของภาษาเช่นเดียวกับภาษาไทย ผมมีลูกศิษย์หลายคนที่เป็นคนจ้วง ภาษาที่เขาใช้หลายคำเหมือนภาษาไทยโบราณ ปนกับภาษาอีสาน และไทยล้านนา ที่นีมีสถาบันวิจัยเกี่ยวกับภาษาจ้วง ทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง และใช้เครื่องมือทันสมัยต่าง เช่น Sound Synthesizer/analizer และมีราชบัณฑิตของจีนรับรองงานวิจัย แม้แต่ภาษาไทยของเราเองยังมีราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้รับผิดชอบเพื่อไม่ให้ภาษาของชาติวิบัติ แต่ที่ผมสนใจคือ "ภาษาอีสานกลาง" ของคุณnp ผมติดตามงานวิจัยของ รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมอีสาน แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ผมเคยทำงานอยู่หลายปีมาแล้ว ก็ยังหาไม่พบ"ภาษาอีสานกลาง" ไม่ทราบว่าสถาบันใดที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับภาษาอีสานกลาง ทดลองสืบค้นจาก Internet ขณะนี้ก็ยังไม่พบ ขอความกรุณาคุณ np ช่วยบอกแหล่งที่มาของสถาบัน "ภาษาอีสานกลาง" เพื่อที่ผมจะได้ติดตามหาข้อมูลเพื่อใช้อ้างอิงที่น่าเชื่อถือต่อไป ท่านผู้ใดทราบก็ช่วยบอกด้วยนะครับ ผมจนปัญญาจริงๆ ขอบคุณครับ กระทู้นี้ ผมคิดว่าดี มีประโยชน์ แต่ผมพลาดตอนที่เข้ามาครั้งแรกด้วยข้อความว่า "เพี้ยนแล้วครับ" เพราะลืมนึกไปว่า อีสานนั้นมีสำเนียงแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น จึงทำให้บรรยากาศไม่ค่อยจะดี ต้องขออภัยด้วยครับ ในตำบลเดียวกันแต่คนละหมู่บ้าน ก็ยังเพี้ยนเลยครับ สำหรับภาษา"อีสานกลาง"นั้น ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเองครับ ไม่มีใครรับรอง และไม่มีใครใช้ด้วย โดยผมคิด(เอาเอง)ว่า เป็นภาษาที่ชาวอีสาน(รวมทั้งชาวเพชรบุรี ปราจีนบุรี พิจิตร ลพบุรี สระบุรี บางอำเภอ)ใช้กันมากที่สุด ได้ยินบ่อยที่สุด สำหรับภาษาบางท้องถิ่น นานๆจะได้ยิน เช่นภาษาของชาวโคราช ภาษาเมืองเลย ภาษาภูไทย เป็นต้น ภาษาของชาวสกลนคร นครพนม และชัยภูมิ ผมจัดไว้ในภาษาอีสานกลาง แต่ภาษาถิ่นของหนองคายที่แท้จริง ไม่เคยฟัง แต่ก็เคยบอกแล้วว่ามีเพื่อนเป็นชาวหนองคายและเขาก็พูดเหมือนชาวอิสานทั่วๆ เพื่อนๆกันที่เป็นคนจังหวัดเลย มุกดาหาร(ภูไท) เมื่อมารวมกลุ่มชาวอีสาน เขาก็พูดเหมือนคนอีสานทั่วไป แต่เมื่อเขาแยกไปคุยกับคนถิ่นเดียวกับเขา ผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยอุปโลกน์ขึ้นมาเองว่าภาษาที่คนอีสานส่วนมากใช้กันนั้น คือภาษา"อีสานกลาง" ไม่มีหลักวิชาอื่นใด และไม่ได้ทำการวิจงวิจัยรวบข้อมูลอะไรหรอกครับ ก็เรียนให้ทราบอย่างตรงไปตรงมา กลัวว่าเยาวชนจะนำไปใช้อ้างอิง np (IP:58.8.88.14) ขอบคุณคุณ np เป็นอย่างสูงที่ให้ความกระจ่างครับ ผมคงหยุดเรื่องภาษาอีสานไว้เพียงเท่านี้ แต่จะย้ายไปคุยเรื่องภาษาเยอรมันแทน สนใจตามไปคุยด้วยไหมครับ เชิญไปที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=23773 เห็นคุยกัน เกี่ยวกับภาษาอีสาน ในฐานะที่เป็นคนขอนแก่น และใกล้ชิดกับ อุดร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธ์ ก็ให้สงสัยอยู่นิดหน่อยว่า กลุ่มจังหวัดข้างต้นดังกล่าว นั้นเป็นอีสาน ที่เป็นภาษาอีสานในกลุ่มใด เท่าที่ทราบกัน เราจะเห็นได้ว่า แต่ละจังหวัดก็จะเคยเป็นเมืองเล็กๆ มีเจ้าเมือง มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของตัวเอง อย่างเช่น จังหวัดมาหาสารคามนี่ เขาจะมีอีกชื่อหนึ่งว่าตักศิลา ซึ่งได้ยินแล้วแปลกมาก ชื่ออำเภอต่างๆในมหาสารคามก็เป็นชื่อที่แปลกมาก ส่วนจังหวัดขอนแก่นนี่ก็มีประวัติศาสตร์ของตัวเองค่อนข้างชัดเจนเช่นกัน ผมคิดว่า ถ้าจะศึกษาภาษาอีสานจริงๆ เราคงต้องลงลึกเข้าไปดูถึง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรือภูมิหลัง ของคนแต่กลุม แต่ละจังหวัด คัดลอกจาก http://www.msu.ac.th/satit/studentProj/2548/Selectted/M104/g11-I-sanNatural/index7.html< ........................................... วัฒนธรรมอีสาน ภาษาอีสาน ภาษาพูดของคนอีสานในแต่ละท้องถิ่นนั้นจะมีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพทาง ภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตติดต่อกับถิ่นใดรวมทั้งบรรพบุรุษของท้องถิ่นนั้นๆด้วย เช่น แถบ จังหวัดศรีสะเกษสุรินทร์บุรีรัมย์มีชายแดนติดกับเขมรสำเนียงและรากเหง้าของภาษาก็จะ มีคำของภาษาเขมรปะปนอยู่ด้วยทางด้านจังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย เลย ที่ติดกับประเทศลาวและมีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่ค่อนข้างมากก็จะมีอีกสำเนียง หนึ่งชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นๆก็จะมีสำเนียงที่มีเอกลักษณ์ เป็นของตนเองและ ยังคงรักษาเอกลักษณ์นั้นไว้ ตราบจนปัจจุบัน เช่น ชาวภูไท ในจังหวัดมุกดาหารและนครพนม ถึงแม้ชาวอีสานจะมีภาษาพูดที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่นแต่ในภาษาอีสานก็มีสิ่ง หนึ่งที่ยังคงมีความคล้ายกันก็คือลักษณะของคำและความหมายต่างๆที่ยังคงสื่อความถึงกัน ได้ทั่วทั้งภาคด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอีสานต่างท้องถิ่นกันสามารถสื่อสารกันได้เป็นอย่างดี ถ้าจะถามว่าภาษาถิ่นแท้จริงของชาวอีสานใช้กันอยู่ที่ใดคงจะตอบไม่ได้เพราะภาษาที่คน ในท้องถิ่นต่างๆใช้กันก็ล้วนเป็นภาษาอีสานทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นภาษาที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็มีรากศัพท์ในการสื่อความหมายที่คล้ายคลึงกัน ในปัจจุบันชาวอีสานตามเมืองใหญ่โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นได้หันมาใช้ภาษาไทยกลางกันมาก ขึ้นเพราะวัยรุ่นเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาที่ดีเทียบเท่ากับคนในภาคกลางหรือ กรุงเทพมหานคร ทำให้ภาษาอีสานเริ่มลดความสำคัญลง เช่นเดียวกันกับภาษาพื้นเมือง ของภาคอื่นๆ แต่ผู้คนตามชนบทและคนเฒ่าคนแก่ยังใช้ภาษาอีสานกันเป็นภาษาหลักอยู่ ทั้งนี้คนอีสานส่วนใหญ่จะสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาอีสานของท้องถิ่นตนเองและภาษา ไทยกลางหากท่านเดินทางไปในชนบทของอีสานจะพบการใช้ภาษาถิ่นที่แตกต่างกันไป ดังที่กล่าวมาแล้วแต่คนอีสานเหล่านี้โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวก็จะสามารถสื่อสารกับท่าน เป็นภาษาไทยกลางได้อีกด้วยทั้งนี้เพราะวัยรุ่นชาวอีสานใหญ่จะเข้ามาหางานทำใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเมื่อก่อนจะไปหางานทำเฉพาะหลังฤดูทำนาแต่ในปัจจุบัน วัยรุ่นส่วนใหญ่จะเข้ากรุงเทพฯและทำงานที่นั่นตลอดทั้งปีชาวอีสานที่ไปต่างถิ่นนอกจาก จะหางานทำแล้วก็ยังมีการเผยแพร่วัฒนธรรมรวมทั้งภาษาของตนเองไปในตัวจะเห็นได้ จากในปัจจุบันชาวไทยจำนวนมากเริ่มเข้าใจภาษาอีสานทั้งจากเพลงลูกทุ่งภาษาอีสานที่ ี่ได้รับความนิยมกันทั่วประเทศและจากคนรอบตัวที่เป็นคนอีสาน ทำให้ภาษาอีสานยังคง สามารถสืบสานต่อไปได้อยู่ถึงแม้จะมีคนอีสานบางกลุ่มเลิกใช้ มี link ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ระบบเสียงภาษาไทยถิ่นอีสาน http://cyberlab.lh1.ku.ac.th/elearn/faculty/human/hm19/lesson3_2_2.htm มี link ที่เล่านิทานเป็นสำเนียงภาษาอีสาน ลองเข้าไปฟังดูนะครับ http://thaiarc.tu.ac.th/folktales/northeastern/index.html ![]() ความจริงเรื่องของการกระจายและผสมผสาญของวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน สลับซับซ้อนและน่าติดตามศึกษามาก ผมเคยทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การ UNESCO ไปสอนหนังสือในประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาว ผมพูดและเขียนภาษาลาวได้ก็ยิ่งสะดวกให้ เลยทำหน้าที่ล่ามให้ผู้เชี่ยวชาญ UNESCO คนอื่นๆด้วย ภาษาลาวเองก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมากหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่างจากที่ผมเคยไปอยู่เมือ 30 กว่าปีก่อน ระหว่างงานเลี้ยงรับรองผู้เชี่ยวชาญ ท้าวสีคำตาด อธิบดีกรมสามาญศึกษาขณะนั้น ได้เล่าถึงเรื่องราวต่างๆมากมายของวัฒนธรรมสองฝั่งโขงที่น่าสนใจ มีสองสิ่งที่ท่านเป็นห่วง อิทธิพลของสถานีโทรทัศน์ไทยที่ลาวรับได้บริเวณชายแดน คนลาวชอบดูโทรทัศน์ไทยมากกว่า วัฒนธรรมธรรมวัตถุนิยมและบริโภคนิยมของชาวตะวันตกที่แทรกซึมอยู่ในวัฒนธรรมใหม่ของไทย จะมีผลต่อวัฒนธรรมลาวอย่างแน่นอน ท่านเล่าว่าตั้งแต่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ทำให้มีคดีอาชญกรรมเกิดขึ้นกว่าเดิมมากมาย (ท่านไม่ได้พูดครงๆว่าสาเหตุเกิดจากอะไร) และที่สำคัญเรามักพูดเสมอว่า "ไทย-ลาว นั้นพี่น้องกัน" ข้าราชการลาวระดับสูงดูจะไม่ค่อยชอบฟังคำนี้ เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ ลาวมักจะเป็นน้องทุกที เขาชอบคำว่าเพื่อนบ้านมากกว่า ผมส่งรูปการอบรมครูที่ลาวเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมาให้ดู ![]() ![]() ขณะเดินทางไปลาว ทางองค์การ UNESCO บังคับให้นั่งสายการบินลาว บริกรสาวและหนุ่มบนเครื่องออกมาสาธิตและแนะนำต่างๆขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน ฟังดูแล้วน่าสนใจ เช่นพูดถึงประตูฉุกเฉิน "มีประตูฉุกเฉิน 8 ป่อง(ลาวไม่มีคำควบกล้ำ ปล่องก็อ่านว่า ป่อง) 2 ป่องอยู่ทางด้านหน้าของเคื่องบินซ้ายและขวา อีกป่องอยู่บริเวณกกปีก และอีก 2 ป่องอยู่ทางด้านหลังของเคื่องบิน" ที่น่าสนใจคือความละเอียดอ่อนของภาษาที่บอกตำแหน่งของประตูฉุกเฉินว่าอยู่บริเวณ "กกปีก" คืออยู่บริเวณส่วนต้นของปีกที่ติดกับลำตัว (เปรียบเทียบกับปีกไก่) ผมแนบ File เสียงมาให้ด้วย ไม่ทราบว่าจะส่งได้หรือไม่ "มีประตูฉุกเฉิน 8 ป่อง(ลาวไม่มีคำควบกล้ำ ปล่องก็อ่านว่า ป่อง) 2 ป่องอยู่ทางด้านหน้าของเคื่องบินซ้ายและขวา อีกป่องอยู่บริเวณกกปีก และอีก 2 ป่องอยู่ทางด้านหลังของเคื่องบิน" ผมส่งมาอีทีในรูป ZIP file ![]() |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |