|
โพสต์เมื่อ:
06:49 วันที่ 28 มิ.ย. 2550 ชมแล้ว:
12,047
ตอบแล้ว:
80
วิชาการ.คอม > สายศิลป์ > ภาษาไทย
วิชาการ.คอม > ครูอาจารย์ วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ฟิสิกส์ > ควอนตัม
ผมและครอบครัวเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ในวัยเด็กพ่อของผมต้องไปทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ผมจึงต้องย้ายตามพ่อแม่ไปอยู่และเรียนหนังสือเป็นเวลา 2 ปีที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ ขณะนั้นผมเรียนชั้นมัธยมต้น ในระยะแรกที่ไปอยู่นี้ผมมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนใหม่ เนื่องจากยังไม่คุ้นเคยกับสภาพและภาษาท้องถิ่น ภาษาถิ่นอีสานจึงดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม พยายามหัดพูดเพียงใดก็ทำได้ไม่เหมือน เพื่อนๆมักจะล้อเลียนและตั้งฉายาเป็นภาษาถิ่นแปลกๆให้ผม แถมยังเอาพันธุ์ไม้แปลกๆมาหลอกเล่น เช่นพวก เครือตดหมา เป็นต้น ผมโชคดีที่มีพ่อเป็นคนช่างสังเกตและเข้าใจหลักการใช้ภาษาต่างๆ พ่อแนะว่าวิธีที่จะพูดภาษาอีสานให้เหมือนคนท้องถิ่นภายในเวลาไม่นานก็คือจะต้อง รู้ภาษาไทยอย่างแตกฉาน พ่อเล่าว่าภาษาไทยมีลักษณะเด่นบางอย่างคือมีเสียงวรรณยุกต์ที่สามารถเลียนเสียงคล้ายดนตรีได้ จึงสามารถเปล่งเสียงให้คล้ายภาษาต่างๆได้ เพียงแต่เราต้องสังเกตและจับหลักการให้ได้เท่านั้น พ่อเล่าถึงประสบการณ์เมื่ออยู่ต่างประเทศ และใช้ภาษาไทยช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจนได้เหมือนหรือใกล้เคียง ตอนหลังผมลองนำมาใช้กับการเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และ เยอรมัน ก็ปรากฏว่าใช้ได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้จักภาษาไทยให้ดีเสียก่อน
สมัยเด็กผมชอบเรียนด้านภาษาและทำคะแนนได้ดีพอๆกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ แต่กลัวหางานทำยากจึงมาเรียนฟิสิกส์ ต่อมาโชคดีได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกเลเซอร์ฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ได้มีโอกาสสัมผ้สประสบการณ์ใหม่ และได้สังเกตว่า การผันเสียงภาษาไทยภาคกลางให้เหมือนภาษาอีสานมีลักษณะคล้ายกับหลักการของกลศาสตร์ควันตัมที่เริ่มต้นที่เยอรมนี เปรียบได้กับการกระโดดขึ้นและลงของอิเล็กตรอนเพื่อเปลี่ยนระดับพลังงาน (Quantum Jump) และบางครั้งก็มีข้อบังคับพิเศษเพื่อเปลี่ยนระดับในกรณีที่พลังงานสูงสุด หรือ Selection rules ที่ใช้กับอักษรสูง หลักการที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยบางส่วนที่คิดขึ้นมาเอง เพื่อเป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัยต่อไป และหลักการพูดภาษาอีสานที่จะกล่าวต่อไปนี้อาศัยภาษาของคนหนองคายแถวๆอำเภอศรีเชียงใหม่และอำเภอท่าบ่อเป็นหลัก ภาษาอีสานในท้องถิ่นอื่นๆอาจแตกต่างไปบ้าง (จากการศึกษาพบว่ามีอยู่ประมาณ 16 กลุ่มเสียงท้องถิ่น) ต้องแก้ไขหลักเกณฑ์บ้างก็ใช้ได้ หลักการที่สำคัญคือ ต้องใช้หลักการผันรูปและเสียงวรรณยุกต์เป็นหลักใหญ่ โดยแบ่งการผันเป็น 3 กลุ่มคือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ ส่วนใหญ่เวลาผันมักจะลดรูปวรรณยุกต์ในภาษากลางลง 1 ขั้น เหมือนกับการกระโดดกลับลงมาของอิเล็กตรอนเพื่อให้พลังงานต่ำลง 1 ชั้นก็จะเป็นภาษาอีสาน หรือบางครั้งรูปวรรณยุกต์สูงสุดแล้ว เหมือนพลังงานสูงสุดพร้อมที่จะ ionize ก็ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร เช่น 1. อักษรสูง มี 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ถ ฐ ผ ฝ ศ ส ษ ห คำเป็น : สามัญ เช่น คำว่า ไข อ่านออกเสียงวรรณยุกต์จัตวา ซึ่งเป็นเสียงสูงสุด ในภาษาอีสานให้คงจัตวาไว้ อ่านว่า ไข เอก เช่น คำว่า ไข่ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น (เหมือนลดพลังงานลง 1 ระดับ) กลายเป็น ไข ซึ่งยังเป็นเสียงสูง (พลังงานยังสูงอยู่) ต้องใช้อักษรต่ำที่คู่กับอักษรสูง มาใส่แทน ซึ่งในที่นี้คือ ค ในภาษาอีสานจะอ่านเป็น ไค โท เช่น คำว่า ไข้ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ในภาษาอีสานอ่านว่า ไข่ คำตาย : เช่นคำว่า ผักสด ในภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ พักซด 2. อักษรกลาง มี 9 ตัว ได้แก่ ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ คำเป็น : สามัญ เช่น กิน เสียงสามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้ผันขึ้น 1 ขั้น (กระโดดเปลี่ยนพลังงาน 1 ขั้น) เป็น กิ่น เอก เช่น ป่า เสียงวรรณยุกต์เอก มีขั้นอยู่แล้วให้ลดขั้นลง 1 ขั้น เป็น ปา โท เช่น บ้า รูปและเสียงวรรณยุกต์โท หรือพลังงานอยู่ตรงกลาง (Optimum state) ให้คงเดิม เป็น บ้า ตรี เช่น ตื๊อ ให้ลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า ตื้อ จัตวา เช่น ตี๋ รูปวรรณยุกต์สูงสุด (พลังงานสูงสุด) ให้คงเสียงเดิม เป็น ตี๋แต่อ่านให้สั้นกว่าเดิม คำตาย เสียงยาว เช่น แตก ให้คงเสียงเดิม เป็น แตก เสียงสั้น เช่น ตก ภาษาอีสานให้ออกสียงเป็นวรรณยุกต์ตรี คือ ต๊ก 3. อักษรต่ำ มี 24 ตัว เช่น น ม ค ฟ เป็นต้น คำเป็น : สามัญ เช่น นา รูปและเสียงวรรณยุกต์สามัญ (พลังงานต่ำสุด) ให้เพิ่ม 1 ขั้น อีสานอ่านว่า น่า เอก เช่น ค่า ให้ลดระดับลง 1 ขั้น ภาษาอีสานอ่านว่า คา โท เช่น หน้าม้า รูปวรรณยุกต์โททั้งคู่ (กลุ่มพลังงานสูงสุดของอักษรต่ำ) ให้ลดลง 1 ขั้น อีสานอ่านว่า หน่าม่า คำตาย : เสียงยาว เช่น หมาก, เลือก ให้ออกเสียงวรรณยุกต์เอก อีสานอ่านเป็น หมาก, เหลือก เสียงสั้น เช่น มด บางคนคนเสียงเดิม บางคนออกเสียงวรรณยุกต์เป็น หมด เช่น หมด อีสานออกเสียงเป็นวรรณยุกต์ตรีคือ มด หลักการออกเสียงภาษาอีสานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน แต่มีข้อสังเกตที่สรุปได้ดังนี้ 1. ถ้าเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาในภาษากลาง ในภาษาอีสานก็จะคงเสียงเดิมไว้เช่นเดียวกัน 2. อักษรกลางคำเป็นรูปและเสียงวรรณยุกต์โทเหมือนกัน ให้คงเสียงวรรณยุกต์โทไว้ตามเดิม 3. การผันเสียงภาษากลางให้เป็นภาษาอีสานมักใช้วิธีลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นเป็นส่วนใหญ่ 4. เสียงสามัญไม่สามารถลดรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นก็ให้ใช้การเพิ่มรูปวรรณยุกต์ 1 ขั้นแทน 5. หากมีการลดขั้นของรูปวรรณยุกต์ลง 1 ขั้นแล้วกลายเป็นเสียงจัตวา ก็ให้เปลี่ยนเสียงจัตวานี้ไปเป็นเสียงสามัญ เช่น ไข่ อีสานออกเสียงเป็น ไค และ หมู่ ภาษาอีสานออกเสียงเป็น มู 6. คนอีสานมักไม่ใช้คำควบกล้ำ 7. ในบางท้องที่นอกจากจะออกเสียงโดยการผันวรรณยุกต์แล้ว ยังผันสระไปเลยก็มี เช่น คำว่า เกลือ ในภาษากลาง คนอีสานแถวๆอุบลราชธานี ยโสธร หรือ อำนาจเจริญบางเขต ออกเสียงเป็น เกี่ย 8. บางครั้งตัว ร. เรือ ในภาษากลาง ทางอีสานจะใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น คำว่า หมู่เรา อีสานจะอ่านว่า มูเฮ่า ผมเข้าใจว่าการอ่านตัว ร. เรือ เป็น ฮ. นกฮูกนี้ น่าจะมาจากการอ่านสลับกับของภาษาลาวในยุคโบราณ เพราะในภาษาลาวนั้น ตัว ร. เรือ และ ฮ. นกฮูก เขียนคล้ายกันมาก เพียงแต่ ปลายหางตัวอักษร ร. เรือของลาว ชี้ลง ในขณะที่ ฮ.นกฮูกเขียนเหมือน ร. เรือแต่หางชี้ขึ้น อันที่จริงตัว ร. เรือในภาษาลาวใช้น้อย เพราะเขามักจะใช้ ล. ลิง แทน ส่วนตัว ร. เรือ เช่น เรารักโรงเรียน มักใช้ ฮ. นกฮูกแทน เช่น เฮาฮักโฮงเฮียน (ภาษาอีสานออกเสียงว่า เฮ่าหักโฮ่งเฮี่ยน) เป็นต้น 9. ตัว ห.หีบ และ ย.ยักษ์ คนอีสานมักมีเสียงออกทางจมูก ถ้าลองวิเคราะห์เสียงภาษากลางเปรียบเทียบกับภาษาอีสาน โดยให้พูดประโยค ผมหิวข้าวเหนียว โดยใช้ Fourier Transform จาก Time Domain ของสัญญาณเสียงพูดให้เป็น Frequency Domain จะเห็นความแตกต่างของ สเปคตรัมของความถี่ดังรูป สำเนียงภาษากลาง สำเนียงภาษาอีสาน ที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงแนวทางเพื่อออกเสียงให้เหมือนคนอีสานเท่านั้น ไม่ได้พิจารณาคำศัพท์เฉพาะที่ต่างจากภาษาภาคกลาง หัดแรกๆอาจดูยาก แต่ถ้าได้ฝึกฝนบ่อยๆก็จะสามารถพูดออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ ผมจากหนองคายมา 38 ปีแล้วก็ยังพูดอีสานได้ไม่เคยลืม ก่อนจบบทความนี้จะขอยกตัวอย่างประโยคในภาคกลาง แต่ผันเป็นสำเนียงคนอีสาน เช่น ตอนนี้เราไปซื้อปุ๋ยมาใส่นา แล้วไปซื้อเกลือมาใส่หมากเขือ (มะเขือ) เรากินข้าวกัน แล้วเว้า(พูด) ภาษาอีสานกันให้คือ (เหมือน)คนอีสานแท้ๆ เมื่อผันเป็นสำเนียงอีสานจะได้ว่า ต่อนนี่เฮ่าไป่ซื่อปุ๋ยม่าใซน่า แล่วไป่ซื่อเกื่อม่าใซหมากเขือ เฮ่ากิ่นข่าวกั่น แล่วเว่าภ่าษาอี่สานกั่นให่คื่อค่นอี่สานแท่ๆ ลองพูดสำเนียงที่ผันแล้วนี้ให้คนอีสานฟัง แล้วถามเขาว่าคุณพูดภาษาอีสานเพี้ยนไปหรือไม่ แขชนะ นารีวงศ์ ![]() สวัสดีค่ะ วันนี้เฮ้าก็ได้เว่าล่าวกั๊บหมู้ถี่ขอนแกนทางโทราสั๊บ เพิ่นซ้วนเฮ้าไปออซอนเฮือนไหม๊ (แต่ชวนไปอยู่หลายวัน ) เฮ้าได่บ้อกเพิ่นวา "จั๋งสิไห่ไปโดนเติบ" เพิ่นวาเฮาเถิก "ผีหยางเข่าบอ จั๋งสิอยากเว่าล่าว" อิอิอิ ... อ่านคนคุยกันภาษาลาวแบบคาราโอเกะ แล้วสนุกดีค่ะ แต่...น่องกะ "เมือยเติบเด้อ" อยู่บ้านลำลูกกาก็เว้าลาวอีสาน ข้ามหัวลูกไป ข้ามหัวลูกมาเดี๋ยวลูกก็พูดเป็นเอง สวัสดีน่องหล่า สิหนีหนาด ข่อยมาย้ามหม่องเวปหนี่ยูหลายหมื่อ บ๊อคักใจ๊หลาย บ๊อมีผู่เว่าน้ำข่อย ข่อยเล้ยไปยามเล่นยูเวปอืน ดี่หมากเหล่ยครับย้ากหน่ำไป่ไฉ่หมากๆเหล่ยแตผมใหม่เกงฝิซิ้กส์ ผมก็หง่งยูครับ ถ่ำตั้งหน่านกวาจ๊ะเซ็ด เนื้อยหมากๆเหล่ยครับ วัดดี๋ขับ ผ้มส้งสั้ยหวาเป่นภ่าษ้าใต ฉายมาย (สวัสดีครับ ผมสงสัยว่าเป็นภาษาใต้ใช่ไหม) ภ่าษ้าใต ผ้มแล่งดายกั๋นนา (ภาษาใต้ ผมพูด(แถลง)ได้เหมือนกันนะ) ภาษาปักษ์ใต้ก็มีวิธีผันอีกแบบหนึ่ง วันหน้าจะเอามาเล่าให้ฟังครับ เคาเว้าภาษาอีสานบ่แมนภาษาไต้เด้อสิเบาะเฮ้อเข้าใจ๋อยู่ตี้ บ่อต้องมาแถลงดอกมิเยอะฮู้เด๊าะอยู่ตะเลอกะได้หยินตะภาษอีสานเด้อ 2355 (IP:203.158.206.22) ![]() "แอ่งอารยธรรมอีสาน" โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน สุดยอดดดดดดด พยายามคิดว่าจะถ่ายทอดเสียอย่างไรให้ได้ตรงสำเนียง ตรง tonation มากที่สุด แล้วก็นึกถึงที่คุณ np บอกว่า เราอาจจะใช้เสียงของคีย์บอร์ดเลียนเสียงได้ ผมลองไล่เสียงดูเล่นๆ เสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง คือ สามัญ เอก โท ตรี จัตวา น่าจะไม่พอแล้วล่ะ เพราะเทียบยังงัย ก็ยังเลื่อมๆ ล้ำๆ กันอยู่พอสมควร ก็ให้คิดแว๊บขึ้นมาว่า เสียงครึ่ง sharp หรือ flat น่าจะเข้ามาช่วยได้ เครื่องดนตรีที่ผมพอจะเล่นได้ รู้เรื่องก็มี quitar โปร่ง กะจะลองเอามาเทียบเสียงดูบ้างเหมือนกัน MathGuy ************************************************************ ก็ต้องใช้ทั้ง sharp ทั้ง flat แหละครับ บางเสียงเช่น เสียงโท ต้องใช้ สองคีย์(อย่างรวดเร็ว)ครับ เสียงตรี และเสียงจัตวา ก็เช่นกัน แต่ถ้าใช้ซอละก็ ได้ทุกเสียง แม้แต่เสียงต่างประเทศ (เคยให้คนพิการทางสายตาเขาเล่นให้ฟังมาแล้ว) เป็นความรู้อย่างยิ่งครับ ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ ดังนั้น การที่กล่าวว่า เสียงสามัญขึ้นเป็นเสียงเอก หรือเสียงเอก ลดเป็นเสียงสามัญ เป็นความเข้าใจผิดนะครับ ภาษาไทย 4 รูป 5 เสียง เอ่อ วรรณยุกต์นะครับ ลืมพิมพ์ไป ผมอาจใช้ภาษาไทยแบบโบราณจึงไม่ทราบตามที่คุณ Nacisas กล่าวว่า "ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ ดังนั้น การที่กล่าวว่า เสียงสามัญขึ้นเป็นเสียงเอก หรือเสียงเอก ลดเป็นเสียงสามัญ เป็นความเข้าใจผิดนะครับ" ผมลองค้นดูจากแหล่งอ้างอิงต่อไปนี้ จึงเห็นต่างไป กรุณาดูแหล่งอ้างอิงต่อไปนี้แล้วช่วยอธิบายให้ท่านอื่นเข้าใจด้วยนะครับว่า ทำไมท่านจึงกล่าวว่า "ภาษาไทย เสียงที่ต่ำที่สุดคือเสียงเอกครับ ไม่ใช่เสียงสามัญ" ขอขอบคุณล่วงหน้าครับที่ให้ความกระจ่าง http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2 ภาษาไทย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี วรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ ในภาษาไทย จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง) เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ) เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง) เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง) ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ( -่ ) ไม้โท ( -้ ) ไม้ตรี ( -๊ ) ไม้จัตวา ( -๋ ) ทั้งนี้คำที่มีรูปวรรณยุกต์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีระดับเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน ขึ้นอยู่กับระดับเสียงของอักษรนำด้วย เช่น ข้า (ไม้โท) ออกเสียงโทเหมือน ค่า (ไม้เอก) เป็นต้น อ้างอิง นันทนา รณเกียรติ, ดร. สัทศาสตร์ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548. ISBN 974-571-929-3. COMMENT 50: Herr Nacisas! Sie sollen vielleicht die Thailaendische Sprache noch ein mal wiederholen. Haben Sie Vielen dank! ผมเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดในหมู่นักเรียน นักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ ในเรื่องเกี่ยวกับวรรณยุกต์ไทย จึงขอชี้แจงให้ทราบดังนี้ คือ วรรณยุกต์ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์ จำแนกออกได้เป็น 5 เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี เสียงจัตวา ส่วน รูปวรรณยุกต์ มี 4 รูป ได้แก่ ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี และ ไม้จัตวา ถ้าจัดลำดับ สูง-ต่ำ คนทั่วไปจะเข้าใจว่า เสียงวรรณยุกต์มี 5 ระดับ คือ เสียงสามัญจะต่ำสุด และเสียงจัตวาจะสูงสุด เพราะอาศัยการเรียงลำดับปกติ ผมเข้าใจว่านักภาษาศาสตร์ทั่วไปและนักสัทศาสตร์ เวลาจะพูดคำว่าสูง-ต่ำ อาจหมายถึงความถี่ของเสียง ดังนี้คือ เสียงสามัญ (ระดับเสียงกึ่งสูง-กลาง) เสียงเอก (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ) เสียงโท (ระดับเสียงสูง-ต่ำ) เสียงตรี (ระดับเสียงกึ่งสูง-สูง) เสียงจัตวา (ระดับเสียงกึ่งต่ำ-ต่ำ-กึ่งสูง) เวลาพูดว่าเสียงต่ำ ปรากฏว่าเสียงวรรณยุกต์เอกนั้นจะมีระดับต่ำสุด ตามหลักนักสัทศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสื่อความหมายกับคนทั่วไป โดยเฉพาะนักเรียนนั้นผิดเพี้ยนไป ถ้าจำผิดไปก็จะเกิดความเสียหายแก่นักเรียนได้ เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจะขอใช้หลักทางฟิสิกส์มาอธิบายในเรื่องเกี่ยวกับความถี่ของเสียง ผมทำการอัดเสียงพูด 5 คำ คือ อา อ่า อ้า อ๊า และ อ๋า จากนั้นนำเอาเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 นี้ไปเข้าเครื่องวิเคราะห์สัญญาณความถึ่โดยอาศัย Fourier Transform แยกออกมาเป็นสเปคตรัมของความถี่ 5 สเปคตรัม ตามเสียงวรรณยุต์ต่างๆ ซึ่งจะดูได้ว่าเสียงวรรณยุกต์ใดมีความถี่สูง-ต่ำอย่างไร ![]() ![]() ![]() ![]() |