|
พระพุทธเจ้าค้นพบเซลล์คนแรกจริงหรือ ?
โพสต์เมื่อ:
16:58 วันที่ 2 ก.ค. 2550 ชมแล้ว:
6,090
ตอบแล้ว:
14
พระพุทธเจ้าค้นพบเซลล์คนแรกจริงหรือ ?
![]() จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1- ![]() ผมว่าน่าจะมีคนคิดค้นก่อนท่านอีกนะครับ คนพุทธ (IP:124.121.17.86) ถ้าพูดในทางพุทธศาสนาแล้วนั้น คือถ้าจะพูดให้ถูกต้องน่ะ พระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้ค้นพบ แต่พุทธองค์รู้แจ้งเห็นจริงทุกเรื่องมากกว่าน่ะครับ อย่างเรื่องตอนปฏิสนธิถ้าผมจำไม่ผิดที่เคยอ่านมาเค้าบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า นำขนหางจามรีมาจุ่มน้ำมัน แล้วสลัดใส่ผ้าหรืออะไรซักอย่างผมจำไม่ได้ สลัด 7 ครั้ง ครั้งที่ 7 ก็คือขนาดของเอมบริโอน่ะครับ ถ้าผมจำไม่ผิดน่ะครับ ไว้ถ้าผมหาเจอจะนำมาให้อ่าน จาก ฟองไข่...ไปฟองคลื่น จากกละหยดน้ำปลายจามรี สะบัดแล้วหยดนี้เจ็ดทีได้ กับฟองไข่ในครรภ์พลันเหยียดไป ออกปัญจสังขารไซร้ในอู่ครรภ์ เมื่อถ้วนครบนพมาศก็ปราดปรี่ ศีรษะรี่แหวกออกสำรอกลั่น ส่งเสียงก้องร้องโลกเป็นอัศจรรย์ ชีวิตพลันเต้นกรากวิบากตน ทั้งชีวิตพิศสนุกรุกตลอด ไม่เคยทอดหยุดนิ่งสิ่งเหตุ_ผล ชนะทั่วในพิภพจบสากล ยิ่งและใหญ่ในกมลต้นจวบปลาย บัดนี้นั้นคลื่นคราดฟาดกระหน่ำ ตั้งกำแพงแนวค้ำ..เข้ายำร่าย กวาดลงอู่สมุทรแอ่งกำแพงทราย ชีวิตคล้ายเศษเซลแห่งเวรเดิม ..ดับเถิดดับไปอีกรอบกรอบชีวิต ดับสนิทในชีพหนึ่งเหมือนเพิ่งเริ่ม จุติดายหมายอุบัติกำหนัดเติม ดั่งเชื้อเหิม...ไฟรน..สนธิกาล แล้วอะไรเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิต เพ่งพินิจหาสาระในแก่นสาร ยากจะจบการตาย_เกิด..เปิดทางมาร วัฏฏะเอย..สังสาร..อันยืนยาว..... ...ภาษาพุทธศาสตร์ อภิธรรม กละ....แปลว่า หยดน้ำ ปลายจามรี...แปลว่า ที่ปลายขนหางจามรี.. สะบัดแล้วหยดนี้เจ็ดทีได้..แปลว่า ขนหางจามรี อันได้จุ่มลงไปในน้ำแล้วสะบัด นำกลับมาสะบัด ซ้ำซาก เจ็ดครั้ง จึงจะได้ ขนาด อสุจิแรกเริ่มแห่งบิดา ...อันข้าฯ นี้ เรียกว่า หยดน้ำ ปัญจสังขาร ...คือ ปัญจสาขา คือปุ่มปม 5 ปุ่ม อันตัวอ่อน Embryo ในครรภ์ที่ เรามองเห็นใน เครื่อง Ultrasound แต่เป็นการแยกตัวของเซล ตัวอ่อนในครรภ์มารดา อันพระพุทธองค์ ทรงมุขปาฐะ สาธยายด้วยปากเปล่า ไว้แก่ พุทธสาวก แห่งการกำเนิดในครรภ์แห่งมนุษย์ ด้วยพระญาณวิถีแห่งพระองค์ แห่งการงอก หัว แขน สอง และ ขาสอง ของสัตว์มนุษย์ในครรภ์มารดา อย่างไร นพมาศ....ในที่นี้เสมือน เก้าเดือนแห่งการอุบัติในครรภ์ มารดา วิบาก...แปลว่า ผลแห่งกรรม กรรม คือ การกระทำ ...แห่งตนมาแต่อดีตชาติ จุติ......ก็แปลว่า ดาย. ไม่ได้แปลว่าเกิด หมายอุบัติ.....แปลว่าเกิดขึ้นเริ่มแห่งขีวิต กำหนัดเติม.....อันการเกิดของผู้คนก็อาศัยความกำหนัดในกามแห่งชายและหญิง คู่หนึ่ง สนธิกาล...ในที่นี้ หมายถึง ปฏิสนธิการ คือการเกิด อุบัติใหม่ ด้วย กละ หยดน้ำหนึ่งและฟองไข่ หนึ่ง ฝรั่งเรียกในวิชา ชีววิทยา นั้นว่า Fertilization บทกลอนแห่ง อุบัติการเกิดแห่งมนุษย์ในฟองไข่ และการดับไปแห่งชีวิตในสายน้ำ เพื่อเริ่มการเกิดใหม่ เป็นสังสารวัฏฏ์ อันไม่จบสิ้น ก็ เอวังเพียงเท่านี้แล ท่านที่ปราถนาจะเรียน พุทธอภิธรรมแห่งการกำเนิด ที่เราท่านได้ยินพระสวดศพ ก็ไปหาอ่านได้ ตามเว็บไซด์ มากมายมหาศาล ข้าพเจ้าขอยก คุณงามความดีให้แก่ ท่าน พระอาจารย์ บุญมี เมธังกุโร ผู้ล่วงลับไปแล้วแห่งอภิธรรมมูลนิธิ ที่หนังสือ วิทยาศาสตร์แห่งขีวิตที่ท่านเขียนแจกแจง บทพระอภิธรรม ที่สืบทอดมา 2548+ ด้วย 45 ปีแห่งการประกาศพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นมูลเหตุแห่งความรู้ที่ข้าพเจ้าได้ อ่านแล้วอ่านอีก มานับ 20 ปี ร่วมด้วย หนังสือท่าน อาจารย์ แนบ นีละนีธิ และ ท่านอาจารย์ พร รัตนสุวรรณ แต่ละค่ายท่านผนึกกำลัง เรื่องการ จารบาลี อภิธรรม สายพม่ามาเป็น บาลีไทย ฝากไว้แก่ แผ่นดิน เมื่อกึ่งพุทธกาล อ้างอิง : http://www.thaipoem.com/forever/ipage/poem68752.html ps.พอดีไปเจอมาครับ ขอบคุณครับ น่าสนใจมาก ยังมีเรื่องเกี่ยวกับดวงอาทิตย์อีก ผมอ่านแล้วจำไม่ได้ว่าอยู่ส่วนไหน เจอแล้วจะมาเล่าให้ฟัง ไม่จริงจังอะไรหรอกครับ เดี๋ยวจิตใจหมกมุ่น หม่นหมองเปล่าๆ ถ้าพบอะไรที่น่าสนใจก็ส่งมาแบ่งปันความรู้อีกนะครับ ภาวนามยปัญญา (ปัญญา จากการปฎิบัติ ฝึกอบรมจิต) เป็นสิ่ง ที่เราจะดูหมิ่น ดูแคลน ไม่ได้ เราอาจจะเพียงคาดคะเน คาดเดาได้ แต่ก็จำกัดมาก ด้วยสติปัญญาของเรา ซึ่งเป็นเพียง สุตมยปัญญา หรือ จินตมยปัญญา คือ ได้ฟัง ได้อ่าน ได้เห็น ได้คิดพิจารณาตรึกตามเท่านั้น แต่ปัญญาชนิดที่เกิดขึ้นกับจิตของเราเองนั้น คงยากที่จะบอกเล่าอธิบายกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการอธิบายให้ผู้ที่ยังห่างไกลจากการปฏิบัติ อย่างมากอาจทำได้แค่เทียบเคียง อุปมาอุปไมยเท่านั้น ผู้ที่ใฝ่รู้จริงๆ ควรต้องลงมือปฏิบัติ พิสูจน์ด้วยตัวเองเถิด ปัญญาชนิดนี้ต้องเกิดขึ้นกับใจของเรา หรือให้ใจของเราเป็นปัญญานั้นๆขึ้นมาเอง (จากการฝึกปฏิบัติ ที่ถูกต้อง ด้วยความเพียรตามลำดับ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 ก.พ. 2551 (19:52) คุณไม่ต้องสงสัยพระพุทธเจ้าหรอกครับ พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้แจ้งโลกครับ จึงมีพระนามว่า โลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก เรื่อง กำเนิดของมนุษย์ เป็นเพียงเรื่อง ขี้หมูขี้หมา ครับ จะมีใครบนโลกใบนี้ และทั่วจักรวาล จะเทียบพระพุทธเจ้าได้ ครับ panarat_41439@hotmail.com (IP:222.123.200.128) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 2 เม.ย. 2551 (10:46) กลละ แปลว่า หยดน้ำ ห้วงแห่งอณูของอุทก กละ แปลว่าประดุจ เหมือน ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 เม.ย. 2551 (09:57) พระพุทธเจ้ามิใช่ผู้ค้นพบ แต่เป็นผู้ที่นำความจริงมาเผยแผ่เท่านั้น จากที่เรียนพระพุทธมานะคะ Gluay (IP:222.123.180.104) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 เม.ย. 2551 (10:09) เป็นเพียงการใช้สื่อความหมายให้เข้าใจกันน่ะครับ ความจริงของทุกอย่างมันมีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว พระพุทธเจ้า ท่านเอาความจริงนี้มาเผยแพร่ได้อย่างไร >>> จากการตรัสรู้ ก็คือค้นพบความจริงด้วยตนเอง ไอน์สไตน์เอาความจริงเกี่ยวกับ สสารและพลังงานมาเผยแพร่ได้อย่างไร ฟาราเดย์เอาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้าและแม่เหล็กมาเผยแพร่ได้อย่างไร โคลัมบัสเอาความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่แล้วของทวีปอเมริกามาเผยแพร่ได้อย่างไร ทั้งๆที่อเมริกาก็มีอยู่เดิมแล้ว แต่เราเรียนว่า โคลัมบัสค้นพบอเมริกา ทำไมเราไม่เรียกว่า โคลัมบัสเอาความจริงเกี่ยวกับการมีอยู่ของทวีปอเมริกามาเผยแพร่ เรื่องของเรื่องก็คือการใช้สื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจกันเท่านั้นเองครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 7 เม.ย. 2551 (10:55) ใช้คำว่า "ค้นพบ" สิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน ไม่ได้บอกว่าเป็นผู้ "สร้าง" สิ่งที่มีอยู่แล้วสักหน่อย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 7 เม.ย. 2551 (20:03) พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสิ่งต่างๆทั้งหลายที่เกิดขึ้น แต่ทรงสั่งสอน แต่เพียงหนทางแห่งการดับทุกข์น่ะครับ ผมว่า |