คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
มรดกทางธรณีวิทยาที่สำคัญในประเทศไทย
โพสต์เมื่อ: 18:22 วันที่ 8 ก.ค. 2550         ชมแล้ว: 1,510 ตอบแล้ว: 3
น้องๆที่สนใจธรณีวิทยาในประเทศไทย สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับมรดกทางธรณีวิทยาที่สำคัญในประเทศไทย และ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่น่าสนใจได้จากเว็บไซต์ของกรมทรัพยากรธรณีครับ http://www.dmr.go.th/Attractive_Geo/
45288


จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ก.ค. 2550 (18:26)
45289
อย่างอันนี้เป็น รอยเท้าไดโนเสาร์ภูหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย http://www.dmr.go.th/Attractive_Geo/ne/ne03.html


ที่ตั้ง

แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์ภูหลวง ตั้งอยู่บนยอดภูหลวง ในบริเวณที่เรียกว่าผาเตลิ่น ในพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย อยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ การเข้าถึงทำได้โดยใช้เส้นทางหลวงสาย 203 (เลย-ด่านซ้าย-หล่มสัก) เข้าสู่ภูหลวงที่ข้างโรงเรียนบ้านสานตม ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 36 เข้าไป 18 กิโลเมตร จะถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง การจะเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องขออนุญาต จากกรมป่าไม้ก่อน โดยต้องทำหนังสือถึงกรมป่าไม้ที่กรุงเทพมหานคร เพื่อขอเข้าชม กรมป่าไม้จะออกหนังสืออนุญาตให้ถือมา และส่งสำเนาถึงเจ้าหน้าที่เขตฯ ผู้ชมต้องนำหนังสือมาติดต่อที่ด่านตรวจ ด่านจึงจะอนุญาตให้เข้าชม การไปชมแหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์ต้องมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นผู้นำทาง เดินเท้าออกจากลานจอดรถไปเป็นระยะทาง 5 กิโลเมตร ตลอดทางมีจุดแวะชมธรรมชาติเป็นแห่งๆ การเดินทางมีขึ้นเขาลงเขา แต่ทางเดินสบายไม่ต้องปีนป่าย บริเวณพบรอยเท้าไดโนเสาร์เป็นทางช้างผ่าน มีลักษณะเป็นช่องเข้าไปในทุ่งหญ้าและไม้พุ่มเตี้ยๆ

ธรณีวิทยา

บริเวณรอยเท้าปรากฏให้เห็นบนพื้นชั้นหินทรายที่มีหญ้าขึ้นปกคลุมเป็นหย่อมๆ กว้างประมาณ 8 ตารางเมตร มีรอยเท้าไดโนเสาร์ขนาดกว้าง 35 เซนติเมตร ยาว 31 เซนติเมตร ลึก 3-4 เซนติเมตรปรากฏให้เห็นเป็นจำนวน 15 รอย เป็นรอยเดินไปทางทิศใต้ 10 รอย รอยเดินสวนกลับจำนวน 2 รอย รอยเดินไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อีก 2 รอย และไม่ชัดเจน 1 รอย เป็นรอยของไดโนเสาร์ที่ เดินด้วยสองขาหลัง มีนิ้วเท้า 3 นิ้ว นิ้วกลางยาวที่สุด มีร่องบนพื้นหินตรงตำแหน่งของปลายนิ้วเท้า แสดงถึงเล็บแหลมคมที่จิกลงบนพื้นทราย คำนวณ จากขนาดเท้า ระยะก้าว และรูปแบบการเดิน พบว่าเป็นกลุ่มของไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ มีความสูงจากพื้นถึงสะโพก 1.78 เมตร จำนวนประมาณ 3 ตัว เดินไปด้วยกัน มุ่งสู่ทิศใต้ ด้วยความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจเป็นได้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้ผนึกกำลังกันเพื่อหาเหยื่อ (Buffetaut et al., 1985 The Mesozoic Vertebrate of Thailand. Scientific American 253)

แหล่งรอยเท้าเหล่านี้อยู่ในชั้นหินทรายของหมวดหินภูพาน มีอายุอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือประมาณ 130-120 ล้านปี ชั้นหินส่วนใหญ่ถูกปกคลุมด้วยหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็ก ส่วนที่โผล่ให้เห็นเป็นผิวหน้าของชั้นหิน โผล่ให้เห็นบนพื้นเป็นหย่อมๆ ขนาดเล็ก มีสีคล้ำสกปรก ไม่สามารถเก็บตัวอย่างมาศึกษาโดยละเอียดได้ สำหรับรอยเท้าใช้วิธีทำพิมพ์ แล้วนำพิมพ์มาศึกษา
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ก.ค. 2550 (18:31)
45290
อันนี้คือ "ป่าหินงาม" ตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

ที่ตั้ง

ป่าหินงามตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติป่าหินงามภายใต้การควบคุมดูแลของกรมป่าไม้ ห่างจากตัวจังหวัดชัยภูมิ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 141 กิโลเมตร การเข้าถึงพื้นที่ทำได้โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 201 (ชัยภูมิ - บ้านหนองบัวโคก) เลี้ยวขวาที่ทางแยกบ้านหนองบัวโคก เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 205 (หนองบัวโคก - ชัยบาดาล) ถึงอำเภอเทพสถิต ระยะทางประมาณ 112 กิโลเมตร ก่อนถึงตัวอำเภอเทพสถิต ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางสาย 2354 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางไปป่าหินงามที่ประมาณกิโลเมตรที่ 17 ไปอีกประมาณ 15 กิโลเมตร จะถึงแหล่งท่องเที่ยวป่าหินงาม หรือจะมาจากทางอำเภอบ้านเขว้าก็ได้โดยใช้เส้นทางสาย 225 (ชัยภูมิ-บึงสามพัน) ไปเลี้ยวซ้ายเส้นทางสาย 2354 ซึ่งไปผ่านบ้านซับใหญ่แล้วไปเลี้ยวขวาที่ประมาณกิโลเมตรที่ 17 ไปป่าหินงาม

ลักษณะและภูมิประเทศ

ป่าหินงามเป็นปฏิมากรรมตามธรรมชาติที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป มีลักษณะเป็นแท่งหินรูปร่างประหลาด โดยทั่วไปมักจะมีส่วนคอดกิ่วแบกรับส่วนที่มีขนาดใหญ่หนา ตั้งเรียงรายอยู่บนพื้นที่ที่ราบสูงซึ่งมีลักษณะเป็นเทือกเขาต่อเนื่องเป็นแนวยาวตลอด ในทิศทางประมาณเหนือ-ใต้ มีความสูงประมาณ 846 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เรียกกันว่า เทือกเขาพังเหย พื้นที่เขาพังเหยทางด้านตะวันตก มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน ยาว กั้นพรมแดนระหว่าง ภาคอีสานกับภาคกลาง และจะค่อย ๆ ลาดต่ำไปทางทิศตะวันออก สู่ที่ราบลุ่มของลำห้วยขนาดใหญ่ บริเวณอำเภอบำเหน็จณรงค์ และอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะพบดอกกระเจียวสีชมพูอมม่วง บานสะพรั่งเต็มพื้นที่ของบริเวณป่าหินงามพื้นที่นี้ได้รับการขนานนามว่า ทุ่งดอกกระเจียว ส่วนหน้าหนาวประมาณเดือนธันวาคมถึงมกราคม จะพบดอกกล้วยไม้ รวมทั้งดอกไม้ป่านานาชนิด หลากสี ขึ้นอยู่ตามซอกหิน สวยงามน่าประทับใจแก่ผู้ที่มาเยือน ณ สถานที่แห่งนี้อย่างยิ่ง นอกจากป่าหินงามและทุ่งดอกกระเจียวแล้ว ยังมีหน้าผาชมวิวซึ่งมองลงไปจะเห็นพื้นที่ลุ่มภาคกลาง ของจังหวัดเพชรบูรณ์ได้ สถานที่นี้เรียก สุดแผ่นดิน ทั้งสามแห่งที่กล่าวมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชัยภูมิ (รูปหน้า 80)

ธรณีวิทยา

ป่าหินงามมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 200 ไร่ หินส่วนใหญ่ที่พบในบริเวณนี้เป็น หินชั้นในหมวดหินพระวิหาร มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน วางตัวต่อเนื่องอยู่บนหมวดหินภูกระดึง มีความลาดเอียงไปทางทิศตะวันออก ด้วยมุมเอียงเทประมาณ 10 องศา ประกอบด้วย ชั้นหินทรายเนื้อควอรตซ์ (Quartzitic sandstone) หินทราย และหินทรายปนกรวด (Conglomeratic sandstone) สลับกับหินทรายแป้ง


การเกิด

ปฏิมากรรมที่ป่าหินงาม เป็นกระบวนการผุพังตามธรรมชาติของชั้นหินทราย ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ ลม และแสงแดด มีผลทำให้เนื้อหินผุกร่อน แตกหลุด และถูกนำพาออกไปจากชั้นหิน ทำให้หินส่วนที่เหลือ ซึ่งมีความคงทนกว่า มีรูปร่างแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของความคงทนต่อการกัดกร่อนที่ไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ ลักษณะของโครงสร้าง รอยแตก รอยแยก รากพืชที่ชอนไชเข้าไปตามรอยแตกรอยแยกของหิน รวมทั้งซากพืชที่เน่าเปื่อย ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดการผุพังของหินมากขึ้น และมีรูปร่างต่าง ๆ กันออกไปมากยิ่งขึ้น
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ก.ค. 2550 (18:36)
45291
ลองมาดูทางภาคใต้บ้าง

อันนี้คือ "สุสานหอยแหลมโพธิ์" ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

ที่ตั้ง

สุสานหอยแหลมโพธิ์ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งทะเลบ้านแหลมโพธิ์ หมู่ที่ 6 ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ หรือตามเส้นทางถนนสายกระบี่-หาดนพรัตน์ธารา ประมาณ 20 กิโลเมตร ชั้นหินที่เรียกว่าสุสานหอยจะแผ่กระจายอยู่ตามชายทะเลคิดเป็นระยะทางยาวตามแนวชายฝั่งจาก ทิศตะวันตก - ทิศตะวันออกประมาณ 2 กิโลเมตร

การเดินทางเข้าถึงสุสานหอยแหลมโพธิ์ไปได้สะดวกหลายเส้นทาง ซึ่งแต่ละเส้นทางจะมีป้ายบอกทางอย่างละเอียดโดยตลอด เพราะเส้นทางดังกล่าวเป็นทางเชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงของจังหวัด เช่น หาดนพรัตน์ธารา และอ่าวพระนาง ซึ่งเป็นสถานที่ลงเรือไปเกาะพีพี และเกาะใกล้เคียง

สุสานหอยแหลมโพธิ์ เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธาราและหมู่เกาะพีพี ซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2526 ดังนั้น สุสานหอยแห่งนี้จึงอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สุสานหอยแหลมโพธิ์นี้มีชื่อเรียกกันแต่เดิมว่า สุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี เนื่องจากข้อมูลซากหอยที่สุสานหอยแหลมโพธิ์มีอายุยุคเทอร์เชียรี ซึ่งในสมัยโบราณช่วงอายุของยุคเทอร์เชียรีที่แก่ที่สุดประมาณ 70 ล้านปี ดังนั้นจึงนิยมเรียกสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปี ปัจจุบันการพบซากเรณูและสปอร์ของพืชโบราณที่สุสานหอย ร่วมกับวิทยาการก้าวหน้า และเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้สามารถกำหนดอายุของสุสานหอยแหลมโพธิ์ให้แคบลงกว่าเดิม คืออยู่ในช่วงเวลาประมาณ 40-20 ล้านปี การเปลี่ยนข้อมูลอายุทำให้มีปัญหาว่า จะยังคงเรียกชื่อสุสานหอยเจ็ดสิบห้าล้านปีอยู่หรือไม่ และหากเปลี่ยนจะเรียกว่าอย่างไร

ลักษณะของแหล่ง

สุสานหอย เป็นชั้นของแผ่นหินปูน ซึ่งมีความหนาตั้งแต่ 0.50 - 1 เมตร บนแผ่นหินแต่ละแผ่นมีซากของหอยกาบเดี่ยว (Gastropod) จำพวกหอยขมน้ำจืดสกุล Viviparus จำนวนมากมายมหาศาลทับถมกันและเชื่อมประสานด้วยน้ำปูนจนยึดติดกันเป็นแผ่น วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้ายลานซีเมนต์ ซากหอยโผล่ให้เห็นอย่างเด่นชัดบนแผ่นหินปูนทั้งด้านบนและด้านข้าง ชั้นหินปูนลาดเอียงจากชายน้ำเข้าสู่แผ่นดิน เป็นมุมประมาณ 10 องศา และโผล่ให้เห็นเป็นลานกว้าง ทำให้มีลักษณะเป็นชายหาดลานหินแทนที่จะเป็นหาดทราย
ชั้นหินสุสานหอยโผล่ให้เห็นตามริมหาด เป็นแนวยาวประมาณ 2 กิโลเมตร โดยโผล่สลับกับหาดทรายเป็นช่วง ๆ นับได้สามบริเวณ คือ ด้านตะวันตกของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว กรมป่าไม้ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ และด้านตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมบริเวณหาดลานหิน ในเวลาน้ำลงผู้มาเยือนแหล่งสุสานหอยสามารถเดินตามชายหาดได้ต่อเนื่องทั้งสามบริเวณ

ธรณีวิทยา

หินที่สุสานหอยแหลมโพธิ์เป็นหินชั้น เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนดินเหนียวหรือดินเคลย์ (Clay) ตะกอนทรายและปูนในแอ่งสะสมตัวซึ่งอยู่บนบก เช่น ทะเลสาบ บึง หนอง แบ่งออกได้เป็นชั้นต่าง ๆ ตามชนิดของตะกอนจำนวน 8 ชั้น โดยมีลำดับชั้นตามอายุที่แก่กว่าไปหาอายุที่อ่อนกว่าดังนี้ ชั้นหินเคลย์ ชั้นลิกไนต์หรือหินเคลย์เนื้อถ่าน ชั้นหินเคลย์เนื้อปูนชั้นหินเคลย์ผุ ชั้นดินเคลย์มีแถบสี ชั้นดินลูกรัง ชั้นศิลาแลง และชั้นดินเคลย์ปนทราย ชั้นตะกอนทั้งหมดมีอายุอยู่ในยุคเทอร์เชียรี และยุคควอเทอร์นารี ตะกอนที่สะสมตัวในยุคเทอร์เชียรีมีสภาพเป็นชั้นหินแต่ตะกอนที่สะสมตัวในยุคควอเทอร์นารียังมีสภาพเป็นดินตะกอน ชุดชั้นดินตะกอนนับได้ตั้งแต่ชั้นดินเคลย์มีแถบสีจนถึงชั้นดินเคลย์ปนทราย โผล่ให้เห็นมากที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว (แหลมโพธิ์ 2) ส่วนชุดชั้นหินซึ่งมีซากหอยสะสมอยู่ด้วยและเป็นจุดแห่งความสนใจนั้น พบทั้ง 3 บริเวณ

ชายหาดลานหินปูนเป็นจุดเด่นที่สุดของแหล่งท่องเที่ยวสุสานหอยแหลมโพธิ์ นักท่องเที่ยวจากลานจอดรถหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของกรมป่าไม้จะพากันเดินลงมาชมคลื่นเซาะลานหิน บนลานหาดหินจะพบแนวรอยแยก (Joint) เห็นได้ชัดเจนสองทิศทาง คือ รอยแยกหลัก ซึ่งมีทิศทางเกือบเหนือ-ใต้ และรอยแยกรอง ซึ่งมีแนว 80 องศา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แนวรอยแยกนี้เป็นผลมาจากธรณีแปรสัณฐาน (Tectonics) ที่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังทำให้เกิดรอยเลื่อน (Fault) ใหญ่ เป็นมุมประมาณ 45 องศา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือขนานไปกับชายฝั่ง และมีมุมเอียงเท 60 องศา ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ รอยเลื่อนทำให้ชั้นสุสานหอยโผล่ให้เห็นเฉพาะบริเวณที่เป็นแหลมยื่นออกไปในทะเลและทำให้ชั้นหินสุสานหอยแต่ละบริเวณวางตัวเป็นมุมต่างๆ กันไป เช่น บริเวณด้านตะวันตกของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีการวางตัวในทิศทาง 68-72 องศา ตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมเท 7-17 องศา ตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีแนว 30 องศา ตะวันออกเฉียงเหนือ มีมุมเท 7 องศา ตะวันตกเฉียงเหนือ และบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีแนว 15 องศา ตะวันออกเฉียงเหนือ มีมุมเท 5-15 องศา ตะวันตกเฉียงเหนือ

อายุของชั้นหินสุสานหอย

เดิมอายุของสุสานหอยแหลมโพธิ์ใช้อายุของซากหอยขมโบราณวงศ์ Viviparidae เป็นตัวกำหนด ได้อายุกว้าง ๆ คือ ยุคเทอร์เชียรี (65-1.75 ล้านปี) ปัจจุบันการกำหนดอายุของชั้นหินสุสานหอยได้จากการนำชั้นหินเคลย์ที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ไปสกัดหาซากเรณูและ สปอร์ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของพืชที่มีขนาดเล็กมากจนต้องศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูง เรณูเป็นละอองเกสรตัวผู้ของพืชไม้ดอก ส่วนสปอร์เป็นเซลล์สืบพันธุ์ของพืชชั้นต่ำประเภทเฟิร์นและสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นพืชหรือเป็นสัตว์ เรณูและสปอร์ที่พบในชั้นหินเคลย์ใต้ชั้นสุสานหอยมีมากถึง 29 ชนิด เป็นของพืชที่เจริญเติบโตได้ในภูมิประเทศและภูมิอากาศหลายแบบ มีทั้งพวกที่พบในน้ำ ตามป่าชายเลน ป่าดิบชื้น ป่าสนเขา และพบว่าช่วงเวลาที่มีเรณู และ สปอร์ทุกตัวปรากฏนั้น เป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 40-20 ล้านปี ดังนั้นอายุของชั้นหินสุสานหอย จึงกำหนดให้แคบลงจากเดิมเป็น 40-20 ล้านปี
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1406 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 227 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม

ชื่อ / email:
ข้อความ

รูปภาพ หรือ ไฟล์
กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.