|
โพสต์เมื่อ:
11:12 วันที่ 9 ก.ค. 2550 ชมแล้ว:
47,688
ตอบแล้ว:
13
วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์
วิชาการ.คอม > พักผ่อนหย่อนใจ > ท่องเที่ยว วิชาการ.คอม > วิทยาศาสตร์ > ธรณีวิทยา วิชาการ.คอม > เทคโนโลยี > vEnergy > พลังงานทดแทน ![]() ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณี มีพูดถึงแหล่งน้ำพุร้อนในประเทศไทย ให้ค้นคว้ากันครับ น้ำพุร้อน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีน้ำร้อนไหลขึ้นมาจากใต้ดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายในโลกยังคงมีความร้อนอยู่ ปัจจุบัน พบแหล่งน้ำพุร้อน 112 แหล่ง กระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้ วัดอุณหภูมิน้ำร้อนที่ผิวดินอยู่ในช่วง 40 100 องศาเซลเซียส โดยทั่วไป เรารู้จักน้ำพุร้อนเนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่ามหัศจรรย์ แต่น้ำพุร้อนยังสามารถนำมาพัฒนาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ เช่น การผลิตกระแสไฟฟ้า ด้านอุตสาหกรรม และการเกษตรกรรมอีกด้วย ต้นกำเนิดความร้อน - น้ำพุร้อนที่พบบริเวณหินอัคนี น้ำใต้ดินได้รับการถ่ายเทความร้อนจากหินอัคนีที่ร้อนในระดับลึก และไหลย้อนกลับสู่ผิวดิน - น้ำพุร้อนที่เกิดอยู่ใกล้ หรือเกิดอยู่ในหินแกรนิตจะได้รับความร้อนจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี ซึ่งพบมีค่าค่อนข้างสูงอยู่ในหิน - น้ำพุร้อนที่เกิดอยู่บริเวณรอยเลื่อนมีพลังได้รับการถ่ายเทความร้อนจากแรงเฉือน และรอยเลื่อนดังกล่าว เป็นช่องทางนำน้ำเย็นไหลลงสู่ระดับลึกแล้วไหลขึ้นสู่ผิวดินเป็นน้ำพุร้อน - รอยเลื่อนปกติในทิศทางเหนือ-ใต้ ที่เกิดอยู่ทั่วไปในช่วงเวลาไม่เกิน 1.8 ล้านปี (หลังยุคเทอร์เชียรี) เป็นตัวให้ความร้อนเพิ่มขึ้น - บริเวณประเทศไทยมีค่าการไหลถ่ายความร้อนสูง (high heat flow) ซึ่งเป็นผลมาจากชั้นเปลือกโลก และชั้นแมนเทิล (mantle) บางหรืออยู่ตื้นกว่าปกติ ภาพประกอบจาก http://www.ezytrip.com/travelsearch/images/images/10000/00700/00608_1.jpg ข้อมูลอ้างอิงจาก - มานพ รักษาสกุลวงศ์, 2544, น้ำพุร้อน-แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ วารสารเศรษฐธรณีวิทยา, กรมทรัพยากรธรณี, ปีที่3, ฉบับที่ 4, 8 หน้า. - Raksaskulwong, M., 1999, Geothermal energy development and utilization in Thailand; in NEDO (ed.), Proceedings of Asia Geothermal Symposium, New Energy and Industrial Technology Development Organization (NEDO), Tokyo, Japan, p.70-86. จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1- ![]() ![]() เกิดในหินแกรนิต โดยน้ำฝนและน้ำผิวดินไหลลงสู่ใต้ดินตามรอยเลื่อน รอยแตกของหิน จนถึงความลึกระดับหนึ่ง ได้รับการถ่ายเทความร้อนแล้วไหลกลับสู่ผิวดินตามรอยเลื่อนรอยแตกของหิน เกิดเป็นน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิใกล้เดือด ![]() เกิดในหินชนิดอื่นที่ปิดทับหินแกรนิต โดยน้ำฝนและน้ำผิวดินไหลลงสู่ใต้ดินตามรอยเลื่อน รอยแตก และรูพรุนของหิน จนถึงความลึกระดับหนึ่ง ได้รับการถ่ายเทความร้อนแล้วไหลกลับสู่ผิวดินตามรอยเลื่อนรอยแตกของหิน เกิดเป็นน้ำพุร้อน หรือบ่อน้ำอุ่น ![]() การใช้ประโยชน์น้ำพุร้อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งน้ำพุร้อน อำเภอฝาง เป็นโครงการเอนกประสงค์พลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งเดียวในประเทศไทย ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้พัฒนาผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ประโยชน์โดยตรง แหล่งน้ำพุร้อน อำเภอฝาง อยู่ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ไปทางทิศเหนือ 140 กิโลเมตร มีบ่อน้ำร้อนมากกว่า 100 บ่อ โผล่ให้เห็นอยู่ในหินแกรนิตยุคคาร์บอนิเฟอรัส อุณหภูมิของน้ำพุร้อนสูงกว่า 90 °ซ และอัตราการไหลขึ้นมาเองตามธรรมชาติของน้ำพุร้อน วัดได้ 22.4 ลิตร/วินาที การศึกษาขั้นต้นบ่งชี้ว่า อัตราการไหลของน้ำร้อนจากบ่อเจาะสำรวจตื้นประมาณ 100 เมตร มีความเหมาะสมต่อการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยระบบ 2 วงจร (binary cycle) ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2532 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าสาธิตที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแห่งแรกในเอเชียอาคเนย์ด้วยกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ปีละประมาณ 1,200,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง จะถูกส่งต่อเข้ากับระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อจ่ายให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต่อไป ![]() ![]() น้ำพุเกิดจากปริมาณน้ำใต้ดินที่ส่วนใหญ่ได้จากน้ำฝนที่ซับสู่ใต้ดิน หากดินมีความพรุนมาก ความพรุนของดินนี้เกิดจากต้นไม้ น้ำพุร้อนที่นี่คาดว่ามีการเกิดแบบน้ำพุร้อนกีเซอร์ (Geyser type) ลักษณะของน้ำพุ่งขึ้นจากระดับผิวดินเป็นครั้งคราวตลอดเวลา และคุณสมบัติของน้ำพุร้อนอย่างหนึ่งคือ ช่วยรักษาโรคปวดตามข้อ การเดินทาง ใช้ถนนสายแม่มาลัย-ปาย ไปประมาณ 35 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าไปอีกประมาณ 6.5 กิโลเมตร เป็นทางลาดยาง สามารถใช้บริการรถโดยสารประจำทางสีส้ม สายเชียงใหม่-ปาย ซึ่งจะวิ่งผ่านปากทางเข้า ข้อมูลจาก http://www.ezytrip.com/ ![]() โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นแหล่ง สำรองพลังงานความร้อนขนาดมหึมา พลังงานนี้ซ่อนลึกอยู่ภายใต้ชั้นต่าง ๆ ของพื้นผิวโลกและจะถูกนำขึ้นมาสู่พื้นผิวโลกโดยผ่านทางภูเขาไฟ บ่อน้ำร้อนและน้ำพุร้อน เมื่อพูดถึงภูเขาไฟ โดยทั่ว ๆ ไปแล้วเราก็จะนึกถึงภูเขารูปกรวยคว่ำขนาด ใหญ่ที่ระเบิดพวยพุ่งส่งเปลวไฟ ก๊าซ และก้อนหินปลิวขึ้นไปในท้องฟ้า การปะทุ อย่างขนานใหญ่ของภูเขาไฟบางครั้งก็ให้สิ่งล้ำค่าออกมานั่นคือ พลังงานปริมาณมหาศาลในรูป ของไอน้ำและความร้อนนั่นเอง อย่างไรก็ตามเท่าที่ผ่านมา มนุษย์สามารถควบคุมและใช้ประโยชน์ จากพลังงานนี้ได้เพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้น ในบางประเทศมีการนำเอาพลังไอน้ำจากภูเขาไฟไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและผลิตสารเคมีหลายชนิด เช่น กรดบอริก (BORIC ACID) เป็นต้น ตัวอย่างเช่นในประเทศอิตาลี มีระบบผลิตพลังงานทั้งระบบโดยอาศัยไอน้ำร้อนจากใต้พื้นพิภพ และระบบนี้ยังให้วัตถุดิบที่สำคัญมาใช้ในงานอุตสาหกรรมเคมีอีกด้วย น้ำพุร้อน แหล่งกำเนิดพลังงานอื่น ๆ ก็มีอีก เช่นบ่อน้ำร้อนและน้ำพุร้อน ในบางส่วนของโลกจะมีน้ำร้อนตามธรรมชาติอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน ถ้าน้ำร้อนค่อย ๆ ซึมเอ่อขึ้นมาบนพื้น ผิวโลกเราเรียกว่า บ่อน้ำร้อน แต่ถ้าหากว่ามันปะทุพวยพุ่งสูงขึ้นไปในอากาศ เราก็เรียกว่า น้ำพุร้อน ในบางประเทศน้ำร้อนและไอน้ำถูกนำมาใช้ใน การผลิตกระแสไฟฟ้า และแจกจ่ายความร้อนและน้ำร้อนเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค ดังเช่น ประเทศไอซแลนด์ ซึ่งมีน้ำพุร้อนอยู่มากมายหลายแห่งและมีบ่อน้ำร้อนที่จัดได้ว่าอยู่ในบรรดาบ่อน้ำร้อนที่ร้อนที่สุดในโลกด้วย น้ำพุและบ่อน้ำร้อนเหล่านี้เกิดอยู่ท่ามกลางแหล่งหินละลายอันทุรกันดารใหล้กรุงเรกยะวิก (REYKJAVIK) เมืองหลวงของประเทศ น้ำร้อนจากเครือข่ายของบ่อน้ำร้อนอันกว้างใหญ่นี้ถูกส่งไปตามท่อเพื่อใช้เป็นน้ำร้อนและทำความอบอุ่นให้กับบ้านเรือน โรงพยาบาลโรงเรียน และอาคารสาธารณะต่าง ๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ก็มีบ่อน้ำร้อน และน้ำพุร้อนอยู่มากมายเช่นเดียวกับที่พบในประเทศ ไอซแลนด์ และที่ป่าสงวนแห่งชาติเยลโลว์สโตน (YELLOWSTONE) ของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับที่ประเทศอิตาลี วิศวกรของนิวซีแลนด์ได้สร้าง โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากไอน้ำร้อนที่อยู่ใต้ดินด้วย ในพื้นที่บางแห่งตามชายฝั่งทะเลด้าน มหาสมุทรแอตแลนติคของประเทศฝรั่งเศส สภาพน้ำขึ้น น้ำลง เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เกาะมองแซงมิเชล (MONT-SAINT- MICHEL) แสดงให้เห็นเป็นอย่างดีว่า เมื่อน้ำลง เกาะมองแซงมิเชลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ แผ่นดินใหญ่ของประเทศฝรั่งเศส และเมื่อกระแสน้ำค่อย ๆ เอ่อสูงขึ้น น้ำจะล้อมรอบแผ่นดินนี้ ทำให้กลายสภาพเป็นเกาะ ในช่วงเวลาน้ำขึ้นนี้ การเดินทางไปสู่เกาะจะกระทำได้ก็โดยทางเรือหรือ โดยเส้นทางที่มีความยาวหนึ่งไมล์ซึ่งเชื่อมตัวเกาะกับแผ่นดินใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ได้อาศัย สภาวะน้ำที่ขึ้นสูงเป็นพิเศษนี้เป็นตัวจ่ายพลังงานให้แก่สถานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขึ้น น้ำลงที่ชายฝั่ง ของประเทศฝรั่งเศส ในพื้นธรณีของเรา มีทรัพยากรอันล้ำค่าอยู่มากมาย และถ้าเราได้เรียนรู้วิธีการควบคุมและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมแล้วพรัพยากรเหล่านี้ก็ให้ ประโยชน์แก่มวลมนุษย์ทั้งโลกมากมายเลยทีเดียว ข้อมูลจาก http://www.school.net.th/library/snet3/supinya/spring_energy/spring-energy.htm ภาพจาก http://www.travelfortoday.com/scoopphang.htm ![]() ที่ตั้ง ในเขตบ้านท่าไม้แดง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงจังหวัดเส้นทางกำแพงเพชร - หนองปลิงเป็นบ่อน้ำพุร้อนจากใต้ดินที่เชื่อกันว่าสามารถรักโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ปวดเมื่อย โรคผิดหนัง ฯลฯ ได้ลักษณะเป็นบ่อโคลนสีดำขนาดรัศมี 50 เซนติเมตร มีอยู่ด้วยกัน 3 จุดในบริเวณที่ไม่ห่างไกลกันนัก ลักษณะเด่น น้ำพุร้อนนี้ไม่แสดงอาการพุ่งของก๊าซ เพราะผสมในน้ำโคลน แต่หากได้โกยโคลนออกให้พ้นหลุดลึกพอประมาณจนน้ำใส จะมองเห็นฟองของไอร้อนบ้างแต่ไม่มากนัก จากการวิเคราะห์คุณภาพน้ำปรากฏว่าสามารถใช้ดื่มได้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าน้ำพุร้อนแห่งนี้ไม่มีกลิ่นกำมะถันเช่นบ่อน้ำพุร้อนที่อื่น ๆ ข้อมูลจาก http://kpp.nfe.go.th/travel_P3.php ขอบคุณคุณ จ้อ มากน่ะครับที่เอาบทความดี ๆ มาให้อ่านกัน เพชรบูรณ์ก็มีน้ำพุร้อนเพิ่งค้นพบ อยู่ห่งจากถนนสระบุรี - หล่มสัก 700 เมตร ชื่อพุน้ำร้อน หรือน้ำพุร้อนบ้านครู ไหลพุ่งขึ้นมาเองแต่ไม่สูง ดื่มก็ได้ ไม่เหม็นกำมะถัน อยู่ที่ บ้านหนองยาง หมู่ 9 ตำบลพุขาม อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ เป็นที่อาบน้ำแร่ถ้ามาจากกรุงเทพ ผ่านที่ว่าการอำเภอ ศรีเทพ ประมาณ 15 กม.ผ่านตลาดตำบลพุขาม ประมาณ 2 กม. พบป้ายบอกทางเข้า ที่ข้างทาง แยกทาง ซ้ายมือ ประมาณ 700 เมตรทางลาดยาง มีที่จอดรถ สะดวก ไม่เก็บค่าผ่านประตู ไปมาแล้วดีจริง ๆ wwatt@hotmail.com (IP:61.19.193.114) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 5 มี.ค. 2551 (23:06) <P>ไปมาแล้วน้ำพุร้อนที่ว่านี้เยี่ยมจริงเดี๋ยวนี้พัฒนากว่าเดิมมาก ทั้งอาบน้ำแร่ ทั้งพักรถและพักคน ไปอีก10 กม.ก็จะถึงไก่ย่างวิเชียรบุรีต้นตำหรับของแท้แน่นอน วันไปมีนักเรียนมาเยี่ยมชมน้ำพุร้อนที่ว่านี้ด้วย มีคนอธิบายให้ฟังพลอยได้รับความรู้ด้วย</P> ssw@thaimail.com (IP:61.19.193.126) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 6 มี.ค. 2551 (07:26) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 6 มี.ค. 2551 (07:28) ![]() |