การพัฒนาแขนเทียมด้วยความพยายามของตัวเอง

                                      

 

นายมาร์ค เลเซก นักธุรกิจชาวทัสมาเนียผู้ที่มีความพิการทางร่างกาย โดยอวัยวะส่วนแขนที่ขาด เขาได้ใช้ความพยายามของตัวเองในการสร้างแขนเทียม และเนื่องจากว่าเขาโดนปฏิเสธการรักษาจากแพทย์ เนื่องจากแพทย์ลงความเห็นว่าร่างกายของเขาไม่ควรที่จะนำเอาแขนเทียมไปติดตั้งใช้งาน นายมาร์คจึงได้คิดที่จะสร้างแขนเทียมขึ้นมาเองเพื่อให้มีแขนที่สามารถใช้การได้โดยไม่พึ่งคุณหมอ

 

มาร์คอายุ 52 ปี เขาสูญเสียแขนข้างหนึ่งของเขาไปเมื่อครั้งที่เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เขาถูกตัดแขนทิ้งเพื่อรักษาชีวิตของเขาเอาไว้ และทางแพทย์ได้พยายามในหลายๆครั้งในการใส่อวัยวะหรือแขนเทียมแต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับเขาได้ มาร์คเคยเดินทางไปที่ออสเตรเลียเพื่อทำการใส่แขนเทียมที่เป็นนวัตกรรมของประเทศเยอรมันที่มีราคาสูงถึง 80000 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ก็ไม่สามารถใช้การได้ดี จึงต้องถอดออกหลังจากนั้นไม่ถึงปี ซึ่งในระหว่านั้นต้องมีการส่งแขนเทียมกลับไปที่ประเทศเยอรมันเพื่อทำการแก้ไขหลายครั้งและทำให้เสียค่าใช้จ่ายไปว่า 6000 ดอลล่าร์สหรัฐ

 

แต่เขาก็ไม่ละความพยายาม เพราะหลังจากนั้นไม่นาน มาร์คได้เห็นรายการในโทรทัศน์ที่มีการนำเสนอกระบวนในการนำเอาสารหรืออุปกรณ์ เช่นไททาเนียม อุปกรณ์โลหะที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายตนมายึดติดกับกระดูกของมนุษย์โดยตรง เพื่อเป็นการแทนที่อวัยวะบางส่วนที่ใช้การไม่ได้ของมนุษย์อย่างเช่นการทำรากฟันเทียม ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าเป็นกระบวนการ osseointegration ก็ทำให้เขาเกิดแนวคิดที่จะใช้วิธีการนี้ในการสร้างแขนเทียมสำหรับตัวเขาเอง มาร์คจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาแพทย์ในเมืองเมลเบิร์นแต่แพทย์ปฏิเสธความคิดของเขา

 

มาร์คจึงเดินทางไปยังประเทศสวีเดนเพื่อไปยังสถาบันที่ทำงานเกี่ยวกับกระบวนการ osseointegration โดยเฉพาะอย่าง Branemark Osseointegration Centre โดยมาร์คเดินทางมาเพื่อขอคำปรึกษาและความเป็นไปได้ในการทำแขนเทียมด้วยวิธีนี้ และเขาก็กลับมาขอความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยทีสมาเนียใยการช่วยพัฒนาแขนเทียมขึ้นมาโดยใช้หลักการ osseointegration

 

Branemark ได้ค้นพบหลักการ Osseointegration โดยครั้งแรกได้นำมาใช้ทางด้านทันตกรรมในการทำรากฟันเทียม ในปีพ.ศ.2528 ซึ่ง Osseointegration หรือทฤษฎีการเจริญของกระดูกเข้าสู่ผิวรากเทียม หรือการที่ไทเทเนียมยึดแน่นกับกระดูก  คือการยึดเกาะอย่าง เหนียวแน่นของกระดูกต่อผิวรากเทียมที่ทำจากไทเทเนียมภายใต้สภาวะที่ปราศจากแรงรบกวนทุกชนิดต่อผิวรากเทียมที่ถูกฝังในกระดูกขากรรไกร 4-6เดือน หลังจากที่รากเทียมยึดเกาะกับ กระดูกขากรรไกรดีแล้ว   ก็พร้อมจะเป็นหลักยึดของฟันปลอมชนิดต่างๆที่ได้ออกแบบไว้ก่อนแล้ว ไทเทเนียมเป็นโลหะที่พิเศษ กล่าวคือ มันจะยึดตึดกับกระดูกโดยไม่มีชั้นใดๆ มาขวางกั้น เรียกกันว่า osseointegration ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของไทเทเนียมคือ มันจะไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ร่างกายคนยอมรับได้ดี ไม่มีการอักเสบของเนื้อเยื่อแม้แต่ภายในช่องปาก และเพราะคุณสมบัติที่เข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อในร่างกายมนุษย์ จึงมีการใช้ไทเทเนียมกันอย่างกว้างขวางในทางการแพทย์ เช่น การฝังเข้าไปในสะโพก หัวเข่า ฯลฯ  และมาร์กก็ได้ประยุกต์มนำเอาวิธี Osseointegration มาใช้ในการนำเอาแขนเทียมมายึดติดกับร่างกายของเขาเพื่อสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

หนึ่งปีต่อมาหลังจากที่มาร์คได้รับการผ่าตัดสองครั้ง การใส่แขนเทียมไปยังร่างกายของมาร์คก็ประสบความสำเร็จด้วยจำนวนเงินที่จ่ายไปประมาณ 80000 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งแขนเทียมนี้ทำจากวัสดุที่เป็นเส้นใยคาร์บอน และสามารถควบคุมการทำงานได้คล้ายกับแขนจริงโดยการทำงานของแขนสามารถควบคุมได้ด้วยคอมพิวเตอร์

 

ในขณะนี้มาร์คและนักวิจัยของมหาวิทยาลัยทีสมาเนียกำลังทำการค้นคว้าเทคโนโลยีที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของแขนเทียมโดยใช้คลื่นสมองเป็นตัวสั่งการ ซึ่งผู้ใช้จะต้องใส่หมวกที่มีส่วนประกอบของขั้วไฟฟ้าที่สามารถส่งสัญญาณการทำงานไปยังแขนพร้อมทั้งสามารถรับส่งสัญญาณไปยังคอมพิวเตอร์ได้ด้วย

 

ซึ่งสาเหตุจากการที่ตัวของเขาเองสูญเสียแขนและการรักษาด้วยแพทย์นั้นไม่สามารถช่วยเค้าให้สมหวังได้ จึงทำให้เขาพยายามด้วยตัวเอง ค้นคว้าหาวิธีด้วยตัวเองทำให้มีความรู้มากขึ้นจากความพยายามด้วยตัวเอง จนประสบความสำเร็จในการพัฒนาแขนเทียมขึ้นมาใช้งาน ซึ่งการพัฒนาของเขายังเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆอีกด้วย

 

ที่มา

http://www.themercury.com.au/article/2009/02/13/55201_tasmania-news.html

 

โดย

ธนัช


tags :

บทความอื่นๆ