vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
ระวัง!ผู้หญิงนอนกรนอาจเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
โพสต์เมื่อ: 12:07 วันที่ 14 มิ.ย. 2552         ชมแล้ว: 15,629 ตอบแล้ว: 2
ห้อง >> สุขภาพ >> โรคภัยไข้เจ็บ

ขอเตือนคุณผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไว้ว่าหากคุณเป็นคนนอนกรนและสามีของคุณมักจะบ่นเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ อาจจะไม่ได้มีผลแค่การรบกวนกันเสียแล้ว แต่อาจมีผลต่อสุขภาพกายของคุณด้วย เพราะโรคเบาหวานจะถามหานั่นเอง

 

จากการศึกษาของ Northwestern University Feinberg School of Medicine พบว่าผู้หญิงที่กรนบ่อยๆในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือ (gestational diabete) ได้ ซึ่งเป็นอาการที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่อแม่และทารกได้

 

และนี่ก็เป็นการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการกรนและโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย

 

จากการศึกษาอาสาสมัครหญิงตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพดีกว่า 189 คนที่มีอายุครรภ์ได้ 6-20 สัปดาห์ พบว่า ผู้หญิงที่กรนบ่อยๆนั้นมีโอกาสถึง 14.3 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ขณะที่ผู้หญิงที่ไม่ได้กรนเลยนั้นมีโอกาสเป็นแค่ 3.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยนักวิจัยพยายามจะควบคุมปัจจัยอื่นๆที่อาจก่อให้เกิดโรคเบาหวานขณะตั้งครรค์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นดัชนีมวลกาย, อายุ และเชื้อชาติ

 

นายแพทย์ Francesca Facco ผู้อำนวยการวิจัยจาก Northwestern's Feinberg School จะรายงานการค้นพบดังกล่าวนี้ในวารสารการประชุมประจำปีครั้งที่ 23 ในงาน SLEEP 2009 ที่จัดโดย Associated Professional Sleep Societies วันที่ 11 มิถุนายนนี้

 

"การถูกรบกวนเวลานอนในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่นี้อาจส่งผลลบต่อระบบหมุนเวียนโลหิตและกระบวนการเมตาบอลิซึมได้" Facco บอก

 

"การกรนนั้นเป็นสัญญาณของการไหลเวียนอากาศที่ไม่คล่องตัว และอาจทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายในขณะที่หลับได้ไม่ดี อันมีผลต่อร่างกายคุณได้"

 

"และก็อาจจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนซิมพาเทติกได้ อันมีผลให้ความดันเลือดสูงขึ้นในเวลากลางคืน กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและระบบเมตาบอลิซึมเปลี่ยนไป เพิ่งความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานได้"

 

การศึกษาครั้งนี้ยังพบว่าผู้หญิงจะกรนบ่อยขึ้นในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่ โดยในช่วงแรกที่ตั้งครรภ์นั้น ผู้หญิงกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ที่เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้กรนบ่อยมาก และในช่วงหลังๆของการตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่กรนเพิ่มขึ้นเป็น 16.5 เปอร์เซ็นต์ โดยจะกรนมากกว่า 3 วันใน 1 สัปดาห์

 

Facco ยังบอกด้วยว่าการกรนในช่วงตั้งครรภ์นี้อาจเกิดจากน้ำหนักตัวของแม่ที่มากขึ้นและอาการบวมน้ำ อันเป็นสาเหตุให้ได้รับอากาศไม่เพียงพอ แต่ความเกี่ยวข้องกันระหว่างการกรนกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์นี้คืออะไรยังไม่มีใครทราบ

 

ในขณะนี้พบกว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้หญิงเหล่านั้นไม่มีอาการที่บ่งบอกว่าจะเป็นโรคเบาหวานเลย นอกจากนั้น ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็นโรคนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแบบเดียวกันเมื่อตั้งครรภ์ได้ อันก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีก

 

ทารกเหล่านี้มีโอกาสที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดน้ำอีกด้วย เพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนในเวลาต่อมาได้ หรือร่างกายของทารกเหล่านั้นอาจจะควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ หรือมีอาการระบบเมตาบอลิซึมผิดปกติเมื่อเติบใหญ่ขึ้นได้

 

ในขณะที่โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์นี้มักจะได้รับการรักษาหลังจากผ่านช่วงตั้งครรภ์ไปแล้ว ผู้หญิงกลุ่มนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคเบาหวานประเภท 2 ในเวลาต่อมา

 

Facco บอกว่าต่อไปคงจะมีการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการกรนกับโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต่อไป เพื่อจะได้หาทางออกและทางป้องกันอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับช่วงที่ตั้งครรภ์นี้

 

"ถ้าหากว่าการกรนนี้เป็นการรบกวนคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ก็ควรจะไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนนะครับ" Facco ทิ้งท้าย

 

นอกจากงานวิจัยเรื่องนี้แล้ว Facco ยังมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการนอนอีก ไม่ว่าจะเป็นโรคเพลียหรือโรคนอนไม่หลับขณะตั้งครรภ์อีกด้วย

 

แปลจาก : http://www.sciencedaily.com/releases/2009/06/090611071401.htm




Natty_sci เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน4 ครั้ง - ดาว 68 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ข่าวแปลอื่น ๆ

ข่าวหนังสือพิมพ์อื่น ๆ

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in14.147 seconds !