จุดตัดรถไฟ:อันตรายที่ถูกมองข้าม!

         เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของหนัง สือพิมพ์หลายฉบับรายงานข่าว เหตุการณ์  “คุณหญิงสุพัตรา-พล.อ.ปฐมพงษ์” ประสบอุบัติเหตุขณะขับรถเก๋งโตโยต้า คัมรีข้ามทางรถไฟ ขณะขับรถไปบ้านพักจังหวัดราชบุรี ช่วงกำลังขับข้ามทางรถไฟ รถเกิดติดร่อง กลางระหว่างทางรถไฟ จึงตัดสินใจถอยหลัง เป็นจังหวะเดียวกับ ขบวนรถไฟวิ่งออกมาจากสถานีโพธารามมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ พุ่งชนด้านหน้าอย่างจัง จนรถตกลงไปข้างทาง แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด (มติชนรายวัน, เดลินิวส์ 17 ก.ค. 2552)

       อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นประจำ สม่ำ เสมอจากการขับรถผ่าน (หรือฝ่า) จุดตัดรถไฟทั้งในจุดที่มีสัญญาณเตือนและไม่มีสัญญาณทั่วประเทศ หากแต่หลาย ๆ ครั้งที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว และไม่โชคดีเท่ารายของคุณหญิงสุพัตราและ พล.อ.ปฐมพงษ์ นอกจากนั้นเรื่องของอุบัติเหตุย่อมไม่ใช่เรื่อง ของโชค แต่เป็นเรื่องที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ ที่สามารถอธิบายและแก้ไขได้ทางวิทยาศาสตร์

      จากข้อมูลของการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) ปี 2550 ระบุว่า ปัจจุบันโครงข่ายเส้นทางรถไฟทั้งประเทศรวม 4,043 กิโลเมตร มีจุดตัดผ่านทางรถไฟทั้งสิ้น 2,449 แห่ง ซึ่งมีเส้นทางตัดผ่านที่ได้รับอนุญาตจากการรถไฟฯ ประมาณ 1,914 แห่ง และเป็นทางลักผ่านที่ไม่ได้รับอนุญาตจากการรถไฟฯ ประมาณ 535 แห่ง โดยการรถไฟฯ ได้ติดตั้งระบบป้องกันอุบัติเหตุหรือเครื่องกั้นถนนแล้วประมาณ 637 แห่ง

      ถึงกระนั้น สถิติการเกิดอุบัติเหตุ บริเวณจุดตัดรถไฟกับถนน ทั้งที่เป็นทาง การกับจุดที่เป็นทางลักผ่าน (จุดที่ชาวบ้านสร้างทางเชื่อมตัดทางรถไฟเพื่อย่นระยะการเดินทาง) ก็มีบ่อยครั้งในปริมาณมากขึ้น และทวีความรุนแรงจนถึงขั้นสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจส่วนบุคคล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเยียวยาและดูแลรักษาแต่ละปีมูลค่ามหาศาล

      สถิติการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละปีจากกระทรวงคมนาคมพบจำนวนผู้บาด   เจ็บ และเสียชีวิตไม่น้อย เห็นได้จากสถิติอุบัติเหตุเฉพาะที่เกิดจากการขับรถผ่านจุดตัดทางรถไฟกับถนน (รถยนต์) ปี 2548-2550 มีจำนวนมากถึง 290 ครั้ง บาดเจ็บ 339 คน และเสียชีวิต 96 ศพ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงอันตรายที่อาจเกิดจากอุปสรรคทางกายภาพ พื้นที่และ/หรือการขาดความระมัดระวังในวิสัยปุถุชนที่ยังขาดสำนึกแห่งความ ปลอดภัยก็เป็นได้

      ตามผลการศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ยอมรับว่า ปัจจัยสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุโดยทั่วไป คือ ปัจจัยในเรื่องของมนุษย์ ทัศนคติ ความตระหนักรู้ในการใช้รถใช้ถนน ความพร้อมของยานพาหนะ สภาพความสมบูรณ์ของถนน และสภาพแวดล้อมขณะใช้รถใช้ถนน

       เช่นเดียวกับการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน แน่นอนว่าสาเหตุของอุบัติเหตุมักมาจากปัจจัยด้านคน ยานพาหนะ ถนน และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและลักษณะทางกายภาพโดยรอบบริเวณจุดตัดทางรถไฟเป็นปัจจัย สำคัญหลักที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนนมากที่สุด รองลงไปก็คือ การขาดความระแวดระวังและความตระหนัก ถึงโอกาสที่อาจเกิดอันตรายจากการขับรถข้ามทางรถไฟได้ทุกวินาที รวมถึงความพร้อมและความสมบูรณ์ของเครื่องมือเพื่อความปลอดภัย ตลอดจนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ บริเวณจุดตัดทางรถไฟซึ่งไม่เฉพาะแต่ทางการภาครัฐ หากควรเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนทั้งระดับชุมชนและระดับรัฐในการเชื่อมประสาน อย่างเป็นเอกภาพ 

       ความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุอันเป็นอันตรายที่แทรกซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้าน และชุมชนรอบบริเวณจุดตัดรถไฟ และเป็นอันตรายที่คนส่วนใหญ่อาจ ไม่คาดคิด แต่ก็เป็นปัญหาที่ควรได้รับความสนใจและแก้ไขให้ถูกทางตามหลักวิศว กรรมกายภาพจราจรอย่างจริงจัง เช่น เดียวกับโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนที่กำลังดำเนินการ อยู่ทั่วไป

      ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงบางประการ ที่มักถูก มองข้าม และมีผลต่อการตัดสินใจเสี่ยง เมื่อ ขับรถข้ามจุดตัดรถไฟ ซึ่งควรได้รับการทำ ความเข้าใจในกลุ่มผู้สัญจรและผู้อาศัยในบริเวณจุดเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น

-รถไฟได้สิทธิในบริเวณทางตัดผ่านระหว่างถนนกับรถไฟก่อนรถทุกประเภท รวม ทั้งรถฉุกเฉิน รถตำรวจ
-แม้ว่าการเดินรถไฟจะมีตารางเวลาเดินรถที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่บ่อยครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงและล่าช้า และ/หรือมีขบวนเสริม ซึ่งไม่อยู่ในตารางเดินรถ จึงต้องตระหนักเสมอว่าอาจมีขบวนรถไฟผ่าน ได้ตลอดเวลา
-ตัวรถไฟมีความกว้างมากกว่ารางรถไฟ การใช้พื้นที่บริเวณริมทางรถไฟจึงต้องระมัดระวังการเกี่ยวชนจากส่วนยื่นของรถไฟ
-ด้วยรถไฟมีขนาดใหญ่ ทำให้การคาดคะเนความเร็วช้ากว่าความเร็วจริง ซึ่งเกินความคาดหมายของคนทั่วไป
-รถไฟไม่สามารถหยุดรถได้อย่าง กะทันหัน เนื่องจากขนาดใหญ่ มีน้ำหนัก มาก และวิ่งด้วยความเร็ว จึงต้องใช้ระยะ ทางประมาณหนึ่งกิโลเมตรเพื่อหยุดรถได้สนิท 
-รถไฟสมัยใหม่มีเสียงจากการเดินรถที่ค่อนข้างเบากว่ารถไฟสมัยก่อน ทำให้ไม่สามารถได้ยินเสียงในระยะไกล

      แม้ดูเหมือนข้อเท็จจริงข้างต้นจะเป็น ข้อมูลที่พอจะรู้กันอยู่บ้างแล้ว แต่เมื่ออยู่ในสภาพการณ์ที่เชื่อมั่นว่า “สามารถขับข้ามพ้นได้ทัน” หรือ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้มองเห็นทัศนวิสัยได้รอบด้าน หรือเหตุผลใด ๆ ก็ตาม แสดงถึงความจำเป็น ในการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ปลูกฝังสำนึกความปลอดภัย เพื่อสร้างพฤติกรรมปลอดภัยในการสัญจรบริเวณจุดตัดทางรถไฟอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งที่สมควรดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริงให้ได้  

       วิธีการที่ดีที่สุด นอกจากการปรับปรุงระบบการเดินรถไฟทั่วประเทศให้เป็นไปอย่างปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ได้มาตรฐานแล้ว สิ่งที่สมควรดำเนินการพร้อม ๆ กันไปด้วย ก็คือ การรณรงค์ให้ความรู้ด้านความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนนบริเวณจุดตัดทางรถไฟสำหรับผู้มีโอกาสสัญจรในบริเวณดังกล่าวโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนรับผิดชอบ ตั้งแต่ประชาชนไปถึงองค์กรทุกภาคส่วน ทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนในโรงเรียนชุมชนโดยรอบ ผู้ขับขี่ยานยนต์ รถขนส่งสาธารณะ ฯลฯ

      อุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ช่วยกันป้องกัน ได้ ไม่ใช่เรื่องของโชค หรือเคราะห์กรรม แต่อย่างใด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก


เดลินิวส์
tags :

บทความอื่นๆ