แก๊สเรือนกระจกเป็นปัญหาหลักของสภาพอากาศที่แปรปรวน แต่เทคนิคใหม่นี้สามารถเปลี่ยนแก๊สเหล่านี้ให้กลายเป็นหินแข็งได้ก่อนที่พวกมันจะลอยเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ถ้านำไปใช้กันให้แพร่หลาย อาจจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้

นักวิจัยในประเทศไอซ์แลนด์ได้ทำการฉีดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปหิน basalt (หินอัคนีพุ) มันเป็นหินชนิดหนึ่งที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็ว ประมาณสองปีหลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของแก๊สได้เปลี่ยนกลายเป็นหิน

การเปลี่ยนให้แก๊สเป็นของแข็งนั้นเป็นการล็อคพวกมันไว้ไม่ให้ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในตอนนี้ แก๊สชนิดนี้ไม่สามารถที่จะคุกคามชั้นบรรยากาศของโลกได้อีกแล้ว กระบวนการนี้อาจจะช่วยลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกบนโลกได้

“มันเยี่ยมมาก” Jeurg Matter กล่าว “มันเป็นอะไรที่ง่ายและรวดเร็วในการเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาได้อย่างถาวร” เขากล่าวเพิ่มเติม ในฐานะที่เป็นนักธรณีเคมี ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับสารประกอบทางเคมีของหินบนโลก และศึกษาว่ามันเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร เขาทำงานให้กับ University of Southampton ในประเทศอังกฤษ

ทีมวิจัยของเขาได้ทำการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน

หิน basalt มีความพิเศษอย่างไร

ผู้คนพยายามที่จะทำการเก็บแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายๆวิธีที่แตกต่างกันออกไป หลายๆวิธีทำการปั๊มแก๊สเข้าไปในชั้นหินใต้พื้นดิน แต่บางครั้ง แก๊สเหล่านี้สามารถที่จะรั่วกลับออกมาที่พื้นผิวได้ อย่างไรก็ตาม หินเหล่านั้นไม่เหมือนกับหิน basalt มากกว่าหนึ่งในสี่ของหิน basalt นั้นถูกสร้างขึ้นจากธาตุที่ทำปฏิกิริยากับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนั้นทำให้พวกมันเปลี่ยนรูปกลายเป็นหินแร่ธาตุได้ เช่นหินปูน

กระบวนการนี้เรียกว่า mineralization (การเปลี่ยนให้เป็นแร่ธาตุ) มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อหิน basalt นั้นสัมผัสกับอากาศที่เป็นอันตราย นักวิจัยคิดว่ากระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 100 -1000 ปี ซึ่งมันช้าเกินไปที่จะนำไปใช้ประโยชน์กับการต่อสู้สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตอนนี้

สำหรับการทดลองใหม่ของพวกเขา Matter และทีมวิจัยของเขาได้ทำการผสมน้ำใต้ดินกับ 230 ตันของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สที่ได้นั้นถูกปล่อยออกมาจากโรงงานผลิตพลังงานความร้อน การรวมแก๊สนี้เข้าไว้กับน้ำทำให้เกิดของผสมที่มีลักษณะคล้ายกับน้ำอัดโซดา นักวิจัยทำการฉีดของเหลวมีฟองนี้เข้าไปในหิน basalt ที่ลึกลงไปจากพื้นดินประมาณ 400-800 เมตร เมื่อทีมวิจัยทำการสุ่มตัวอย่างหินประมาณสองปีหลังจากนั้น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกือบทั้งหมดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นแร่ธาตุ

การเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาให้กลายเป็นแร่ธาตุนั้นไม่ได้ถูก มันมีราคาประมาณ 17 ดอลลาห์ต่อตัน ซึ่งนั่นมีราคามากกว่าสองเท่าโดยประมาณของวิธีการเก็บที่มีอยู่ แต่มันไม่ต้องการการตรวจติดตามระยะยาวเพื่อป้องกันการรั่วซึมออกมา ข้อดีอีกอย่างคือ เทคนิคนี้ต้องการเพียงแค่น้ำกับหิน basalt เท่านั้น

ที่มา:

E. Conover. “Zapping clouds with lasers could alter Earth’s climate.” Science News for Students. June 12, 2016.

T. Sumner. “Carbon dioxide has an unexpected affect in Antarctica.” Science News for Students. December 10, 2015.

S. Oosthoek. “Concerns about Earth’s fever.” Science News for Students. November 24, 2015.

S. Oosthoek. "Explainer: How scientists know Earth is warming." Science News for Students. November 24, 2015.

T. Sumner. “Pacific hurricanes to strengthen as Earth warms.” Science News for Students. June 25, 2015.

J. Raloff. “Carbon dioxide levels rise fast and high.” Science News for Students. May 17, 2015.

T. Sumner. “Arctic warming bolsters summer heat.” Science News for Students. March 25, 2015.

T. Sumner. “Scientists confirm ‘greenhouse’ effect of human’s CO2.”Science News for Students. March 1, 2015.

A.P. Stevens. “How people have been shaping the Earth.” Science News for Students. October 17, 2014.

S. Perkins. “Arctic sends weird weather south.” Science News for Students. May 5, 2014.

S. Ornes. “Climate change: The long reach.” Science News for Students. August 22, 2013.

D. Fox. “The high life.” Science News for Students. November 28, 2012.

S. Ornes. “Dirty clouds change rainfall.” Science News for Students. Nov. 30, 2011.

A. Biskup. “Explainer: Global warming and the greenhouse effect.” Science News for Students. May 7, 2010.

Learn more about climate change from NASA.

Original Journal Source: J.M. Matter et al. Rapid carbon mineralization for permanent disposal of anthropogenic carbon dioxide emissions. Science. Vol. 352, June 10, 2016, p. 1312. doi: 10.1126/science.aad8132.