รายละเีอียดโครงการ

ชื่อโครงงาน
การวิเคราะห์ศักยภาพของสถาบันต่อการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา

สมาชิกโครงงาน
จิราภรณ์ อินทวิชญ

สถาบันการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี

ระดับชั้น
ปวส.

บทคัดย่อ
การวิเคราะห์ศักยภาพของสถาบันต่อการสนับสนุนนโยบาย รัฐบาลด้านการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผลการศึกษา 1.ลักษณะของสถาบันฯในอนาคตที่น่าจะเป็นก็คือ มีขนาดพอเหมาะที่จะบริหารและจัดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลรักษาผลประโยชน์และใช้ประโยชน์ มีการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัยในการเรียนการเรียนการสอน มีการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ พัฒนาบุคลากรและนักศึกษาให้ได้คุณภาพ มีจริยธรรมและคุรธรรม ผลิตบัณฑิตมุ่งในคุณภาพพอ ๆ กับปริมาณ มีความหลากหลานในการจัดหลักสูตร ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชน มีการลงทุนเพื่อผลประโยชน์ของสถาบันและชุมชน มีเครือข่ายสัมพันธ์ร่วมกับองค์กรอื่น ดูดซับความรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้จากระกับสากล 2. ปัญหาภายนอกสถาบันนั้นเกิดจากนโยบายของรัฐไม่มีความแน่นอน ไม่ต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ไม่มีการยึดถือปฏิบัติตามแผน ด้านการเมืองที่ให้ความสำคัญต่อการศึกษาน้อย ไม่มีผู้มีความรู้ความสามารถและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลมาเป็นรัฐมนตรี มีการชักนำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง กฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่ล้าสมัย มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสถาบันอุดมศึกษา แผนพัฒนาการศึกษาของชาติไม่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคใของชาติไม่มีกลไกกำกับในการสร้างเอกภาพทางนโยบายและบังคับให้ดำเนินตามแผนหรือมีความต่อเนื่องไปจนบรรลุเป้าหมายที่กำหนด
การลงทุนด้านอุดมศึกษาที่ต่ำตลอดและไม่เป็นไปตามสัดส่วนของอัตราเพิ่มของรายได้ประชาชาติ หรือให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ขาดการระดมทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ทบวงและกระทรวงควบคุมสถาบันอุดมศึกษาจนขาดความคล่องตัว ไม่มีอิสระในการบริหารและจัดการ กิจการต่าง ๆดำเนินไปด้วยความล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลก ปัญหาภายในสถาบันมีผลกระทบที่ทำให้เข้าสู่วิกฤต ได้แก่ พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาในระบบราชการ ไม่ก่อให้เกิดความคล่องตัว ไม่มีอิสระและความรวดร็วของการบริหารการจัดการ สภาสถาบันอ่อนแอ ไม่สร้างสรรค์ ไม่กระจายอำนาจ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย กำกัยดูแลการบริการ การจัดการ สถาบันฯไร้ทิศทาง การพัฒนาไม่ต่อเนื่อง ใช้ทรัพยากรซ้ำซ้อน ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจที่เอื้อต่อสังคมได้ การแบ่งส่วนราชการที่มีมากเกินไปทำให้อุ้ยอ้ายและอ่อนแอ โครงสร้างการบริหารขาดความเป็นชุมชนวิชาการ ผู้บริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ ไม่รู้ระบบบริหาร ไม่สามารถพัฒนาสถาบันให้ต่อเนื่องได้ ระบบราชการมีความล่าช้าขาดความคล่องตัว หลักสูตรที่ล้าสมัย แยกวิชามากเกินไป มีความซ้ำซ้อน ลอกเลียนซึ่งกันและกัน ไม่มีความหลากหลาย ขาดความยืดหยุ่น ไม่เป็นสากลและไม่เกิดบูรณาการ คุณภาพของอาจารย์ที่ลดลง ไม่สามารถขจัดผู้ที่ไร้คุณภาพออกไปและดึงดูดผู้มีคุณภาพเข้ามา วิธีการเรียนการสอนล้าสมัย ไม่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ คุณภาพบัณฑิตที่ผลิตออกมาต่ำกว่ามาตรฐาน ขาดการแสวงหาความรู้และคุณสมบัติที่ดี การวิจัยที่ถูกละเลยไม่ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ และองค์ความรู้ไทยที่เป็นประโยชน์ต่อการชี้นำต่อสังคม ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ไม่สามารถให้บริการทางวิชาการตามที่สังคมต้องการ หรือสร้างเสริมทำนุบำรุงซึ่งศิลปวัฒนธรรมของชาติที่เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ ซึ่งได้มุมมองเกี่ยวกับสถาบันที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมากที่มีความชำนาญการพิเศษ การเสริมสร้างพลังของผู้ปฏิบัติงาน ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ในการปฏิรูปการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการบริหารจัดการ คณาจารย์ควรพร้อมที่จะรับภาระงานมากขึ้น ที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ผู้บริหารควรจัดสรรและเสริมเพื่อการปฏิบัติงานตามนโยบาย 3. ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันฯ จะต้องเปลี่ยนแปลง และจะต้องกำหนดความสัมพันธ์นี้ให้เป็นสาระบัญญัติไว่ในกฎหมาย รัฐจะต้องยอมรับว่าการต่อสู้ด้วยพลังสมองและทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพมีความสำคัญที่สุดในโลกยุคโลกาภิวัตน์ รัฐจะต้องทุ่มเททรัพยากรต่าง ๆ ให้เพียงพอเพื่อพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาอันเป็นแหล่งเพาะ สะม พัฒนาและผลิตมันสมองของชาติให้เข้มแข็งสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง ๆตามความต้องการของชาติได้ จะต้องเปลี่ยนจากระบบควบคุมมาเป็นระบบส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันฯ เปิดเสรีเข้าถึงปวงชน มีความทันสมัยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ รัฐจะต้องส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันฯ สามารถเลี้ยงตนเองและพึ่งพาตนเองให้มาก ๆยิ่งขึ้น จะต้องดำเนินการให้สถาบันฯ มีเอกภาพ ทางนโยบาย มีแผนพัฒนาที่เป็นระบบต่อเนื่อง มีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติและเป้าหมายที่ต้องการให้บรรลุผลที่ชัดเจน มีมาตรการการลงทุนกำกับในภารกิจนั้นอย่างครบถ้วน ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันฯ ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยรัฐเป็นแกนนำให้มีการปรับเปลี่ยน รื้อระบบและปฏิรูปการบริหารการจัดการด้านอุดมศึกษา เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ คุณภาพและมาตรฐานตลิดเวลา สาระสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสถาบันฯ ดังกล่าวข้างต้นนี้ควรจะบัญญัติไว้เป็นตัวบทกฎหมาย ซึ่งมีการบังคับให้ถือปฏิบัติ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตและให้อุดมศึกษาไทยพัฒนาแข่งขันกับนานาชาติได้

รายละเอียด

ss

ปัญหาและอุปสรรค
testtest