
เพื่อหาวิธีทำให้สารแม่เหล็กที่มีขนาดจำกัดสามารถเก็บปริมาณข้อมูลที่สูงขึ้น เช่น การลดขนาดเม็ดเนื้อสารแม่เหล็ก(เกรนแม่เหล็ก)ที่ใช้เก็บข้อมูลหนึ่งหน่วยย่อยทางดิจิตอล(บิท)ลง ซึ่งจะทำให้สื่อบันทึกข้อมูลมีขนาดเล็กลง แต่อย่างไรก็ตามขนาดเกรนแม่เหล็กที่เล็กลงนี้ส่งผลให้เสถียรภาพของข้อมูลลดลงตามไปด้วยและเมื่อถึงจุดหนึ่งที่พลังงานความร้อนจากอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมมีค่าสูง(แม้ว่าที่อุณหภูมิห้อง)จนทำให้ทิศทางของสภาพแม่เหล็กที่ใช้อ้างอิงเป็นรูปแบบข้อมูลเกิดความผันผวนหักล้างกันจนเข้าสู่สภาพแม่เหล็กพารายวดยิ่งจะทำให้ข้อมูลที่บันทึกเสื่อมไปตามเวลาอย่างรวดเร็ว และการขยายขีดความสามารถในการบันทึกข้อมูลของสื่อแบบแม่เหล็กเหล่านี้เริ่มจะถึงทางตัน ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนในการที่จะพัฒนาวัสดุที่มีคุณสมบัติทางแม่เหล็กที่เหมาะสมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อขยายขอบข่ายความสามารถในการบรรจุข้อมูลสารสนเทศเหล่านี้ให้ทันกับความต้องการของสังคม

และ Curie temperature
(ซึ่งเป็นค่าอุณหภูมิสูงสุดที่สารแม่เหล็กแอนติเฟร์โร และสารแม่เหล็กเฟร์โร นั้นจะยังคงคุณสมบัติการเกิดอันตรกิริยาระหว่าง สปิน ข้างเคียงได้ตามลำดับ)ซึ่งสิ่งที่จะสังเกตเห็นได้จากการเกิด EB คือ Hysteresis loop จะมีการเลื่อนจุดศูนย์กลางตามแนวแกน x ซึ่งค่าจุดศูนย์กลางซึ่งในการทดลองนี้ใช้สัญลักษณ์

ของระบบนี้จะอยู่ที่ 2-3 ตลอดจนจากรูปที่ 9 เมื่อทำการพิจารณาค่า r ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกถึงความสอดคล้องของสปินกับสปินข้างเคียงด้วยอิทธิพลของอันตรกิริยาแลกเปลี่ยน พบว่าค่า
ของสารแม่เหล็กเฟร์โรและสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรมีค่าที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงอุณหภูมิเดียวกัน แสดงว่าสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรที่มีค่า
จะมีค่าอุณหภูมิ
อยู่ในช่วง 2-3 เช่นกัน ดังนั้นในการเลือกค่าอุณหภูมิสำหรับระบบจึงเริ่มต้นที่การเลือก
ซึ่งน้อยกว่า
ทำให้สามารถสังเกตสมบัติฮิสเทอรีซิสของระบบฟิล์มบางได้
จากนั้นเพื่อทำการศึกษาสมบัติฮิสเทอรีซิสของสารแม่เหล็กเฟร์โรและสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โร ได้มีการเพิ่มสนามภายนอกแบบไซน์เข้าไปกระทำกับระบบฟิล์มบางไอซิงค์เฟร์โรและแอนติเฟร์โร 1 ชั้น ซึ่งผลที่ได้นั้นก็เกิดเป็นวง Hysteresis Loop ของสารแม่เหล็กเฟร์โรและสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรดังกราฟในรูปที่ 10 และ 11 ตามลำดับ ซึ่งเป็นวง Hysteresis loop ที่สมมาตรรอบจุดกำเนิดทั้งคู่ สำหรับเฟร์โรนั้นค่าสนามหักล้างด้านบวกและด้านลบมีขนาดเป็น 2.35 ทั้งคู่ ส่วนสำหรับสารแอนติเฟร์โรนั้นเนื่องจากรูปแบบการจัดเรียงของแอนติเฟร์โรในสภาพที่ไม่มีอิทธิพลจากสนามภายนอกนั้นสปินจะมีการวางตัวในทิศทางที่ตรงข้ามกันส่งผลให้ค่า Magnetization ของสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรมีค่าเป็น 0 เมื่อสนามภายนอกมีค่าเป็น 0 ส่งผลให้ไม่มีค่าสนามหักล้างสำหรับ Hysteresis loop ของแอนติเฟร์โร กล่าวคือ แม้ว่าสารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรนั้นจะเคยถูก Magnetize ด้วยสนามภายนอกอย่างไรก็ตาม เมื่อนำสนามภายนอกนั้นออกจะระบบ สารแม่เหล็กแอนติเฟร์โรนั้นจะมีสภาพเป็นกลางทางแม่เหล็กคือ Magnetization มีค่าเป็น 0 แตกต่างจากสารแม่เหล็กเฟร์โรซึ่งมีค่าสนามคงค้างซึ่งแม้จะนำสนามแม่เหล็กภายนอกออกไปจากระบบ สภาพความเป็นแม่เหล็กของระบบจะยังมีเหลืออยู่ ซึ่งหากต้องการทำลายสภาพความเป็นแม่เหล็กนั้นจะต้องใช้สนามหักล้างด้วยขนาด 2.35 สำหรับค่า
หลังจากที่ทำการศึกษาสมบัติของระบบฟิล์มบางแม่เหล็กทั้งสองชนิดแล้ว เพื่อที่จำทำการศึกษาหาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเกิดปรากฏการณ์ Exchange bias ได้มีการนำระบบฟิล์มบางทั้งสองชนิดมาประกบกันและพิจารณาสมบัติฮิสเทอรีซิสของระบบคู่ควบนี้ โดยทำการบันทึกค่าสนามหักล้างทางฝั่งบวกและลบเมื่อมีการแปรค่าอันตรกิริยาแลกเปลี่ยน
เป็นค่าต่างๆ แล้วนำมาหาการเลื่อนจุดศูนย์กลางตามแนวแกน x และค่าสนามเฉลี่ยรอบจุดศูนย์กลางของวง Hysteresis loop ของระบบ ซึ่งสำหรับผลที่ได้นั้นเป็นไปตามตารางที่ 1 และพล๊อตเป็นกราฟได้ดังรูปที่ 12 ซึ่งจากผลการทดลองจะเห็นได้ว่า เมื่อใช้ค่าอันตรกิริยาแลกเปลี่ยนระหว่างชั้นที่มีขนาดต่ำๆ
การเลื่อนออกจากศูนย์กลางของวงฮิสเทอรีซิสมีค่ามากขึ้นเมื่อเพิ่มขนาดของอันตรกิริยาแลกเปลี่ยนระหว่างชั้นทั้งนี้เป็นเพราะเนื่องจากค่าอันตรกิริยาของแอนติเฟร์โรมีค่าน้อยกว่าค่าอันตรกิริยาของเฟร์โรทำให้รูปแบบการจัดเรียงของระบบเฟร์โรมีอิทธิพลเหนือกว่าแต่ด้วยการมีอยู่สปินของสารแอนติเฟร์โรซึ่งสร้างอันตรกิริยายึดเหนี่ยวให้สปินเฟร์โรบางตัวแข็งขืนต่อการเปลี่ยนแปลงของสนามทำให้วงฮิสเทอรีซิสเลื่อนจากนสมดุลไป การเพิ่มขึ้นของ
จึงทำให้ค่าการเลื่อนออกจากศูนย์กลางของวงฮิสเทอรีซิสมีค่าเพิ่มขึ้นเพราะแรงยึดเหนี่ยวระหว่างสปินมีค่าเพิ่มมากขึ้นทำให้ต้องใช้สนามที่มีค่ามากขึ้นในการหักล้าง แต่หากใช้ค่า
ที่มากกว่า 1 ซึ่งเป็นค่าของ
รูปแบบการจัดเรียงแบบแอนติเฟร์โรจะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นตามขนาดของค่าอันตรกิริยาที่เพิ่มขึ้นซึ่งช่วงที่
และ
มีค่าประมาณกันจะเกิดการผันผวนของ
ซึ่งหากค่า
เพิ่มมากขึ้นระบบก็จะลู่เข้าสู่ระบบของแอนติเฟร์โรมากขึ้นทำให้ค่าสนามหักล้างมีขนาดน้อยลงเรื่อยๆจนมีค่าเข้าใกล้ศูนย์ตามสมบัติของสารแอนติเฟร์โร
ในการเลือกตัวแทนของค่าอันตรกิริยาเพื่อนำไปศึกษาการเกิดEBได้เลือกใช้ค่า
เพราะเป็นค่าที่ทำให้ระบบเกิดลักษณะเฉพาะของ EB คือค่า
มีขนาดที่มากขึ้นและเกิดการเลื่อนของวงฮิสเทอรีซิส ซึ่งเมื่อนำระบบมาศึกษาสมบัติฮิสเทอรีซิสกับอุณหภูมิพบว่าผลที่ได้เป็นดังรูปที่ 13 ซึ่งลักษณะของวงฮิสเทอรีซิสนั้นจะมีค่าสนามคงค้างเฉลี่ยลดลงทำให้พื้นที่ของวงฮิสเทอรีซิสลดลงทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะการเพิ่มอุณหภูมินั้นทำให้ระบบมี Thermal energy ซึ่งจะไปชดเชยอันตรกิริยาแลกเปลี่ยนระหว่างสปินทำให้การหน่วงระหว่าง Magnetization กับสปินมีน้อยลง ทำนองเดียวกันเมื่อเพิ่มอุณหภูมิการเกิด EB จึงมีน้อยลงเพราะการมีอยู่ของอันตรกิริยาระหว่างชั้นนั้นมีอิทธิพลน้อยลงเนื่องจากพลังงานดังกล่าวถูกชดเชยด้วย Thermal energy ซึ่งเนื่องจาก
ที่เลือกใช้มีค่าน้อยกว่า
ทำให้
ของชั้นแอนติเฟร์โรมีค่าที่น้อยกว่า
ดังนั้นคุณลักษณะความเป็นแอนติเฟร์โรจึงหายไปที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่าคุณลักษณะความเป็นเฟร์โร ทำให้ปรากฏการณ์ EB นั้นค่อยๆหายไปเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งหากค่าอุณหภูมิมีการเพิ่มขึ้นไปอีกผลที่ได้ก็คือระบบจะมีการตอบสนองแบบเดียวกับสารแม่เหล็กพาราคือแทนที่จะได้ Hysteresis loop จะได้กราฟเส้นตรงแทนเพราะอันตรกิริยาแลกเปลี่ยนถูกชดเชยด้วย Thermal energy อย่างสมบูรณ์แบบทำให้ไม่มีการหน่วงระหว่าง Magnetizationกับสปินอีกต่อไป
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |