ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ - วิชาการ.คอม
เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ
อนงค์ เชื้อนนท์ (29,981 views) first post: Sun 30 August 2009 last update: Tue 15 September 2009
การอบรมเทคนิคการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ระหว่างวันที่ 19-21 กันยายน 2550 วิทยากร นายครรชิต จุฑาพรมณี อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาสากล นิวยอร์ก จ.เชียงใหม่ ผู้เข้าอบรม 35 คน

หน้าที่ 1 - เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ

อนงค์    เชื้อนนท์


การเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยากที่ต้องใช้ความพยายามในการฝึกฝน หรือต้องมีใจรักจึงจะเรียนภาษาอังกฤษได้ดี แต่การเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดียิ่งยากมากกว่าหลายเท่า  แต่ถึงอย่างไร ครูที่รักการสอนภาษาอังกฤษ ก็มีเทคนิคและวิธีที่จะทำให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดีหลายวิธี  ดังนี้

เทคนิคการสอนภาษาด้วย TPR – Total Physical Response หมายถึง หมายถึง การสอนภาษาโดยการใช้ท่าทาง โดยให้ผู้เรียนฟังคำสั่งจากครูแล้วผู้เรียนทำตาม เป็นการประสานการฟังกับการใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นการตอบรับให้ทำตามโดยผู้เรียนไม่ต้องพูด วิธีสอนภาษาโดยการใช้ท่าทางใช้สำหรับการเริ่มต้นเรียนภาษาที่ 2  

ประเภทของ TPR

๑.TPR-B (Total Physical Response-Body) เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่มีคำศัพท์ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย (body movement) เช่น นั่งลง (sit down) ยืนขึ้น (stand up) เลี้ยวซ้าย (turn left) เลี้ยวขวา (turn right) เดินหน้า (go straight) ถอยหลัง (back) กระโดด (jump) ปรบมือ (clap your hand) หยุด (stop) กลับหลังหัน (turn around)  ชูมือขึ้น (raise your hand) เอามือลง (put down your hand) โบกมือ(wave your hand)  เป็นต้น   กิจกรรมหรือเกมที่ใช้อาจใช้เกม Simon Says  เช่น  Simon Says touch your Norse  ถ้า   ไม่ได้พูดคำว่า Simon Says ไม่ต้องทำตาม

ข้อควรคำนึง
         ๑. กริยา/ท่าทาง ทุกอย่างที่แสดงต้องสมจริง (must be real) ไม่ใช่การสมมุติ และต้อง ถูกต้อง
         ๒. เวลาครูสาธิต ต้องพูดคำสั่งจบก่อนแล้วจึงทำท่าทาง (เพื่อตั้งใจฟังก่อน และป้องกันนักศึกษาทำตามครูโดยที่ไม่เข้าใจ)
         ๓. พูดและทำท่าทางเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาดู อย่างน้อย 3 ครั้ง
         ๔. ทุกหนึ่งรอบของการทำท่าทาง ควรจะให้จบกระบวนการ
         ๕. ทุกๆการสอน ต้องทบทวนบทเรียน/คำศัพท์ในอาทิตย์ที่แล้ว หรืออาทิตย์ที่ผ่านๆมาโดยครูอาจทำพร้อมนักศึกษา หรือ ครูสั่งแล้วให้    นักศึกษาทำพร้อมกันโดยทบทวนก่อนสอนคำชุดใหม่
         ๖. พูดคำที่ต้องการสอนเท่านั้น สิ่งที่ไม่ต้องการให้นักศึกษารับรู้ก็ไม่    จำเป็นต้องพูด
         ๗. จัดสถานที่ให้เหมาะสมกับคำกริยา/คำสั่งที่ต้องการสอน

๒.TPR-O (Total Physical Response-Objects)   เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่มีคำศัพท์ที่เป็นสิ่งของ (objects) เช่น สมุด (book) ปากกา (pen) ดินสอ (pencil) ยางลบ (eraser) ไม้บรรทัด (ruler) แผนที่ (map)โต๊ะ (table) เก้าอี้ (chair) ประตู (door) นาฬิกา (clock) ไฟฉาย (flash light) ดอกไม้ (flower) ใบไม้ (leaf) ก้อนหิน (rock) จาน (plate) ชาม (bowl) แก้วน้ำ (glass) ช้อน (spoon) ส้อม (fork) หวี (comb) กระจก (mirror) เป็นต้น อย่าไปติดการสอนในชั้นเรียนอาจพาผู้เรียนออกนอกห้องเรียน เพื่อเรียนรู้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ หรืออาจใช้เกม bring me  (a pen, a red pencil)

วัตถุประสงค์ 
         ต้องการให้ผู้เรียนฟังคำสั่งให้ เข้าใจและทำตามคำสั่ง โดยผู้สอนมีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักกลุ่มคำเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ

ข้อควรคำนึง
         ๑.ต้องพูดหลายครั้งจนแน่ใจว่านักศึกษาเข้าใจ
         ๒. ให้ระวังคำที่มีความหมายใกล้กัน
         ๓. หากว่าบทเรียนยากเกินไป ครูอาจแบ่งเป็น๒ บทเรียนก็ได้ เพื่อให้ เห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหา
         ๔. ถ้าหากนักศึกษาทำผิด ครูจะต้องทำให้ดู ทบทวน จนแน่ใจว่า  นักศึกษาทำได้ หากนักศึกษาทำไม่ได้ ให้กำลังใจ อย่าทำให้นักศึกษา  เสียหน้าหรือขาดความมั่นใจ

วิธีปฏิบัติ
         ๑.ครูเรียกชื่อของสิ่งของ ๓ ครั้ง และหยิบของสาธิตให้ดู
         ๒.ห้ตัวแทน ๒ คน ออกมาแสดง พร้อมกับครู และให้ผู้เรียนแสดงให้ดู ๓ ครั้ง  การ
ทำ TPR-O อาจแทรกคำศัพท์ TPR-B ได้เพราะเรียนมาจากบททีแล้ว ผสมกันไปแต่เอาง่าย ๆ ก่อน แล้วเพิ่มความยากไปเรื่อย ๆ 
         ๓.ให้ทุกคนทำพร้อม ๆ กัน
         ๔.แบ่งเป็นกลุ่มย่อย(กลุ่มละ ๓-๕ คน)และปฏิบัติตามคำสั่งของครู โดยให้ผู้เรียนแสดง

๓. TPR-P(Total Physical Response-Picture) เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือก ภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักศึกษา โดยยกตัวอย่างคำถามจากภาพ เมื่อครูถามแล้วให้ผู้เรียนไปชี้ภาพให้ดู ไม่มีการพูดภาพที่ครูกำหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ ไปไว้ตามตำแหน่งต่างๆของภาพได้ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียน เป็นการสอนโดยใช้คำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ มีเป้าหมายให้ผู้เรียนรู้จักกลุ่มคำเกี่ยวกับภาพต่างๆ มี  ๓ประเภท คือ ๑. ภาพโปสเตอร์ แผ่นพับ รูปภาพที่มีอยู่แล้ว ๒. ภาพตัดแปะจากผ้า หรือ กระดาษ๓. ภาพวาดลายเส้นหรือภาพสีที่ผลิตโดยครูหรือผู้เรียน หรือภูมิปัญญา ท้องถิ่น

หลักการ
         ๑.รูปภาพที่ใช้ต้องมีสิ่งของ/กิจกรรมต่างๆ/ผู้คนที่จะสอนผู้เรียนได้
         ๒.ครูจะสอนให้ผู้เรียนมาชี้ จับ แตะ สิ่งต่างๆในภาพตามที่ครูต้องการสอน
         ๓.การใช้ TPR-P อาจสอนอาทิตย์ละครั้ง แต่ถ้านักศึกษามีความก้าวหน้าอาจใช้สอนมากกว่านี้
         ๔.ภาพหนึ่งอาจสอนได้หลายๆครั้ง โดยอาจสอนเสริมเมื่อผู้เรียนรู้คำศัพท์มามากแล้ว 
         ๕.อาจใช้ TPR-B ประกอบการสอน TPR-P เช่น สอนเรื่อง ข้างหน้าข้างหลัง ข้างๆ สอนคำเหล่านี้ก่อน จึงสอนคำจากรูปภาพ 
         ๖. ภาพควรเป็นภาพที่เหมาะสมกับบุคคลและสอดคล้องกับสภาพของนักศึกษา

๔.TPR-S (Total Physical Response-Story telling) เป็นการสอนภาษาโดยการเล่าเรื่อง  โดยครูเล่าเรื่องคล้ายกับชีวิตประจำวันของนักเรียน หรือเล่านิทาน ๒-๓ ครั้ง  แล้วให้ผู้เรียนมาแสดงละครจากเรื่องที่ครูเล่า หรือบางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นอาจารย์อ่านให้ฟัง ๑-๓ ครั้ง ให้นักศึกษาเขียนขึ้นมาใหม่เหมือนครูเล่าหรือไม่ แสดงว่าผู้เรียนฟังแล้วเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ให้เริ่มจากง่าย ๆ ก่อน

เป็นการสอนเกี่ยวกับการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับรูปภาพ การเลือก ภาพที่ใช้ในการเรียนการสอนควรใช้ให้เหมาะสมกับนักศึกษา โดยยกตัวอย่างคำถามจากภาพ เมื่อครูถามแล้วให้ผู้เรียนไปชี้ภาพให้ดู ไม่มีการพูดภาพที่ครูกำหนดควรเป็นภาพตัดแปะจะได้เคลื่อนย้าย คน สัตว์ สิ่งของ ไปไว้ตามตำแหน่งต่างๆของภาพได้ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียน  รู้จักภาพเหล่านั้นจริงๆ ไม่ใช่การท่องจำภาพเท่านั้นเป็นการสอนที่ใช้เรื่องเล่าการสอนภาษาโดยการใช้รูปภาพ TPR-P

การสอนภาษาด้วยการเล่าเรื่อง ควรใช้เมื่อผู้เรียนมีความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ โดยครูเลเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับชีวิตประจำวันของผู้เรียน หรือ นิทานเรื่องง่ายๆ ครูเล่าเรื่องให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นให้ผู้เรียนออกมาแสดงเรื่อง(ตามที่ครูเล่า)โดยไม่ต้องพูด ต่อมาให้ผู้เรียนเล่าเรื่องเอง แล้วให้ผู้เรียนคนอื่นมาแสดงละครตามเรื่องที่ผู้เรียนเล่าให้ฟัง

จุดประสงค์ของ TPR-S 
         คือ ต้องการให้ผู้เรียนฟังครูพูดให้เข้าใจและทำท่าทาง โดยผู้เรียนไม่ต้องพูด เพียงแต่แสดงท่าทางประกอบการเล่าเรื่องเท่านั้น

ทำไม TPR จึงมีประสิทธิภาพในการสอนภาษา
         ๑.มาจากวิธีการที่ทารกเรียนภาษา โดยเริ่มฟังคำพูดจากพ่อแม่
         ๒. การใช้การเคลื่อนไหวทางร่างกายร่วมกับภาษา
         ๓. การเรียนรู้ที่ไม่ใช้การพูดจะใช้สมองซีกขวา

ผลดีของการจัดการเรียนการสอนแบบ TPR
         ๑. เป็นต้นแบบโดยครู ครูพูด ครูทำ ให้ผู้เรียนดูก่อน
         ๒. เน้นการสาธิต ครูและผู้เรียนอาสาสมัครทำพร้อมกัน
         ๓. ให้กำลังใจเมื่อผู้เรียนทำไม่ได้ ไม่เร่ง ต้องแน่ใจว่านักศึกษาทำได้  ครูไม่รีบเร่งแต่จะให้ผู้เรียนเข้าใจเอง
         ๔. ครูให้ผู้เรียนทำเมื่อแน่ใจว่าผู้เรียนเข้าใจแล้ว
         ๕. มีส่วนขยาย เพิ่มวงคำศัพท์ที่เรียนมาแล้ว

แนวการสอน TPR
         ๑.แนวทางการสอน TPR อาจสอนเป็นช่วงๆ วันละประมาณ ๒๐ นาที
         ๒. TPR-B TPR-O TPR-S อาจสอนสลับกันได้
         ๓. สามารถนำเพลง เกม มาใช้สอนประกอบด้วย เช่น เพลงเกี่ยวกับร่างกายของเรา
         ๔.การนำ TPR ไปใช้สอนกับวิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ สุขศึกษา และศิลปะ เป็นต้น
         ๕. การสอน TPR เป็นการสอนคำศัพท์ใหม่ๆ ครั้งแรกควรสอน  ประมาณ ๕-๑๐ คำก่อน โดยครูทำให้ดูเป็นต้นแบบ มีการสาธิตทำตามครู แล้วให้ผู้เรียนทำเองตามคำสั่งครู เมื่อเริ่มต้นกำหนดคำที่ต้องใช้ ควรตรวจสอบว่านักศึกษาเข้าใจคำที่ครูพูดหรือไม่

ข้อควรคำนึงกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
         ๑. การออกแบบกระบวนการเรียนด้านภาษา จะต้องตระหนักให้ผู้เรียน เกิดความเชื่อมั่นในการเรียนรู้แบบต่างๆ เช่น การเรียนด้วยภาพ/สิ่งของ การเรียนด้วยการพูดสนทนา บรรยาย พรรณนา อธิบาย อภิปราย และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆได้
         ๒. การถามคำถามปลายเปิด เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการพรรณนา อธิบาย วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่างๆได้
         ๓.สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเรียนภาษาที่สองก็คือ ผู้เรียนต้องไม่รู้สึกกลัวหรืออาย การเรียนภาษาที่สอง จะต้องเริ่มจากสิ่งที่นักศึกษารู้  และขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เรียน และเรื่องที่เรียนรู้จะต้องสนุกสนาน
         ๔.  การสอน TPR ใช้สอนระยะแรกที่ผู้เรียนไม่รู้จักวงคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ อาจใช้สอนประมาณ  ๑-๒ เดือนแรกที่เข้าเรียนเท่านั้น

แนะนำกิจกรรมจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบวันเดียว  (One Day Camp)
ควรเริ่มระยะเวลาอบรมตั้งแต่ ๘.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น.
         ๑. เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะใช้  ป้ายชื่อ(ให้เขียนชื่อเล่น)  กระดาษโปสเตอร์สี กราดปรู๊ฟ สีเมจิกมีดคัตเตอร์ กรรไกร กลอง ฉิ่ง ไมล์ลอย เครื่องเสียง เพลงภาษาอังกฤษให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
         ๒. จำนวนผู้เข้าค่าย  ๕๐ คน  ควรมีวิทยากรผู้ช่วย ๕ คน (๑๐คนต่อวิทยากร ๑ คน)  ให้นักศึกษาเข้าค่ายแต่งกายตามสบาย 
         ๓. กฎกติกาในการเข้าค่าย คือ  ต้องสนุก  ห้ามอาย  การให้นักศึกษาทุกคนมีส่วนร่วม และห้ามให้ทุกคนออกนอกค่ายเด็ดขาด
         ๔. กิจกรรมและเพลงเกมช่วงเช้า เช่น Simon says  , Clapping Game
                  ๔.๑  ควรมีกิจกรรมสำหรับละลายพฤติกรรมเพื่อเปิดใจ (Ice breaking) 
                  ๔.๒ การแนะนำตนเอง (Self Introduction) แนะนำคำทักทายอย่างหลากหลาย
                  ๔.๓ การแบ่งกลุ่ม   การตั้งชื่อทีม  คำขวัญของทีม เพลงพร้อมท่าทางประกอบเพลง ให้เวลา ๑ ถึง ๑ ชั่วโมงครึ่ง 
                  ๔.๔  ฐานเรียนรู้   เช่น  ทิศทาง (Direction)  วันเวลา (time and date)  ส่วนประกอบของร่างกาย
(part of the body)
         ๕. เพลงเกมและฐานวิชาการภาคบ่าย
                  ๕.๑  ฐานการฝึกฟัง
                  ๕.๒ ฐานการฝึกพูด
                  ๕.๓  ฐานการฝึกอ่าน
                  ๕.๔  ฐานการฝึกเขียน

แต่ละฐานควรใช้เพลงเกมเพลงง่าย ๆ ทุกฐานควรใช้เวลาไม่มากประมาณ ๒๐-๓๐ นาที  ควรให้ครูผู้สอนเป็นผู้เปลี่ยนฐานและเปลี่ยนตรงตามเวลา และควรใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด  ถ้าใช้ภาษาไทยต้องจ่ายเงินค่าขนม เป็นต้น

แนะนำกิจกรรมจัดค่ายภาษาอังกฤษแบบค้างคืน  (One night Camp)
ระยะเวลาเข้าค่าย ๒ วัน หนึ่งคืน จำนวนผู้เข้าค่ายประมาณ ๑๐๐ คน
         ๑. เพิ่มเติมจากวันแรก พอกลางคืน มีกิจกรรมให้เขียนบทและสร้างละคร มีบทพูด สถานการณ์ ให้แต่ละกลุ่มสร้างสรรค์งาน  เช่น   ประเทศไทยในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าจะมีสภาพเป็นอย่างไรให้นำเสนอเรื่องราวเป็นบทละคร เป็นต้น
         ๒. พาออกทัศนศึกษานอกค่าย เช่น สวนสัตว์  สวนสาธารณะ วัด โบราณสถาน ศูนย์การค้าและต้องมีกิจกรรมให้ผู้เรียนฝึกฝน
         ๓. การทำโทษนักศึกษาควรให้ร้องเพลง และเต้นรำ  
         ๔. ต้องมีแบบประเมินผลเพื่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิทยากร สถานที่อบรม เนื้อหาการอบรม เป็นต้น 

ตัวอย่างเพลงและเกมที่ใช้ในการจัดกิจกรรม
         ๑.  ฝึกร้องเพลง และเรียนความหมายของเพลง
         ๒  ร้องและเต้นประกอบเพลง   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เพลงที่ ๑.  I’m singing in the rain
  I’m singing in the rain
 I’m singing in the rain
 What a glorious feeling
 I’m hap……py   again
 Thumbs    up     A si  sa sa si sa sa   Asi  sa sa!                                                                                      
(ยกนิ้วแม่โป้งขึ้น  แล้วเต้นบิดสะโพกไปมา   เอ ซี ซ่า ซ่า ซี ซ่า ซ่า เอ ซี ซ่า ซ่า)

เพลงที่ ๒.   In the woods
      I (we) went walking                   
       I (we) went walking
In the woods.  In the woods
Then I (we) saw an animal                          
Then I (we) saw an animal                          
     There I (we) stood                                                                                                    
     There I (we) stood
เมื่อพบกันแล้วก็ทำมือเป็นรูปสัตว์  เช่น ยุง หมี  ปลา   ทำมือเหมือนเป๋ายิงฉุบ  หมีแพ้ยุง(เพราะยุงกัดหมี)    หมีชนะปลา (หมีกินปลา)   ปลาชนะยุง(ปลากินยุง)

เพลงที่ ๓. Elephant and Chicken
Elephant why are you so BIG?
Chicken why are you so SMALL? (๒ ครั้ง)
THINK do you know why?
Do you know why?
Can you tell me  ( ๒ ครั้ง)
(ร้อง ๓ ครั้ง)

เพลงที่ ๔  Bananas of the word unite!
 Peel banana
     Peel, peel banana  (๒ ครั้ง)
     Shake banana
Shake, shake banana   (๒ ครั้ง)
Go banana Go, Go banana (๒ ครั้ง)
                     GO      


ที่มา : กลุ่มงานพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน  สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน  
http://www.nfe.go.th/



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




nokkonk
(janny P)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 51,808 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 328 ครั้ง
ได้รับดาว 281 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน