ข้อสอบ ข่าววิทยาศาสตร์ ทุนการศึกษา บทความ บทเรียน โครงงาน นิยาย blog รวมลิงค์ - วิชาการ.คอม
การสอนภาษาไทยสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ
อนงค์ เชื้อนนท์ (29,172 views) first post: Sun 30 August 2009 last update: Tue 15 September 2009
คนส่วนใหญ่คิดว่า การสอนภาษาไทยสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่โดยแท้จริงแล้วการนำภาษาไทยมาวิเคราะห์สังเคราะห์และสอนภาษาไทยแบบง่าย ๆ สำหรับผู้ไม่รู้หนังสือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

หน้าที่ 1 - เทคนิคการสอนภาษาไทย

อนงค์    เชื้อนนท์


          คนส่วนใหญ่คิดว่า การสอนภาษาไทยสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือเป็นเรื่องง่าย ๆ  แต่โดยแท้จริงแล้วการนำภาษาไทยมาวิเคราะห์สังเคราะห์และสอนภาษาไทยแบบง่าย ๆ สำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ควรเริ่มสอนด้วยการให้ผู้เรียนหัดเขียน ก  ข  ค   ก่อน เพราะผู้เรียนจะเริ่มเรียนสิ่งที่ยากก่อน ควรเริ่มจากสอนจากเรื่องง่าย ๆ ก่อน  

วิธีสอน 5 ขั้นตอน

          1.  เริ่มสอนการฟังก่อน   ถ้าเป็นเด็กควรเริ่มหัดฟังสิ่งต่าง ๆจากง่าย ๆ รอบตัวก่อน เช่น เสียงไก่ขัน เสียงนกร้อง เสียงน้ำตก เสียงรถยนต์  แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ควรเริ่มฟังเป็นคำ ๆ ประกอบท่าทาง
ครูออกเสียงคำให้ฟัง การแสดงท่าทางประกอบ
สวัสดี   ขอบคุณ  ขอโทษ ยกมือไหว้
หู  ตา  จมูก  ปาก  แขน  ขา ชี้ที่อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หน้าต่าง ประตู โต๊ะ เก้าอี้  สมุด  ดินสอ  ปากกา  ไม้บรรทัด  ชี้ไปที่สิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในห้องเรียน
นก  หมู  เป็ด  ไก่  หมา  มด  แมว ชี้ไปที่สัตว์ต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณโรงเรียน
ดีพอ  จออา  พะชู  ชูพอ  จะคา ครู นักเรียน ชี้ไปที่คนตามชื่อที่ครูเรียก  หรือครูอาจฝึกเรียกชื่อทุกวันเพื่อให้ทุกคนสามารถจำชื่อตนเองได้
ดอกไม้  ต้นมะขาม ต้นก้ามปู ต้นเฟื่องฟ้า ชี้ไปที่ต้นไม้ในบริเวณโรงเรียน หรือพาผู้เรียนออกนอกห้องเรียนไปดูต้นไม้ใกล้ ๆ แล้วครูออกเสียงภาษาไทยให้ผู้เรียนฟัง
ผัก  ผลไม้ ชี้รูปภาพ หรือของจริง

          การแนะนำคำต่าง ๆ พร้อมท่าทางประกอบควรพูดแนะนำ 3-5 ครั้ง ให้ผู้เรียนจดจำได้  อย่ารีบร้อนให้ผู้เรียนพูด ครูควรแน่ใจว่าผู้เรียนสามารถฟังได้ดี เรียกว่า หูกระดิก ฟังจนจับใจความเสียงที่ครูเปล่งชัดเจนดีแล้ว จึงเริ่มสอนขั้นตอนต่อไป  

          ควรสอนการฟังสอดแทรกวันละ 15-20  นาที  และควรสอนคำวันแรกไม่เกิน 10 คำ (เช้า 5 คำ บ่าย 5 คำ)  วันหนึ่งถ้าสอนมากไปจะจำไม่ได้เลยเพราะสับสน  วันที่สองและวันต่อ ๆ มา ก็เพิ่มศัพท์ขึ้นเรื่อย วันแรก 10 คำ วันที่สอง 10 คำใหม่ (บวก 10 คำวันแรก สอนทบทวน) เพราะฉะนั้นวันที่สองจะได้รู้คำศัพท์ 20 คำ  วันที่สามและสี่เพิ่มคำศัพท์ขึ้นเรื่อย ๆ จนครอบคลุมวงคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน(สำหรับผู้ไม่รู้หนังสือ ควรสอนประมาณ 600 คำ)

          2.  ฝึกสอนการพูด  ให้ฝึกสอนพูดจากสิ่งใกล้ตัวผู้เรียนก่อน ได้แก่คำทักทาย  สวัสดี     ขอโทษ   ขอบคุณครับ(ค่ะ)  
          ต่อมาให้รู้จักพูดชื่อครูและชื่อตนเอง  พูดเกี่ยวกับอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น หน้า ผม ตา จมูก มือ เท้า แขน ขา  และอิริยาบถต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น  ยืน เดิน นั่ง นอน วิ่ง  ต่อมาให้ผู้เรียนสามารถ เรียกชื่อวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ในโรงเรียน เช่น สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัด   หน้าต่าง ประตู โต๊ะ เก้าอี้ กระดานดำ กระดาษ ฝึกสอนพูดเป็นคำก่อน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจับคู่คำที่พูดและภาพได้
          
          3.  ฝึกอ่าน  อาจฝึกอ่านได้หลายวิธี แล้วแต่ความพร้อมของผู้เรียน ครูบางคนอาจฝึกอ่านจากตัวอักษร เริ่มจาก  ก  ไปจนถึง  ฮ  แต่ให้สอนอ่านวันละ 5-10 ตัว  พอครบ 4 วัน สอนเสร็จหมด 44 ตัวอักษร วันที่ 5  ก็ให้ทบทวนตัวอักษรทั้งหมด โดยชี้แบบไม่เรียงตัว  แต่ถ้าจะให้สนุกต้องร้องเพลงประกอบจะทำให้จำได้ดี
          อาจฝึกอ่านจากคำจากภาพ  เช่น ไก่   ไข่  ฃวด   ควาย  ระฆัง  งู  จนถึงนกฮูก วิธีนี้ผู้ใหญ่อาจจะชอบ ที่สำคัญต้องสังเกตว่าถ้านำเด็กและผู้ใหญ่มาเรียนด้วยกัน ต้องอย่าให้ผู้ใหญ่รู้สึกอายมิฉะนั้น การเรียนรู้ของผู้ใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ
          ต่อมาฝึกอ่านประโยค และอ่านเรื่อง ตามลำดับ แต่ครูของตระหนักไว้เสมอว่าครูต้องเป็นต้นแบบอ่านให้ฟังก่อน 2-3 ครั้ง แล้วจึงให้ทุกคนอ่านพร้อมกันทั้งห้อง  ครูสุ่มอาสาสมัคร 2-3 คน ออกมาอ่านหน้าชั้น  แล้วให้ทุกคนอ่านพร้อมกันทั้งห้องโดยครูไม่อ่านนำให้ทุกคนอ่านเองตามที่ครูชี้ให้อ่าน  และถ้าครูมีเวลาอาจให้ฝึกฝนอ่านเป็นรายบุคคล 

          4.  ฝึกเขียน  เริ่มตั้งแต่ฝึกเขียนพยัญชนะ   ก ถึง ฮ ซึ่งวิธีนี้มักนิยมกันอย่างแพร่หลาย  หรืออาจลองฝึกหัดเขียนโดยเน้นเขียนตัวที่ฝึกง่ายก่อนก็ได้  หรือตัวที่เขียนคล้าย ๆ กันก่อน เพราะฝึกเขียนง่ายและเป็นรูปแบบใกล้เคียงกัน
ก    ถ    ภ    ฎ    ฎ    ฌ    ณ    ญ ข   ฃ    ช    ซ
ค   ศ    ฅ    ต     ด      ฒ ง    จ   ฐ 
ฉ   ม   ฆ    น    ย  ว   ร
ท   ฑ   ห   ธ  บ    ป    ษ
พ    ฟ   ฬ   ผ   ฝ ล    ส    อ     ฮ

นอกจากนั้นอาจฝึกเขียนตัวที่มีเสียงคล้ายคลึงกัน หรือเสียงเหมือนกัน
ข  ฃ  
ค   ฆ  ฅ
ช   ซ  ฉ   ฌ
ย   ญ ด   ฎ
ต   ฏ ฐ    ถ
ท   ฑ   ธ   ฒ น   ณ
พ   ฟ
ร   ล   ฬ  
ส   ษ   ศ
ห   ฮ

เพิ่มเติมฝึกเขียนสระ และวรรณยุกต์  ตามแบบฝึกอ่านหนังสือไทย กศน.
          5.  ฝึกคิดและวิเคราะห์    ครูอธิบายตัวอักษรแต่ละตัวจนผู้เรียนเกิดความเข้าใจ ไม่ได้ท่องจำเท่านั้น  แต่ครูจะต้องทราบพื้นฐานของผู้เรียนว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์(กลุ่มกะเหรี่ยง)ที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแรก บางคนพูดภาษาแม่ก่อน จึงมาเรียนมาไทยทำให้ต้องมีวิธีการเรียนภาษาไทยที่แตกต่างจากผู้เรียนที่พูดภาษาไทยตั้งแต่เกิด โดยมีข้อควรคำนึงสำหรับสอนกลุ่มชาติพันธุ์(กะเหรี่ยง)  ดังนี้
                    • พยัญชนะในภาษากะเหรี่ยงเป็นเสียงกลางทั้งหมด ไม่มีเสียงสูง และเสียงต่ำเหมือนภาษาไทย  เพราะฉะนั้น ผู้เรียนกลุ่มนี้จำเป็นต้องเรียนรู้และต้องการคำอธิบายเกี่ยวกับหลักภาษาไทยมากเพียงพอ เนื่องจากภาษาไทยแบ่งกลุ่มตัวอักษร 3 กลุ่ม คือ อักษรสูง อักษรกลาง และอักษรต่ำ
                    • พยัญชนะบางตัวไม่มีเสียงในภาษากะเหรี่ยง  ดังเช่น  ข   ฉ   ถ  ฐ   ผ   ฝ   ส   ษ   ศ  ห   ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม เนื่องจากผู้เรียนไม่มีเสียงเหล่านี้ในภาษาแม่ของตนเอง  นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์มักพูดภาษาไทยไม่ชัด จนเป็นที่ล้อเลียน ถ้าครูภาษาไทยทราบจุดอ่อนของผู้เรียนสามารถแก้ไขได้ทันตั้งแต่แรกก็จะแก้ปัญหาการพูดไม่ชัดได้
                    • พยัญชนะภาษาไทยมีแม่ตัวสะกด  กง กน กม เกย เกอว กก กด กบ  แต่สำหรับภาษากะเหรี่ยงไม่มีตัวสะกด มีแต่อักษรควบกล้ำ  ทำให้ต้องเพิ่มเติมรายละเอียดและเน้นเพิ่มเติมเนื่องจากผู้เรียนจะต้องรู้จักวิธีออกเสียงและใช้ปากให้ถูกต้อง ครูภาษาไทยจะต้องฝึกฝนและเพิ่มความสังเกตผู้เรียนมากเป็นพิเศษ
                    • ระดับเสียงในภาษาไทยมีครบ 5 เสียง  คือ  เสียงสามัญ  เสียงเอก เสียงโท  เสียงตรี และเสียงจัตวา   แต่ในภาษากะเหรี่ยงมีเพียง เสียงสามัญ เสียง เอก เสียงโท เสียงตรี  ทำให้ผู้เรียนมีปัญหาในการใช้เสียงจัตวา  ประกอบกับระดับเสียงเอก และเสียงโท ของภาษากะเหรี่ยงก็ออกได้เพียงเสียงกล้ำกึ่งเสียงเอก และเสียงโท ของภาษาไทย  ทำให้เสียงพูดเหมือนอยู่ในลำคอออกเสียงกลาง ๆ ไม่ใช่เสียงเฉียบขาดแบบภาษาไทย  ฉะนั้นครูต้องใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจภาษาไทย
                    • เนื้อหาวิชาของภาษาไทยควรเน้นเนื้อเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้เรียน จะทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพชัด และคิดออกง่าย ๆ  ถ้าสอนผู้เรียนเรื่องไกลตัวในสิ่งที่ชุมชนผู้เรียนไม่มี ไม่เคยเห็น ทำให้นึกภาพไม่ออก ไม่เข้าใจ จะสับสนแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนยากเกินไป
ทำให้ไม่สนใจอยากจะเรียน เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากมาเรียนภาษาไทย และไม่รักโรงเรียน
 
          นอกเหนือจากวิธีสอน 5 ขั้นตอนแล้ว  ครูสอนภาษาไทยสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องมีความเป็นกันเองทำให้ผู้เรียนไว้วางใจ มีความตั้งใจ และความเอาใจใส่เป็นพิเศษ  สิ่งสำคัญครูต้องรักภาษาไทยและรักษาการสอนภาษาไทยเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อนั้นแหละ  การสอนภาษาไทยสำหรับผู้ไม่รู้หนังสือจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน



หมายเหตุ  :   สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก  http://www.oknation.net/blog/anong

ที่มา : กลุ่มงานพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน  สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน  
http://www.nfe.go.th/



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง




nokkonk
(janny P)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 51,710 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 7 ปี
แบ่งปันความรู้ 328 ครั้ง
ได้รับดาว 281 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน