โลกที่ปราศจากศูนย์ (II)

สารบัญ

ตอนที่ 10 : คลื่นแม่เหล็ก..คลื่นขาดห้วง (1)

..นักวิทยาศาสตร์ทั้งของโลกใบนี้ และโลกที่ปราศจากศูนย์ ต่างมีข้อค้นพบว่า มี ‘คลื่นบางชนิด’ ที่มีลักษณะปรากฏ เป็นการสลับไปมาระหว่าง ‘พลังงาน’ กับ ‘ความว่างเปล่า’ ซึ่งไม่ว่าจะพยายามใช้วิธีการตรวจวัดใด กระทำลงในส่วนของ ‘ความว่างเปล่า’ นักวิทยาศาสตร์ของทั้งสองโลกก็ไม่สามารถที่จะพบว่า มีร่องรอยของสิ่งใดๆ ปรากฏอยู่ในส่วนเหล่านั้น จึงดูราวกับว่าแต่ละ ‘กลุ่มก้อนพลังงาน’ ถูกเชื่อมต่อเอาไว้ด้วยความว่างเปล่า..

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ของโลกใบนั้นพอใจกับคำอธิบายว่า คลื่นในรูปลักษณ์ดังกล่าว คือ ‘คลื่นของพลังงาน’ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ภายในนั้นจะมีบริเวณซึ่งมี ‘ระดับพลังงานศูนย์’..

แต่ในปัจจุบันพวกเขาได้ทราบแล้วว่า รูปลักษณ์นั้นมีรากฐานจาก ‘ความสัมพันธ์แบบหนึ่งมิติ’ ระหว่าง ‘จุดสถานะปรากฏ’ และ ‘จุดสถานะไม่ปรากฏ’ จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์ที่นั่น เก็บคำอธิบายแบบเก่าเข้าไว้ในวิชา ‘ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์’..

********

..ผมกับลินกำลังคุยกันเรื่องคลื่น จนมาเข้าประเด็นที่ว่าในวงการวิทยาศาสตร์ก็ระบุถึงการมีคลื่นอยู่หลายชนิด..

“..ที่วิทยาศาสตร์บอกมีคลื่นหลายชนิด กับที่ปรนิมม์บอกมันไม่เหมือนกัน เพราะวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่าคลื่นคืออะไร เพราะงั้นเวลาแยกชนิดคลื่น พวกนั้นจะแยกตามที่เห็น..อันนี้คลื่นกล อันนี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า..นี่คลื่นตามขวาง นี่คลื่นตามยาว..”

“อืม” ผมฟังลินอธิบายอย่างตั้งใจ

“..แล้วปัญหามันอยู่ตรงนี้..เวลาเราดูพฤติกรรมแล้วตัดสินว่าเป็นอันโน้นอันนี้ มันก็จะไปผิดซ้ำรอยกับที่ไปแยกว่า อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน เป็นของคนละตัว ไอ้ตอนนั้นไปเห็น ‘พฤติกรรมสามแบบ’ แล้วบอกว่า ‘เป็นของสามอย่าง’ ไอ้คราวนี้พอเห็นพฤติกรรมเดียวกัน พวกนักวิทยาศาสตร์เลยสรุปเลยว่า ‘เป็นของอย่างเดียวกัน’..”

“มีงี้ด้วยเร้อะ?”

“..มีสิ..ทั้งคนที่โน่นที่นี่แหละ..เขียนทฤษฎีว่า ‘คลื่นแสง’ เป็น ‘คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า’ เพราะพวกนั้นเห็นว่าสองตัวนี้มัน ‘เร็วเท่ากัน’ แล้วก็ใช้ ‘ตรรกะเด็กๆ’..ของสองอย่างทำตัวเหมือนกัน เพราะงั้นมันคือของอย่างเดียวกัน..”

“เหรอ?”

“..อือ..ตรรกะมันเหมือน ‘ไก่เป็นสัตว์สองขา..คนมีสองขา’ เพราะงั้นสรุป..‘คนเป็นไก่’..”

“ตาหลกล้ะ” ผมทำหน้าไม่เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ใช้ตรรกะแบบที่เธอพูด

“จริงจริ๊งงง..ไปเปิดดูประวัติดิ้..” ลินท้า “..ที่นี่คนชื่อ ‘แมกซ์เวลล์ (Maxwell)’ บอกว่า แสงเป็น ‘คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามธรรมชาติ’..ไปหาดูได้เลย..แล้วแกก็เชื่อว่าที่แกคิดน่ะถูก หลักฐานแกคือแกวัดความเร็วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กับแสง ได้เท่ากัน..นี่หละ ตรรกะนี้หละ..ที่โน่นก็มีคนคิดอย่างเงี้ยะ ใช้ตรรกะแบบเนี้ยะ..ชนะแกรนด์อาร์ชด้วย..”

..ผมยังคงทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง..

“..จริงจริ๊งงง..เราถึงบอกมันมีปัญหาไง..เพราะถ้าใช้ตรรกะว่าพฤติกรรมเหมือนกัน คืออันเดียวกัน..พฤติกรรมไม่เหมือนกัน คือคนละอันกัน..เวลาเค้าเห็นลิงกินกล้วย แล้วดันมาเห็นเธอกินกล้วยด้วย..เค้าจะบอกว่าเธอเป็นลิง..ฮ่ะๆๆ..” ลินสรุปและพาผมหัวเราะ

**

..ลินอธิบายเรื่องคลื่นแม่เหล็ก..

“..แม่เหล็กมันเป็นของหนึ่งมิติ..จริงๆ ถ้าอยากเห็น ‘หน้าตาของคลื่นแม่เหล็ก’ ไม่ยากหรอก ตอนเด็กๆ ครูเคยพาเล่นผงตะไบเหล็กป่ะ?..ที่เอาแม่เหล็กวาง แล้วเอาผงตะไบโรยรอบๆ พอเคาะๆๆ แล้วมันขึ้นเป็น ‘เส้นแรงแม่เหล็ก’ น่ะ คิดภาพออกป่ะ..ผงตะไบมันจะเกาะกันเป็นเส้นๆๆ..มี ‘ช่องว่างๆ’ คั่นสลับไปเรื่อย..”

“อือฮื้ม”

“..นั่นแหละ ‘หน้าตาของคลื่นแม่เหล็ก’..”

..ลินดึงกระดาษที่เหน็บอยู่ในหนังสือปกดำมาวาดรูปการทดลองเรื่องเส้นแรงแม่เหล็ก โดยใช้ ‘เส้นประ’ แทนแนวที่ผงตะไบเหล็กเกาะกลุ่มกัน..

“..รูปเนี้ยะ..ที่พัสสเห็นเป็น ‘เส้นว่าง’ คั่นระหว่างเส้นประน่ะ..จริงๆ มันคือ ‘ส่วนนึงของคลื่น’ ที่เป็นงี้เพราะแม่เหล็กเป็น ‘สิ่ง-1มิติ’..มันมาจากความสัมพันธ์ของ ‘จุดสถานะปรากฏ’ กับ ‘จุดสถานะไม่ปรากฏ’..” ลินพูด และชี้ให้ผมดูกลุ่มลูกผสม ด้านล่างคอลัมน์ 2 ของผังนิ้ม...

“..เพราะงั้นถ้าถามว่าไอ้ตรงแนวคั่นว่างๆ นี่ ไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย..ก็บอกเลยว่าไม่ใช่..มันมี..เพราะที่ว่างๆ อยู่นี่ก็คือคลื่นแม่เหล็ก..แต่มันเป็น ‘ส่วนของคลื่นที่มีสถานะไม่ปรากฏ’..”

“อืม” ผมยังคงทำหน้าสงสัย

“..งั้นเอางี้..”

..ลินวาดรูปวงกลมขึ้นสี่ลูก แทนภาพกลุ่มลูกผสมในผังนิ้มเมื่อครู่ โดยวาดต่อให้ยาวขึ้น และใช้การแรเงาเพื่อแทนลูกบอลสีดำ..

“..รูปเนี้ยะ..เธอเห็นบอลมันต่อกันเป็นแถวใช่ม้ะ..”

“อือฮื้ม”

“..แต่อย่าลืม..จริงๆ เธอจะมองไม่เห็นบอลเหลืองนะ..เข้าใจป่ะ?..มันอยู่ในสถานะไม่ปรากฏ เพราะงั้นภาพที่เธอจริงๆ จะต้องเป็นงี้..” พูดจบเธอหยิบยางลบไปลบวงกลมที่ไม่มีแรเงาทิ้ง...

“..เห็นม้ะ..ความสัมพันธ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิม..แต่เธอสังเกตได้แค่บอลดำ นี่แหละที่มาของคลื่นขาดห้วง” ลินสรุป

“อืมมม”

“พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยเก่าๆ เค้าก็เจอเรื่องนี้ แต่พวกนั้นไม่รู้จะอธิบายยังไง แล้วยอมรับไม่ได้ด้วยที่คลื่นมันจะขาดห้วง พวกนั้นฝังใจแต่ว่าของที่เป็นคลื่นต้องต่อเนื่องกันไปเรื่อย..

จริงๆ จะคิดอย่างงั้นมันก็ไม่ผิดหรอก..คลื่นมันก็ต้องต่อเนื่องกันไปน่ะแหละ แต่มันพลาดตรงที่พวกนั้นไม่รู้ว่าความต่อเนื่องของ ‘คลื่นหนึ่งมิติ’ มันคือความต่อเนื่องของ ‘สถานะปรากฏ’ กับ ‘ไม่ปรากฏ’..”

“อืม”

“..คราวนี้พอไม่เข้าใจ เลยพากันหาอะไรมา ‘อุดช่องโหว่’ กันใหญ่..สุดท้ายเลยได้ ‘ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า’ ตรงโหว่ๆ ของแม่เหล็กก็เอาไฟฟ้าไปใส่..ตรงโหว่ๆ ของไฟฟ้าก็เอาแม่เหล็กไปใส่ แล้วอธิบายว่าแม่เหล็กสร้างไฟฟ้า..ไฟฟ้าสร้างแม่เหล็ก..สลับไปมา..”

“แสดงว่าจริงๆ มันไม่ได้เป็นงั้น?”

“..อืม..ก็ไม่เชิงหรอก..ปรากฏการณ์มันแสดงตัวอย่างงั้นจริงๆ แต่มันเหมือนพัสสเขียนทฤษฎีว่า ‘ตอนเย็นพระอาทิตย์จะตกดิน’ น่ะ..” ลินยกทฤษฎีง่ายๆ ขึ้นเป็นตัวอย่าง “..ทฤษฎีเธอก็พูดถูก..ก็ตอนเย็นๆ คนทั้งโลกเค้าเห็นพระอาทิตย์มันหายไปในดินจริงๆ.. แต่ถ้าเรามองจากมุมที่รู้มากกว่านั้น เราก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่..เก็ตป่ะ?..”

“อือฮื้มมม”

“..ถ้าถามว่าทฤษฎีเธอใช้ได้มั้ย..มันก็ใช้ได้..ถ้าใครกลัวแดดก็ใช้ทฤษฎีเธอ จะออกนอกบ้านก็เอาซักทุ่มสองทุ่ม เพราะพระอาทิตย์มันตกดินแล้ว แต่มันจะมีปัญหา..เพราะในเมื่อไม่ได้มาจากความเข้าใจธรรมชาติ มันจะเจอข้อจำกัด อย่างพอไปอยู่ขั้วโลกเงี้ยะ..สี่ทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มก็แล้ว สามเดือนก็แล้ว พระอาทิตย์มันก็ยังไม่ตก..”

“ฮ่าๆๆ” ผมขำกับตัวอย่างที่เธอยกขึ้นมาใช้

“..คราวนี้ถ้าดูดีๆ ปัญหามันอยู่ลึกกว่าที่ว่า พระอาทิตย์ ‘ตกดิน’ จริงมั้ย..ปัญหาจริงๆ มันคือ คนเขียนทฤษฎีไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ กับโลก มันสัมพันธ์กันยังไง ไม่รู้หรอกว่าโลกกลม..ไม่รู้หรอกว่าโลกหมุนรอบตัวเอง..เธอแค่เขียนทฤษฎีตามที่ตาเธอเห็น..”

“อืมมม”

“..คราวนี้ถ้าเธอเป็น ‘นักวิทยาศาสตร์พันธุ์แท้’ เธอจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเขียน ‘ทฤษฎีพระอาทิตย์ตกดินที่ขั้วโลก’ ขึ้นมาอีกทฤษฎีนึง แล้วก็ประกาศ ‘ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์’..ทั้งที่ทฤษฎีมันขัดขากันเอง..”

“อืมมม”

“..สุดท้ายเธอจะแปะโน้ตแนบทฤษฎีไว้ว่า ถ้าอยู่เส้นศูนย์สูตรให้ใช้ทฤษฎีนี้ แต่ถ้าไปเที่ยวขั้วโลกก็ให้ไปใช้ทฤษฎีอีกทฤษฎีนึง ถามว่าใช้ได้มั้ย?..ก็ใช้ได้...แต่ไม่ฉลาด”

********

จิตนลินกับผมจะยังคุยกันอยู่ในประเด็นของคลื่นขาดห้วง และกำลังจะทำให้ผมอมยิ้ม เพราะถัดจากนี้เธอจะอธิบายไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง ซึ่งผมสงสัยและเคยยกมือถามคุณครูไว้ตั้งแต่สมัยอนุบาลว่า...

“ครูคับ..ทำไมแม่เหล็กดูดกันล่ะคับ?”

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา