โลกที่ปราศจากศูนย์ (II)

โลกที่ปราศจากศูนย์ (II)

'หนังสือปกดำ' ไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์ของโลกกายภาพ ผ่านมุมมองแห่งความเป็นมิติไว้อย่างน่าฟัง มันอธิบายที่แห่งนี้เหมือนการมองไปยัง 'กล่องหนึ่งใบ' แล้วบอกว่ากล่องมี '6 ด้าน' แต่ละด้านมี '4 สัน' แต่ละสันมี '2 ปลาย' และแต่ละปลายมีจุด '1 จุด'

ผู้เขียน วนวัสส ชมแล้ว
ครั้ง โพสครั้งแรก แก้ไขล่าสุด

สารบัญ

หน้า ดำเนินการ
หน้า : 1 ตอนที่ 1 : นารานาถ
หน้า : 2 ตอนที่ 2 : สองแพร่ง
หน้า : 3 ตอนที่ 3 : 'มิติ' กับ 'โลกกายภาพ'
หน้า : 4 ตอนที่ 4 : อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน (1 หนุ่ม 3 มุม)
หน้า : 5 ตอนที่ 5 : 'อนุภาค' ตามนิยามของปรนิมม์ (1)
หน้า : 6 ตอนที่ 6 : 'อนุภาค' ตามนิยามของปรนิมม์ (2)
หน้า : 7 ตอนที่ 7 : คุกคามวิทยาศาสตร์
หน้า : 8 ตอนที่ 8 : โหย่งจิต
หน้า : 9 ตอนที่ 9 : ความเป็นคลื่น
หน้า : 10 ตอนที่ 10 : คลื่นแม่เหล็ก..คลื่นขาดห้วง (1)
หน้า : 11 ตอนที่ 11 : คลื่นแม่เหล็ก..คลื่นขาดห้วง (2)
หน้า : 12 ตอนที่ 12 : คลื่นแสง..คลื่นต่อเนื่อง
หน้า : 13 ตอนที่ 13 : คลื่นอนุภาค..คลื่นคู่ขนาน
หน้า : 14 ตอนที่ 14 : --เธบูลเล็ต--
หน้า : 15 ตอนที่ 15 : ปฏิอนุภาค
หน้า : 16 ตอนที่ 16 : หลุมพรางอนุภาค
หน้า : 17 ตอนที่ 17 : --ธัมมสุรภี--
หน้า : 18 ตอนที่ 18 : ภาพลวงตาของพลังงาน
หน้า : 19 ตอนที่ 19 : อิเล็กตรอน มิวออน เทา
หน้า : 20 ตอนที่ 20 : สัมพัทธภาพ กับ ควอนตั้ม
หน้า : 21 ตอนที่ 21 : --เธบูลเล็ต--
หน้า : 22 ตอนที่ 22 : --ธัมมสุรภี--
หน้า : 23 ตอนที่ 23 : ค่อนทาง
หน้า : 24 ตอนที่ 24 : ตีกานุภาค (ไทร์ทิเคิ้ล, Triticle)
หน้า : 25 ตอนที่ 25 : ภาพสมบูรณ์ของ ‘สิ่ง-4มิติ’ (1)
หน้า : 26 ตอนที่ 26 : ภาพสมบูรณ์ของ ‘สิ่ง-4มิติ’ (2)
หน้า : 27 ตอนที่ 27 : ‘ช่องว่าง’ ไม่ใช่ ‘ความว่างเปล่า’
หน้า : 28 ตอนที่ 28 : ‘พรินซ์ ออฟ เวลส์’
หน้า : 29 ตอนที่ 29 : --อาร์ช--
หน้า : 30 ตอนที่ 30 : จักรวาลไม่เคยขยายตัว (...จบเล่มที่ 2...)
หน้า : 31 ดาวน์โหลด

ตอนที่ 10 : คลื่นแม่เหล็ก..คลื่นขาดห้วง (1)

..นักวิทยาศาสตร์ทั้งของโลกใบนี้ และโลกที่ปราศจากศูนย์ ต่างมีข้อค้นพบว่า มี ‘คลื่นบางชนิด’ ที่มีลักษณะปรากฏ เป็นการสลับไปมาระหว่าง ‘พลังงาน’ กับ ‘ความว่างเปล่า’ ซึ่งไม่ว่าจะพยายามใช้วิธีการตรวจวัดใด กระทำลงในส่วนของ ‘ความว่างเปล่า’ นักวิทยาศาสตร์ของทั้งสองโลกก็ไม่สามารถที่จะพบว่า มีร่องรอยของสิ่งใดๆ ปรากฏอยู่ในส่วนเหล่านั้น จึงดูราวกับว่าแต่ละ ‘กลุ่มก้อนพลังงาน’ ถูกเชื่อมต่อเอาไว้ด้วยความว่างเปล่า..

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ของโลกใบนั้นพอใจกับคำอธิบายว่า คลื่นในรูปลักษณ์ดังกล่าว คือ ‘คลื่นของพลังงาน’ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ภายในนั้นจะมีบริเวณซึ่งมี ‘ระดับพลังงานศูนย์’..

แต่ในปัจจุบันพวกเขาได้ทราบแล้วว่า รูปลักษณ์นั้นมีรากฐานจาก ‘ความสัมพันธ์แบบหนึ่งมิติ’ ระหว่าง ‘จุดสถานะปรากฏ’ และ ‘จุดสถานะไม่ปรากฏ’ จึงทำให้วงการวิทยาศาสตร์ที่นั่น เก็บคำอธิบายแบบเก่าเข้าไว้ในวิชา ‘ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์’..

********

..ผมกับลินกำลังคุยกันเรื่องคลื่น จนมาเข้าประเด็นที่ว่าในวงการวิทยาศาสตร์ก็ระบุถึงการมีคลื่นอยู่หลายชนิด..

“..ที่วิทยาศาสตร์บอกมีคลื่นหลายชนิด กับที่ปรนิมม์บอกมันไม่เหมือนกัน เพราะวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่าคลื่นคืออะไร เพราะงั้นเวลาแยกชนิดคลื่น พวกนั้นจะแยกตามที่เห็น..อันนี้คลื่นกล อันนี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า..นี่คลื่นตามขวาง นี่คลื่นตามยาว..”

“อืม” ผมฟังลินอธิบายอย่างตั้งใจ

“..แล้วปัญหามันอยู่ตรงนี้..เวลาเราดูพฤติกรรมแล้วตัดสินว่าเป็นอันโน้นอันนี้ มันก็จะไปผิดซ้ำรอยกับที่ไปแยกว่า อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน เป็นของคนละตัว ไอ้ตอนนั้นไปเห็น ‘พฤติกรรมสามแบบ’ แล้วบอกว่า ‘เป็นของสามอย่าง’ ไอ้คราวนี้พอเห็นพฤติกรรมเดียวกัน พวกนักวิทยาศาสตร์เลยสรุปเลยว่า ‘เป็นของอย่างเดียวกัน’..”

“มีงี้ด้วยเร้อะ?”

“..มีสิ..ทั้งคนที่โน่นที่นี่แหละ..เขียนทฤษฎีว่า ‘คลื่นแสง’ เป็น ‘คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า’ เพราะพวกนั้นเห็นว่าสองตัวนี้มัน ‘เร็วเท่ากัน’ แล้วก็ใช้ ‘ตรรกะเด็กๆ’..ของสองอย่างทำตัวเหมือนกัน เพราะงั้นมันคือของอย่างเดียวกัน..”

“เหรอ?”

“..อือ..ตรรกะมันเหมือน ‘ไก่เป็นสัตว์สองขา..คนมีสองขา’ เพราะงั้นสรุป..‘คนเป็นไก่’..”

“ตาหลกล้ะ” ผมทำหน้าไม่เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ใช้ตรรกะแบบที่เธอพูด

“จริงจริ๊งงง..ไปเปิดดูประวัติดิ้..” ลินท้า “..ที่นี่คนชื่อ ‘แมกซ์เวลล์ (Maxwell)’ บอกว่า แสงเป็น ‘คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตามธรรมชาติ’..ไปหาดูได้เลย..แล้วแกก็เชื่อว่าที่แกคิดน่ะถูก หลักฐานแกคือแกวัดความเร็วคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กับแสง ได้เท่ากัน..นี่หละ ตรรกะนี้หละ..ที่โน่นก็มีคนคิดอย่างเงี้ยะ ใช้ตรรกะแบบเนี้ยะ..ชนะแกรนด์อาร์ชด้วย..”

..ผมยังคงทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง..

“..จริงจริ๊งงง..เราถึงบอกมันมีปัญหาไง..เพราะถ้าใช้ตรรกะว่าพฤติกรรมเหมือนกัน คืออันเดียวกัน..พฤติกรรมไม่เหมือนกัน คือคนละอันกัน..เวลาเค้าเห็นลิงกินกล้วย แล้วดันมาเห็นเธอกินกล้วยด้วย..เค้าจะบอกว่าเธอเป็นลิง..ฮ่ะๆๆ..” ลินสรุปและพาผมหัวเราะ

**

..ลินอธิบายเรื่องคลื่นแม่เหล็ก..

“..แม่เหล็กมันเป็นของหนึ่งมิติ..จริงๆ ถ้าอยากเห็น ‘หน้าตาของคลื่นแม่เหล็ก’ ไม่ยากหรอก ตอนเด็กๆ ครูเคยพาเล่นผงตะไบเหล็กป่ะ?..ที่เอาแม่เหล็กวาง แล้วเอาผงตะไบโรยรอบๆ พอเคาะๆๆ แล้วมันขึ้นเป็น ‘เส้นแรงแม่เหล็ก’ น่ะ คิดภาพออกป่ะ..ผงตะไบมันจะเกาะกันเป็นเส้นๆๆ..มี ‘ช่องว่างๆ’ คั่นสลับไปเรื่อย..”

“อือฮื้ม”

“..นั่นแหละ ‘หน้าตาของคลื่นแม่เหล็ก’..”

..ลินดึงกระดาษที่เหน็บอยู่ในหนังสือปกดำมาวาดรูปการทดลองเรื่องเส้นแรงแม่เหล็ก โดยใช้ ‘เส้นประ’ แทนแนวที่ผงตะไบเหล็กเกาะกลุ่มกัน..

“..รูปเนี้ยะ..ที่พัสสเห็นเป็น ‘เส้นว่าง’ คั่นระหว่างเส้นประน่ะ..จริงๆ มันคือ ‘ส่วนนึงของคลื่น’ ที่เป็นงี้เพราะแม่เหล็กเป็น ‘สิ่ง-1มิติ’..มันมาจากความสัมพันธ์ของ ‘จุดสถานะปรากฏ’ กับ ‘จุดสถานะไม่ปรากฏ’..” ลินพูด และชี้ให้ผมดูกลุ่มลูกผสม ด้านล่างคอลัมน์ 2 ของผังนิ้ม...

“..เพราะงั้นถ้าถามว่าไอ้ตรงแนวคั่นว่างๆ นี่ ไม่มีอะไรเลยใช่มั้ย..ก็บอกเลยว่าไม่ใช่..มันมี..เพราะที่ว่างๆ อยู่นี่ก็คือคลื่นแม่เหล็ก..แต่มันเป็น ‘ส่วนของคลื่นที่มีสถานะไม่ปรากฏ’..”

“อืม” ผมยังคงทำหน้าสงสัย

“..งั้นเอางี้..”

..ลินวาดรูปวงกลมขึ้นสี่ลูก แทนภาพกลุ่มลูกผสมในผังนิ้มเมื่อครู่ โดยวาดต่อให้ยาวขึ้น และใช้การแรเงาเพื่อแทนลูกบอลสีดำ..

“..รูปเนี้ยะ..เธอเห็นบอลมันต่อกันเป็นแถวใช่ม้ะ..”

“อือฮื้ม”

“..แต่อย่าลืม..จริงๆ เธอจะมองไม่เห็นบอลเหลืองนะ..เข้าใจป่ะ?..มันอยู่ในสถานะไม่ปรากฏ เพราะงั้นภาพที่เธอจริงๆ จะต้องเป็นงี้..” พูดจบเธอหยิบยางลบไปลบวงกลมที่ไม่มีแรเงาทิ้ง...

“..เห็นม้ะ..ความสัมพันธ์ทุกอย่างยังเหมือนเดิม..แต่เธอสังเกตได้แค่บอลดำ นี่แหละที่มาของคลื่นขาดห้วง” ลินสรุป

“อืมมม”

“พวกนักวิทยาศาสตร์สมัยเก่าๆ เค้าก็เจอเรื่องนี้ แต่พวกนั้นไม่รู้จะอธิบายยังไง แล้วยอมรับไม่ได้ด้วยที่คลื่นมันจะขาดห้วง พวกนั้นฝังใจแต่ว่าของที่เป็นคลื่นต้องต่อเนื่องกันไปเรื่อย..

จริงๆ จะคิดอย่างงั้นมันก็ไม่ผิดหรอก..คลื่นมันก็ต้องต่อเนื่องกันไปน่ะแหละ แต่มันพลาดตรงที่พวกนั้นไม่รู้ว่าความต่อเนื่องของ ‘คลื่นหนึ่งมิติ’ มันคือความต่อเนื่องของ ‘สถานะปรากฏ’ กับ ‘ไม่ปรากฏ’..”

“อืม”

“..คราวนี้พอไม่เข้าใจ เลยพากันหาอะไรมา ‘อุดช่องโหว่’ กันใหญ่..สุดท้ายเลยได้ ‘ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า’ ตรงโหว่ๆ ของแม่เหล็กก็เอาไฟฟ้าไปใส่..ตรงโหว่ๆ ของไฟฟ้าก็เอาแม่เหล็กไปใส่ แล้วอธิบายว่าแม่เหล็กสร้างไฟฟ้า..ไฟฟ้าสร้างแม่เหล็ก..สลับไปมา..”

“แสดงว่าจริงๆ มันไม่ได้เป็นงั้น?”

“..อืม..ก็ไม่เชิงหรอก..ปรากฏการณ์มันแสดงตัวอย่างงั้นจริงๆ แต่มันเหมือนพัสสเขียนทฤษฎีว่า ‘ตอนเย็นพระอาทิตย์จะตกดิน’ น่ะ..” ลินยกทฤษฎีง่ายๆ ขึ้นเป็นตัวอย่าง “..ทฤษฎีเธอก็พูดถูก..ก็ตอนเย็นๆ คนทั้งโลกเค้าเห็นพระอาทิตย์มันหายไปในดินจริงๆ.. แต่ถ้าเรามองจากมุมที่รู้มากกว่านั้น เราก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่..เก็ตป่ะ?..”

“อือฮื้มมม”

“..ถ้าถามว่าทฤษฎีเธอใช้ได้มั้ย..มันก็ใช้ได้..ถ้าใครกลัวแดดก็ใช้ทฤษฎีเธอ จะออกนอกบ้านก็เอาซักทุ่มสองทุ่ม เพราะพระอาทิตย์มันตกดินแล้ว แต่มันจะมีปัญหา..เพราะในเมื่อไม่ได้มาจากความเข้าใจธรรมชาติ มันจะเจอข้อจำกัด อย่างพอไปอยู่ขั้วโลกเงี้ยะ..สี่ทุ่มก็แล้ว ห้าทุ่มก็แล้ว สามเดือนก็แล้ว พระอาทิตย์มันก็ยังไม่ตก..”

“ฮ่าๆๆ” ผมขำกับตัวอย่างที่เธอยกขึ้นมาใช้

“..คราวนี้ถ้าดูดีๆ ปัญหามันอยู่ลึกกว่าที่ว่า พระอาทิตย์ ‘ตกดิน’ จริงมั้ย..ปัญหาจริงๆ มันคือ คนเขียนทฤษฎีไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ กับโลก มันสัมพันธ์กันยังไง ไม่รู้หรอกว่าโลกกลม..ไม่รู้หรอกว่าโลกหมุนรอบตัวเอง..เธอแค่เขียนทฤษฎีตามที่ตาเธอเห็น..”

“อืมมม”

“..คราวนี้ถ้าเธอเป็น ‘นักวิทยาศาสตร์พันธุ์แท้’ เธอจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเขียน ‘ทฤษฎีพระอาทิตย์ตกดินที่ขั้วโลก’ ขึ้นมาอีกทฤษฎีนึง แล้วก็ประกาศ ‘ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์’..ทั้งที่ทฤษฎีมันขัดขากันเอง..”

“อืมมม”

“..สุดท้ายเธอจะแปะโน้ตแนบทฤษฎีไว้ว่า ถ้าอยู่เส้นศูนย์สูตรให้ใช้ทฤษฎีนี้ แต่ถ้าไปเที่ยวขั้วโลกก็ให้ไปใช้ทฤษฎีอีกทฤษฎีนึง ถามว่าใช้ได้มั้ย?..ก็ใช้ได้...แต่ไม่ฉลาด”

********

จิตนลินกับผมจะยังคุยกันอยู่ในประเด็นของคลื่นขาดห้วง และกำลังจะทำให้ผมอมยิ้ม เพราะถัดจากนี้เธอจะอธิบายไปถึงเรื่องๆ หนึ่ง ซึ่งผมสงสัยและเคยยกมือถามคุณครูไว้ตั้งแต่สมัยอนุบาลว่า...

“ครูคับ..ทำไมแม่เหล็กดูดกันล่ะคับ?”

หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา