บทที่ 17
วิญญาณแห่งกรรม หนทางสว่าง
ถึงเวลาเย็นโพล้เพล้ จวนพลบค่ำ เสียงพระภิกษุสวดมนต์ทำวัตรเย็นอยู่ในโบสถ์ ส่วนบรรดาสามเณรกับ เด็กวัดก็ช่วยกันกวาดลานวัด เสียงดังแกรกกรากๆ เณรเบ็ญนิจกับเณรชามเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ก็ต้องขมวดคิ้วแปลกใจ เพราะนับจำนวนเด็กวัดซึ่งเดิมมีอยู่สามคน แต่ในเวลานี้ จำนวนเด็กวัดจากสามคนทำไมกลายเป็นสี่คน ไปได้อย่างไร
เด็กวัดคนที่สี่ กำลังเดินเข้ามาพอดี
สวัสดีครับ หลวงพี่เณร
มาอยู่ใหม่รึ
เณรชาม ถามพลางชำเลืองสายตามองดูเด็กวัด ที่มาอยู่ใหม่ รูปร่างทรงมะขามป้อม ตาตี่ ผิวขาวอมเหลือง แต่ดูท่าทางแปลกๆ เหมือนหวาดผวา กลัวอะไรบางอย่าง ทำท่าห่อตัว เวลาพูด เสียงขาดๆ หายๆ เหลียวซ้าย แลขวา ท่าทางเลิ่กลั่ก
นายชื่อ อะไร หรือ
เณรเบ็ญนิจถาม
ชื่อ พัน ครับ อายุสิบขวบ แม่ชื่อพูน พ่อชื่อ ปัง มีพี่ชาย ชื่อ พล บ้านอยู่ อำเภอหาดใหญ่ครับ
เณรเบ็ญนิจยืนยิ้ม ส่วนเณรชามปล่อยเสียงหัวเราะก๊ากออกมาแบบกลั้นไว้ไม่อยู่
พี่พลตายแล้วเมื่อคืนนี้เอง แม่ไปรับศพที่กรุงเทพ เขาไปอยู่กับป้ามาได้สองปี
เณรชามเงียบเสียงหัวเราะโดยทันที สายตาเริ่มมีริ้วรอยแห่งความหวาดผวา ขยับตัวเข้ามาหาสามเณรเพื่อนยาก
เขาเป็นอะไรตายหรือ
เขาติดยาบ้าครับ เขาเกเร วันนั้นเขาเมายาบ้า แล้วเขาก็กระโดดตึกลงมาครับ
แล้วนายไม่ไปกรุงเทพกับแม่นายหรือ
เณรชามถามอย่างแปลกใจ แววตาหวาดหวั่นอะไรบางอย่าง
แม่ต้องรีบไปขึ้นรถโดยสารประจำทาง เวลาเดินทางเข้ากรุงเทพ แม่บอกว่ามันขลุกขลัก ก็เลยให้ผมมาอยู่ที่วัดกับหลวงพ่อครับ
สองเณรน้อย ยังยืน งง กับเรื่องราวที่กำลังได้ยิน
หลวงพ่อ บอกให้ผมมาบอกหลวงพี่เณรเบ็ญนิจ กับหลวงพี่เณรชามว่าคืนนี้ให้ผมนอนค้างที่ห้องด้วยคนครับ
อะไรนะ
เณรชามทำเสียงเหมือนไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน
แม่บอกผมว่า ถ้าผมกลัว ก็ให้ไปนอนค้างกับหลวงพี่เณร เพราะหลวงพี่เณรมีผ้าเหลืองห่มกายอยู คงจะไม่โดนผีหลอกครับ
แล้วทำไมนายต้องกลัวผีด้วยเล่า
เณรชามถามต่อ
เพราะพี่ชายผม เขาซนมาก เกเรมาก เขาอยู่นิ่งไม่เป็น ผมเกรงว่าวิญญาณเขาอาจจะมาล้อเล่นกับผมครับ
เณรชาม กำลังจะเอื้อนเอ่ยวาจาบางอย่างต่อไป แต่เณรเบ็ญนิจก็หาข้อสรุปจนได้
เอาละ เมื่อหลวงพ่อบอกว่าให้มานอนที่นี่ เราก็ยินดีให้มานอน นายไปเตรียมผ้าห่มที่นอนมาได้เลย
เณรเบ็ญนิจนั่งลงกับพื้น เริ่มอ่านหนังสือพระไตรปิฎกอย่างตั้งใจ ส่วนเณรชาม ดูว่าจะไม่ค่อยมีสมาธิ เจ้าเด็กวัดชื่อพัน อาบน้ำแต่งตัว นอนหลับอยู่ใต้ผ้าห่มตั้งแต่หัวค่ำ เสียงหายใจ กรนครอกฟี๊ๆ ...เป็นระยะๆ
เณรเบ็ญนิจ เตรียมอาราธนาศีลสิบ เข้าสุ่สมาธิ บำเพ็ญศีลภาวนา นั่งขัดสมาธิ ตัวตรง หลับตา หายใจเข้าออกช้าๆ เป็นช่วงๆ อย่างละเอียด
ส่วนเณรชาม ทำสมาธิ ตาค้าง หลับตาไม่ลง เหลียวมองไปทางเด็กชายพันที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม อยู่เรื่อยๆ เณรเบ็ญนิจลืมตาออกจากสมาธิ เณรชาม หันมาตั้งคำถามที่เตรียมไว้ทันที
เณรเบ็ญนิจ เราขอถามหน่อยว่า ถ้าคนเราตายไปยังไม่ครบสามวัน วิญญาณที่ออกจากร่างจะออกตามหาญาติพี่น้อง หรือเพื่อนๆ ได้ไหม
ตามความคิดขอเรา เราคิดว่า พอวันตาย วิญญาณก็ออกจากร่างได้แล้ว ก็อาจเป็นไปได้ว่า ดวงวิญญาณจะเดินทางไปหาคนที่เขาคิดถึงได้ในทันที โดยไม่จำกัดเวลานะเณรชาม
อย่างนั้นหรอกรึ
สามเณรหุ่นล่ำผิวเข้ม ดวงตาสีดำ ส่งประกายแห่งความตื่นเต้น สะท้อนเงาแสงจันทร์ ดวงกลมใหญ่ที่ลอยเด่นมองเห็นอยู่นอหน้าต่าง...
คืนพระจันทร์เต็มดวง...
เณรชามเคยรู้มาว่า คืนพระจันทร์เต็มดวง วิญญาณต่างๆ จะถูกปลดปล่อย ให้ไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ได้ แต่ในกรณีนี้เณรชามคิดว่าเราเองก็เพิ่งรู้จักกัน อาจจะยังไม่พบเจอก็ได้ วิญญาณอาจจะยังตามหาน้องชายตัวเองไม่พบก็ได้นะ เณรชามคิดเข้าข้างตัวเอง
เณรเบ็ญนิจนอนห่มผ้าสีเหลือง หลับตาลงแล้ว เด็กชายพันยังคงนอนหลับ ส่งเสียงกรน เป็นระยะๆ นอนอยู่ระหว่างกลาง ระหว่างเณรเบ็ญนิจกับเณรชาม
เณรชามค่อยๆ สอดลำตัวเข้าไปในผ้าห่มสีเหลืองทองอร่าม เพราะได้คัดเลือกผ้าห่ม ที่เป็นผ้าเหลืองผืนใหม่ที่สุด ที่ยังไม่เคยใช้ คาดคะเนว่าคงจะขลังที่สุดสำหรับผ้าห่มสีเหลืองทองผืนนี้
สองมือของเณรชาม จับดึงผ้าห่มขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนคลุมศีรษะเสียสนิท พยายามหลับตาอย่างไรก็หลับไม่ลงสักที
สายลมกรรโชกที่หน้าต่าง เสียงดังออดแอดๆ ออดแอดๆ....ปัง....
เอ้ยยย... เณรชามตกใจเปล่งเสียงดังอย่างตกใจลุกขึ้นนั่งทันที
เด็กชายพัน ตกใจตื่นลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง หันหน้า เหลียวซ้ายแลขวา เณรเบ็ญนิจกำลังนอนลืมตานิ่ง แล้วชำเลืองสายตาหันมามองคนทั้งสอง
พลันก็มีเสียงดังขึ้น
โอยยยย.....โอยยยยย...
คุณพระช่วย สายตาของทุกคน จับจ้องไปที่ช่องหน้าต่าง ปรากฏว่า มีภาพลางเลือน ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อยๆ ยืนอยู่ครึ่งตัว ร้องเสียงครวญคราง บิดลำตัวไปมา อายุราวๆ สิบสี่สิบห้า ผิวสีออกดำแดง ใส่เสื้อเชิร์ทสีขาว
แต่ที่ตัวเสื้อ มีรอยเลือด รอยใหญ่ยาวเป็นทางลงมา สีแดงสด
เณรชามและเด็กชายพัน กระโดดตัวลอยเข้าไปซุกใต้แขนซ้ายกับแขนขวา ของเณรเบ็ญนิจ
เสียงนั้นดังขึ้นอีก
ช่วยด้วย...พัน....ช่วยด้วย...แม่อยู่หนายยย...เจ็บปวดเหลือเกิน ทำไมหนทางมันมืดอย่างนี้ มองไม่เห็นอะไรเลย
พัน กำลังจะอ้าปากส่งเสียง แต่เณรเบ็ญนิจยกมือปิดปากเด็กน้อยรุ่นน้องเอาไว้ เณรเบ็ญนิจเคยรู้มาว่า หากเห็นดวงวิญญาณเมื่อใด ไม่ให้พูด ไม่ให้ส่งเสียงใดใด เพราะอาจจะทำให้สติแตกเลื่อนลอยได้
ส่วนเณรชาม มีอาการ เหมือนจับไข้ ตัวสั่น ผับๆ ผับๆ สุดที่จะต้านทานไว้ได้
ดวงวิญญาณที่ปรากฏอยู่ตรงบริเวณช่องหน้าต่าง ค่อยๆ เลือนหายไป เด็กชายพันล้มตัวลงไปนอนตัวสั่น นอนตัว บิดตัวงอ ตามด้วยสามเณรชามลงไปนอนคลุมโปง ดึงผ้าปิดหน้าตรึงไว้อย่างแรงจนแน่นมาก ทำให้เณรเบ็ญนิจต้องเอ่ยปาก
พวกเจ้าสองคน จะกลัวอะไร ในเมื่อเขามาร้องขอความช่วยเหลือ เราน่าจะคิดหาหนทางช่วยเขาดีกว่านะ
สามเณรหนึ่งรูปกับเด็กน้อยหนึ่งคน ได้สติ เสียงพัน เอ่ยวาจาว่า
หลวงพี่เณรเบ็ญนิจ ทำไมไม่กลัวอะไรเลย พูดจาเหมือนผู้ใหญ่ที่โตแล้ว พูดคล้ายๆ กับพระหลวงพ่ออย่างนั้นแหละ
ก็พี่เณรถูกพ่อแม่สอนมาให้เข้มแข็ง อดทน เวลามีอะไรเกิดขึ้น ให้คิดพิจารณาก่อน อย่าตีตนไปก่อนไข้
ทั้งสองคน ลุกขึ้นมานั่งเหนื่อยหอบ โยกตัวตามเสียงหอบ แล้วค่อยๆ ตั้งสติ ผ่อนลมหายใจ ค่อยๆ ล้มตัวลงนอนจนหลับไป
บรรดาเหล่าพ่อไก่แม่ไก่ ในวัด ส่งเสียงขันเจื้อยแจ้ว แสงตะวันส่องแสง จากฟากฟ้า จากฟ้าสางเป็นค่อยๆ ฟ้าสว่างโล่งแจ้ง ได้ยินเสียงรถวิ่งเข้ามาแต่เช้า
เป็นรถกระบะบรรทุกสิ่งหนึ่งมาในรถ เด็กชายพัน รีบลุกจากที่นอนกระวีกระวาดวิ่งออกไปโดยยังไม่ทันได้ล้างหน้าล้างตา เหมือนมีความกังวลใจ อัดอั้นตันใจ อยู่มากมาย
นางพูนเดินลงจากรถ นัยน์ตาบวมแดงก่ำด้วยรอยคราบน้ำตา รถเข็นศพนายพลพี่ชายของพันมาถึงแต่เช้า หญิงวัยสี่สิบเอ็ดผิวสองสีเห็นลูกชายวิ่งเข้ามาก็อ้าแขนโอบรับแล้วกอดลูกชายแนบอก แนบแน่น น้ำตาเริ่มปริ่มขอบตา
ตามด้วยหญิงกลางคนวัยห้าสิบ รูปร่างท้วมผิวขาว เธอคือ ป้าพาน คุณป้า ของ พัน ที่ พล พี่ชายของพันไปอาศัยอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ
พัน ลูกแม่...
นางพูนเรียกลูกน้อยเสียงสั่น เด็กน้อยกอดแม่ เสียงละล่ำละลัก อยากจะบอกอะไรอย่างหนึ่ง
พระกับเณร และเด็กวัด ทยอยเดินกันมาปฎิบัติหน้าที่ ช่วยกันดึงลงจากรถ แบกเคลื่อนย้ายศพที่บรรจุในกล่องไม้สี่เหลี่ยมใหญ่เข้าสู่เมรุเผาศพ
เณรเบ็ญนิจกับเณรชามเดินนำหน้ามา พระอาจารย์สินธรกำลังเดินมาจากกุฎิ มองเห็นแต่ไกล
แม่...
ยังมิทันที่ พัน จะพูดอะไร หรือใครจะเริ่มหยิบจับสิงใด ป้าพานก็มีอัน ล้มลงไปบนพื้นสนามหญ้า ชักดิ้นชักงอตาตั้ง แล้วแน่นิ่งไป ท่ามกลางความตกตะลึงของพระ เณร เด็กวัด และหลวงพ่อสินธรที่เดินมาถึงพอดี
แต่แล้วทุกคนก็ต้องตกตะลึง
เมื่อมีเสียงเรียกออกมาจากปากของป้าพาน เป็นเสียงห้าวๆ ของเด็กผู้ชาย ปนกับเสียงเล็กๆ ของผู้หญิง ที่เคยเป็นเสียงของป้าพาน
อืม...แม่...แม่....
ร่างของป้าพาน ที่มีดวงวิญญาณสิงอยู่ ลุกขึ้นมานั่งก้มลงกราบ แม่พูน แม่บังเกิดเกล้า ของ พัน และพล
แม่...ลูกขอโทษ ลูกขอโทษ....
นางพูน ก้มลง แล้วนั่งลงพับเพียบกับพื้นสนามหญ้า หน้าอาคารเมรุเผาศพ ที่มีรถเข็นศพของลุกชายจอดอยู่ สายตาเพ่งจ้องเข้าไปในดวงตาของร่างที่ร้องเรียกนางพูนว่าแม่
พล...พลหรือ ลูก...
ร่างของป้าพาน มองป้าพูนด้วยสายตาละห้อย พยักหน้าช้าๆ
แม่ คิดถึงลูกมากนะ
น้ำตาของผู้บังเกิดเกล้าไหลริน
แม่ครับ ลุกกราบขอโทษแม่ด้วยครับ ชีวิตที่ผ่านมา ลูกแทบไม่เคยทำความดีอะไรเลย มีแต่เกเร ติดยาบ้า ติดยาเสพติด สำมะเลเทเมา เป็นมิจฉาชีพ ขโมยสิ่งของ ลูกเป็นคนที่แย่มากๆ เมื่อตายไป ลูกจึงมีแต่เจ็บปวดทุกทรมาน มองไม่เห็นสิ่งใด หนทางช่างมืดมน เสียเหลือเกิน
โธ่ พลลูกแม่
แล้วดวงวิญญาณของพลก็ออกจากร่างของป้าพาน ปล่อยให้ป้าพาน ล้มลงไปนอนชัก ดิ้นพราดๆ อีกครั้ง ตาเหลือกมองเห็นแต่ตาขาวจนระทั่งลำตัวอ่อน นอนหลับตาลงไป แล้ว ค่อยๆ ตื่นฟื้นขึ้นมา สะบัดศีรษะ มีอาการมึนงงอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อพิธีฌาปนกิจ ผ่านพ้นไป ด้วยความเคยชิน ของพระในวัดที่ต้องช่วยเหลือคนในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
เณรเบ็ญนิจ เอ่ยปากถาม หลวงพ่อสินธรในปริศนาที่ค้างคาใจ ต่อหน้า พระ เณร เด็กวัด และผู้คนที่มาในงาน
หลวงพ่อครับ คำว่า หนทางมืดมน ทีดวงวิญญาณ พูดออกมา หมายความว่าอย่างไรครับ
ก็หมายความว่า หากคนเราทำแต่ความชั่ว ไม่เคยทำความดีอะไรเลย ชีวิตก็มีแต่ความมืดมน ทั้งในภพมนุษย์ก็หมดความสุข หาหนทางสว่างไม่เจอ เมื่อตายไป เป็นดวงวิญญาณก็จะมองไม่เห็นทางสว่าง มีแต่ความมืดมิดรอบด้าน เพราะไม่มีความดี ไม่มีแสงแห่งธรรมคอยส่องทาง
สาธุ
ทุกคนยกมือ พนมไหว้แล้วกราบลงที่พื้นพร้อมกัน
ตอบคำถามที่ว่า เราจะสร้างหลักประกันอะไรให้แก่
ชีวิตเพื่ออะไร
คำตอบ สร้างบุญบารมี ความดี เพื่อไปสู่สุคติ ปิด
อบายภูมิ
จบภาคหนึ่ง
โปรดติดตาม
ภาคสอง
เบ็ญนิจ ไทยแฟนตาซี ตอน มิติล้ำลึก
ใต้บาดาล
เริมตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป ดูที่หน้าเวป วิชาการ.com แห่งนี้
หรือคลิกที่
http://www.vcharkarn.com/vwrite/41913
ข้อมูล ชื่อที่อยู่และลิขสืทธิ์
ชูกลิ่น ผ่องแผ้ว
ชื่อเล่น เจน
นามปากกา ภาริดา (janetoto)