|

| 11 |
| 176 |
เสียงโขลกน้ำพริกดังอยู่ในครัวประกอบจังหวะกับดนตรีโฉ่ฉ่าของอาหารประเภทผัดเป็นนาฬิกาปลุกสำหรับบัณฑิตจบใหม่อย่างผมเสียแล้ว
ผมจะถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นฉุนของเครื่องแกงที่ผัดกับน้ำมันในกระทะเสมอๆ ยิ่งเป็นวันพระยิ่งแล้วใหญ่ เสียงดนตรีจากครัวจะบรรเลงหนักหน่วงกว่าวันธรรมดา
พี่สาวคนดีของผมก็จะแวะมาเข้าครัวช่วยแม่อีกแรงโดยถือวิสาสะขึ้นเรือนมาเหยียบหลังของผมอีกด้วย
ผมพลิกตัวไปมาบนเสื่อนอนไม่อยากลุกไปไหนหรืออาจจะเคยชินกับการได้ยินเสียงเท้าหนักๆของพี่สาวคนดีของผมเหยียบพื้นเรือนตรงมาที่ห้องนอนของผมก็เป็นได้
เสียงฝีเท้าคนเดินขึ้นเรือนเข้าหูผมคราใดเป็นต้องดีดตัวลุกขึ้นมาเดินงัวเงียลงจากเรือนทุกที
"อ้าวพ่อเองหรอครับ?"ผมฉีกยิ้มแห้งๆเมื่อพ่อทำหน้างงๆ นี่ผมคงผิดหวังสินะ....คนที่ขึ้นเรือนไม่ใช่พี่สาวคนดีของผม
"ก็ข้าเองน่ะสิ!แล้วเอ็งนึกว่าใครละวะพ่อมหาบัณฑิต?"พ่อแขวะผมเข้าให้อีกแล้ว....
"เปล๊า...เปล่า......ผมก็ถามไปอย่างนั้นเองแหละครับเผื่อว่าคนที่ผมเห็นตรงหน้าไม่ใช่พ่อแต่เป็นสรพงษ์ ชาตรี..ฮิฮิๆ"ผมเล่นลิ้นกับพ่อพอหอมปากหอมคอแล้วแจ้นลงเรือนไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยเผื่อว่าแม่จะต้องการคนถือของไปวัดช่วย
"ตาเล็กเอ้ย!เสร็จรึยังลูก?"เสียงแม่แข็งขันแต่เช้าต่างจากพ่อหนุ่มแรกรุ่นอย่างเสียจริงที่เอาแต่อิดๆออดๆดูเกียจคร้านไม่มีไฟเสียเลย
"คร้าบโผมมมม..."ผมลากเสียงยาวก่อนจะดึงกางเกงยีนส์ตัวเก่งมาสวม
"ดูซิ....ไปวัดทั้งทีแต่งตัวให้มันดูเป็นผู้เป็นคนหน่อยลูก..."แม่ติง
"โหย...แม่ครับแบบนี้แหละวัยรุ่นกำลังอินเลยครับ..."ผมโต้แย้งขึ้นมา
แม่มองตั้งแต่หัวจรดท้ายก็ทำหน้ายอมรับอย่างจำใจ คุณแม่แสนสวยของผมพยายามเข้าใจวัยรุ่นอย่างผมอยู่เสมอ
"ไปกันเถอะครับเดี๋ยวสาย..."ผมหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่แล้วดุนหลังให้แม่ออกเดินเพื่อว่าจะได้ตัดบทเรื่องการแต่งตัวของผมซะที
ผมกับแม่เดินเท้าไปตามถนนสายเล็กเพื่อไปใส่บาตรที่วัดซึ่งอยู่ทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้าน
ชาวบ้านส่วนหนึ่งใช้ยวดยานพาหนะต่างๆตามฐานะทางบ้าน
สิ่งที่ผมเฝ้ารอคอยมาตลอดนั้นไม่เคยปรากฏแก่สายตาของผม นั่นคือสาวน้อยสาวใหญ่ไปวัด
อย่าว่าแต่หญิงสาวเลย ชายหนุ่มที่เคยวิ่งเล่นกับผมเป็นสิบก็เงียบหายไปราวกับไม่มีอยู่ในหมู่บ้าน
สิ่งที่ผมเห็นก็มีแต่คุณยายแก่กับคุณตาหง่อมเดินหิ้วปิ่นโตเข้าวัด
มีเด็กติดตามคุณยาย คุณตาบ้าง แต่เท่าทีี่ผมกลับบ้านมาอยู่ถิ่นเกิดหนึ่งปีเต็มนั้นก็ทราบรายละเอียดของค่านิยมของคนในหมู่บ้านพอสมควร
ในช่วงพัฒนาชุมชนเช่นนี้ในหมู่บ้านมีบ้านก่ออิฐหลังคากระเบื้องแบบสากลกันมากขึ้น
หนุ่มสาวได้รับการศึกษากันถ้วนหน้าแต่ว่าต้องไปค้างแรมในเมืองเพราะใกล้โรงเรียนมากกว่า
อัตราการเกิดของประชากรในหมู่บ้านมีน้อยมากเพราะหนุ่มสาวยุคใหม่แต่งงานช้าและนิยมมีลูกเมื่อพร้อม
ทุกอย่างล้วนแลดูเป็นระบบและดูเป็นสากลมากขึ้น
แต่.....ผมกลับได้แต่ยิ้มบางๆ.....เงินและยุคสมัยใหม่ช่างทำให้ผมคิดถึงอดีตเหลือเกิน
"โอ้โห!พ่อเพชรแท้วันนี้แต่งตัวโก้เก๋เลยนะพ่อคุณ"เพื่อนบ้านทักทายผมแทนทักทายแม่ไปเสียแล้ว
"ครับป้า..."ผมฉีกยิ้มจะอ้าปากแซวโต้ตอบสักหน่อยแม่รู้ทันใช้มือตีแขนปรามเอาไว้เสียก่อน
ไอ้คนอย่างผมมันนอกกรอบเสียจนพูดอะไรผู้ใหญ่ก็หน้าเสียเวลาที่ผมจะทำอะไรแม่ก็มักจะปรามไว้ตลอด
"พ่อมหาบัณฑิต..."แม้แต่หลวงพ่อก็ยังเรียกผมด้วยฉายาที่พ่อของผมโปรดแต่งตั้ง
"ครับหลวงพ่อ..."ผมรีบเสนอหน้าแฉล้มไปนั่งพนมมือใกล้ๆ กริยาไม่งามจนแม่ต้องตีหลังเข้าให้
"จบศิลป์มาไม่ใช่เรอะ..."
"ครับ..จบมาได้ปีนึงแล้วล่ะครับยังหางานไม่ได้เลยครับหลวงพ่อ"ผมหันไปส่งยิ้มให้แม่
แม่ก็เบ้ปากค้อนเข้าให้ ผมเที่ยวโพนทะนาว่าจบมาหางานทำไม่ได้แต่ที่ยังล่องลอยไม่เป็นหลักเป็นฐานนั้นก็เพราะผมไม่ทำงานเสียมากกว่า
คนหัวสูงอย่างผมไม่ชอบเป็นลูกจ้างของใครเสียด้วยสิ
"งั้นอยากจะเขียนโบสถ์ไหมล่ะ?.."หลวงพ่อถามทีจริง
"ได้ตังค์ไหมครับหลวงพ่อ?..."ผมทำท่าทีเป็นคนเรื่องมาก
"ตาเล็ก!..."แม่หน้าเง้าปรามผม
"ไม่เอาก็ได้ครับ...ฮะๆ"ผมหัวเราะเล็กๆจริงๆแล้วก็แค่ยั่วแม่นิดหน่อยเท่านั้น
"เออน่ะ.....แค่เอ็งบอกว่าจะทำหรือไม่ทำแค่นั้นพอ..."หลวงพ่อตัดบท ผมก็ได้แค่อมยิ้ม
พ่อมหาบัณฑิตนอนเกาพุงที่บ้านไปวันๆอย่างผม.....ก็อาจจะมีประโยชน์กว่าตายเป็นปุ๋ยก็คราวนี้ละนะ^^

| 11 |
| 176 |


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |