|

| 25 |
| 229 |
ประตูเลื่อนปิดดังปัง ทุกอย่างตรงหน้ามืดตื๋อ ธิสัยคืบคลานอยู่ในความมืด ตาแดงก่ำฉายแววสะพรึงกลัวและขาดสติ ใช่ สติเขาเตลิดไปไกลแล้ว มันไม่มีวันกู่กลับอีกแล้วกระมัง ภาษาชาวบ้านก็ต้องเรียกว่า 'วิปลาสโดยสิ้นเชิง'
เขาร้องเรียกภรรยาอย่างคลุ้มคลั่ง บางคราก็หัวเราะปนร้องไห้ ร่างเปื้อนเลือดและเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวกลิ่นเหม็นเน่าลุกล้มกลิ้งคลานไปตามประสาลนลานและจับทิศไม่ถูก มือสองข้างเต็มไปด้วยบาดแผลที่เกิดจากแรงครูดกรีดของเศษปรักหักพักตามพื้น
"ผกา อยู่ไหนผกา คุณอยู่ไหน รีบออกมา เราจะหนีออกไปจากที่นี่ ผกา ผกา"
เขาร้องตะโกนเข้าไปในความมืดที่น่ากลัว ร้องไห้โฮไปพร้อมกับตะกายร่างไม่หยุดหย่อน แม่นางแพรร้องสั่งปวงผีทาสทั้งหลายออกมาสกัดเหยื่อ ปรากฏลำแสงกลมสีดำปนแดงลอยหนาแน่นเหนือลำตัวสกปรก มันประสานเสียงคำรามระงม พร้อมกับยื่นมือแห้งกรังออกมาจากลำแสงกลมนั้น แล้วมันก็มีมากมายจนเข้าข่าย 'ยั้วเยี้ย'
"ไม่ ออกไป ไม่ ไม่ ช่วยด้วย ช่วยด้วย"
ธิสัยแผดเสียงพลางเร่งกระเถิบถอยหนีอย่างลนลาน ตาเบิกถลนมองแพยั้วเยี้ยที่เคลื่อนคุกคาม เขารีบยกสองมือปัดป้องอย่างสิ้นหวัง แต่ด้วยสัญชาตญาณของคนที่ไม่อยากตาย เขาจึงต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวสุดขีดนั้นอย่างสุดกำลัง กระทั่งศีรษะฟาดกับขอบแข็งบางอย่าง ซึ่งเขาก็มองไม่เห็นหรอกว่ามันคือขอบประตูทางเข้าโถงวิหารนั่นเอง
สองขาโดนยึดด้วยมือยั้วเยี้ยแน่นหนึบ ปวงผีค่อยๆ ลากย้อนกลับเข้าข้างในตามบัญชาของแม่นางแพร ธิสัยแผดเสียงไม่ยินยอมพร้อมกับเกร็งกำลังต้านทานแรงยุดยื้ออย่างสุดความสามารถ เขาคว้าชายผ้าม่านขาดวิ่นที่บังเอิญเหลือบไปเห็นเข้า แล้วจู่ๆ หน้าผีร้ายก็ยื่นมาอวดความน่าสะพรึงกลัว ทั้งรูพรุนน้ำเลือดน้ำหนองผุดพรูเป็นฝอยน้ำพุ ตาแดงถลนหลุดเหมือนลูกปิงปองร่วงแต่ก็ไม่หล่น เพราะโดนยึดไว้ด้วยใยเหนียวของน้ำเลือดน้ำหนอง
นั่นล่ะ วูบนั้นล่ะ ที่สติสัมปชัญญะต้องยอมแพ้อย่างราบคาบ ความตระหนกสุดขีดกระจายไปทั่วร่างบอบช้ำ อาการชารุนแรงแผ่ซ่านรวดเร็ว ธิสัยแผดเสียงโหยหวนยาวนานก่อนร่างจะกระตุกเฮือกขึ้นแล้วล้มหงายศีรษะฟาดพื้นแน่นิ่ง โอ.. จากนั้นไป เขาจะไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้วล่ะ
การหลับใหลอย่างไร้กำหนดเวลาทำให้เขาไม่ต้องรับรู้ว่าร่างที่กระตุกเฮือกอย่างหวาดกลัวสุดขีดนั้น บังเอิญถลันพ้นออกมาจากโถงวิหาร ปวงผีทาสไม่อาจล่วงล้ำออกไป มันจึงได้แต่ลอยวนเวียนหนาแน่นรอท่าว่าแม่นางแพรจะจัดการยังไงต่อไป
แน่นอน แม่นางแพรต้องจัดการเองอยู่แล้ว นางพลิ้วร่างผีออกไปอวดบรรยากาศวังเวง ณ รัตติกาลคล้อย ตั้งท่ากางเล็บถลึงตาหวังเจาะลำคอหรือไม่ก็ควักหัวใจเหยื่อหมดสติเพื่อดูดดึงวิญญาณให้ออกจากร่าง แต่ก็คงทำได้ยากแล้วล่ะ เพราะองครักษ์ศมะซึ่งมีกำลังและอำนาจนอกเขตวิหารวังย่อมไม่นิ่งดูดายให้เหยื่อต้องดับสูญ
ดวงวิญญาณในชุดสีเทาพลิ้วมาขวางมือยาวเน่าเฟะ ท่านแค่โบกมือเบาๆ ก็บังเกิดรัศมีสีขาวขุ่นกรีดเป็นเส้นคล้ายสายฟ้าปรากฏในยามพายุคะนอง มือเน่าข้างนั้นโดนฟันฉับขาดสะบั้นทันที นางผีร้ายกรีดร้องโหยหวนก่อนจะพลิ้วร่างหนีไปตั้งหลักหน้าประตู ร่างผีค่อยแปรเปลี่ยนเป็นสาวสง่าในชุดกระโปรงแดง เรือนผมยาวพลิ้วไหวตามแรงลมปีศาจ
"ท่านศมะ" นางคำรามอย่างไม่พอใจ
"เขาเป็นเหยื่อรายแรกในรอบหลายร้อยปีที่สามารถรักษาชีวิตกลับออกมา" องครักษ์ผู้สุขุมกล่าวเนิบ "ปล่อยเขาไปเถอะ เราขอ"
"ไม่ได้ มันทำงานให้เราไม่สำเร็จ มันไม่ยอมช่วยพี่เรา ทำให้.. "
"เขาช่วยไม่ได้ แม่นางก็รู้อยู่เต็มอก ไม่มีใครถอนคำสาปแม่นางกณิการ์ได้"
"ขอเพียงมีคนทำลายโซ่และแผ่นยันต์ได้ คำสาปก็จะหมดความขลัง"
"ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนทำได้หรอกแม่นางแพร แม่นางอย่าหลับหูหลับตาช่วยพี่ชายก่อบาปนักเลย ตอนมีชีวิตอยู่ ซาตานวจาก็เข่นฆ่า.. "
"หุบปากของเจ้าไอ้องครักษ์ปลายแถว"
ซาตานวจาคำรามออกมาจากตัววิหารวัง คลื่นเสียงทรงพลังจนทำให้ทั่วบริเวณเกิดแรงสะเทือนคล้ายแผ่นดินไหว ปวงผียั้วเยี้ยหายวับไปในทันทีด้วยความยำเกรง แม้แต่องครักษ์ศมะก็จำต้องถอยห่างไปสามก้าว แต่ก็ไม่ลืมผลักร่างหมดสติของธิสัยไถลลงจากเนินมาด้วย
"ท่าน"
"ไอ้นักรบสวะ"
สองเสียงประสานคำรามอย่างเดือดดาล ซาตานวจาเดือดดาลอยู่บนแท่นหินสูง มันเบิกตาถลนอาฆาตแค้น ยามหลุบมองโซ่คำสาปกับแผ่นยันต์ที่ร้อยรัดร่างแห้งกรังก็ยิ่งแผดเสียงพลุ่งพล่าน
ฝ่ายแม่นางแพรก็รุ่มร้อนใจว่าเหยื่อกลิ้งออกไปนอนแน่นิ่งบนพงหญ้า โดยมีรัศมีขาวขุ่นทั้งคมกริบและร้อนจัดขององครักษ์ศมะรายล้อมปกป้อง นางเป็นเพียงผีบาปตนหนึ่ง หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากปะทะกับองครักษ์ใจซื่อตรงๆ เพราะต่อให้นางได้รับชัยชนะ แต่มันก็เป็นชัยชนะที่สะบักสะบอมเกินกว่าจะ 'ดีใจ'

| 25 |
| 229 |


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |