หน้าที่14 - นิยายแฟนตาซี 5 | วิชาการ.คอม
25
229

สาปกณิการ์

แรงทะเยอทะยานหมายครองความยิ่งใหญ่กลายเป็นชนวนที่จุดไฟแค้นข้ามกาลเวลา มันลุกโชนอยู่ในความมืดอันวังเวง พลังแผดเผาของมันถูกกักขังให้เกรี้ยวกราดดุร้ายอยู่ในบ่วงคำสาปของ 'แม่นางกณิการ์'
ผู้เขียน: งามชบา ชมแล้ว: 34,889 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 2 May 2012, 11:14 am ปรับปรุงล่าสุด: Fri 8 June 2012, 6:58 pm
อยู่ในส่วน:
สารบัญ
1-20 | 21-38

หน้า : 21 7
หน้า : 22 7-2
หน้า : 23 7-3
หน้า : 24 8
หน้า : 25 8-2
หน้า : 26 8-3
หน้า : 27 8-4
หน้า : 28 9
หน้า : 29 9-2
หน้า : 30 9-3
หน้า : 31 10
หน้า : 32 10-2
หน้า : 33 10-3
หน้า : 34 11
หน้า : 35 11-2
หน้า : 36 11-3
หน้า : 38 12
หน้า : 39 12-2

หน้าที่ 14 - 5

บทที่ 5

 

        คัมภีร์ไสยเวทย์โบราณบอกกล่าวถึงเมืองใหญ่ที่คนในยุคนั้นขานนามว่าคามดารกะ ดินแดนอัศจรรย์ที่ซ่อนและสุมบรรดารัตนชาติทั่วทุกอณูที่ได้ชื่อว่าหินดินทราย เป็นดินแดนที่มั่งคั่งไปด้วยวัตถุและผู้คนที่หนาแน่น เป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งและไม่มีวี่แววว่าจะล่มสลายได้

        แต่บนโลกใบนี้ไม่เคยมีสิ่งใดจีรัง นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข อาณาจักรที่เคยแข็งแกร่งก็เปรียบเสมือนดวงดาวที่โคจรไปหยุดสาดแสงเจิดจรัส ณ กลางหาวโดดเด่น ครั้นพอเคลื่อนห่างจากจุดนั้น แสงเจิดจรัสก็ค่อยหรี่หมอง กระทั่งดับสิ้นและเลือนหายไปจากวงโคจรโดยอัตโนมัติ เพื่อหลีกทางให้ดาวดวงใหม่เคลื่อนไปแทนที่ตำแหน่งนั้น มันจะเป็นเช่นนี้วนเวียนเป็นวัฏจักร

        หมอผาเงยหน้าขึ้นจากคัมภีร์สีดำบนโต๊ะไม้ เขาเคยอ่านเรื่องราวของคามดารกะอย่างผ่านๆ เพราะคิดเพียงว่าตำนานที่จบไปแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจ และตัวเขาก็มีหน้าที่ชะลอชะตาที่พอทำได้ จึงหมั่นศึกษาวิถีทำนายดวงดีดวงร้ายของชาวบ้าน รับทอดไสยเวทย์มาเป็นบางบท ก็เพื่อคุ้มครองกายไม่ให้สิ่งเร้นที่เหนือธรรมชาติกล้ำกรายคุกคามก็เท่านั้น

        เพิ่งจะคราวนี้แหละที่หันกลับมาใส่ใจจริงจังกับเมืองใหญ่ที่ล่มหายตายจากไปนานเป็นร้อยๆ ปี เพราะใครหรือ เพราะฤดีดิษถ์ สาวครีเอทีฟผู้ยโสใช่ไหม เธอไม่เชื่อเรื่องลี้ลับพวกนี้หรอก ชาติก่อนชาตินี้ชาติหน้าก็อาจจะกลายเป็นเรื่องเหลวไหลที่เธอไม่เคยชายตาแล แล้วถ้ามีใครไปพูดให้ฟัง เธอก็จะตัดบทไปว่า 'ไร้สาระ'

        "ก็มันจริงนี่ครับ" โชติชลสำทับเมื่อฟังคุณอาหมอผีเปรยจบลงพร้อมกับเก็บคัมภีร์สีน่ากลัวลงกล่องไม้ไปด้วย

        "ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปทั้งนั้นแหละนายโจ้ แกนึกว่าอยู่ดีๆ แกก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนเลยหรือ"

        "ไม่หรอก ผมรู้ว่าผมเกิดมาได้ยังไง ทุกวันนี้ผมก็ทำเป็นนะ"

        หมอผาส่ายหน้า วาจาห่ามแบบนั้น เขาไม่ชอบฟังหรอก ที่โทรเรียกมาพบในบ่ายวันนี้ก็ไม่ใช่เพื่อฟังเรื่องเฉียดกามลงเตียงของพ่อหนุ่ม

        "อย่ามัวแต่พล่าม บอกความเคลื่อนไหวของหนูคนนั้นมาเถอะ"

        "เตรียมตัวเดินทางพรุ่งนี้ ขับรถไปเองด้วยนะ ไปกับแฟนเขานั่นแหละ"

        "ไม่มีวิธียับยั้งเธอได้เลยหรือ" หมอผาขมวดคิ้วรำพึง

        "มันไม่มีอะไรหรอกอา ผมว่าอาเพ้อเจ้อไปจริงๆ อ้อ เมื่อกี้นี้บอกว่าทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไปไม่ใช่หรือ ถ้าอาอยากให้คุณดิษถ์เชื่อละก็ อาต้องไปคุยที่มาที่ไปให้เธอฟังก่อน"

        หมอผาผงกศีรษะเนิบๆ โชติชลพูดมีเหตุผลนั่นล่ะ แต่เขายังไม่แน่ใจในบางอย่างจึงไม่กล้าบุ่มบ่าม เขาแค่เห็นว่าในร่างของฤดีดิษถ์แทรกซ้อนด้วยร่างของนางพญาน่าเกรงขาม แล้วเขาก็เดาว่าร่างนั้นคือแม่นางกณิการ์ ซึ่งมันก็อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้นี่ ขืนไปบอกสุ่มสี่สุ่มห้า ถ้าใช่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่ใช่ มันจะกลายเป็นลามปามบารมีแม่นางไปเสียเปล่าๆ

        "จะคุยให้ผมฟังก่อนก็ได้นะ คืออย่างนี้" หนุ่มหล่อมาดจอมยุทธ์ลุกจากเก้าอี้ตัวที่นั่งมาทรุดแหมะบนพื้น "เราสองคนเพิ่งจะรู้จักกัน เพิ่งจะรู้ว่าเป็นญาติกัน แต่ห่างๆ นะ" ท่อนนี้เขาจบด้วยเสียงหัวเราะขำๆ "อาจึงยังไม่รู้ว่าผมนี่นะ วาทศิลป์เป็นเยี่ยม"

        "หมายความว่าถ้าแกเชื่อ แกก็สามารถโน้มน้าวให้หนูคนนั้นเชื่อตามแกได้ละสิ"

"ผมมีความมั่นใจว่าทำได้เกินเจ็ดในสิบส่วน"

หมอผาถอนใจยาว หลุบตาเพ่งคัมภีร์โบราณในกล่องไม้ที่ยังไม่ปิดฝาคล้ายชั่งใจหรือใคร่ครวญ โชติชลก็เป็นหนุ่มยุคใหม่นี่นะ หากฟังเรื่องราวทั้งหมดจบแล้ว ก็ไม่มีใครรับประกันว่าเขาจะเชื่อหมดใจ

"เล่ามาเถอะน่า อย่างน้อยมันก็เป็นทางเลือกทางเดียวที่อามีนา ถ้าผมเชื่อ ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ ผมก็อาจจะมีหาวิธียับยั้งการเดินทางของดิษถ์ได้"    

        "แล้วถ้าแกไม่เชื่อ"

        "เอ้า อานี่ยังไง เมื่อกี้นี้ผมก็บอกอยู่ว่ามันเป็นทางเลือกทางเดียวที่อามีไง"

"แล้ว.. "

"อ้อ วันก่อนอายังบอกเลยว่าผมเป็นผู้ช่วยไม่ใช่หรือ จะให้ผมช่วย มันก็ต้องให้ผมรู้ที่มาที่ไปก่อน ผมน่ะหล่อด้วยฉลาดด้วยนะจะบอกให้ ไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่รู้ข้อมูลหรอก"

หนุ่มหล่อด้วยฉลาดด้วยขยันแทรกความคิดขัดแย้งของญาติห่างๆ แบบไม่ให้เว้นวรรค ฝ่ายโน้นจึงได้แต่อ้าปากแล้วค้างปนๆ กับถอนใจยาว สีหน้าก็ดูว่าหนักใจชะมัด เขาก็ไม่เข้าใจว่าจะหนักใจอะไรและทำไม แค่เล่าให้เขาฟัง มันไม่ได้ทำให้ตำนานสึกหรอลงสักหน่อย เอ.. แต่หยิบคัมภีร์ออกมากางแล้วนี่ ตัดสินใจว่าจะเล่าแล้วละสิ เอ้า เล่ามาเถอะ รอฟังอยู่




*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำไว้ตลอด

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ
25
229





งามชบา
()

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 4,934 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 1 ครั้ง
ได้รับดาว 50 ดวง

โหวตเพิ่มดาว



Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0491 seconds !