|

| 30 |
| 234 |
ดึกสงัดของรัตติกาลอันแสนเศร้า วจาแสนชั่วก็สมมาดในแรงปรารถนาทะเยอทะยาน ร่างกำยำลักลอบเข้าข่มเหงแม่นางจงอรไว้ใต้อาณัติพิศวาส ย่ำยีดั่งแม่นางเป็นหญิงหยาบกร้านตามโรงตีดาบ แม้แม่นางจะวิงวอนขอความเมตตา ช่างตีดาบจิตหยาบก็ไม่นึกเวทนามากไปกว่าเร่งหักหาญกักขฬะ
"ทำไมต้องร้องไห้ราวกับฟ้าถล่ม หรือเจ้าฟ้าแม่นางสูญเสียคามดารกะให้ศัตรูเช่นนั้นเล่า"
"หรือจะให้เราตีฆ้องป่าวประกาศอย่างยินดีว่าสูญเสียศักดิ์และค่าแก่ท่านเล่า ช่างเสียแรงที่เจ้าพ่อเมตตา อนุญาตให้ท่านเข้ามาอยู่ในเขตกำแพง แต่ท่านกลับเนรคุณชั่วช้าเช่นนี้"
ใบหน้าเปื้อนน้ำตาอัปยศสะบัดไปตามแรงตบไม่ปรานี มือใหญ่ของช่างตีดาบจิตหยาบแดงฉานดั่งทาเลือด มันสั่นนิดๆ ขณะค่อยกำเข้าหากันแล้วกดเกร็งอย่างเดือดดาล
"หุบปากของเจ้าไปเลยแม่นางจงอร อย่าได้ริเร่งสันดานหยาบของข้าออกมาอาละวาด จะดีชั่วข้าก็เป็นชายของเจ้าแล้ว ฟังไว้ให้ดี นับแต่นี้เจ้าจะไม่มีสิทธิ์เลือกชายใดเป็นสามีได้อีก เพราะทุกค่ำคืนของเจ้าต้องมีข้าคนเดียวเท่านั้น"
คางเปรอะเลือดถูกบีบหยาบๆ ก่อนจะสลัดอย่างเหิมเกริม แม่นางจงอรฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น เรื่องอับอายสิ้นค่าสิ้นศักดิ์เช่นนี้ จะให้ไปป่าวประกาศต่อใครได้ แม้แต่เจ้าฟ้าจ่าง แม้แต่แม่นางกณิการ์
แล้วทุกค่ำคืนถัดจากนั้น แม่นางผู้น่าสงสารก็ตกเป็นเหยื่อพิศวาส ต้องทอดร่างบำเรอราคะอย่างขมขื่น วจาคนชั่วคำรามอย่างจองหองลำพองในยามที่กระแสสุขสมสาดซัดถึงฝั่งตัณหาร้อน ราศีแม่นางมีแต่จะหมองลงคืนแล้วคืนเล่า ความลับยังกลืนเป็นผืนเดียวกับม่านหมอก
กระทั่งแม่นางกณิการ์อายุครบสิบห้า พระครูลาพุชใจเต้นแรงด้วยความตระหนกเมื่อพบดาวประหลาดโคจรแทรกกลางดาวชะตาร้อนของแม่นางน้อย ท่านเรียกดาวประหลาดนั้นว่า 'ดาวอาสภ'
"มันแปลความว่ายังไงหรือพระครู" แม่นางน้อยถามอย่างสงสัย
"มันเป็นดาวประหลาดที่ปรากฏขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไปเจ้าข้า แทรกกลางระหว่างดาวชะตาคามดารกะกับแม่นางน้อยเจ้าข้า"
"เรารู้แล้ว เราเข้าใจลักษณะการโคจรของมัน แต่แปลความของเราหมายถึงดีหรือร้าย"
พระครูลาพุชระบายลมหายใจเนิบสร้างความรำคาญแก่แม่นางน้อยยิ่ง ร่างสูงโปร่งขึ้นแลสง่าด้วยอาภรณ์ทะมัดทะแมงสีบานเย็นสด คาดเข็มขัดโลหะชุบฝังรัตนชาติแพรวพราว หัวเข็มขัดประดับทับทิมบริสุทธิ์ทรงเรียวรีสะท้อนแสงแดงเรื่ออมชมพู แม่นางเกี่ยวพวงผมมาคลุกเบียดข้างคอขาวระหง พลางเร่งคำตอบด้วยเสียงหงุดหงิด
"พระครู เราถามความท่านอยู่ จะเงียบให้เราเดาเองหรือยังไง"
"แม่นางต้องสุขุมกับอารมณ์ร้อนของตนไว้บ้างเจ้าข้า"
"พอแล้ว ท่านเตือนเราเช่นนี้มาตั้งแต่เราจำความได้ พรุ่งนี้เราต้องเข้าพิธีแช่น้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว ภาวนาไว้เถอะว่าน้ำทั้งบ่อนั้นจะเปลี่ยนนิสัยเราได้"
พระครูลาพุชยิ้มเนิบ อดที่จะย้อนนึกไปถึงแม่นางอชินีไม่ได้ แม้ชายาผู้ดับสูญจะอารมณ์ร้อน แต่ขันติดูว่าจะหนักแน่นกว่า ยิ่งใช้วาจาเถียงคำไม่ตกฟาก หมั่นเสียดสีแดกดันเช่นแม่นางน้อยด้วยแล้ว แม่นางอชินีแทบจะไม่เคยเอ่ยให้ได้ยิน
"ยังจะมายิ้มกับจ้องตาเราอีก เฮ้อ ไม่เข้าใจเจ้าแม่เลยว่าทำไมหมั่นกำชับให้เราเชื่อฟังท่าน เท่าที่เราเห็น ท่านก็ชราลงจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงลากกระดานชนวนเสียด้วยซ้ำ"
"ส่งเสียงเอะอะออกไปถึงโถงหน้าเชียวแม่นางกณิการ์ ด้อยสำรวมเสียจริงๆ เอ.. หรือว่าจะเป็นไม้แก่ดัดยากหรือเจ้า น่าหนักใจแท้"
เจ้าฟ้าจ่างปรากฏร่างสูงวัยเข้ามาเอ็ดไม่จริงจัง ท่านนั่งลงไม่ทันไร แม่นางจอมซนก็ลุกมานั่งเบียด ทุบขาทุบแขนแล้วกระเง้ากระงอดว่า
"เจ้าพ่อก็หมั่นแต่ติเตียนลูก เจ้าพี่ที่เก็บซุกโฉมงดงามอยู่แต่ในห้องในหับ ทำไมไม่เข้าไปติเตียนบ้าง"
"เจ้าพี่เจ้าไม่ดีตรงไหนหรือ"
"ดีหรือ ต่อไปในภายหน้าต้องออกเหย้าไปกับสามี ช่วยบริหารดูแลกิจมากมายทั่วคาม แต่กลับซ่อนโฉมเป็นนางห้องเช่นนั้น ประชาชนจวนลืมหน้าแม่นางอยู่แล้ว เจ้าพ่อนึกหรือว่าจะมีใครยำเกรง ต้องแบบลูกนี่สิ เจ้าพ่อดูสิ มีใครกล้ากับลูกบ้าง ก็ลองมากำแหงสิ ลูกจะฟันให้หน้าขาดด้วยมีดดาบ แทงให้อกทะลุด้วยหอกทวน หรือไม่ลูกก็จะต่อย.. "
"โอ้ พอแล้วแม่นาง ดุเดือดสมดั่งเป็นแม่นางน้อยเจ้าฟ้าจ่างเสียจริง รู้ไหม ทั่วคามไกลใกล้ก็ล้วนครั่นคร้ามกิตติศัพท์แม่นางกณิการ์ จนไม่มีใครกล้าส่งเจ้าฟ้าแห่งตนมาทาบทามเกี่ยวดองแล้ว"
"จะร้อนรนไปทำไมกับเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าข้า ลูกจะไม่ยอมมีสามี ถ้าสามีของลูกเป็นชายที่องอาจน้อยกว่า หรือแค่ทัดเทียมเสมอกัน"
เจ้าฟ้าสูงวัยใจอารีหัวเราะร่วน ชอบใจในวาจาห้าวหาญเกินหญิงของแม่นางน้อยยิ่ง ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เจ้าฟ้าผู้รักมั่นในแม่นางอชินีก็มักจะแวะมาพูดคุยกับแม่นางน้อยเสมอ ออกจะบ่อยกว่าแม่นางผู้พี่เสียด้วย เหตุก็เพราะว่าแม่นางกณิการ์มีความละม้ายมารดายิ่ง ครั้นพอได้คุยก็จะพอช่วยให้คลายความคะนึงหาลงบ้าง
"เจ้าพ่อไม่ต้องเป็นกังวลนะเจ้าข้า ลูกจะช่วยเจ้าพ่อแบ่งเบาภารกิจ ปกครองประชาชนให้อยู่ดีมีสุข เอ๊ะ หรือว่าลูกควรตั้งตัวเป็นเจ้าฟ้ากณิการ์แห่งคามดารกะดีไหมเจ้าข้า"
พระครูลาพุชถอนหายใจลึก ท่านคร้านจะบอกว่าตามดวงชะตาของแม่นางจอมซนก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยวัยที่ยังเยาว์นัก แพร่งพรายให้ล่วงรู้เสียตอนนี้ เกรงว่าจะควบคุมความเหลิงลำพองไม่ได้
"จะลุกไปไหนเสียเล่าพระครู" เจ้าฟ้าจ่างทักท้วงเมื่อเห็นอีกฝ่ายถือโอกาสตั้งท่าจะผละไป
"จะไปเร่งแปลความดาวอาสภมาแจ้งแก่แม่นางน้อยเจ้าข้า"
"ช่างเสียดสีเราเสียจริง"
แม่นางกณิการ์ว่ากล่าวแย้มยิ้ม แต่ก็ไม่ขัดไม่ท้วงเมื่อร่างชราย่างเนิบผละไป นางก็พอรู้อยู่หรอกว่าดาวอาสภที่เคลื่อนเข้ามาแทรกมันต้องไม่ปกติ ไม่อย่างนั้นพระครูผู้รอบรู้ก็คงไม่หน้าเคร่งตาเครียดให้เห็น
"แม่นาง" เจ้าฟ้าจ่างหันกลับมาเตือนเสียงเอ็นดูว่า "พระครูชรามากแล้ว เจ้าก็อย่าซุกซนกลั่นแกล้งท่านให้เวียนหัวนัก ทั่วคามดารกะจะหาใครรอบรู้ทัดเทียมนั้นเห็นจะไม่มี"
"มี ก็ศมะยังไงเล่าเจ้าข้า"
"ศมะหรือ ฟังไม่เข้าท่าเลยแม่นาง" เจ้าฟ้าจ่างหัวเราะขำๆ "ศมะก็ดีแต่ตามใจเจ้า ฉลาดปราดเปรื่องก็เท่านั้น เชี่ยวชาญแผนทำศึกก็เท่านั้น ห้าวหาญบนหลังม้าก็เท่านั้น แกว่งดาบเสือกทวนคล่องแคล่ว.. "
"ก็เท่านั้น"
แม่นางคอยจ้องจะสัพยอก พอได้ทีก็รีบแทรกเสียงใสซนให้เจ้าพ่อหัวเราะเวียนหัว ท่านจูงมือเล็กชวนเดินเนิบเรื่อยไปหยุดหน้าระเบียงโค้ง มองลานฝึกกลางเปลวแดด แลเห็นนักรบกำลังฝึกปรือซ้อมอาวุธอย่างขะมักเขม้น และหนึ่งในนั้นก็คือศมะหนุ่มน้อยวัยไล่เลี่ยแม่นางกณิการ์ หน่อเนื้อจอมห้าวหาญที่พระครูลาพุชทั้งรักทั้งหวงยิ่ง
ขณะทอดยิ้มชื่นชมความคล่องแคล่วของศมะหนุ่มน้อย ในใจเจ้าฟ้าผู้อารีก็ค่อยคำนึงสุขุม ต่อไปภายหน้าเถอะ หนุ่มน้อยต้องได้รุ่งเรืองเกรียงไกรด้วยตำแหน่งนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งคามดารกะเป็นแน่ และตำแหน่งที่ท่านหมายมั่นเตรียมไว้ให้ ก็คงหนีไม่พ้น 'องครักษ์นักรบแห่งแม่นางกณิการ์'

| 30 |
| 234 |


|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |